
วิเคราะห์บอลจริงจัง
17 hours ago
·
การแข่งฟุตบอลของประเทศหนึ่ง มีกฎประหลาด นั่นคือทีม A จะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษมากกว่าทุกทีมที่เหลือ
โดยทีม A นอกจากจะร่วมลงแข่งแล้ว ยังมีอำนาจในการเลือกกรรมการ, เลือกไลน์แมน, เลือกผู้ตัดสิน VAR และ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยมารยาทได้ด้วย ว่าง่ายๆ คือ ทีม A สามารถกำหนดทิศทางทุกอย่าง ได้ด้วยมือตัวเอง
สมมุติปีไหนถ้าทีม A เก่งกว่าทีมอื่นอยู่แล้ว พวกตัวช่วยต่างๆ ก็จะยังไม่ถูกงัดมาใช้ แต่ถ้าปีไหนที่พวกเขารู้สึกว่า มีคู่แข่งที่อันตรายย่างกรายเข้ามา ก็ไม่ลังเล ที่จะเอาตัวช่วยมาใช้งานทันที
ตัวอย่างเช่น ในซีซั่นล่าสุด สโมสรน้องใหม่ ทีม B พุ่งแรงขึ้นมา เข้าใกล้ที่จะเป็นแชมป์ ทีม A จะยอมปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงสั่งให้กรรมการ (ที่เป็นคนของตัวเอง) หาเรื่องควักใบแดง ไล่กัปตันทีม B ออกจากสนาม ด้วยเหตุผลที่เบาหวิวมาก จากนั้นก็ล็อบบี้ คณะกรรมการวินัยมารยาท (ที่เป็นคนของตัวเองเช่นกัน) ให้แบนกัปตันทีม B คนนั้นไปเลย 10 เกม หวังจะไม่ให้ได้ผุดได้เกิด
เพื่อเป้าหมายคือคว้าแชมป์ ทีม A พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในมือ กรรมการ, ไลน์แมน, VAR เพื่อบ่อนทำลายทีมอื่นแบบเนียนๆ อยู่ตลอดเวลา
แจกจุดโทษแบบค้านสายตา, ควักใบแดงในจังหวะที่ไม่มีอะไร, สั่งแบนยาวกว่าปกติ ฯลฯ
ทีม A ทำอะไรจะไม่เคยผิด แต่ทีมอื่น ทำอะไรก็ผิดเสมอ เอาเป็นว่า ดูจากนอกโลกยังรู้ ว่ากรรมการเอียงจนไม่รู้จะเอียงยังไงแล้ว
เวลาผ่านไป ทีมอื่นๆ เริ่มไม่พอใจว่าทำไมกรรมการไม่มีความยุติธรรมเลย เอาแต่กลั่นแกล้งกัน ฝั่งทีม A ก็จะสวนกลับไปว่า "เฮ้ย ไม่ยอมรับคำตัดสินหรอ?" ทั้งๆ ที่ ก็รู้กันดี ว่ากรรมการทุกคน ถูกแต่งตั้งมาจากใคร
ในวันหนึ่งทีม B C D E รวมถึงแฟนบอลจำนวนมาก ต่างทนไม่ไหวแล้ว และตั้งคำถามว่า ทำไมกฎฟุตบอลของประเทศเรา ต้องให้อภิสิทธิ์ทีม A ในการเลือกกรรมการด้วย
ทำไมคนคัดเลือกกรรมการ ไม่ใช่คนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วเมื่อกฎเป็นแบบนี้ มันจะสร้างความยุติธรรมอย่างแท้จริงได้อย่างไร
ทีมอื่นๆ จึงเรียกร้องไปที่สมาคมฟุตบอล ว่าเปลี่ยนแปลงกฎเถอะ จะแพ้ จะชนะ ก็ให้มันยุติธรรม ให้มันแฟร์ได้ไหม ดังนั้นสมาคมฟุตบอลเลยบอกว่า งั้นขอไปทำประชามติ ถามแฟนบอลทั้งประเทศก่อน ว่าอยากให้เปลี่ยน หรือ อยากให้ทีม A กุมอำนาจทุกอย่างแบบเดิม
ถ้าเกิดแฟนบอล "เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะมีการเริ่มร่างกฎใหม่ขึ้นมา
แต่ถ้าแฟนบอล "ไม่เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะยึดกฎเดิม ให้ทีม A เลือกกรรมการทุกตำแหน่ง ได้อย่างตามใจชอบเช่นเคย การโกงก็จะเกิดขึ้นต่อไปแบบไม่สิ้นสุด
อนาคตของวงการฟุตบอลในประเทศนี้จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับประชามติของแฟนบอล ว่าอยากจะเปลี่ยนกฎ หรือ พอใจกับสิ่งเดิมที่เป็นอยู่
สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ต่างกับนิทานฟุตบอลที่ทุกท่านเพิ่งอ่านจบไป
เพราะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันมีแต่ความบิดเบี้ยวเต็มไปหมด
ความพังทุกอย่าง เริ่มต้นจากรัฐประหารของ คสช. ในปี 2557 เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งฉีกรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้สนใจว่า กว่าที่ประชาชนจะช่วยร่างขึ้นมาได้หนึ่งฉบับนั้น ต้องใช้ความพยายามแค่ไหน
