วันพฤหัสบดี, มกราคม 02, 2563

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ แห่งสหราชอาณาจักรทรงนั่งขบวนรถไฟสาธารณะ เสด็จไปเฉลิมฉลองคริสต์มาสที่ผ่านมานี้ พสกนิกรที่เผอิญได้โดยเสด็จรถไฟขบวนเดียวกันกับพระองค์ ต่างพากันปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น





เรื่องเกี่ยวข้อง
Queen Elizabeth joins commuters on train to begin Christmas break at Sandringham


#ปิดเกาะ มีปัญหาอะไรเหรอ... เพื่อนองค์หญิง เธออยากให้ลงรายละเอียดของปัญหาว่ามันมีปัญหายังไง ที่ไหน...





อ่านความเห็นจากโพสต์
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=3380677355306970&set=a.163415147033223&type=3&theater

ตัวอย่างความเห็นหนึ่ง


ooo




ได้ฤกษ์เลยสมัคร IG ไปคอมเม้นเพื่อนขององค์หญิงเรื่องที่มีการปิดพื้นที่สาธารณะให้องค์หญิงเที่ยวส่วนตัวจนเกิดกระแส #ปิดเกาะ ในทวิตเตอร์

ดูแล้วเพื่อนองค์หญิงที่ชื่อ famesvasti / Songlak Svasti ก็น่าจะเป็นคนมีเหตุผลรับฟังเสียงสะท้อน

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถ้าเป็นงานรัฐพิธีหรือพระราชพิธีสำคัญ การปิดถนนโดยเคร่งครัดและจำกัดไม่ให้กระทบสาธารณะมากจนเกินไป ในความเห็นผมก็สามารถทำได้

แต่การปิดถนนหรือลามไปถึงที่สาธารณะจนกระทบกับประชาชน เพื่อไปเที่ยวส่วนตัวนี่ผมว่าไม่ถูกต้อง

ลองดูว่าเสียงสะท้อนตรงไปตรงมาจะมีผลแค่ไหน
...



ooo


..



อ.สมศักดิ์ เจียมฯ โพสต์ภาพ "ผลของการปิดจุดท่องเที่ยว"













แฮชแท็ก #ปิดเกาะ ขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ประเทศไทย




1 ม.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนี้ (1 ม.ค.63) แฮชแท็ก #ปิดเกาะ ขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ประเทศไทย ในบางช่วงขึ้นอันดับ 1 และล่าสุดมีผู้ทวีต 382K ทวีต ส่วนมากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์มาตรการเส้นทางและบางบริเวณในจุดท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ในวันที่ 29 ธ.ค. 62 จ.พังงา ในวันที่ 30 ธ.ค.62 และล่าสุดวันนี้ (1 ม.ค.63) จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ในโซเชียลเน็ตเวิร์กยังปรากฏการเผยแพร่เอกสารที่อ้างว่าเป็นประกาศของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่บริเวณเกาะบิด๊ะนอกและเกาะบิด๊ะใน ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ในวันที่ 29 ธ.ค.62 โดยอ้างถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ จะเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นการส่วนพระองค์ โดยจะทรงกิจกรรมดำน้ำลึกในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ยังมี 2 ประกาศ ต่อเนื่องคือ ประกาศของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพังงา เรื่องกำหนดเขตปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ บริเวณทะเลอันดามัน เขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และบริเวณท่าเทียบเรือบ้านท่าด่าน ท่าเทียบเรืออุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา คลองเกาะปันหยี อ.เมือง จ.พังงา วันที่ 31 ธ.ค.62 ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. และประกาศสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต เรื่องให้หลีกเลี่ยงใช้เส้นทางการเดินเรือ ท่าเทียบเรือวสิษฐ์ - เกาะเฮ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 1 ม.ค.63 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป

แต่จากการตรวจสอบเว็บไซต์ของทั้ง 3 องค์กร ไม่ปรากฏประกาศดังกล่าวเผยแพร่

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาเดียวกันมีการนำข่าวเมื่อ ก.ค.58 เช่น ที่ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน ประชาชนชาวฝรั่งเศสมากกว่า 100,000 คนลงชื่อในแถลงการณ์ร่วมคัดค้านคำสั่งปิดชายหาดใน 'เฟรนช์ริวีเอลา' (โกตดาซูร์) แหล่งตากอากาศขึ้นชื่อทางใต้ของฝรั่งเศส เมื่อ 25 ก.ค.58 เพื่อถวายการต้อนรับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐานพร้อมข้าราชบริพารกว่า 700 คนมาที่เมืองวัลโลรี ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองอองตีบบ์และเมืองมากเซยย์

แผนปิดหาดทำให้รัฐบาลท้องถิ่นฝรั่งเศสออกคำสั่งห้ามผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในระยะ 300 เมตรจากชายหาดซึ่งสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ เข้าพำนัก สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวซึ่งถูกกีดกัน ทำให้มีการรวมตัวเข้าชื่อคัดค้าน แต่นายมิเชล เชอวิญอง ประธานสมาพันธ์การโรงแรมประจำเมืองกานส์ของฝรั่งเศสแถลงยกย่องการเสด็จเยือนของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน โดยระบุว่าเป็นการสร้างรายได้มหาศาลให้แก่ธุรกิจการท่องเที่ยวฝรั่งเศส

ที่มา ประชาไท
https://prachatai.com/journal/2020/01/85743

ooo



ooo



สื่อญี่ปุ่นชี้ "นายพลไทย" ล้นกองทัพ "นายพลไทย" = "นายพัน" ของชาติอื่น + กานดา นาคน้อย เล่าเรื่อง นายพลอเมริกัน




