
หมาเฝ้าบ้าน
January 2
·
“เราเริ่มเข้าขั้นเทียบเวียดนามไม่ได้แล้ว... ต่อให้เทียบไปกี่ปีก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขาปฏิรูปภาครัฐอย่างเด็ดขาด แต่ของเรานี่ไม่กล้าเลย” ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
เจาะลึกทิศทางประเทศไทยปี 2569 กับ ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในภาวะ "ซึมลึก" และส่อแววสาหัสกว่าปีก่อนจากพิษกำแพงภาษีของทรัมป์ พร้อมวิพากษ์โครงสร้างการเมืองระบบ "บ้านใหญ่" และนโยบายประชานิยมสุดอันตรายที่กำลังกัดกินวินัยการคลัง ท่ามกลางความหวังเดียวในการพลิกฟื้นคือการปราบปราม "ทุนเทา" และการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง
.
❏ การเมืองระบบ "บ้านใหญ่" และโควตารัฐมนตรี คือต้นตอความล้มเหลว
.
ปัญหาการเมืองที่วิกฤตที่สุดคือระบบ "บ้านใหญ่" ที่เมื่อชนะเลือกตั้งได้ สส. เข้ามา ก็จะนำจำนวนเก้าอี้ไปต่อรองขอ "โควตารัฐมนตรี" ส่งผลให้ประเทศไทยได้คณะรัฐมนตรีที่มีคุณภาพต่ำต่อเนื่องมาหลายสิบปี เพราะการคัดเลือกไม่ได้ดูที่ความรู้ความสามารถแต่ดูที่โควตา ทางออกเดียวคือประชาชนต้องปฏิเสธการเมืองรูปแบบนี้ผ่านคูหาเลือกตั้ง
.
"ต้องให้เสียงประชาชนมันดังว่าฉันจะไม่เอาการเมืองประเภทบ้านใหญ่ ที่ได้ สส. แล้วก็เอาโควตา สส. ไปเป็นรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้เป็นระบบซึ่งแย่มาก และทำให้เราได้คณะรัฐมนตรีซึ่งคุณภาพต่ำ"
.
❏ เตือนภัยนโยบาย "ประชานิยมอันตราย" (กรณีปลดหนี้แสนจ่ายหมื่น)
.
ดร.สมชัย แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมสุดโต่ง โดยเฉพาะแนวคิด "เป็นหนี้ 100,000 จ่ายแค่ 20,000 แล้วจบหนี้" ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมากต่อวินัยการเงินการคลังและบรรทัดฐานของประเทศ ส่วนนโยบายแจกเงินหรือเติมเงินให้อาสาสมัคร แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่ก็เป็นเพียงผลระยะสั้นและสร้างภาระงบประมาณ
.
"นโยบายเรื่องของที่ว่า เป็นหนี้ 100,000 แล้วไม่ต้องจ่ายเต็ม... อันนั้นประชานิยมแรงมากและน่ากลัวมาก อันตรายมาก ๆ ครับ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องไม่ทำครับ"
.
❏ กกต. ต้องเลิกเป็นแค่ "บุรุษไปรษณีย์"
.
บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเป็นต้องยกระดับจากการเป็นเพียงผู้รับเอกสารนโยบายแล้วนำมาเผยแพร่ (เหมือนบุรุษไปรษณีย์) มาเป็นการทำงานเชิงรุก โดยร่วมมือกับนักวิชาการในการ "วิเคราะห์และตรวจสอบ" ตัวเลขงบประมาณที่พรรคการเมืองเสนอว่าทำได้จริงหรือไม่ เพื่อสกัดกั้นการโฆษณาเกินจริงที่อาจทำลายระบบการคลัง
.
"กกต. ก็ควรจะทำหน้าที่เพิ่มบทบาทมากขึ้นนะครับ คือที่ผ่านมารอบที่แล้วเนี่ย เราก็วิจารณ์ว่าเหมือนกับเป็นบุรุษไปรษณีย์... กกต. ต้องทำหน้าที่วิเคราะห์มากขึ้น"
.
❏ ปราบ "ทุนเทา" คือจุดเปลี่ยนเกม (Game Changer) เดียวของปีนี้
.