คสช.ปกครองประเทศ ระหว่างปี 2557 ถึง 2559 โดยไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ประเทศไทยก็ถูกแช่แข็งอยู่อย่างนั้น เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง มูลค่าการส่งออกของไทย ถดถอยลงเรื่อยๆ
แต่ถามว่าเซอร์ไพรส์หรือเปล่า ก็ไม่ เพราะการเอาคนที่มีหน้าที่ปกป้องประเทศ มาปกครองประเทศ เป็นการใช้งานทหารที่ผิดรูปแบบอยู่แล้ว
ส่วนสาเหตุว่าทำไม พวกเขาไม่คืนอำนาจให้ประชาชนเสียที ก็เพราะคสช. ตั้งใจจะ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับของตัวเองขึ้นมาก่อน เพื่อล็อกอำนาจให้อยู่กับตัวเอง ต่อไปให้นานที่สุด
ในยุคปัจจุบัน คุณไม่สามารถขับรถถัง มายึดอำนาจกันได้บ่อยๆ เพราะโลกจะไม่ยอมรับ ดังนั้นอุตส่าห์ทำรัฐประหารทั้งทีแล้ว ก็ต้องวางแผนให้อยู่ได้ยาวๆ ไปเลย
ตอนแรก คสช. สั่งให้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโน เขียนรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเขียนเสร็จ คสช.ไม่พอใจ สั่งคว่ำฉบับนี้ทิ้ง โดย ดร.บวรศักดิ์ อธิบายเหตุผลที่โดนคว่ำ ในเวลาต่อมาว่า "เขาอยากอยู่ยาว"
คสช.เปลี่ยนคนเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นมีชัย ฤชุพันธุ์ และสุดท้ายก็เขียนเสร็จจริงๆ โดยฉบับของมีชัย มีชื่อเล่นที่รู้จักกันในชื่อ "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" อธิบายคือ จะให้อำนาจกับ คสช.รวบทุกอย่างโดยสมบูรณ์ ในฐานความคิดว่า คสช. และทหารที่ยึดอำนาจจะไม่โกงประเทศ ดังนั้นให้อำนาจไปเยอะๆ รับรองว่าประเทศที่โดนปกครองโดยทหารไทย จะเจริญรุ่งเรืองแน่
รัฐธรรมนูญของมีชัย ได้ใส่เงื่อนไขแปลกประหลาดเข้าไปนับไม่ถ้วน เช่น
- คสช. จะเป็นคนแต่งตั้ง วุฒิสมาชิก (ส.ว.) ทั้ง 250 คน และจะให้อำนาจล้นฟ้า สามารถเบรกได้ทุกอย่าง แม้แต่เลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังทำได้
- องค์กรอิสระทั้งหมด เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ สตง. กกต. ป.ป.ช. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะถูกแต่งตั้งโดย สนช. และ วุฒิสมาชิก ซึ่งทั้งหมดถูกเลือกมาจาก คสช. อีกที
- ให้อำนาจมหาศาลกับศาลรัฐธรรมนูญ ให้คน 9 คน มีอำนาจยุบพรรค ถอดถอนนายกฯ ใครก็ตามที่ขวางทาง ก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาวุธ ที่พร้อมกำจัดให้กระเด็น ในโลกนี้ไม่มีศาลไหนจะมีอำนาจทางการเมืองมากเท่ากับ ศาลรัฐธรรมนูญไทยอีกแล้ว
- ลดพลังของประชาชน ไม่ให้มีอำนาจในการถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ ในอดีต ถ้าเกิดเหตุตึกถล่ม สตง. ประชาชน 20,000 คน สามารถยื่นถอดถอดผู้ว่า สตง. ได้ แต่ในรัฐธรรมนูญของคสช. ประชาชนทำอะไรไม่ได้
คสช.วางกับดักแล้ว กับดักเล่า เพื่อให้ตัวเองอำนาจไร้เทียมทาน เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ตลอดไป
โดยเฉพาะองค์กรอิสระ จะเป็นคนของตัวเองทั้งหมด สั่งซ้ายหัน ขวาหัน ก็ได้เลย ถ้ามีใบสั่งอยากให้ทำอะไร ก็สามารถจัดให้ได้ตามนั้น
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของมีชัยเขียนเสร็จแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้าสู่การประชามติ ขอความเห็นชอบจากประชาชน
แต่ฉบับนี้ ประชาชนไม่ได้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีหน้าที่เดียวคือโหวต ว่ารับ หรือไม่รับ แค่นั้น
