
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
1`3 hours ago
·
รวม ‘เหตุการณ์ผิดปกติ’ ในศาลรอบปี 2568 จากการสังเกตการณ์คดีทางการเมือง.
จากการติดตามสังเกตการณ์คดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองในชั้นศาลตลอดปี 2568 ผ่านมา ของทีมงานศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบหลายเหตุการณ์ที่สามารถเรียกได้ว่า “ผิดปกติ” เมื่อเปรียบเทียบตามหลักมาตรฐานสากล และหลักการตามกฎหมาย เช่น หลักความเป็นกลางของผู้พิพากษา หลักการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย เป็นต้น
.
เราได้รวบรวมและคัดสรรเหตุการณ์ที่พบในคดีทางการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 5 เหตุการณ์ ได้แก่ การถามแทรกระหว่างการสืบพยาน, การขอดูบัตรประชาชนและจดรายชื่อผู้ที่มาฟังคำพิพากษา, การสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณา และการอ่านคำพิพากษาโดยลับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานที่ผิดปกติของการใช้อำนาจและดุลพินิจของศาล
.
เหตุการณ์ขอดูบัตรประชาชนและจดรายชื่อของผู้ที่มาฟังคำพิพากษา ในคดีมาตรา 112 ของ “ใจ” และ “นรินทร์”.
โดยหลักแล้ว การพิจารณาคดีจะต้องกระทำโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีได้โดยไม่จำเป็นต้องลงชื่อหรือแสดงตัวใด ๆ และจะไม่มีการเก็บบัตรประชาชนหรือขอดูบัตรประชาชน โดยปกติแล้ว พบการตรวจบัตรประชาชนในขั้นตอนการเข้าไปในศาลเท่านั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติของทุกศาล
.
แต่ในการพิจารณาคดีการเมืองในบางคดีนั้น พบความผิดปกติ เมื่อเจ้าหน้าที่ในห้องพิจารณามีเรียกเก็บบัตรประชาชนที่เข้ามานั่งฟัง อย่างเช่นในคดีของ “ใจ” (นามสมมติ) อดีตนักศึกษา ที่ถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 ในวันฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2568 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดี 609 ใจเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมครอบครัวและกลุ่มเพื่อนจำนวนหนึ่ง โดยเธอได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดีกับมารดา
ส่วนกลุ่มเพื่อนและญาติที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจรออยู่ด้านนอก ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ได้มีการขอตรวจบัตรประชาชนของประชาชนที่มานั่งในห้องไปบันทึกไว้ แต่ด้วยจำนวนคนที่เต็มห้องพิจารณาคดี ศาลจึงเปลี่ยนเป็นขอเพียงบัตรประชาชนของเสมียนทนายความและตัวแทนประชาชนไป 1 คน
.
ในคดีของ นรินทร์ (สงวนนามสกุล) ที่ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาว่านำสติกเกอร์ “กูkult” ไปติดบนพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณา 609 ในวันนั้นมีผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์คดีประมาณ 10 คน ประกอบด้วย ครอบครัวของนรินทร์ ประชาชน ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ และองค์กรสิทธิมนุษยชน
.
ในวันนั้น ศาลได้ขอบัตรประชาชนทุกคนที่เข้ามาฟังคำพิพากษาคดีนี้ โดยให้นำบัตรประชาชนมาให้ศาลทั้งหมด โดยตำรวจศาลเป็นผู้มาเดินเก็บบัตรประชาชน แม้ผู้สังเกตการณ์จากศูนย์ทนายฯ ได้แถลงต่อศาลถึงสิทธิในการเข้าฟังการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยของประชาชน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการเก็บบัตรประชาชนหรือตรวจสอบรายชื่อ ผู้พิพากษาก็ยังคงยืนยันให้ทุกคนนำบัตรประชาชนมา รวมถึงขอดูตั๋วทนายของผู้สังเกตการณ์ด้วย จากนั้น ศาลจึงได้มีการขานชื่อทุกคนที่อยู่ในห้องพิจารณาโดยดูจากบัตรประชาชน ซึ่งรวมไปถึงชาวต่างชาติที่เข้าร่วมด้วย ซึ่งต้องยื่นหนังสือเดินทางให้กับศาล
.