ในภาวะที่เศรษฐกิจซึมลึก ปัจจัยเดียวที่อาจพลิกฟื้นความเชื่อมั่นได้ในปีนี้คือการจัดการ "ทุนเทา" และ "สแกมเมอร์" อย่างเด็ดขาด เพราะทุนกลุ่มนี้ฟอกเงินโดยไม่สนกำไรขาดทุน ทำให้ธุรกิจสุจริต (ทุนขาว) แข่งขันไม่ได้ หากรัฐบาลใหม่เอาจริงเอาจังภายใน 3-4 เดือนแรก จะช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาได้
.
"ถ้าเกิดมีการจัดการเรื่องของทุนเทาอย่างจริงจังภายในปีนี้เนี่ย ก็จะทำให้ภาคธุรกิจที่เป็นทุนสะอาดเนี่ยมีความมั่นใจมากขึ้น... อันนี้อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ครับ"
.
❏ เศรษฐกิจปี 2569 ส่อแววแย่กว่าปีก่อนจากพิษภาษี "ทรัมป์"
.
ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มแย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีปัจจัยลบหลักคือภาคการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบเต็มใบจากกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ (เริ่ม 1 ม.ค.) ต่างจากปีก่อนที่มีการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษีล่วงหน้า ทำให้ตัวเลขส่งออกปีนี้แผ่วลงอย่างชัดเจน และเศรษฐกิจไทยจะยังคงอยู่ในภาวะ "ซึมลึก" ต่อไป
.
"ยอดการส่งออกปีนี้ก็น่าจะสู้ปีที่แล้วไม่ได้นะครับ ตัวนี้น่าจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเนี่ย ต้องถือว่าเศรษฐกิจนี่มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงครับ"
.
❏ เครื่องยนต์ในประเทศดับ: ท่องเที่ยวจ่ายน้อย-รัฐถังแตก
.
ความหวังที่จะพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศทำได้ยาก ภาคท่องเที่ยวแม้จำนวนคนฟื้นตัว แต่ "การใช้จ่ายต่อหัว" โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนกลับลดลง ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐติดขัดเรื่องเพดานหนี้สาธารณะและการขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมาก ไม่สามารถอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้
.
"นักท่องเที่ยวจีนเนี่ย การใช้จ่ายต่อหัวเนี่ยมันลดลงนะครับ ซึ่งก็ทำให้ถึงแม้จำนวนอาจจะเข้าใกล้กับช่วงก่อนโควิดละ แต่ว่ายอดเงินรวมอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น"
.
❏ ไทยแพ้เวียดนาม เพราะระบบราชการไม่กล้าปฏิรูป
.
สาเหตุลึกๆ ที่ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เวียดนาม ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะ "ระบบราชการ" ที่อ่อนแอและขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างราชการ ทำให้นโยบายดีๆ ขับเคลื่อนไม่ได้จริง ต่างจากเวียดนามที่ปฏิรูปภาครัฐอย่างเด็ดขาด จึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ดีกว่า
.
"ความพยายามปฏิรูปของเขาเนี่ยชัดเจนกว่าไทยมาก อย่างเช่นการปฏิรูปภาครัฐของเขาทำอย่างค่อนข้างเด็ดขาดมาก ของเรานี่ไม่กล้าเลย"
.
❏ วิกฤตทักษะและนวัตกรรม (จุดบอดที่รัฐมองข้าม)
.
ประเทศไทยขาด "นวัตกรรม" (New S-curve) และล้มเหลวในการพัฒนา "ทักษะแรงงาน" อย่างเป็นระบบ รัฐบาลในอดีตปล่อยให้ราชการทำแบบเบี้ยหัวแตก พรรคการเมืองส่วนใหญ่แทบไม่พูดเรื่องนี้ (ยกเว้นพรรคประชาชนที่ถูกระบุว่ามีนโยบายชัดเจนสุด) คำแนะนำคือคนไทยต้องเร่ง Upskill ตนเองเพื่อความอยู่รอด โดยไม่รอความหวังจากรัฐ
.