นิตยสาร นิคเคอิ เอเชียน รีวิว ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความที่ใช้ชื่อว่า "ประเทศไทย ดินแดนแห่งนายพลนับพัน" โดยอ้างงานวิจัยว่า ไทยมีนายพล 1 นาย ต่อทหารยศที่ต่ำลงมาทุก ๆ 600 นาย ถือเป็นสัดส่วนสูงกว่าประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีนายพล 1 นาย ต่อทหาร 1,600 นาย

ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมของไทย ชี้แจงกับบีบีซีไทยถึง 3 เหตุผลที่ทำให้นายพลล้นกองทัพ เพราะกองทัพไทยไม่ใช่กองทัพสมัยใหม่ แต่เป็น "แมนพาวเวอร์", นายพลตกค้างจากยุคเร่งผลิตกำลังพลเพื่อต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์, ไม่มีระบบเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี รีไทร์) ตามชั้นยศ แต่มีการแจกยศนายพล "เพื่อเป็นเกียรติประวัติก่อนเกษียณ"



นิคเคอิ เอเชียน รีวิว อ้างถึงงานวิจัยเมื่อปี 2558 ของ พอล เชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกองทัพไทย พบว่า ไทยมีทหารประจำการอยู่ 306,000 นาย และทหารกองหนุน 245,000 นาย รวมเป็น 551,000 นาย คิดเป็น 0.8% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ส่วนเหตุที่สหรัฐฯ มีนายพลน้อยนั้น เป็นเพราะสภาคองเกรสได้จำกัดจำนวนไว้

นิคเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานด้วยว่า นักวิเคราะห์ต่างชาติคนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ไทยมีทหารยศ "พลเอก" เพียง 150-200 นาย ที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจริง ๆ และสำหรับประเทศอื่น ๆ ทหารระดับ "นายพัน" จะทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่นายพลทหารไทยเป็นผู้รับผิดชอบ หน้าที่ที่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่งนี้เองได้ก่อให้เกิดประเด็นด้านหลักพิธีการทูตในช่วงปี 1980-1990 (ปี พ.ศ. 2523-2533) เมื่อทหารไทยและพม่าต้องเจรจาสื่อสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แล้วพม่าส่งทหารที่ยศต่ำกว่าไปพบทหารไทย

เงินเดือนของทหารไทยไม่มากนัก อยู่ที่ราว 6 หมื่นบาทต่อเดือนสำหรับทหารยศ "พลตรี" แต่ทหารอาวุโสที่มีตำแหน่งบังคับบัญชาจะได้เงินมากกว่านี้ เพราะมีเงินตำแหน่งด้วย ส่วนทหารที่ไม่มีตำแหน่งบังคับบัญชาก็อาจจะเสียรายได้ไป

นิตยสารฉบับนี้ยังบอกอีกว่า ทหารไทยเกษียณอายุตอน 60 ปีเช่นเดียวกับข้าราชการประเภทอื่น ๆ แต่พวกเขาสามารถมี "งานที่สอง" ได้ เช่น ตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจที่ทำเงินมหาศาลกว่า 50 แห่ง อาทิ การบินไทย กองทัพไทยมีอำนาจจัดการที่ดินมากกว่าหน่วยงานหรือบริษัทตามในประเทศ และยังเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ

ตามรัฐธรรมนูญไทย การมีอยู่ของกองทัพเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และอธิปไตยของชาติ แต่กองทัพไทยยังถูกกำหนดอีกบทบาทหนึ่งไว้ด้วยตามมาตรา 52 ของรัฐธรรมนูญคือให้ใช้กำลังทหารเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากองทัพเข้าไปมีบทบาทในงานส่วนของข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม ป่าไม้ การสร้างอาคารสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล

นิตยสารนิคเคอิ เอเชียน รีวิว ทิ้งท้ายว่า คำถามว่ากองทัพไทยพร้อมสำหรับหน้าที่หลักคือการปกป้องประเทศหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีความเสี่ยงต้องรับมือกับประเทศศัตรูแต่อย่างใด

อ่านบทความเต็มที่
https://www.bbc.com/thai/thailand-50961210

ooo

ไม่ใช่แค่นายพลเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ แต่ข้าราชการพลเรือนจากกระทรวงต่างๆก็ด้วย อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม แต่คำว่า”เทคโนแครต”ทำให้เกิดมายาคติว่าข้าราชการพลเรือนเก่ง ถ้าเก่งทำไมรัฐวิสาหกิจหลายแห่งถึงขาดทุนเรื้อรัง ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดตั้งราคายังไงก็ได้ #แดนลิเก

นายพลอเมริกันบางคนจบจากรร.ทหารกองหนุน ประเภทหลังนี้ตอนเรียน ป.ตรีใส่เครื่องแบบทหารมาเรียนร่วมกะพลเรือนตามมหาลัยพลเรือน ไม่ได้เรียน รร.นายร้อย เคยคุยกับ นศ.ทหารที่มาลงเรียนวิชาการเงินระหว่างประเทศแล้วพบว่าเขามีความสนใจใฝ่รู้ด้านเศรษฐกิจไม่ต่างจาก นศ.พลเรือน #กองทัพ #ทักษะทหาร

เขียนเล่าเรื่องนายพลอเมริกันไม่ได้หมายความว่านายพลอเมริกันดีที่สุดในโลก แต่เล่าเพื่อให้เข้าใจว่าทำไมทหารอเมริกัน”มีงาน”หลังลาออกจากกองทัพ อยากมีงานก็ต้องมีทักษะ อยากได้ทักษะก็ต้องปฏิรูป รร.นายร้อยจปร. #กองทัพ #ทักษะทหาร