จากนั้นศาลจึงให้ตำรวจศาลนำคำพิพากษามาให้จำเลย รวมถึงประชาชนที่มาร่วมฟังเซ็นชื่อของตนด้านหลังคำพิพากษา โดยศาลได้ให้ผู้สังเกตการณ์คดีคนดังกล่าวเซ็นชื่อก่อน แม้ลำดับชื่อในกระดาษแผ่นดังกล่าวจะเป็นชื่อในลำดับท้าย ๆ ก็ตาม
.
ในทั้งสองคดีของทั้ง ใจ และ นรินทร์ มีข้อสังเกตคือเป็นคดีในชั้นอุทธรณ์-ฎีกา ซึ่งมีการพิจารณาที่ห้องเดียวกันคือห้อง 609 ของศาลอาญา และยังเป็นผู้พิพากษาคนเดียวกันอีกด้วย จากการสังเกตการณ์ของผู้สังเกตการณ์และทนายความในคดีอื่น ๆ ก็พบว่าท่าทีของผู้พิพากษาในห้องพิจารณาดังกล่าว มีท่าทีที่ไม่เป็นกลางนัก โดยพบว่ามีการพูดจาต่อจำเลยและทนายความในลักษณะที่แสดงถึงอคติอยู่บ่อยครั้ง
.
ศาลอาญาในไม่น้อยกว่า 11 คดี สั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณา แม้ในคดีหมิ่น กกต..
ในปี 2568 ยังมีสถานการณ์ในเฉพาะศาลอาญา ที่ในหลายคดีมาตรา 112 หรือคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ ศาลในแต่ละห้องพิจารณา ได้มีคำสั่งในรายงานกระบวนการพิจารณาคดีระบุ “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการสั่งห้ามไว้ แม้ในหลายคดีไม่ได้มีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ต้องนำไปสู่การสั่งห้ามดังกล่าวด้วยก็ตาม
.
สถานการณ์นี้เริ่มพบตั้งแต่เดือนในมีนาคม 2568 ในคดีของอานนท์ นำภา ที่ถูกตั้งเรื่องละเมิดอำนาจศาล จากการถอดเสื้อประท้วงในห้องพิจารณา จากนั้น ก็พบในคดีอื่น ๆ สืบเนื่องมาตลอดปี รวมอย่างน้อย 11 คดี แม้แต่ในคดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ จากกรณีถูกกล่าวหาหมิ่นประมาท กกต. ตั้งแต่ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ซึ่งเพิ่มมีการสืบพยานในช่วงปลายปี 2568 และไม่ใช่คดีมาตรา 112 แต่อย่างใด
.
แนวโน้มการออกคำสั่งห้ามเผยแพร่ในหลายคดี โดยมีเนื้อหาเหมือนกันทุกตัวอักษรและออกโดยองค์คณะต่างกัน อาจสะท้อนว่าไม่ได้เกิดจากดุลยพินิจเฉพาะกรณีของผู้พิพากษาแต่ละราย แต่เป็นผลจากนโยบายจากผู้บริหารศาล หากเป็นเช่นนี้จริง ย่อมขัดต่อหลักการอิสระของตุลาการ (Judicial Independence) เพราะอำนาจในการออกคำสั่งจำกัดสิทธิควรอยู่ภายใต้การพิจารณาในคดีอย่างเฉพาะเจาะจง มิใช่แนวนโยบายแบบเหมารวม
.
จากสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เสนอความเห็นทางกฎหมายต่อการพิจารณาคดีของศาล สืบเนื่องจากกรณีห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี ทั้งที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีลับแต่อย่างใด การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีย่อมต้องเป็นไปตามหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ตามหลักการแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง การสั่งห้ามของศาลในลักษณะดังกล่าวโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย
.
แต่ไม่ได้มีการชี้แจงใด ๆ จากศาลอาญา และพบว่ายังคงมีเหตุการณ์การสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาอยู่ ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวต่อไปในปีนี้
.
เหตุการณ์พยายามอ่านคำพิพากษาในห้องเวรชี้ และสั่งให้ประชาชนออกจากห้อง ในคดี “อานนท์” และ “ฮิวโก้” กรณีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว.
