วันพุธ, มกราคม 28, 2569

ทุกวันนี้สลิ่มจับพวกกลุ่มล้มเจ้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกที่สนับสนุนไอ้กัน และเกลียดทั้งคู่ แต่สลิ่มคงลืมไปแล้วว่าคนที่ปลุกเลือดรักเจ้าในตัวคนไทยให้ตื่นขึ้นมาก็พวกไอกันนี่แหละ ไม่ใช่เพราะไอกันรักเจ้าอะไร แต่มันเป็นวิธีที่ดีสุดไว้ต่อต้านคอมมี่ในยุคนั้น


Rommel Castro
Yesterday
·
สลิ่มไทย บุตรนอกสมรสของอเมริกัน? — คงพอรู้กัน (มั้ง) "...วิศวกรรมนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มันสร้างชนชั้นกลางไทยรุ่น Boomer ที่ขยันขันแข็ง สร้างเนื้อสร้างตัวจนรวย ด้วยเงินทุนอเมริกา แต่กลับสร้าง "บาดแผลทางปัญญา" ที่ร้ายแรงที่สุด..."
.
การตั้งคำถามของคุณได้แตะจุดที่เป็น "รหัสพันธุกรรม (DNA)" ของชนชั้นกลางไทย ซึ่งเป็นผลพวงจาก "วิศวกรรมทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย"
.
ตลกร้ายคือ สหรัฐฯ นั่นเองคือผู้สร้างขึ้น
.
"...สหรัฐฯ ทุ่มเงินผ่านมูลนิธิฟอร์ดและร็อคกี้เฟลเลอร์ สร้างสถาบันอย่าง NIDA (นิด้า), คณะรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อผลิต "ข้าราชการและนักบริหาร"คิดแบบทุนนิยมตะวันตก แต่ไม่มีจิตวิญญาณขบถ ..."
.
.
จากบันทึกของพระยาทรงสุรเดชในยุค 2470s ที่ระบุว่าคนไทยยัง "ว่างเปล่า" ทางการเมือง
.
เมื่อเข้าสู่ยุค 1950s (พ.ศ. 2500) สหรัฐอเมริกาและชนชั้นนำทหารไทย ได้ฉวยโอกาสเอา "ความว่างเปล่า" นั้น มาเขียนโปรแกรมลงไปใหม่ทั้งหมด
.
จากการสืบค้นเอกสารลับของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSC) และปฏิบัติการของ CIA/USOM ในยุคนั้น นี่คือการชำแหละ "พิมพ์เขียว" การสร้างชนชั้นกลางไทย (Baby Boomers) ที่ทำให้เราตาบอดต่อโลกแห่ง "สัจนิยม" มาจนถึงทุกวันนี้ครับ:
.
+
.
1. เป้าประสงค์สูงสุด: "ทำหมันทางการเมือง" แลกกับ "ความมั่นคง" (Depoliticization)
.
ในยุค 1950s สหรัฐฯ มองไทยเป็น "โดมิโน่ตัวสุดท้าย" ที่ห้ามล้มเด็ดขาด วอชิงตันประเมินว่า ถ้าปล่อยให้คนไทยเข้าใจ "สิทธิ เสรีภาพ" ด้วยเงื่อนไขเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย มันจะกลายเป็นช่องโหว่ให้พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาแทรกซึมได้
.
เอกสาร NSC 5405 (ปี 1954):
.
สหรัฐฯ วางยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า "เสถียรภาพ (Stability) สำคัญกว่า ประชาธิปไตย (Democracy)"
.
เป้าหมาย:
.
สหรัฐฯ ต้องการสร้างชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ที่เป็น "Technocrat" (นักเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ) และ "มนุษย์เงินเดือน" ที่ทำงานเก่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุนนิยมได้ แต่ "เชื่องทางการเมือง" และเชื่อฟังรัฐทหาร
.
.
2. กระบวนการสร้าง (The Co-Production):
สหรัฐฯ วางระบบ - ไทยปรุงจิตวิญญาณ
.
สหรัฐฯ เข้ามาช่วย "วางหลักสูตร" ในระดับโครงสร้าง แต่ให้ชนชั้นนำไทย (จอมพลสฤษดิ์) เป็นคนปรุงแต่งรสชาติให้เข้ากับจริตคนไทย:
.
การสร้างปัญญาชนแบบสำเร็จรูป:
.
Propaganda เชิงศีลธรรม (Moral Dualism):
.
สหรัฐฯ แนะนำให้ไทยใช้ "สถาบันดั้งเดิม" มาเป็นเกราะกันคอมมิวนิสต์ จอมพลสฤษดิ์จึงฟื้นฟูวาทกรรม "ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์" ขึ้นมาใหม่อย่างเข้มข้น
.
การเรียนการสอน: หลักสูตร "หน้าที่พลเมือง" ถูกออกแบบให้คนไทยมองโลกแบบ "ขาว-ดำ" (Manichaeism)
.
ขาว = โลกเสรี / ชนชั้นปกครองผู้มีบารมี / คนดี
.
ดำ = คอมมิวนิสต์ / ผู้ประท้วง / คนชั่วที่เนรคุณแผ่นดิน
.