สหรัฐฯกระจายอำนาจทุกระดับ “โรงงานผลิตนายพล” ก็มีหลายแห่งและแข่งขันกัน คนจบรร.มัธยมพลเรือนก็เข้าเรียนนายร้อยได้ ไม่ตัองเกาะติด”รุ่น”และแห่กันเป็นนายพลทั้งรุ่น ที่สำคัญคือการฝึกทักษะที่มีค่านำไปทำอาชีพนอกกองทัพได้ ไม่ผูกขาดอำนาจไม่ผูกขาดความรักชาติ #กองทัพ #ทักษะทหาร

กานดา นาคน้อย
@kandainthai


วันพุธ, มกราคม 01, 2563

ฝากเป็นปณิธานปีใหม่




ภาพจาก

แก๊กสะอาด
ฝากเป็นปณิธานปีใหม่ของรัฐบาล
...


https://www.facebook.com/JobSobRajakan/photos/a.1442897232457050/2602150766531685/?type=3&theater


ยิ้มสู้ปีใหม่ ด้วยไฟแห่งความคับแค้นใจและความหวัง




ยิ้มสู้ปีใหม่ ด้วยไฟแห่งความคับแค้นใจและความหวัง

ปี 2019 เป็นปีที่เข้มข้น หนักหนาสาหัสทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง ถ้าดูข่าวจากหน้าสื่อ อาจดูเหมือนว่ามีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น ทั้งการเลือกตั้งที่ไม่ได้นำมาซึ่งรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวัง สภาที่แทบไม่ได้ผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การเมืองที่เต็มไปด้วยการประหัตประหาร มุ่งทำลายคนเห็นต่างด้วยวาทะเกลียดชังและข่าวปลอม ภัยแล้ง-น้ำท่วมที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจรากหญ้า ปัญหาฝุ่นละออง pm2.5 ที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ผ่านเรื่องราวดีๆมาไม่น้อย ปีนี้มีคนไทยถึง 3 คนได้ติดอันดับบุคคลแห่งอนาคตของ Time นิตยสารระดับโลก น้องมิลค์ เด็กไทยวัยเพียง 12 ปี ชนะเลิศการแข่งโดรนชิงแชมป์โลกเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ธีราทร บุญมาทัน พาทีมโยโกฮามาคว้าแชมป์เจลีก สร้างประวัติศาสตร์เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ครองแชมป์ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น เราได้เห็นสภากลับมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอีกครั้งผ่านการตั้งกระทู้ถามครม. ได้เห็นกรรมาธิการทำงานอย่างแข็งขันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ช่วยบรรเทาคลี่คลายปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ไม่น้อย

ความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน เติมไฟแห่งความคับแค้นใจ ผลักดันเราให้ก้าวต่อไปเพื่อคลี่คลายปัญหา สร้างสังคมที่ดีกว่าให้กับลูกหลานรุ่นต่อไป

ความสำเร็จและความเปลี่ยนแปลงที่ดี เติมไฟแห่งความหวัง ผลักดันให้เราก้าวต่อไปด้วยความเชื่อมั่นว่าหนทางที่เราเดินเป็นทางที่ถูกต้อง และมีคนมากมายร่วมทางไปกับเรา

No matter how dark the year appears to be, the spirit of human endeavour remains undimmed.

ถึงปีที่ผ่านมาจะดูมืดมนเพียงใด แต่จิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นของมนุษยชาติก็ยังคงเปล่งประกายเสมอ

สวัสดีปีใหม่ 2020


Pannika Chor Wanich


ปี 2562/2019 เป็นปีแห่งความเปราะบางของผู้ครองอำนาจ ปี 2563/2020 จะต้องเป็นปีแห่งการต่อสู้ของ “ประชาชน” คนส่วนใหญ่-คนธรรมดา ผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้




[2562/2019 ผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือซึ่งความชอบธรรม ในขณะที่ประชาชนยังสะสมพลังไม่มากพอที่จะโค่นล้ม]

“อำนาจ” ดำรงอยู่ได้ด้วย “การเชื่อฟัง” เมื่อไรก็ตามที่ผู้อยู่ใต้อำนาจยอมเชื่อฟัง ปฏิบัติตามในสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการ หรือไม่ปฏิบัติในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ เมื่อนั้น ความสัมพันธ์ทางอำนาจย่อมเกิดขึ้น หากปราศจากซึ่งการเชื่อฟัง ก็ถือได้ว่าอำนาจนั้นทำงานไม่ได้เสียแล้ว

คนจะเชื่อฟังอำนาจได้ ก็ต้องอาศัย 2 องค์ประกอบ

หนึ่ง การยอมรับนับถือแบบยินยอมพร้อมใจ หรือ consent
คนผู้อยู่ใต้อำนาจยอมทำตามโดยไม่ปริปาก ไม่ตั้งคำถาม พร้อมใจทำตามโดยไม่ต้องบังคับ เพราะ เขาเชื่อในอำนาจนั้น

สอง การใช้กำลังบังคับให้เชื่อฟัง หรือ coercion
คนผู้อยู่ใต้อำนาจไม่ยอมทำ ตั้งคำถาม สงสัย แต่ต้องยอมทำตาม เพราะ ถูกบังคับโดยกลไกรัฐ กฎหมาย ตำรวจ ทหาร ศาล คุก

อำนาจดำรงอยู่อย่างมั่นคง ถ้าทำงานด้วย consent

อำนาจดำรงอยู่อย่างเปราะบาง มีโอกาสล้มได้เสมอ ถ้าทำงานด้วย coercion

.