โดยปกตินั้น การอ่านคำพิพากษานั้นต้องกระทำไปอย่างเปิดเผย คำว่าเปิดเผยในที่นี้คือเปิดเผยทั้งต่อหน้าคู่ความและสาธารณชน แต่ในบางคดีนั้นพบว่ามีกรณีที่ศาลพยายามจะกันไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมฟังคำพิพากษา ซึ่งขัดต่อหลักการและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 182 วรรคสองได้บัญญัติว่า “ให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลโดยเปิดเผย…” รวมทั้งมีหลายครั้งที่การอ่านคำพิพากษาถูกพยายามให้กระทำเป็นการลับ
.
อย่างในคดีของ อานนท์ นำภา และ“ฮิวโก้” จิรฐิตา บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 ในวันนัดฟังคำพิพากษาก็มีเหตุการณ์ที่ศาลพยายามจะไม่อ่านคำพิพากษาอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน แต่จะให้จำเลยไปฟังคำพิพากษาที่ห้องเวรชี้
.
โดยเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 714 ของศาลอาญา ฮิวโก้พร้อมทนายความ ได้เดินทางมาถึงห้องพิจารณา โดยอานนท์ยังไม่ถูกเบิกตัวมาที่ห้องพิจารณา ต่อมาในเวลา 09.35 น. ก็ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ว่าศาลประสงค์จะให้ฮิวโก้ และทนายของจำเลย ลงไปยังห้องเวรชี้ 1 เพื่อรับฟังคำพิพากษาแทนห้องพิจารณาเดิม แต่ฝ่ายทนายจำเลยยืนยันว่าในนัดหมาย นัดไว้ที่ห้องพิจารณาที่ 714 ไม่ใช่ห้องเวรชี้ การอ่านคำพิพากษาต้องอ่านโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนได้
.
ในตอนแรก เจ้าหน้าที่กล่าวกับทนายว่าผู้พิพากษายืนยันว่า จะอ่านคำพิพากษาที่ห้องเวรชี้ 1 ซึ่งห้องดังกล่าวนี้ประชาชนจะไม่สามารถเข้าไปร่วมฟังคำพิพากษาได้ แต่จะอนุญาตเฉพาะทนายจำเลยและญาติบางส่วนเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ โดยระบุสาเหตุทำนองเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวาย ไม่เป็นไปตามมาตรการรักษาความปลอดภัยฯ เนื่องจากในวันเดียวกันมีการจัดกิจกรรม “Solidarity for Arnon: We Are All Arnon – Raise Your Sign, Stand for Justice” โดยนักกิจกรรมและ Amnesty International บริเวณสะพานลอยและป้ายรถเมล์หน้าศาลอาญา
.
อย่างไรก็ดีทนายจำเลยได้แจ้งว่า อานนท์ต้องขึ้นเบิกความในอีกคดีหนึ่งที่มีนัดสืบพยานในห้องพิจารณาคดีชั้น 8 อยู่แล้ว เหตุใดจะต้องให้ตัวจำเลยกับทนายความเดินขึ้นลงหลายรอบ
.
ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ศาลอาญาแจ้งกับฝ่ายจำเลยว่า หากจิรฐิตาไม่ลงไปยังห้องเวรชี้ 1 อาจส่งผลกระทบกับเรื่องการพิจารณาให้ประกันตัวได้ แต่ทางจำเลยก็ยังคงยืนยันว่าจะไม่มีการลงไปด้านล่างแต่อย่างใด โดยเน้นย้ำให้เห็นถึงหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชน
.
ภายหลังศาลจึงยอมให้มีการอ่านคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดี 714 ดังเดิม โดยมีเงื่อนไขว่าจะอนุญาตให้มีผู้เข้าฟังการพิจารณาจำนวน 6 คนเท่านั้น ซึ่งจะต้องเป็นญาติหรือผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับจำเลย คนอื่น ๆ ที่เหลือห้ามเข้าห้องพิจารณา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประชาชนบางส่วนต้องเดินทางออกจากห้องพิจารณาไป แม้จะยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ยืนกรานจะร่วมฟังคำพิพากษาด้วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของสถานทูตที่มาร่วมสังเกตการณ์คดี ทำให้ต่อมา ในเวลา 11.21 น. ศาลจึงออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำพิพากษา
.
