วันพุธ, มกราคม 28, 2569

Power of the Powerless : "ผู้มีอำนาจ" จะไม่รู้สึกรู้สาและยิ่งใช้อำนาจอย่างอุกอาจเหิมเกริม ถ้า "ผู้ไร้อำนาจ" ยินยอมให้เขาใช้อำนาจนั้นอย่างผิดๆ ต่อไปเรื่อยๆ แต่พวกเขาจะหวาดกลัวและยำเกรง ไม่กล้าใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเมื่อ "ผู้ไร้อำนาจ" ได้ตระหนักแล้วว่าตนเอง "มีอำนาจ" แล้วส่งเสียงออกมาพร้อมกัน


Sarawut Hengsawad

·

ก่อนเลือกตั้ง ผมอยากเขียนบทความยาวๆ ชิ้นหนึ่งเพื่อขอชวนเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่านค่อยๆ อ่านเพื่อไล่เรียงและตรวจสอบความคิดก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญในคูหา ด้วยการกากบาทลงในบัตรทั้งสามใบ

หากไม่คิดอะไร มันก็แค่การเลือกตั้งอีกครั้งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ถ้าเราลองคิดถี่ถ้วน มันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ประเทศนี้ "ดีขึ้น" อย่างที่มัน "ดีได้" และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยมันควรได้รับอนุญาตให้เริ่มต้น ซึ่งคนที่จะมอบใบอนุญาตนั้นควรเป็น "ประชาชนไทย" ทุกคนที่มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน

...


ผมอยากเริ่มจากชวนคิดว่า "เราใช้ชีวิตกันอยู่ใน 'ระบบ' แบบไหน"

ลองคิดง่ายๆ ว่า ถ้ามีเด็กคนหนึ่งที่อยากเป็นคนดี ทำอาชีพสุจริต ใช้ชีวิตอยู่ในกฎระเบียบสังคม แต่เขากลับเติบโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้ยืนยันกับเขาเลยว่า การเป็นคนดี พยายาม ขยัน ทำถูกกฎ จะทำให้ชีวิตดีได้จริง

นึกถึงภาพท้องถนนที่มีคนต่อคิวยาวเฟื้อยเพื่อเลี้ยวซ้าย แล้วก็มีรถหรูคันใหญ่มาแทรก-แซงคิว-บนเส้นทึบ รถคันนั้นไม่ถูกจับ ได้ไปก่อน แถมบางทีเจ้าหน้าที่ตะเบ๊ะให้ด้วย

พอเข้าไปทำงานก็พบเห็นอะไรแบบนี้ไม่ต่างกัน ถ้าเป็นเด็กของพี่คนนั้นก็ได้เลื่อนขั้น ถ้ารู้จักผู้ใหญ่งานก็ราบรื่น ทั้งที่ไม่ต้องมีฝีไม้ลายมืออะไร

การโกง ใต้โต๊ะ ความพังพินาศจากคอร์รัปชั่น ไม่ว่าเครนพัง หรือระบบประกันสังคมพัง มีตั๋วซื้อตำแหน่ง ดูงานเมืองนอกแบบสุรุ่ยสุร่าย คนมีอำนาจพัวพันกับเงินเทา เราก็บอกกันว่า "มันก็เป็นแบบนี้แหละ"

เราทำราวกับว่าสิ่งผิดปกติทั้งหลาย พฤติกรรมโกงกินชั่วร้ายเอาเปรียบทั้งหลายนั้นเป็น "ความจริง" ของชีวิตที่เราต้องสูดกินเข้าไปในตัวเอง และยอมรับมันเหมือนฝุ่น PM2.5 ที่ทำได้แต่ก้มหน้าก้มตาสูดเข้าไป ในเมื่อมันหุ่มห่อเราไว้

"ทำอะไรไม่ได้หรอก"
"เลือกใครเข้าไปก็เหมือนกัน"
"ประเทศนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ"

เรากำลังก้มหัวยอมรับ "ความจริง" ที่ประเทศนี้ก่อร่างสภาพแวดล้อมอัปลักษณ์นี้มาเนิ่นนาน เสียจนบดบังจินตนาการถึงความหวังว่าจะเปลี่ยนมันได้ และยอมรับ "ระบบ" ทั้งหมดที่ใช้ชีวิตอยู่ ไม่ว่าการเมือง อำนาจที่อุปถัมภ์ ระบบราชการ การศึกษา กฎหมาย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ราวกับว่ามันคือความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

.....