ที่ผ่านมาผู้ครองอำนาจประสบกับ “วิกฤตการณ์อำนาจนำ” เริ่มสูญเสียความชอบธรรม พวกเขาจึงต้องใช้ทุกวิธี ทุกวิถีทาง ใช้กำลังบังคับเพื่อรักษาอำนาจและครองอำนาจต่อไป

ตั้งแต่... รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

การใช้กำลังทางกายภาพ กำลังทางกฎหมาย เข้าปราบปรามประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ล้ม ร่าง ล้ม ร่าง หลายครั้ง

ออกแบบรัฐธรรมนูญชนิดที่ “โกง” ที่สุด รัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่า “ปราบโกง” แต่จริงๆแล้ว มันคือ รัฐธรรมนูญที่ “โกงเวลา โกงโอกาส โกงอนาคต” ของประเทศไทย

กระบวนการออกเสียงประชามติที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้เป็นเครื่องมือในการแต่งหน้าทาปากว่ารัฐธรรมนูญนี้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน

การเลื่อนเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆจนกว่ามั่นใจว่าพวกตัวเองจะชนะ

การตั้งพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือการสืบทอดอำนาจ

การ “ดูด” นักการเมืองเข้าสังกัดโดยใช้กลวิธีและอิทธิพลต่างๆ

กลไกรัฐที่สนับสนุนพวกตนเองในการเลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พวกตนเอง

การออกแบบระบบเลือกตั้งที่มิให้พรรคการเมืองครองเสียงข้างมาก

การจัดการเลือกตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานจนไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ยุติธรรม

การคำนวณคะแนนแบบพิสดาร นำคะแนนไปแบ่งทอนให้พรรคเล็ก ได้ 1 ที่นั่ง เพื่อกวาดต้อนเข้าร่วมรัฐบาล “สหพรรค”

การใช้ “นิติสงคราม” กำจัดศัตรูทางการเมือง

ระบบ “สองมาตรฐาน” ยอมเอาองค์กรตรวจสอบทั้งระบบเข้าแลกกับการกำจัดศัตรูทางการเมือง และรับรองการใช้อำนาจให้กับพวกตัวเอง ถ้าเป็นพวกเอ็ง ไม่รอด ถ้าเป็นพวกข้า รอดหมด

“แจกกล้วย-งูเห่า”

รัฐบาล “สหพรรค” ไร้เสถียรภาพ ส่งมอบนโยบายตามที่หาเสียงไม่ได้ และขัดแย้งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

หักดิบมติสภา เพื่อไม่ให้มีคณะกรรมาธิการตรวจสอบประกาศ คำสั่ง คสช และการใช้มาตรา 44

เป็นต้น

เรายอมทำลายทุกอย่างเพียงเพื่อให้ผู้ครองอำนาจได้ครองอำนาจต่อไป
ทำลายระบบรัฐธรรมนูญ ทำลายระบบรัฐสภา ทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุล
ใช้งบประมาณแผ่นดินไปจุนเจือพวกพ้อง
ความเหลื่อมล้ำขยายตัว
ประเทศไทยยอมเสียต้นทุนมหาศาลเพื่อแลกกับการที่พวกเขาได้ครองอำนาจ

.

รัฐธรรมนูญ 2560 ฐานอำนาจของการปกครองปัจจุบัน เป็นรัฐธรรมนูญที่ทั้งเปราะบางและแข็งกระด้าง
“เปราะบาง” เพราะ ไม่มีฐานความชอบธรรม แต่ดำรงอยู่ได้ด้วยกำลัง
“แข็งกระด้าง” เพราะ มีผู้ต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่ออกแบบมาให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยากมากจนแก้ไขไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ

สภาพการณ์เช่นนี้ นำมาซึ่ง “ความตึงเครียด” ภายในรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2560 กลายเป็นระเบิดเวลาที่ตั้งเวลารอระเบิด

พลังที่ต้องการแก้ไขมีมาก แต่แก้ไม่ได้
พยายามเท่าไรก็แก้ไม่ได้

ประสบการณ์จากหลากหลายประเทศ บอกเราว่า รัฐธรรมนูญลักษณะแบบนี้ ในท้ายที่สุด จะจบลงได้ถ้าไม่รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ก็ประชาชนลุกฮือ ฉีกรัฐธรรมนูญ

นี่คือระเบิดเวลา

หน้าที่ของ “ผู้แทนราษฎร” คือ การถอดสลักระเบิดเวลานี้ก่อนที่มันจะระเบิด
หน้าที่ของสถาบันการเมืองทั้งหลาย คือ แก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น

แต่ถ้า “ผู้แทนราษฎร” และสถาบันการเมืองต่างๆที่กินภาษีประชาชน ยังคิดไม่ได้ คิดไม่ออก มองแต่เพียงประโยชน์เฉพาะหน้า คิดแต่เรื่องอำนาจวาสนา ประโยชน์ที่ได้รับ นั่นก็เท่ากับว่า ผลักภาระไปให้กับ “ประชาชน” ในการต่อสู้ตามลำพัง

“ผู้แทนราษฎร” จะเป็น “ผู้แทน” ของ “ราษฎร” ได้ ต้องต่อสู้ร่วมกันกับประชาชน
“ผู้แทนราษฎรมิใช่ “ผู้ใต้บังคับบัญชาคณะรัฐประหารสืบทอดอำนาจ”

...