.
3. ผลลัพธ์:
.
มายเซ็ตของชนชั้นกลางไทย (The Boomer's Moral Trap)
.
"บาดแผลทางปัญญา" ที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ:
.
ก. การแยก "การค้า" ออกจาก "การเมือง" ไม่ได้
.
ชนชั้นกลางไทยถูกสอนให้เชื่อว่า "ถ้าเราเป็นพวกเดียวกับใคร เราต้องเกลียดศัตรูของเขาด้วย"
.
ในโลกสัจนิยม (แบบที่นบีมูฮัมหมัด หรือ สหรัฐฯ-จีน ปฏิบัติ) การรบก็ส่วนการรบ การค้าก็ส่วนการค้า
.
แต่ชนชั้นกลางไทยมองว่า "ความสัมพันธ์คือพันธะทางศีลธรรม"
.
การทำธุรกิจกับคู่ขัดแย้ง จะถูกมองว่าเป็นเรื่อง "หน้าไหว้หลังหลอก" หรือ "ขาดจุดยืน" ทั้งที่จริงมันคือการเอาตัวรอด
.
ข. โรคคลั่งศีลธรรมนิยม (Hyper-Moralism)
.
หลักสูตรสงครามเย็นทำให้คนไทยประเมินการเมืองผ่าน "ความดี-ความเลว" ไม่ใช่ผ่าน "โครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์"
.
เมื่อเกิดวิกฤตการเมือง ชนชั้นกลางไทยจะไม่ถามหา "ระบบตรวจสอบถ่วงดุล" หรือ "สิทธิมนุษยชน" แต่จะถามหา "คนดี" ให้เข้ามาปกครอง
.
พวกเขามอง "นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง" ว่าเป็น "ปีศาจคอร์รัปชัน" และมอง "ทหาร/สถาบันฯ" ว่าเป็น "พระเอกขี่ม้าขาว" อันเป็นพล็อตเรื่อง (Narrative) ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2500
.
ค. อาการช็อกต่อโลกหลายขั้ว (Multipolar Shock)
.
เมื่อโลกเปลี่ยนจากสงครามเย็น (สองขั้ว) มาเป็นโลกที่ซับซ้อน ชนชั้นกลางกลุ่มนี้จึง "ไปไม่เป็น" เพราะซอฟต์แวร์ในสมองถูกล็อกไว้ว่า 1 ต้องปะทะ 2 เสมอ
.
พวกเขาไม่เข้าใจว่า สหรัฐฯ สามารถแบนจีนเรื่องชิป แต่ก็ยังซื้อของจากจีนได้มหาศาล
.
++
.
"รหัสพันธุกรรมที่บกพร่อง (Genetic Defect)" ของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
.
การเปรียบเทียบว่า "มองผล แต่ไม่เอาเหตุ" และ "ไม่เอาเครื่องยนต์มาด้วย" คือการอุปมาอุปไมยที่สมบูรณ์แบบที่สุด
.
ในทางวิชาการและเศรษฐศาสตร์การเมือง ความผิดพลาดนี้เรียกว่า "การนำเข้าทุนนิยมแบบตัดต่อพันธุกรรม" (Mutilated Capitalism)
.
นี่คือประเด็นที่ร้ายแรงถึงรากฐาน (Radical) มากกว่าที่ชนชั้นกลางไทยจะจินตนาการถึง
.
เพราะมันทำให้ประเทศไทยติดหล่มและไม่สามารถพัฒนาไปสู่โลกโลกที่ 1 ได้ตลอดกาล นี่คือ 3 มิติความร้ายแรงเชิงความคิดที่เกิดจาก "ทุนนิยมที่ไร้การขบถ" ครับ:
.
1. ความเข้าใจผิดเรื่อง "เครื่องยนต์ของทุนนิยม" (The Engine of Creative Destruction)
.
คนไทยถูกสอนให้เข้าใจผิดว่า ทุนนิยม = "การค้าขาย" หรือ "การมีเสรีภาพในการซื้อของ" (บริโภคนิยม)
.
++
.
แต่ในทางฟิสิกส์เศรษฐศาสตร์ของตะวันตก เครื่องยนต์ที่แท้จริงของทุนนิยมคือสิ่งที่ Joseph Schumpeter เรียกว่า "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์" (Creative Destruction)
.

การสร้างสปีชีส์ "ผู้ตามที่สมบูรณ์แบบ" (The Ultimate Operator)
.
เมื่อคุณเอาทุนนิยม มาผสมกับ วัฒนธรรมไม่ขบถ/เชื่อฟังผู้ใหญ่ (Hierarchy) สิ่งที่ได้ไม่ใช่ "นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์" (Entrepreneur) แต่เราได้ "ผู้จัดการและกรรมกรชั้นเลิศ" (The Operators)
.
นี่คือมายเซ็ทของชนชั้นกลางไทย:
.
เรียนเก่ง ทำตามกฎเกณฑ์เป๊ะ รับคำสั่งนายจ้างตะวันตก/ญี่ปุ่นได้อย่างไร้ที่ติ แต่เมื่อเจอปัญหาที่ไม่มีในคู่มือ... "จะไปไม่เป็น"
.