เหตุการณ์ศาลถามแทรกระหว่างการสืบพยานคดี ม.112 ของ “เก็ท-ใบปอ” จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรมเดินขบวนไปงาน APEC2022.
โดยหลักแล้วระบบกล่าวหามีหัวใจสำคัญอยู่ที่การนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อศาลของคู่ความ ในขณะที่ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่คู่ความเป็นสำคัญ โดยเฉพาะฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาไว้
.
เมื่อระบบศาลยุติธรรมของไทยใช้ระบบกล่าวหา บทบาทของผู้พิพากษาจึงต้องวางตนเป็นกลาง และไม่ซักถามแทรกกระบวนพิจารณาจนมีลักษณะเสมือนเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการพิสูจน์คดี อันอาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยถึงความเป็นกลางและความยุติธรรมของศาลได้
.
การตั้งคำถามในลักษณะชี้นำ การอุดช่องโหว่ให้แก่คู่ความ หรือการซักถามแทนพนักงานอัยการหรือทนายความ ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางของศาลทั้งสิ้น อย่างไรก็ดีตามหลักกฎหมายก็มิได้บัญญัติห้ามศาลซักถามโดยเด็ดขาด กล่าวคือ หากเป็นการซักถามเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่มีความชัดเจนหรือเพื่อให้ศาลเข้าใจข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ศาลย่อมมีอำนาจซักถามได้
.
ทั้งนี้ สอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้และดำเนินการพิจารณาต่อไป”
.
จะเห็นว่ากฎหมายเปิดช่องให้ศาลสามารถสอบถามข้อเท็จจริงบางประการจากคู่ความได้เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาคดี อย่างไรก็ดีการใช้อำนาจดังกล่าวต้องเป็นไปเพียงเพื่อให้ศาลเข้าใจข้อเท็จจริง และดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้โดยถูกต้อง มิใช่การซักถามในลักษณะเสมือนศาลเป็นคู่ความในคดีเสียเอง
.
เหตุการณ์ที่จะกล่าวถึงดังต่อไปนี้จึงเป็นเพียงตัวอย่างที่เพื่อใช้เป็นข้อสังเกตว่า การตั้งคำถามของศาลในกรณีนี้อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และจะขัดต่อหลักความเป็นกลางหรือไม่
.
เมื่อวันที่ 22-24, 29-31 ก.ค. และ วันที่ 4 ส.ค. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีที่สองนักกิจกรรม “ใบปอ” และ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
.
ในระหว่างการสืบพยานคดีนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ทนายจำเลยกำลังซักถามหรือถามค้านพยานอยู่นั้น สังเกตเห็นว่าศาลได้กล่าวแทรกหรือตั้งคำถามขึ้นมาเองอยู่บ่อยครั้ง จนเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองขอแถลงต่อหน้าศาลเพื่อเรียกร้องให้ศาลรับฟังพยานจากทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียม และวางตนเป็นกลางในการพิจารณาคดี ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะขอนำมาอธิบายโดยแยกออกเป็นเหตุการณ์ ดังต่อไปนี้
.
เหตุการณ์ที่ 1
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่สอง ในระหว่างที่ทนายจำเลยกำลังถามค้านพยานโจทก์ปากพยานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายโจทก์ เกี่ยวกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศอยู่นั้น ศาลก็ได้สอบถามพยานและทนายจำเลยแทรกขึ้นมาว่ากฎหมายแม่บท (กฎหมายภายในประเทศ) คืออะไร หากไม่มีกฎหมายแม่บทศาลก็ไม่สามารถนำเอากฎหมายระหว่างประเทศมาปรับใช้ได้ ก่อนที่ต่อมาศาลจะบันทึกเอาไว้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศไม่มีสภาพบังคับโดยเด็ดขาด ต้องอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐ
.
ต่อมา ระหว่างที่พยานกำลังตอบคำถามค้านทนายจำเลยเกี่ยวกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่อง ร่างกฎหมายที่ลงประชามติไม่ตรงกับฉบับที่ถูกประกาศใช้อยู่นั้น ศาลก็ได้กล่าวแทรกขึ้นมาอีกครั้งว่า อยากให้ทนายจำเลยนำรัฐธรรมนูญฉบับที่มีการประกาศใช้กับฉบับร่างมาเปิดเปรียบเทียบกันไปเลย โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาด ศาลไม่อยากบันทึกคำที่ไม่ถูกต้อง
.