หากต้องสรุปปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปีนี้ด้วยประโยคเดียว ผมคงสรุปว่า ปี 2562/2019 คือ

ปีที่แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดว่า ผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือซึ่งความชอบธรรมใดอีกแล้ว ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังไม่มีกำลังมากพอที่จะโค่นล้มผู้ครองอำนาจได้

สภาวการณ์เช่นนี้ คล้ายคลึงกับที่อันโตนิโอ กรัมชี่ บอกไว้ว่า เมื่อสิ่งเก่ากำลังจะตายแต่ยังไม่ตาย ในขณะที่สิ่งใหม่จะเกิดก็ยังเกิดไม่ได้ วิกฤตการย่อมปรากฏขึ้น

ผู้ครองอำนาจ พยายามรักษาอำนาจ และสถาปนาอำนาจของพวกเขาฝังตัวไปในระบอบมากขึ้น

แต่เรา... ประชาชน ก็ต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจ และสถาปนาอำนาจนำใหม่ของพวกเรา

หากเรานิ่งดูดาย เฝ้าแต่คิดว่า เวลาอยู่ข้างเรา เวลาที่ว่าอาจไม่มาถึง และพวกเขาจะใช้เวลานี้ในการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ และสถาปนาระบอบที่พวกเขาปรารถนาได้สำเร็จ

นี่จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่พวกเราต้องพร้อมใจกันต่อต้านอำนาจอันเปราะบางของพวกเขา อย่าปล่อยให้พวกเขาติดตั้งระบอบของเขาได้สำเร็จ

แม้เริ่มต้นจะยาก แม้ระหว่างทางจะมองไม่เห็นทางชนะ แต่ก็ต้องพยายาม

...

ปี 2562/2019 เป็นปีแห่งความเปราะบางของผู้ครองอำนาจ

ผู้ครองอำนาจไม่หลงเหลือความชอบธรรมที่ค้ำจุนอำนาจอีกต่อไป แต่พวกเขาก็ใช้พละกำลังเฮือกสุดท้าย ใช้ทุกวิธีเพื่อรักษาอำนาจต่อ

ปี 2563/2020 จะต้องเป็นปีแห่งการต่อสู้ของ “ประชาชน” คนส่วนใหญ่-คนธรรมดา ผู้เป็นเจ้าของประเทศนี้

นี่คือ ห้วงเวลาประชาชนเป็นใหญ่
นี่คือ โอกาสสำคัญในการเข้าช่วงชิง


Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
·


สวัสดีปีใหม่หวังใจว่า...




สวัสดีปีใหม่
จะอวยให้ร่ำรวยก็สูญเปล่า
อยู่กับความเป็นจริงเถืดหนอเรา
ล้วงดูเงินในกระเป๋ามีเท่าไร
สวัสดีปีใหม่การต่อสู้
จะเชิดชูชัยชนะยากไฉน
แค่พูดว่าเราสู้อยู่กับใคร
ยังมิอาจกดไลค์ใกล้ตะราง
สวัสดีปีใหม่หวังใจว่า
จะดีกว่าปีเก่าเราร่วมสร้าง
แม้อยู่ไกลร่วมใจไม่จืดจาง
ฟ้ายังกว้างทางยังไกลใจยังรอ
หวังฟ้าใหม่ไร้กะลามาคลุมครอบ
เปิดระบอบประชาธิปไตยได้เติบต่อ
เสรีภาพเสมอภาคแผ่ถักทอ
อยู่ใกล้ไกลไม่ท้อสู้ต่อไป


วัฒน์ ท่าเสา

(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2658265650916554&set=a.1777916492284812&type=3&theater)


บทกวีการเมืองแห่งตอแหลแลนด์ : ปีใหม่ ...... ไพร่ระทม




ปีใหม่..................ไพร่ระทม
.
___________ อยากอวยพรปีใหม่ให้ทุกท่าน
_________ อยากบันดาลโชคให้ดั่งใจหวัง
_______ อยากอวยชัยให้สุขีมีพลัง
_____ อยากให้เพลินเงินเต็มถังตังท่วมนอง
.
___ แต่ไม่มีมนตรามาเสกให้
_ เหลือเพียงใจที่อึดอัดแลขัดข้อง
_ ชีวิตยังอยู่ใต้ฟ้า.....ฝ่าละออง
___ที่ยังต้องต่ำใต้ไพร่ติดดิน
.
_____ เป็นปีเก่าปีใหม่.....ก็ไร้สุข
_______ ยังอมทุกข์กับเสรีที่ขาดวิ่น
_________ อยุติธรรมซ้ำซัดคอยกัดกิน
___________ จนสังคมสูญสิ้นแลเสื่อมทราม
.
___________ ภาพที่เห็น ความเป็นจริงยิ่งหนักหน่วง
_________ ติดตามทวงอธิปไตยไม่ครั่นคร้าม
_______ แม้นจะเหนื่อยหนักหนา.....พยายาม
_____ ที่สุดความด้านหน้ามาคร่าไป
.
___ผู้ชนะชวนกันโห่ด้วยฮึกเหิม
_ ต่างเฉลิมฉลองร่าหน้าสดใส
_ ร่วมตีวิ่งชิงปล้นประเทศไทย
___ เป็นประชาธิปไตยไร้สภา
.
_____ ผู้พ่ายแพ้ได้แต่ตะลึงจ้อง
_______ แม้นจะร้องเรียกเสียงลั่นสนั่นฟ้า
_________ ไร้สำเนียงเสียงขานรับตอบกลับมา
___________ อนิจจาปีใหม่..................ไพร่ระทม


พ.ศ.2563 หรือ ค.ศ.2020 แล้ว เรายังไม่เห็นรถไฟความเร็วสูง มองย้อนถอยหลังไปประมาณ 6 ปีก่อน ...