ทั้งที่จริงแล้ว เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ใน "ความเท็จ" (Living with a lie)

เพราะมันเป็นความจริงที่กระทั่งตัวเราเองก็ไม่เชื่อแบบนั้น ลึกๆ แล้วเราเชื่อว่า คนทำดีต้องได้ดี คนทำชั่วต้องติดคุก คนเก่งต้องได้โอกาส เงินซื้ออำนาจไม่ได้ ความยุติธรรมทำให้สังคมเดินต่อไปได้ คนโกงต้องรับผิด ฯลฯ แต่ด้วยความที่อยู่ในสังคมที่ระบบของ "ผู้ได้เปรียบ" นั้นถักทอกันอย่างเหนียวแน่นมาเนิ่นนาน ทำให้เรายอมสละความเชื่อของ "โลกที่ควรจะเป็น" แล้วก้มหน้ายอมรับ "โลกที่เป็นอยู่" ไปโดยปริยาย

เราไม่กล้าคิดถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาพร้อมความวุ่นวาย เรายอมจำนนเพื่อตัดรำคาญ ไม่อยากออกแรง ไม่อยากมีปัญหากับผู้มีอำนาจ ฉันขอใช้ชีวิตของฉัน ทำมาหากินไปวันๆ ก็พอแล้ว--นี่คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจชอบที่สุด

เพราะการ "ใช้ชีวิตอยู่ในความเท็จ" ช่วยค้ำจุนให้ "ระบบที่ได้เปรียบ" ดำเนินต่อไป

เมื่อไม่มีเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง ก็ไม่มีแรงกดดันให้ "คนที่ได้เปรียบ" ต้องแก้ไขพฤติกรรมใดๆ พวกเขายิ่งมั่นใจและเหิมเกริม ทำในสิ่งเท็จได้โจ่งแจ้งรุนแรงมากขึ้น

"ความเท็จ" ยิ่งขยาย "ความจริง" ยิ่งเงียบหาย

.....


"ระบบที่ได้เปรียบ" ถักทอกันขึ้นเป็น "เครือข่ายแห่งอำนาจ" และใช้อำนาจนั้นสร้างอำนาจต่อไป ทั้งยังสร้างกฎกติกาเพื่อรักษาอำนาจและความได้เปรียบนั้นเอาไว้ พวกเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อสร้างโลกจำลอง (เหมือนต่อโมเดลปลอมๆ) แล้วให้พวกเราอยู่อาศัย แล้วหลงเชื่อไปว่ามันคือ "ความจริง"

มันคือโลกที่คนได้เปรียบจะได้เปรียบต่อไปและมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านกฎที่เอื้อประโยชน์ ผ่านการรู้จักอุปถัมภ์กัน ผ่านการไม่เอาผิด ผ่านการจ่ายเงิน ผ่านการประมูลชนะ ผ่านการกีดกันรายเล็กรายน้อย ผ่านการจับคนที่ตั้งคำถามเข้าคุกอย่างไม่เป็นธรรม ฯลฯ

นี่คือระบบสังคมที่ทำให้คนจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ใน "เครือข่ายอำนาจ" รู้สึกว่าตัวเอง "ไร้อำนาจ" (powerless) เพราะพวกเราถูกทำให้กระจัดกระจาย กลายเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ถ้าหือก็ถูกจับ ถ้าตั้งคำถามก็ถูกย้าย ถ้าดื้อนักก็ไม่เจริญ สังคมแบบนี้สร้าง "ผู้ไร้อำนาจ" จำนวนมหาศาล ให้อยู่ด้วยความกลัวและความเบื่อหน่าย (ขี้เกียจวุ่นวายด้วย) ภายใต้ "ผู้มีอำนาจ" จำนวนหยิบมือที่เอาเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างย่ามใจ

.....