เหตุการณ์ที่ 2
.
ในวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งถัดมา เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ขณะพนักงานอัยการกำลังซักถามพยานปากเจ้าพนักงานตำรวจผู้ถอดเทปแถลงการณ์ภาษาอังกฤษ ศาลมักจะตั้งคำถามกับพยานแทรกขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเก็ท จำเลยที่ 2 ตัดสินใจแถลงต่อศาลว่า ศาลควรเปิดโอกาสให้พนักงานอัยการเป็นผู้ซักถามด้วยตนเอง แต่ศาลก็ชี้แจงว่า ศาลมีความจำเป็นต้องถาม เพื่อประโยชน์ของตัวจำเลยเองด้วย
.
ภายหลังพยานโจทก์ปากเจ้าพนักงานตำรวจผู้ทำหน้าที่แปลถอดเทปคำปราศรัยของกลุ่มผู้ชุมนุม เบิกความเสร็จเรียบร้อย เก็ทก็ได้โต้แย้งศาลขึ้นมาอีกครั้งเรื่องการขึ้นเสียงใส่พยาน อันเป็นการกดดันพยาน ซึ่งศาลก็กล่าวว่าจะระมัดระวังให้มากขึ้น แต่เนื่องจากพยานตอบคำถามไม่รู้เรื่อง และศาลไม่เข้าใจพยาน จึงได้พยายามช่วยถามให้
.
เวลาต่อมา ก่อนเริ่มสืบพยานในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น จำเลยทั้งสองได้ขอแถลงต่อหน้าศาล โดยระบุว่าอยากให้ศาลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ไม่ถามคำถามชี้นำพยาน และให้ฟังคำถามของทนายความให้จบก่อน ศาลจึงถามกลับไปว่า แล้วทนายตั้งคำถามที่ชัดเจนหรือยัง ศาลไม่ได้ดุแค่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะดุเมื่อเริ่มคุมไม่อยู่แล้ว เหมือนลูกที่มีทั้งดื้อและไม่ดื้อ ก็ต้องมีวิธีรับมือที่แตกต่างกันออกไป เราต้องแยกเรื่องเล็กกับเรื่องใหญ่ออกจากกัน ไม่ใช่เก็บมาทุกเรื่อง นอกจากนี้ศาลยังระบุว่า หลังจากนี้ถ้าไม่เข้าใจก็จะไม่แก้ให้แต่จะจดไปตามนั้นเลย
.
อย่างไรก็ดี จำเลยทั้งสองยังคงยืนกรานที่จะแถลงต่อศาลใน 4 ประเด็นด้วยกัน นั่นก็คือ 1. ขอให้ศาลรับฟังทั้งทนายจำเลย พยาน และโจทก์ 2. ขอให้ศาลไม่ถามคำถามชี้นำพยาน 3. ขอให้ศาลบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องพิจารณาว่ามีการแถลงหรือชี้แจงอะไรบ้างให้ครบถ้วน โดยไม่เลือกบันทึก และ 4. ขอให้ศาลเป็นกลาง อย่าใช้อารมณ์
.
เหตุการณ์ที่ 3
.
ในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2568 ขณะที่ ‘เก็ท’ จำเลยที่ 2 กำลังเดินเข้าคอกพยานเพื่อเริ่มเบิกความในคดีนี้ ศาลได้ให้ความเห็นขึ้นมาว่า ควรให้จำเลยที่ 1 หรือ ‘ใบปอ’ ขึ้นเบิกความก่อนเพราะเป็นผู้อ่านแถลงการณ์ภาษาไทย โดยศาลเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกหากจะให้จำเลยที่ 2 ขึ้นเบิกความก่อน แต่ศาลก็ไม่ได้บังคับ เพียงแต่เมื่อพิจารณาแล้วตอนนี้จำเลยที่ 2 เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของคำแถลงการณ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
.
ทนายจำเลยจึงอธิบายต่อศาลว่า จำเลยทั้งสองได้ปรึกษาหารือกันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าใครจะเข้าสืบพยานก่อน-หลัง นอกจากนี้พวกเขายังถูกฟ้องในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย
.
