วันศุกร์, มกราคม 23, 2569

สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชวนมองเหตุผลกับท่าทีคัดค้านของฝ่ายอนุรักษนิยมต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และนำไปสู่คำถามว่า ทำไมเครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมจึงหวาดเกรงประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ


ทำไมฝ่ายอนุรักษนิยมจึงเกรงกลัวประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่อง: สมชาย ปรีชาศิลปกุล 
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด
21 Jan 2026
101

ความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทดแทนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้ถูกตอบโต้จากเครือข่ายของฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างกว้างขวางด้วยจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านมีหลากหลายด้าน ประเด็นที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนให้รับทราบมีนับตั้งแต่การอ้างถึงงบประมาณจำนวนมหาศาลที่ต้องใช้ไปในระหว่างการจัดทำรวมถึงการทำประชามติอีกสอง/สามครั้ง, การให้ความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการตีเช็คเปล่าให้กับทางคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะไปทำอะไรกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ตามใจชอบ และอาจกระทบต่อสถาบันอันเป็นเสาหลักสำคัญของสังคมไทย

หรือการแสดงความเห็นว่าแทนที่จะใช้ทรัพยากรจำนวนมากไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สู้เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิตผู้คนที่เป็นรูปธรรมไม่ได้กว่าหรือ ขณะที่จำนวนหนึ่งก็ออกมาให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าจะแก้ไขก็ได้แต่ต้องไม่แก้ในส่วนของหมวด 1 (หมวดทั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์)

หากทำความเข้าใจอย่างจริงจังแล้วก็จะพบว่าทั้งหมดล้วนแต่มีเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การอ้างถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหมวด 1 และหมวด 2 ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการโหนกระแสไปในทิศทางเดียวกัน

ที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างของความเห็นที่มีเหตุผลอยู่มากบ้างน้อยบ้าง ความเห็นบางข้อเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็นการใช้สติและปัญญาในการพิจารณาประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการที่จะมาอธิบายว่าความเห็นที่คัดค้านกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไร้สาระหรือไร้เหตุผลเพียงใด เพราะในความเข้าใจของผู้เขียนแล้ว ข้ออ้างต่างๆ ที่เครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมพยายามหยิบยกขึ้นมาตอบโต้ต่อการทำประชามติวางอยู่บนเหตุผลสำคัญประการหนึ่งก็คือ ความเกรงกลัวต่อประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง

เอาเข้าจริง คนกลุ่มนี้ไม่ได้รังเกียจการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด เพราะในทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญภายใต้อำนาจคณะรัฐประหาร แทบไม่เคยมีเสียงคัดค้านของคนกลุ่มนี้เกิดขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนยังเข้าไปชูคอมีส่วนร่วมกับกระบวนการดังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

ขณะที่กังวลว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดยประชาชนเปรียบเสมือน ‘ตีเช็คเปล่า’ แต่กลับไม่เคยสงสัยต่อการทำงานแบบปิดลับของกลุ่มคนภายใต้อำนาจรัฐประหาร ไม่เคยตั้งคำถามต่องบประมาณที่ถูกใช้ในการร่างรัฐธรรมนูญของคนกลุ่มนี้ พูดให้ชัดเจนฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ต้องการให้ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญต่างหาก

ทำไมเครือข่ายฝ่ายอนุรักษนิยมจึงหวาดเกรงต่อประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

ในระดับที่กว้าง ในหลายประเทศที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก (ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกผู้ร่างโดยตรง หรือการแสดงความเห็นในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ) มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในทางที่ ‘ก้าวหน้า’ มากขึ้น อันหมายถึงการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ขยายกว้างขวาง หรือการสร้างกระบวนการในการตรวจสอบการทำงานของผู้ถืออำนาจรัฐที่มากขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อชนชั้นนำที่ครองอำนาจหรือเสวยประโยชน์อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นที่พอใจสำหรับพวกเขาและเครือข่ายที่มีประโยชน์ร่วมกัน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ประชาชนมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญน้อยครั้งมาก ครั้งที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนสามารถมีสิทธิในการเลือกผู้ร่าง (หรือ สสร.) เข้าไปทำหน้าที่ ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญก็มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในแบบที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อน

ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้นมีในหลายด้าน ด้านหนึ่งที่สำคัญก็คือการปรับเปลี่ยนระบบเลือกตั้งที่ทำให้เกิดการเลือก สส. บัญชีรายชื่อ ระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปได้ส่งผลให้พรรคการเมืองต้องหันมาให้ความสำคัญกับนโยบายในเชิงภาพรวม อันส่งผลให้พรรคการเมืองมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในจังหวะของการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองอนุรักษนิยมที่ไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับบรรทัดฐานใหม่ก็ประสบความพ่ายแพ้มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งชนชั้นนำที่เคยใช้พรรคการเมืองอนุรักษนิยมต้องประสบความยุ่งยากในการกำกับการเมืองไทย ก่อนจะหันหน้าไปสู่การใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม อันนำมาซึ่งการเปลือย ‘รัฐพันลึก’ ให้กระจ่างแจ้งต่อสังคม ส่วนพรรคการเมืองที่ยังหากินอยู่กับฝีปากและความคิดอนุรักษนิยมก็ค่อยๆ ฝ่อลง และสูญสิ้นความหมายจนกลายเป็นตัวประกอบราคาถูกในการเลือกตั้ง

การยินยอมให้ประชาชนเข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญจึงเป็นความเสี่ยงอย่างสำคัญ เพราะสร้างสภาวะความไม่แน่นอนว่าจะนำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์กติกาแบบใดให้เกิดขึ้น

ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2557 การเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่ทศวรรษ 2560 รวมทั้งการทำงานอย่างเข้มแข็งของพรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐที่ทำให้เห็นถึงความเน่าเฟะของระบบราชการ ได้ส่งผลต่ออุดมการณ์และมุมมองที่มีต่อสถาบันต่างๆ แตกต่างจากเดิมไปอย่างไพศาล ท่าทีเช่นนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปและไม่เหมือนเดิม

อุดมการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายประเด็นไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง องค์กรอิสระหรือหน่วยงานภาครัฐที่ดำรงอยู่เป็นปรสิตของสังคมไทยจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและมีความรับผิด การทุจริตคอร์รัปชันที่ถูกเปิดเผยออกมาล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ นั้นไร้น้ำยาและไร้ความหมายเพียงใด

ความพยายามในการปกป้องรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การต่อต้านกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม การตีฝีปากว่าห้ามแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าอาการแสดงความหวาดกลัวเสียงและอำนาจของประชาชนในการกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วยการสร้างกติกาในการเขียนกฎหมายสูงสุดของประเทศ

การเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะเปลี่ยนกติกาทางการเมืองให้มาอยู่ภายใต้อำนาจของประชาชนเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราคาดหวังในบั้นปลาย ในระหว่างทางของการผลักดันอาจต้องเผชิญกับการบิดเบี้ยว การล่อหลอก การช่วงชิง ฯลฯ จากหลากหลายกลุ่มที่ดำรงอยู่

แต่ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเริ่มต้น ก้าวเดินต่อไปก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

https://www.the101.world/conservative-fear-constitution-drafting/