ประเทศแบบนี้มีแต่จะผุพังและพังทลาย

เรากลายเป็นประเทศที่หมดเสน่ห์ในสายตาต่างชาติ คนไม่อยากมาลุงทุนทำธุรกิจด้วย เพราะเต็มไปด้วยกลไกใต้โต๊ะ เราไม่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือบุคลากรที่ทันสมัย เพราะระบบไม่ส่งเสริมให้รายเล็กมีโอกาส คนที่ผูกขาดก็ไม่ต้องแข่งขันเพื่อเก่งขึ้น หนี้ครัวเรือนเราสูงขึ้น เศรษฐกิจโตช้า เข้าสู่สังคมสูงวัยสุดขั้ว คนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากมีลูกในสภาพสังคมแบบนี้ เราไม่มีอุตสาหกรรมใหม่เป็นที่พึ่ง ความหวังเดิมๆ อย่างแรงงานราคาถูกหรือท่องเที่ยวก็เจอโจทย์ยากขึ้นทุกวัน ที่แย่ลงไปอีกคือผู้คนรู้สึกหมดหวัง หางานยาก ถ้ามีโอกาสก็อยากออกนอกประเทศ ส่วนที่อยู่ในประเทศก็เหนื่อยเพราะไร้โอกาสใหม่ๆ แถมเอไอก็ยังจะมาแย่งงานคนอีกพะเรอเกวียน ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มันเกิดขึ้นเพราะ "ระบบที่เอาเปรียบ" นั้นฉกฉวยทรัพยากรและโอกาสเข้าตัวไปจนหมด และค่อยๆ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าตน "ไร้อำนาจ" จนยอมก้มหัวอยู่กับ "ความเท็จ" เสียจน ความเท็จอันอัปลักษณ์กลายเป็นความจริงที่เราต้องใช้ชีวิตกับมัน

.....


เมื่อ "ระบบเอาเปรียบ" ทำทุกวิถีทางให้เรารู้สึกว่าตัวเอง "ไร้อำนาจ" ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนแต่ละคนตระหนักอย่างแท้จริงถึง "อำนาจ" ในตัวเอง แล้วส่งสัญญาณออกไปว่า

"เราจะไม่ทนอยู่กับเรื่องโกหกอีกต่อไป"

พอกันทีกับเรื่องโกหกที่กรอกหูกรอกตาเรามาเนิ่นนานว่า ทุกอย่างก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ที่สะกดจิตเราว่า "นี่คือความจริงที่พวกแกต้องยอมรับ"

หากประชาชนแต่ละคนมีความเชื่อว่าเราสามารถดึงเอาอำนาจกลับมาอยู่ในมือตัวเองได้ เลือกตัวแทนที่จะเข้าไปดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอำนาจกลุ่มทุนที่มีอยู่แค่หยิบมือในประเทศนี้ โดยไม่ได้รื้อทิ้ง แต่ปรับแก้ให้ยุติธรรม และเป็นไปตาม "ความจริง" ที่ควรเป็น--หากเราเชื่อว่าเรามีอำนาจ เราจึงกล้าแสดงอำนาจ

บางคนไม่กล้าเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ตัวเองชอบด้วยซ้ำ ด้วยเหตุผลว่า เลือกไปก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เค้าคงไม่ยอมให้จัดตั้งรัฐบาล หรือเลือกไปก็จะเกิดความวุ่นวาย เพราะต้องไปทะเลาะกับคนเยอะแยะ ฯลฯ--ความคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า "ผู้มีอำนาจ" ทำสำเร็จ คือกดเพดานจินตนาการและความกล้าที่จะพาตัวเองฝ่าเรื่องโกหกออกมาสร้าง "ความจริง" ที่ควรจะเป็นได้สำเร็จ

ความเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก "ความเชื่อ" ว่าเราเปลี่ยนประเทศนี้ได้ เราทุกคนสามารถพาประเทศนี้ออกจาก "เรื่องโกหก" ที่กลุ่มได้ประโยชน์กล่อมและขู่เรามาเนิ่นนาน เพื่อสร้าง "ความจริง" ที่ทุกคนเข้าถึงโอกาสได้โดยเท่าเทียมกัน

.....