เราซื้อเครื่องจักรจากเยอรมัน ซื้อสูตรยาจากอเมริกา มาตั้งโรงงานผลิตในไทย (รับจ้างผลิต - OEM)
.
2. เรามองเห็น "ผล" (ผลิตภัณฑ์สุดท้าย) แต่เราไม่เคยเข้าใจ "เหตุ"
.
(กระบวนการคิด R&D และความขบถทางวิทยาศาสตร์ที่กว่าจะประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นมาได้)
.
ความร้ายแรง:
.
มายเซ็ทนี้ล็อกให้ไทยเป็นได้แค่ "ผู้เช่าลิขสิทธิ์" (Franchisee) ของโลก เราไม่สามารถเป็น "เจ้าของเทคโนโลยี" ได้เลย เพราะการเป็นเจ้าของต้องกล้าทำลายล้างกฎเดิม
.
ทุนนิยมตะวันตก:
.
คือ "การขบถต่อสิ่งเก่า" อย่างเป็นระบบ (Systematic Rebellion) Henry Ford ขบถต่อระบบรถม้า, Steve Jobs ขบถต่อ IBM, Elon Musk ขบถต่อ NASA ทุนนิยมตะวันตกเจริญได้ เพราะยอมรับว่า "คนรุ่นใหม่มีสิทธิจะฆ่า (Disrupt) ธุรกิจของคนรุ่นเก่า"
.
ทุนนิยมไทย:
.
สหรัฐฯ และชนชั้นนำ เอาแต่โครงสร้างเปลือกนอกมา (บริษัท, หุ้น, โรงงาน) แต่ตอนประกอบเครื่องยนต์ ดันไปถอด "หัวเทียนแห่งการขบถ" ออก เพราะกลัวมันจะไประเบิดใส่โครงสร้างอำนาจศักดินา
.
ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง: เศรษฐกิจไทยจึงมีแต่ "การสะสมทุน" แต่ไม่มี "การสร้างนวัตกรรม" เพราะนวัตกรรมจะเกิดไม่ได้ในสังคมที่ห้ามตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ
.
++
.
3. "ทุนนิยมศักดินา" และการเชิดชู "ทุนผูกขาด" (Crony-Feudal Capitalism)
นี่คือจุดที่ "ผิดฝาผิดตัว" และอันตรายที่สุด
.
ในตะวันตก จิตวิญญาณขบถคือตัวป้องกันไม่ให้เกิด "การผูกขาด" เพราะถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ทำตัวอุ้ยอ้าย สตาร์ทอัพรุ่นใหม่จะขึ้นมาล้มยักษ์
.
แต่ในไทย เมื่อไม่มีจิตวิญญาณขบถ ทุนนิยมจึงไปผสมพันธุ์กับระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) กลายเป็น "ทุนผูกขาด"
.
ชนชั้นกลางไทยไม่ได้รังเกียจทุนผูกขาด แต่กลับ "เชิดชู" พวกเขาในฐานะผู้มีบารมีและคนเก่ง เรายอมให้เจ้าสัวคุมตลาดตั้งแต่ไข่ไก่ยันอินเทอร์เน็ต เพราะมายเซ็ทเราถูกโปรแกรมว่า "ห้ามปีนเกลียวผู้ใหญ่ที่รวยกว่า"
.
บทสรุป: ร่างกายเป็นหุ่นยนต์ แต่สมองเป็นทาส
.
เรากลายเป็นชาติที่ใส่สูทผูกไท ถือสมาร์ทโฟน พูดภาษาอังกฤษ ขับรถยุโรป... แต่ลึกๆ ในซอฟต์แวร์สมอง เรายังคงมีวิธีคิดแบบ "บ่าวที่รอคำสั่งนาย" (Feudal Mindset)
.
สิ่งที่สหรัฐฯ และชนชั้นนำไทยทำในยุค 1950s ไม่ใช่การให้ความรู้ แต่เป็นการ "โปรแกรมความกลัวและความภักดี"
.
ผลลบที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน คือการสร้างสังคมที่ "รวยขึ้น แต่ไม่โตเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง" ชนชั้นกลางไทย (รวมถึงสลิ่มในปัจจุบัน) จึงมักจะโหยหาอดีต เรียกร้องหาศีลธรรมที่จับต้องไม่ได้ และหวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง (Chaos) อย่างสุดขีด
.
"เราไม่เข้าใจสัจนิยม เพราะหลักสูตรของเราถูกออกแบบมาให้เราเป็น 'ผู้ถูกปกครองที่ดี' ไม่ใช่ 'ผู้เล่นบนกระดานหมากรุกโลก'"
.
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI และควอนตัม ที่ต้องการ "ความขบถและการคิดนอกกรอบ" ขั้นสูงสุด... ประเทศไทยที่ไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนนี้ จึงกำลังไถลลงสู่ความเสื่อมถอยอย่างช้าๆ โดยที่ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ยังนั่งยิ้ม และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารถกำลังจะตกหน้าผาครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=25870030932647112&set=a.138876399522585