อีกไม่กี่วัน จะเข้าสู่ปี พ.ศ.2563 หรือ ค.ศ.2020 แล้ว
.
นับย้อนถอยหลังไปประมาณ 6 ปีก่อน เราคงจะจำกันได้ ถึง “พระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .........”
.
หรือที่คุ้นหูคุ้นตากันในนาม “ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” เพื่อการลงทุนในการก่อสร้างและยกระดับระบบสาธารณูปโภค ในสมัยที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
.
ถ้าร่าง พ.ร.บ. นี้ผ่านได้ในตอนนั้น อีกไม่กี่อึดใจ เราอาจจะได้ยลโฉมรถไฟความเร็วสูงตามโครงการดังกล่าว
.
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวก็ถูกตีตกไปโดยศาลรัฐธรรมนูญ
.
ที่มาพร้อมกับประโยคที่ว่า “ให้ถนนลูกรังหมดไปเสียก่อน” ของคุณสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น
.
แล้วประโยคดังกล่าว ก็ฝังใจเราเรื่อยมา จนทำให้เข้าใจไปว่า ที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่ผ่าน เพราะว่าถนนลูกรังยังไม่หมดไปจากประเทศเรา
.
มันเป็นแบบนั้นจริงเหรอ?
.
ไหนๆ จะรำลึกความหลังแล้ว ทางเพจจึงขออนุญาตค้นหาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว มาให้ชาวกระจ่างได้เข้าใจกัน
.
..................................
.
ก่อนอื่น มาดูรายข้อมูลเบื้องต้น ของร่าง พ.ร.บ.นี้กันก่อนว่า มีโครงการอะไรบ้าง
.
วงเงินจำนวน 2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 8 แผนงานในบัญชีท้าย พรบ. ดังนี้
1. ทางรถไฟ 313,337,950,000 บาท (15.67%)
2. ท่าเรือ 29,580,650,000 บาท (1.48%)
3. สถานีขนส่งรถบรรทุก 14,790,910,000 บาท (0.74%)
4. ระบบขนส่งมวลชนทางราง 456,662,250,000 บาท (22.83%)
5. ถนน 121,353,400,000 บาท (6.07%)
6. ประตูการค้าชายแดน 47,945,840,000 บาท (2.40%)
7. รถไฟฟ้าความเร็วสูง 995,278,300,000 บาท (49.76%)
8. เตรียมความพร้อม ค่าเผื่อขาด ฉุกเฉินรีบด่วน 21,050,700,000 บาท (1.05%)
.
โดยในเรื่องดังกล่าวนั้น มาถึงมือของศาลรัฐธรรมนูญ 2 ทาง คือ
ทางที่ 1 นำโดยคุณคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กับคณะ ประกอบด้วย ส.ว. 55 คน และ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 11 คน รวม 66 คน ยื่นรายชื่อต่อประธานรัฐสภา (คุณสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์) ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
ทางที่ 2 นำโดยคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ส.ส. พรรคประชาธิปปัตย์รวม 146 คน
.
ซึ่งทั้ง 2 ทาง รวมแล้วเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ (พ.ศ.2550) มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (2) ใน 2 ประเด็น คือ
ประเด็นที่ 1 ร่าง พ.ร.บ. มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ประเด็นที่ 2 ร่าง พ.ร.บ. ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่
.
ในประเด็นที่ 1 นั้น สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่ทำให้ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ คือ
.
หมวด 1 มาตรา 6 “เงินที่ได้จากการกู้ตามมาตรา 5 ให้นำ ไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการกู้ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง… แต่ต้องเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำ เนินการตามยุทธศาสตร์และแผนงานที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น”
.
และ หมวด 2 มาตรา 14 และ 15 “…ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำ รายละเอียด… เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ… เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ… การดำเนินโครงการและจัดสรรเงินกู้…ให้บริหารจัดการโครงการและจัดสรรเงินกู้ตามวงเงินที่อนุมัติต่อไป”
.
โดยสรุปของปัญหาที่ทั้ง ส.ว. เสียงข้างน้อย และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ในขณะนั้นกังวล ก็คือ เงินกู้ดังกล่าว จะไม่ได้เป็นเหมือนงบประมาณรายจ่ายปกติที่ต้องพิจารณาผ่านสภา แต่อำนาจในการใช้จ่ายจะอยู่ที่คณะรัฐมนตรี
.
ส่วนในประเด็นที่ 2 นั้น เป็นเรื่องของในการลงมติในวาระที่ 2 ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2556 มีการเสียบบัตรลงมติแทนกัน โดยนายนริศร ทองธิราช ส.ส. สกลนคร พรรคเพื่อไทย ได้ใช้บัตรแสดงตนแทน ส.ส. ผู้อื่นประมาณสี่ถึงห้าคน และใช้บัตรลงมติเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. นี้แทน ส.ส. ผู้อื่นอีกประมาณสามถึงสี่คน
.
.
.
จากนั้น ในขั้นตอนของการไต่สวนเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2557 คุณชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ได้ขึ้นเบิกความว่า ภาพรวมของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นการเตรียมกรอบวงเงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 7 ปี เพื่อให้มีวงเงินสำคัญที่จะมาดำเนินโครงการสำหรับการลงทุนของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ
.
ซึ่งการอนุมัติโครงการทุกโครงการต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินโดยทุกโครงการต้องทำตามที่กฎหมายเกี่ยวข้อง
.
นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่องการเบิกจ่าย เพื่อให้สามารถติดตามความก้าวหน้าของโครงการได้
.
คุณชัชชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องความโปร่งใสตนกังวลเรื่องนี้มากที่สุด แต่ก็ต้องเรียนว่าความโปร่งใสอยู่ที่ระบบ ซึ่งไม่อาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. นี้ จึงต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าโครงการดังกล่าวยังสนับสนุนในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะทำให้การคมนาคมขนส่งสะดวกขึ้น ส่วนการก่อหนี้เกินตัวนั้น ทางสำนักงานบริหารหนี้ได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว สำหรับวงเงินของโครงการดังกล่าวนั้นอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านบาท แต่ขณะนี้ได้นำมาใช้ในวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบวินัยทางการเงินที่กฎหมายได้กำหนดไว้