การเลือกตั้งไม่ใช่ "ของวิเศษ" ที่จะเสกให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในฉับพลันทันที แต่ความสำคัญของมันคือเวทีที่ประชาชนได้แสดง "เจตจำนง" ซึ่งผู้กุมอำนาจไม่เคยใส่ใจ เพราะโดยปกติแล้วเสียงของผู้ไร้อำนาจนั้นเบาเหมือนเสียงผายลมมด

หาก "ผู้มีอำนาจ" พยายามสร้างความรู้สึกว่าจงยอมรับความจริงเสียเถอะว่า ระบบมันก็เป็นแบบนี้แหละ "ผู้ไร้อำนาจ" ยิ่งต้องร่วมใจกันส่งเสียงออกไปพร้อมกันว่า "เราจะไม่หลับอยู่ในเรื่องโกหกที่พวกคุณสร้างขึ้นอีกต่อไป" และ "เราจะขอมีส่วนสร้างความจริงที่ดีกว่าเดิมด้วยมือของเราและอำนาจที่เรามี" แน่นอนว่ามันคือภาพที่ต่างไปจากความเส็งเคร็งแบบเดิม

หาก "ผู้มีอำนาจ" พยายามทำให้เรารู้สึกว่า "เลือกมายังไงก็เหมือนเดิม" หรือ "เลือกมายังไงก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล" นั่นหมายความว่า "ผู้ไร้อำนาจ" ยิ่งต้องแสดงเสียงตัวเองให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราต้องการความเปลี่ยนแปลงและไม่ยอมให้ผู้ได้เปรียบสร้างโลกแห่งความเท็จอีกต่อไปแล้ว

หากประชาชนที่ตื่นแล้วจากเรื่องโกหกลงคะแนนเสียงในแบบที่ "เครือข่ายระบบเก่า" (ไม่ว่าพรรคใด) แพ้แบบห่างชั้น ต้นทุนในการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลย่อมสูงขึ้น ถ้ามีเล่ห์เหลี่ยมในการตัดสิทธิ์ ยุบพรรค ผสมพันธุ์พรรคเข้าด้วยกัน ใช้กติกาแบบทุเรศๆ "ระบบเดิม" ย่อมมีรายจ่ายที่แพงหูฉี่

และถ้าเสียงของพรรคที่เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อแก้ระบบที่ฟอนเฟะนั้นถล่มทลาย มันย่อมเป็นเสียงของ "เจตจำนง" ของ "ผู้ไร้อำนาจ" ที่ตะโกนออกไปพร้อมกันว่า "พวกเราก็มีอำนาจ" (นะโว้ย)

ยิ่งเยอะ ยิ่งทรงพลัง
ยิ่งเยอะ ยิ่งน่าขนลุกสำหรับผู้ได้เปรียบเดิม

.....


แน่นอนครับ ผมเองก็ไม่คิดว่า "พรรคประชาชน" ผู้เสนอตัวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงจะเป็นพรรคที่เลิศเลอสมบูรณ์แบบและจัดการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จไปเสียทั้งหมด

แต่เมื่อหันมองดูตัวเลือกทั้งหมดที่มี ผมเองก็เคยเลือกหลายพรรคมาแล้ว และสิ่งที่ได้เห็นคือการถูกหลอมรวมเข้าไปอยู่ใน "ระบบอำนาจที่ได้เปรียบ" เหล่านั้น แล้วกลายเป็นคนที่ไปร่วมสร้าง "เรื่องโกหก" ว่าประเทศนี้เป็นแบบนี้แหละ เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ต้องยอมรับความจริง--ซึ่งน่าผิดหวัง

ผมไม่รู้หรอกครับว่า หากพรรคประชาชนขึ้นมามีอำนาจแล้วพวกเขาจะกลายไปเป็นแบบนั้นด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นก็น่าผิดหวังเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะไม่กากบาทให้พรรคนี้ ในเมื่อผมยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือและความตั้งใจของพวกเขาเลย ผมอยากให้โอกาสตัวเลือกที่ดีที่สุด ที่อย่างน้อยก็ยืนอยู่ข้าง "ความจริง" ในสังคมที่บอกให้เรายอมรับ "เรื่องโกหก"

หากวันใดพรรคประชาชนทำให้ผิดหวัง ผมก็ยังไม่สิ้นหวัง เพราะอำนาจนั้นอยู่ในมือผม ผมจะไม่ยอมอยู่ในสังคมในฐานะของ "ผู้ไร้อำนาจ" และจะแสดงออกถึงเจตจำนงในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการอยู่ในสังคมที่อยู่กับ "ความจริง" ไม่ใช่ "ความเท็จ" เสียจนชินชา

.....


การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการออกไปกากบาทเลือก "พรรคการเมือง" แต่ผมคิดว่ามันคือการออกไปเลือก "ระบบ" ที่เราอยากเห็น เลือก "สังคม" ที่เราอยากเห็น เลือก "ประเทศ" ที่เราอยากอยู่

และมันคือการเลือกว่า เราอยากอยู่กับ "ความจริง" หรือยอมทนก้มหน้าไปทั้งที่ไม่เชื่อว่า ประเทศนี้มันก็เป็นแบบนี้แหละ แล้วอยู่กับ "เรื่องโกหก" ที่เราก็รู้ทั้งรู้ว่าโกหกนั้นต่อไป

มันคือการกากบาทเพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ "ผู้ไร้อำนาจ" หากคือ "ผู้มีอำนาจ" เช่นกันกับทุกๆ คนในประเทศ

เมื่อตระหนักถึงอำนาจที่มี จึงแสดงอำนาจนั้นออกไปได้

และอำนาจของประชาชนที่มากพอนี่แหละที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง

"อำนาจของประชาชน" จะพาประเทศนี้ออกจาก "เรื่องโกหก"

.....


"ผู้มีอำนาจ" จะไม่รู้สึกรู้สาและยิ่งใช้อำนาจอย่างอุกอาจเหิมเกริม ถ้า "ผู้ไร้อำนาจ" ยินยอมให้เขาใช้อำนาจนั้นอย่างผิดๆ ต่อไปเรื่อยๆ แต่พวกเขาจะหวาดกลัวและยำเกรง ไม่กล้าใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลเมื่อ "ผู้ไร้อำนาจ" ได้ตระหนักแล้วว่าตนเอง "มีอำนาจ" แล้วส่งเสียงออกมาพร้อมกัน

ผมไม่คิดว่าพรรคประชาชนจะเป็นคำตอบเดียวของประเทศนี้ และก็เผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ เจตจำนงที่ชัดเจนของ "ประชาชนไทย" ต่างหากที่สำคัญ เมื่อได้เวลาส่งเสียงแสดงเจตจำนง เราควรตะโกนออกไปให้ดังและฟังชัด เพื่อให้ "ผู้มีอำนาจ" รับรู้ว่า เราได้ตระหนักถึงอำนาจที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง "ของเรา" แล้ว

8 ก.พ. นี้ ผมจะกากบาทเลือกพรรคประชาชนทั้งสองใบ และกา "เห็นชอบ" ในการจัดตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ เหตุผลคือ มันคือการแสดงเจตจำนงว่า ผมไม่อยากทนอยู่กับสังคมที่อยู่กันด้วย "ความเท็จ" และ "เรื่องโกหก" อีกต่อไป

หากเสียงของประชาชนมากพอ มันจะพลิกคำถามที่ว่า "เค้าจะยอมให้เป็นรัฐบาลจริงหรือ" กลายเป็น "เราจะยอมให้เค้าไม่อนุญาตจริงหรือ"

"เค้า" ที่ว่านี้ก็คือ "กลุ่มผลประโยชน์" ทั้งหมดที่โยงใยยึดความได้เปรียบและสร้างเรื่องโกหกให้สังคมที่ต้องเชื่อมาเนิ่นนานว่า มันต้องเป็นแบบที่เป็นอยู่

ผมเคารพทุกการตัดสินใจของเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคน และเชื่อว่า ทุกการเลือกด้วยเจตจำนงเสรีนั้นสะท้อนความต้องการในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เลือกพรรคไหนก็ได้ครับ ถ้าไม่ได้เลือกจากความกลัว ความจำนน หรือการยอมรับแบบไม่ตั้งคำถาม

กระนั้นผมก็ยังอยากเห็นการเลือกตั้งสักครั้งที่เสียงประชาชนส่วนใหญ่แสดงออกถึงการ "ตื่น" จากเรื่องโกหกพร้อมกัน แล้วแสดงออกว่า "ประเทศเราไม่ต้องเป็นแบบที่เป็นอยู่" และ "ประเทศเราดีกว่านี้ได้"

เพราะเมื่อประชาชนตื่นแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีวันแกล้งหลับได้อีก

8 ก.พ. ออกไปเปลี่ยนประเทศด้วยกันครับ

#นิ้วกลมบันทึก

---
*The Power of the Powerless คือชื่อหนังสือของวาสลาฟ ฮาเวล (Václav Havel) นักเขียนบทละครและปัญญาชนที่กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็ก
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164670096649579&set=a.391558859578