"เรื่องทักษะคนไทยเนี่ยเป็นจุดอ่อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และรัฐบาลแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือปล่อยให้หน่วยราชการทำซึ่งก็ทำแบบเบี้ยหัวแตก"
“เราเริ่มเข้าขั้นเทียบเวียดนามไม่ได้แล้ว... ต่อให้เทียบไปกี่ปีก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขาปฏิรูปภาครัฐอย่างเด็ดขาด แต่ของเรานี่ไม่กล้าเลย” ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง TDRI เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
เจาะลึกทิศทางประเทศไทยปี 2569 กับ ดร.สมชัย จิตสุชน ที่ฉายภาพเศรษฐกิจไทยในภาวะ "ซึมลึก" และส่อแววสาหัสกว่าปีก่อนจากพิษกำแพงภาษีของทรัมป์ พร้อมวิพากษ์โครงสร้างการเมืองระบบ "บ้านใหญ่" และนโยบายประชานิยมสุดอันตรายที่กำลังกัดกินวินัยการคลัง ท่ามกลางความหวังเดียวในการพลิกฟื้นคือการปราบปราม "ทุนเทา" และการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง
.
❏ การเมืองระบบ "บ้านใหญ่" และโควตารัฐมนตรี คือต้นตอความล้มเหลว
.
ปัญหาการเมืองที่วิกฤตที่สุดคือระบบ "บ้านใหญ่" ที่เมื่อชนะเลือกตั้งได้ สส. เข้ามา ก็จะนำจำนวนเก้าอี้ไปต่อรองขอ "โควตารัฐมนตรี" ส่งผลให้ประเทศไทยได้คณะรัฐมนตรีที่มีคุณภาพต่ำต่อเนื่องมาหลายสิบปี เพราะการคัดเลือกไม่ได้ดูที่ความรู้ความสามารถแต่ดูที่โควตา ทางออกเดียวคือประชาชนต้องปฏิเสธการเมืองรูปแบบนี้ผ่านคูหาเลือกตั้ง
.
"ต้องให้เสียงประชาชนมันดังว่าฉันจะไม่เอาการเมืองประเภทบ้านใหญ่ ที่ได้ สส. แล้วก็เอาโควตา สส. ไปเป็นรัฐมนตรี ซึ่งอันนี้เป็นระบบซึ่งแย่มาก และทำให้เราได้คณะรัฐมนตรีซึ่งคุณภาพต่ำ"
.
❏ เตือนภัยนโยบาย "ประชานิยมอันตราย" (กรณีปลดหนี้แสนจ่ายหมื่น)
.
ดร.สมชัย แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อนโยบายหาเสียงแบบประชานิยมสุดโต่ง โดยเฉพาะแนวคิด "เป็นหนี้ 100,000 จ่ายแค่ 20,000 แล้วจบหนี้" ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมากต่อวินัยการเงินการคลังและบรรทัดฐานของประเทศ ส่วนนโยบายแจกเงินหรือเติมเงินให้อาสาสมัคร แม้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่ก็เป็นเพียงผลระยะสั้นและสร้างภาระงบประมาณ
.
"นโยบายเรื่องของที่ว่า เป็นหนี้ 100,000 แล้วไม่ต้องจ่ายเต็ม... อันนั้นประชานิยมแรงมากและน่ากลัวมาก อันตรายมาก ๆ ครับ อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องไม่ทำครับ"
.
❏ กกต. ต้องเลิกเป็นแค่ "บุรุษไปรษณีย์"
.
บทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำเป็นต้องยกระดับจากการเป็นเพียงผู้รับเอกสารนโยบายแล้วนำมาเผยแพร่ (เหมือนบุรุษไปรษณีย์) มาเป็นการทำงานเชิงรุก โดยร่วมมือกับนักวิชาการในการ "วิเคราะห์และตรวจสอบ" ตัวเลขงบประมาณที่พรรคการเมืองเสนอว่าทำได้จริงหรือไม่ เพื่อสกัดกั้นการโฆษณาเกินจริงที่อาจทำลายระบบการคลัง
.
"กกต. ก็ควรจะทำหน้าที่เพิ่มบทบาทมากขึ้นนะครับ คือที่ผ่านมารอบที่แล้วเนี่ย เราก็วิจารณ์ว่าเหมือนกับเป็นบุรุษไปรษณีย์... กกต. ต้องทำหน้าที่วิเคราะห์มากขึ้น"
.
❏ ปราบ "ทุนเทา" คือจุดเปลี่ยนเกม (Game Changer) เดียวของปีนี้
.