.
ทั้งนี้ ระหว่างที่คุณชัชชาติ เบิกความอยู่นั้น คุณสุพจน์ ไข่มุกด์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามถึงความจำเป็นในการออกตราร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก่อนจะกล่าวด้วยความเห็นส่วนตัวว่า...
.
"สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคิดล่วงหน้า ไม่ใช่คิดแต่เฉพาะประเทศไทย ต้องคิดถึงระดับภูมิภาค อนุภูมิภาค ระดับสากลด้วย มันถึงจะคุ้ม สิ่งเหล่านี้ถ้าเราจะทำมันไม่สามารถทำได้ในชั่วคืนเดียวแล้วมากู้ 2 ล้านล้าน เพื่อเอาระบบความเร็วสูงมา ถ้าเป็นระบบรางคู่ ผมจะไม่พูดสักคำเดียว แล้วไม่ต้องเสียเวลามานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย เพราะระบบรางคู่จำเป็นมาก ไม่ต้องเสียเวลาไปสับหลีกกัน เอาถนนลูกรังให้หมดไปจากประเทศไทยก่อน ทำสิ่งต่างๆ ให้เสร็จก่อนไปคิดถึงระบบความเร็วสูง ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่า ความเร็วสูงยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย และเงินกู้ 2 ล้านล้านนี่ คุณชัชชาติตายไปเกิดใหม่มารุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย"
.
.
.
ในที่สุด ก็มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2557 โดยสรุป คือ
.
ประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน การกระทําดังกล่าวทำให้กระบวนการออกเสียงลงคะแนนในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงถือว่ามติของสภาผู้แทนราษฎร
ในกระบวนการตราร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
.
ประเด็นเรื่องอำนาจในการใช้จ่ายเงินกู้
- ร่าง พ.ร.บ.นี้ เนื้อหาแตกต่างจากที่ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดินบัญญัติไว้ทําให้การควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินจํานวนมากถึง 2 ล้านล้านบาท แต่ไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดของแผนงานหรือโครงการที่จะใช้จ่ายเงินอันเกี่ยวกับการวางแผนการเงิน
การจัดหารายได้เพื่อชดใช้หนี้ หรือการบริหารจัดการกํากับการใช้จ่ายเงิน
- สร้างภาระผูกพันทางการเงินแก่ประเทศเป็นจํานวนมหาศาลและเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่มีหลักประกันความเสี่ยงภัยทางการเงินการคลังและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างเพียงพอ
.
เมื่อการใช้จ่ายเงิน กู้ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ดําเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ หมวด 8 จึงขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง
.
ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง 2 ประเด็น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ร่าง พ.ร.บ. นี้ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
.
ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นสาระสําคัญมีผลให้ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นอันตกไป โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ 9:0
.
..................................
.
จากเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นได้ว่า “ให้ถนนลูกรังหมดไปเสียก่อน” เป็นเพียงความเห็นของตุลาการท่านหนึ่งเท่านั้น แต่อาจไม่เป็นที่ถูกใจมากนัก จึงกลายเรื่องที่ติดอยู่ในความทรงจำของหลายๆคน
.
หลักที่ทำให้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวถูกศาลรัฐธรรมนูญปัดตกไป คือ มีการลงมติแทนกัน จึงทำให้ ร่าง พ.ร.บ. นี้ ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
.
และไม่ได้ดําเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
.
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่รัฐบาลในขณะนั้นจะได้แก้ไขอะไรในเรื่องนี้ ก็มาเกิดการรัฐประหารขึ้น ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557
.
โดยในปัจจุบัน แม้ในปัจจุบัน เราจะไม่ได้เห็นระบบสาธารณูปโภคตามโครงการภายใต้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ แต่ก็ถือได้ว่าทั้งรัฐบาล คสช. และรัฐบาลปัจจุบัน ก็ได้มีการขยับเขยื้อนในการพัฒนาเรื่องนี้ต่อมาพอสมควร
.
แต่ภายใต้ปัญหาเดียวกัน นั่นคือปัญหาในเรื่องของความโปร่งใส จากการประมูลสัมปทาน รวมถึงต้นทุนของเวลาที่เกิดขึ้น
.
จึงพอที่จะสรุปได้ว่า ที่เรายังไม่เห็นรถไฟความเร็วสูงนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ช้าลงไปบ้าง
.
แต่การเกิดรัฐประหาร และการตัดสินใจของรัฐบาลหลังจากนั้นต่างหากที่ทำให้มันช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
.
ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจที่ดีหรือไม่ก็ตาม
.
#กระจ่าง
.
ที่มา :
.
อ.เจษฏา รำลึก อีกไม่กี่วันก็ 2020 กิตติรัตน์ โพสต์ ถ้าเดินหน้าทำ ป่านนี้คงเกือบเสร็จ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1839958
.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ รถไฟความเร็วสูงยังไม่จำเป็น ทำถนนลูกรังให้หมดก่อน
https://hilight.kapook.com/view/95935
.
คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญศาลรัฐธรรมนูญที่ 3 - 4/2557 วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557
http://web.senate.go.th/…/FCKeditor/upload/Image/b/con77.pdf
.
สรุปคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3 - 4/2557
http://english.constitutionalcourt.or.th/…/center-law3-4_57…
.
ร่าง พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน: ความขัดแย้งในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
https://www.econ.cmu.ac.th/econmag/journals/issue18-1_1.pdf
.
เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
https://library2.parliament.go.th/…/co…/hr24/apl015-2556.pdf