ในระหว่างที่เก็ทกำลังเบิกความอยู่นั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ศาลไม่ยอมจดบันทึกให้ โดยเก็ทเบิกความว่า ตามฟ้องโจทก์มีถ้อยคำที่ระบุในทำนองว่า การบังคับใช้มาตรา 112 เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวพระมหากษัตริย์ อันที่จริงพยานและประชาชนไม่ได้เกรงกลัวพระมหากษัตริย์ แต่เกรงกลัวต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งศาลไม่ยอมบันทึกคำว่า “ไม่เกรงกลัวพระมหากษัตริย์” แต่เลือกที่จะปรับคำพูดให้พยาน โดยให้เหตุผลว่า หากบันทึกไปตามที่พยานเบิกความย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี
.
ต่อมา ขณะที่เก็ทเบิกความว่า การแก้ไข พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้เวลาที่ในหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว… ศาลก็ไม่จดประเด็นที่พยานเบิกความนี้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้อความที่ล่อแหลม แต่อนุญาตให้พยานแถลงรายละเอียดมาเป็นแถลงการณ์ได้ ศาลจะจดแค่เพียงว่าพยานมีเจตนาที่จะปกป้องสถาบันฯ ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้าย
.
เหตุการณ์ที่ 4
.
ก่อนสืบพยานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นนักวิศวกรข้อมูล (Data Engineer) ได้เกิดข้อถกเถียงกันขึ้นระหว่างฝ่ายจำเลยและศาลว่า พยานปากนี้จะสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน โดยพยานก็ได้แจ้งแก่ศาลไปว่า พยานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการถอดเทป แต่พยานเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และพยานมีหน้าที่มาพิสูจน์เพียงแค่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น
.
นอกจากนี้ทนายจำเลยยังกล่าวเสริมด้วยว่า พยานปากนี้ทำหน้าที่พิสูจน์ว่าพยานโจทก์ที่ถอดเทปคำปราศรัยผ่าน Google Sheet นั้นมีความคลาดเคลื่อน แต่ศาลกลับระบุว่าประเด็นดังกล่าวได้สืบเสร็จสิ้นไปแล้ว มันเป็นเรื่องนามธรรม ศาลจึงจะขอให้พยานปากนี้ฟังคลิปหลักฐานแล้วแปลออกมาให้ ซึ่งทนายจำเลยก็ยังคงยืนยันว่า พยานไม่สามารถทำตามที่ศาลขอได้
.
เวลาต่อมา เก็ทก็ได้แจ้งต่อศาลขอให้รับฟังพยาน และอยากให้พยานได้เบิกความก่อน ส่วนศาลจะบันทึกอย่างไรนั้นก็เป็นอำนาจของศาล ทั้งนี้ ศาลอ้างว่าไม่ได้จะให้พยานแปลข้อความ เพียงแค่อยากให้พยานพิสูจน์ว่าจากคลิปหลักฐานนั้นในช่วงเวลาเท่าไหร่ที่มีเสียงอื่นแทรก ให้พยานเจาะให้เห็นเป็น ชั่วโมง นาที วินาที มาให้ศาล มิเช่นนั้นศาลต้องไปนั่งฟังคลิปเองทั้งหมด
.
อย่างไรก็ดี พยานได้ย้ำต่อศาลอีกครั้งว่า พยานมีความถนัดเฉพาะด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล ส่วนเรื่องอื่น ๆ พยานไม่ได้เชี่ยวชาญ และไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบของพยาน ศาลจึงแย้งว่าความคิดของศาลกับพยานแตกต่างกัน ศาลแค่ขอความร่วมมือ หากพยานไม่ทำก็ถือว่าเป็นอันยุติ
.
ระหว่างที่แต่ละฝ่ายกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ตำรวจศาล 2 นายได้เดินเข้ามาตรวจดูสถานการณ์ภายในห้องพิจารณา ต่อมา เมื่อฝ่ายจำเลยยืนยันแนวทางดังกล่าว เหตุการณ์ภายในห้องพิจารณาจึงสงบลง ตำรวจศาลจึงทยอยเดินออกจากห้องพิจารณา และศาลได้ดำเนินการสืบพยานต่อไป
.
เหตุการณ์การศาลบันทึกภาพและเสียงในห้องพิจารณาโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือแจ้งฝ่ายจำเลยล่วงหน้า ในระหว่างการสืบพยานคดี ม.112.