ในภาวะที่เศรษฐกิจซึมลึก ปัจจัยเดียวที่อาจพลิกฟื้นความเชื่อมั่นได้ในปีนี้คือการจัดการ "ทุนเทา" และ "สแกมเมอร์" อย่างเด็ดขาด เพราะทุนกลุ่มนี้ฟอกเงินโดยไม่สนกำไรขาดทุน ทำให้ธุรกิจสุจริต (ทุนขาว) แข่งขันไม่ได้ หากรัฐบาลใหม่เอาจริงเอาจังภายใน 3-4 เดือนแรก จะช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาได้
.
"ถ้าเกิดมีการจัดการเรื่องของทุนเทาอย่างจริงจังภายในปีนี้เนี่ย ก็จะทำให้ภาคธุรกิจที่เป็นทุนสะอาดเนี่ยมีความมั่นใจมากขึ้น... อันนี้อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ครับ"
.
❏ เศรษฐกิจปี 2569 ส่อแววแย่กว่าปีก่อนจากพิษภาษี "ทรัมป์"
.
ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มแย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยมีปัจจัยลบหลักคือภาคการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบเต็มใบจากกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ (เริ่ม 1 ม.ค.) ต่างจากปีก่อนที่มีการเร่งนำเข้าสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษีล่วงหน้า ทำให้ตัวเลขส่งออกปีนี้แผ่วลงอย่างชัดเจน และเศรษฐกิจไทยจะยังคงอยู่ในภาวะ "ซึมลึก" ต่อไป
.
"ยอดการส่งออกปีนี้ก็น่าจะสู้ปีที่แล้วไม่ได้นะครับ ตัวนี้น่าจะเป็นตัวหลักที่ทำให้ปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วเนี่ย ต้องถือว่าเศรษฐกิจนี่มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงครับ"
.
❏ เครื่องยนต์ในประเทศดับ: ท่องเที่ยวจ่ายน้อย-รัฐถังแตก
.
ความหวังที่จะพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศทำได้ยาก ภาคท่องเที่ยวแม้จำนวนคนฟื้นตัว แต่ "การใช้จ่ายต่อหัว" โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนกลับลดลง ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐติดขัดเรื่องเพดานหนี้สาธารณะและการขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังน้อยมาก ไม่สามารถอัดฉีดงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้
.
"นักท่องเที่ยวจีนเนี่ย การใช้จ่ายต่อหัวเนี่ยมันลดลงนะครับ ซึ่งก็ทำให้ถึงแม้จำนวนอาจจะเข้าใกล้กับช่วงก่อนโควิดละ แต่ว่ายอดเงินรวมอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้น"
.
❏ ไทยแพ้เวียดนาม เพราะระบบราชการไม่กล้าปฏิรูป
.
สาเหตุลึกๆ ที่ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เวียดนาม ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเพราะ "ระบบราชการ" ที่อ่อนแอและขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยไม่กล้าปฏิรูปโครงสร้างราชการ ทำให้นโยบายดีๆ ขับเคลื่อนไม่ได้จริง ต่างจากเวียดนามที่ปฏิรูปภาครัฐอย่างเด็ดขาด จึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ดีกว่า
.
"ความพยายามปฏิรูปของเขาเนี่ยชัดเจนกว่าไทยมาก อย่างเช่นการปฏิรูปภาครัฐของเขาทำอย่างค่อนข้างเด็ดขาดมาก ของเรานี่ไม่กล้าเลย"
.
❏ วิกฤตทักษะและนวัตกรรม (จุดบอดที่รัฐมองข้าม)
.
ประเทศไทยขาด "นวัตกรรม" (New S-curve) และล้มเหลวในการพัฒนา "ทักษะแรงงาน" อย่างเป็นระบบ รัฐบาลในอดีตปล่อยให้ราชการทำแบบเบี้ยหัวแตก พรรคการเมืองส่วนใหญ่แทบไม่พูดเรื่องนี้ (ยกเว้นพรรคประชาชนที่ถูกระบุว่ามีนโยบายชัดเจนสุด) คำแนะนำคือคนไทยต้องเร่ง Upskill ตนเองเพื่อความอยู่รอด โดยไม่รอความหวังจากรัฐ
.
"เรื่องทักษะคนไทยเนี่ยเป็นจุดอ่อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และรัฐบาลแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือปล่อยให้หน่วยราชการทำซึ่งก็ทำแบบเบี้ยหัวแตก"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=869119289151446&set=a.146529724743743