กระจ่าง - The Enlightener
December 27 at 8:00 PM ·

ย้อนชม 4 เรื่องเด่นของบีบีซีไทยในปี 2562



https://www.facebook.com/BBCnewsThai/videos/1500992240053410/

อ่านต่อ

ข่าวเด่น 2562 : รวม 4 เรื่องเอ็กซ์คลูซีฟบีบีซีไทย
(https://www.bbc.com/thai/thailand-50916124)



ปีใหม่แล้ว แต่ "อาจจะไม่เป็นที่เจริญใจ"


ขณะเขียนนี่หลายพื้นที่ในอีกซีกโลกรวมทั้งไทยผ่านเวลาเที่ยงคืน เส้นแบ่งปีเก่าและปีใหม่ไปแล้ว ในที่นี้จึงขอนำข่าวสารบางอย่างมาสะท้อนว่า ‘คนไทย’ จะได้เจอะเจออะไรบ้างบางสิ่ง ตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ เป็นต้นไป

สิ่งที่นำมาเสนออาจจะไม่เป็นที่เจริญใจ สำหรับหลายๆ คน ดั่งคำอวยพรปีใหม่ที่ให้กันทั่วๆ ไป หากแต่ถ้าเป็นความกังวลก็จะทำให้รับรู้และตั้งตารับมือ หรือต่อสู้ได้ดีกว่าไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะการวางเฉย หรือ ‘inert’ ไม่ช่วยนำชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้

แม้กระทั่งในบริบทของชีวิตความเป็นอยู่ ตามสภาพดินฟ้าอากาศและธรรมชาติรอบตัว ซึ่งมีข่าวออกมาแล้วว่าในอนาคตอันใกล้แล้งนี้ ทีท่าจะแล้งหนักงมากขึ้นไปอีก สำนักข่าวเอพีนำเสนอเรื่องนี้ลงลึกละเอียดขึ้นไปหน่อย

ท่ามกลางสภาพย้อนแย้ง ‘ตื้นเขิน’ ของลำน้ำโขง อันมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของคนไทยในภาคพื้นอีสาน และปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองอันต่อเนื่องกับ ‘แม่โขง’ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมที่จะถึง สำนักบริหารจัดการน้ำเตือนระวัง

นอกจากน้ำตามลำน้ำต่างๆ จะมีปริมาณน้อยลงยิ่งกว่าที่น้อยมากแล้วในปีที่ผ่านมา เดือนมีนาและเมษาซึ่งอากาศร้อนสูงสุดก็จะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำที่สุดได้ด้วย รวมทั้งริมตลิ่งแม่น้ำโขงบางแห่งจะพังทลายลง เพราะระดับน้ำจะต่ำลงถึง ๑ เมตร

ทั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการทดลองเก็บกักน้ำของเขื่อนจินฮอง (ใหม่สุดในจำนวนนับสิบเขื่อนของจีนตามลำน้ำโขง) ระหว่างวันที่ ๑ ถึง ๓ มกราคม แม่น้ำ ๘ สายในไทยที่ต่อเนื่องกับลำน้ำโขงจะเจอผลกระทบนี้โดยตรง
 
กรมชลประทานเพิ่งประกาศตอนปลายเดือนธันวาคมนี้เอง ให้ชาวบ้านระมัดระวังการใช้น้ำ ว่าน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์และจุฬาภรณ์สงวนไว้ใช้ได้สำหรับการบริโภคและระบบนิเวศน์เท่านั้น ปริมาณน้ำจะน้อยเกินไปสำหรับการปลูกพืชพันธุ์เกษตรกรรม

คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเตือนว่าสภาพแล้งในบริเวณลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่เป็นอยู่ขณะนี้ในพื้นที่ประเทศไทยและกัมพูชา จะเรื้อรังต่อไปไม่น้อยกว่า ๓๐ ปี อาจถึง ๖๐ ปี ๙๐ ปีก็ได้ เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานองค์การแม่น้ำนานาชาติเตือน

“ไม่เพียงภาวะแห้งแล้งอันเกิดจากเขื่อนแล้ว ระบบนิเวศน์วิทยาของลุ่มน้ำโขงก็กำลังถูกทำลายไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล...ทำให้ระบบนิเวศน์ตามลุ่มน้ำต้องเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยมาก่อน”
 
เห็นได้จากปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนเป็นสีครามเมื่อเดือนที่แล้ว ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ แห่งคณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยสารคามเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘น้ำหิวโหย’ อันจะ “ยิ่งทำให้เกิดตลิ่งพัง ต้นไม้ล้มตามชายฝั่ง และสิ่งก่อสร้างพังทะลายมากขึ้นไปอีก”

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปกติน้ำโขงจะต้องมีสีปูนขุ่นอันเต็มไปด้วยฝุ่นผงซึ่งเป็นสารอาหารเลี้ยงปลาและพืชพันธุ์ตลอดลุ่มน้ำ อาการน้ำโขงไม่ขุ่นนี้เป็นผลจากเขื่อนไซยะบุรีของจีนในลาว ซึ่งกักน้ำเพื่อใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า เขื่อนกรองเอาผงตะกอนอาหารของปลาและพืชเอาไว้ไม่ไหลมากับน้ำดังก่อน