จากการสังเกตการณ์ระหว่างการสืบพยานคดี ม.112 คดีหนึ่ง ที่ศาลอาญาเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่าเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้เปิดจอทีวีเพื่อบันทึกภาพและเสียงภายในห้องพิจารณาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกของการสืบพยาน ทั้งที่คดีดังกล่าวมิได้มีการยื่นคำร้องขอหรือศาลได้สั่งให้สืบพยานโดยใช้ระบบบันทึกภาพและเสียง หรือ e-Hearing แต่อย่างใด
.
ทั้งนี้ ภาพและเสียงจะถูกบันทึกจากทั้งกล้องวงจรปิดภายในห้องพิจารณา และกล้องแบบพกพาที่ถูกติดตั้งเอาไว้อยู่บริเวณหน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษา ส่งผลให้ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทั่วทั้งห้องพิจารณาคดี โดยเฉพาะใบหน้าของพยานที่เข้าเบิกความในคอก
.
ย้อนกลับไปในช่วงเช้าก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้พยายามเปิดหน้าจอทีวีเพื่อเตรียมบันทึกภาพและเสียงเช่นเดียวกับวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดีจอทีวีเกิดติดปัญหาขัดข้องจนไม่สามารถเปิดใช้งานได้ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จึงพูดเชิงหยอกล้อกับทางฝั่งของทนายจำเลยว่า คงไม่มีใครเกเรนะ ถ้าเกเรจะได้บันทึก ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จึงไม่ได้ทำการบันทึกภาพและเสียงในวันนั้นเอาไว้ แต่ในวันถัดมาก็ยังคงเปิดจอบันทึกภาพและเสียงเช่นเดิม
.
การบันทึกภาพและเสียงยังคงดำเนินไป จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2568 ช่วงที่ทนายจำเลยท่านหนึ่งกำลังถามค้านพยานโจทก์อยู่นั้น ทนายจำเลยอีกท่านก็ได้มายืนมองอยู่ที่บริเวณหน้าจอทีวีที่ใช้บันทึกภาพสักพักด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามศาลระหว่างการพิจารณาว่า เหตุใดจึงมีการบันทึกภาพในห้องพิจารณาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าก่อน
.
ภายหลังทนายจำเลยสอบถามถึงเหตุผลของการบันทึกภาพและเสียง เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้ชี้แจงว่าเป็นเพียงการบันทึกไว้เท่านั้น ทนายจำเลยจึงโต้แย้งว่า เคยมีกรณีที่บันทึกภาพและเสียงในลักษณะเช่นนี้แล้วศาลก็นำข้อมูลที่บันทึกไว้ไปใช้เป็นเหตุในการแจ้งความดำเนินคดีภายหลัง นอกจากนี้ทนายจำเลยยังกล่าวเสริมด้วยว่า เราจำเป็นต้องปกป้องพยานและจำเลยของเรา ก่อนจะถามต่อไปว่า ไม่บันทึกได้หรือไม่ ต่อมาศาลจึงแจ้งว่าเป็นการบันทึกไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในห้องพิจารณา หากการเบิกความไม่มีอะไร ก็ไม่มีปัญหา ส่งผลให้การบันทึกภาพและเสียงในห้องพิจารณายังคงดำเนินต่อไป
.
อย่างไรก็ดี คดีนี้มิใช่คดีแรกที่ปรากฏเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นในระหว่างการสืบพยาน โดยก่อนหน้านี้เคยมีคดีของอานนท์ นำภา และ“ฮิวโก้” จิรฐิตา กรณีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563 ซึ่งจากการสังเกตพบว่าในวันนัดสืบพยานทุกนัดเจ้าหน้าที่ได้มีการบันทึกภาพและเสียงภายในห้องพิจารณาโดยไม่ได้มีการขออนุญาตหรือแจ้งล่วงหน้าก่อนเช่นเดียวกัน เพียงแต่คดีนี้ไม่ได้มีผู้ใดโต้แย้งขึ้นมาหรือสอบถามถึงสาเหตุของการบันทึกเช่นว่านั้น
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ไhttps://tlhr2014.com/archives/81290https://www.facebook.com/photo/?fbid=1295777459059388&set=a.656922399611567