ความกั๊กของเรื่องนี้ คือ คสช.จะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ แปลว่า ถ้าประชาชนไม่ยอมโหวตเห็นชอบกับฉบับนี้ พวกเขาก็จะยึดอำนาจต่อไปเรื่อยๆ
จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า "รับๆ ไปก่อน แก้ทีหลัง" จะได้เลือกตั้งสักที
แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่รณรงค์ให้ Vote No ตัวอย่างเช่น ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม ออกไปประท้วง และแจกใบปลิว ว่าถ้า "โหวตรับ" จะเป็นเครื่องมือให้คสช. อยู่ในอำนาจต่อไปแบบไม่สิ้นสุด
ปรากฏว่า กลุ่มของรังสิมันต์ โดนจับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
คสช.ใช้อำนาจทุกอย่าง ไม่ให้คนเสนอความเห็นแย้ง ที่จะ Vote No ในช่วงนั้น ประเทศไทยจึงขาดการถกเถียงข้อดี-ข้อเสีย ว่ารับ หรือ ไม่รับ อันไหนดีกว่ากัน
ในความจริงคือ มีชัย ฤชุพันธุ์เขียนสอดไส้กับดักทุกอย่างไว้ด้านในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่น้อยคนมาก ที่จะเข้าใจ และรู้ถึงความน่ากลัวที่คสช.วางไว้
หลายคนคิดกันแค่ว่า "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" เอาเรื่องเฉพาะหน้าก่อน เพื่อให้คสช. ยอมคืนอำนาจเสียที
และสุดท้าย 7 สิงหาคม 2559 ประชามติของมีชัยก็ผ่าน ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียง 16.8 ล้าน ส่วนฝ่ายโหวตโน มีแค่ 10.5 ล้านเสียงเท่านั้น
ก็จริงอยู่ว่า ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะคราวนั้น แต่มันอยู่ในสถานการณ์ยึดอำนาจโดยคสช. อารมณ์เหมือน มีคนถามว่า "รักฉันไหม ถ้าบอกไม่รักจะยิงให้ตาย" ด้วยความหวาดกลัว ด้วยความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หลายคนก็คงต้องตอบว่ารักไปก่อน โดยไม่ได้มีเวลา และโอกาสจะพิจารณาอย่างรอบคอบ
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกประกาศใช้ 6 เมษายน 2560 และเราจึงเรียกมันว่า "รัฐธรรมนูญ 2560" นั่นเอง
เมื่อเวลาผ่านไป เราจึงเห็นความน่ากลัวของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าว่าแต่ปราบโกงเลย มันยิ่งทำให้การโกง เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิมมาก เพราะประชาชนไม่มีสิทธิ์จะตรวจสอบอะไร
- คดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีนาฬิกาหรูมากกว่า 20 เรือน และแหวนเพชรหลายวง แต่ไม่มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน เรื่องนี้เข้าข่ายยื่นบัญชีเท็จ อาจโยงไปว่า ร่ำรวยผิดปกติได้ แต่ผลการสอบ โดย ป.ป.ช. (หนึ่งในองค์กรอิสระ ที่แต่งตั้งจากคสช.) มีมติไม่รับสอบสวน ขอเอกสารอะไรก็ไม่ให้ เขาอ้างว่า "แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน" ก็จบเลยง่ายๆ ไปอย่างนั้น
- ส.ว. สามารถสั่งหันซ้าย หันขวาได้ตามใจชอบ ตอนที่พล.อ.ประยุทธ์ แข่งเลือกนายกฯ กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปรากฏว่า ส.ว. โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 250 คน แบบไม่มีแตกแถวเลย
- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีคดีที่ต้องตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 5 ครั้ง เช่นคดีถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ, คดีบ้านพักหลวง ฯลฯ แต่ทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งแต่งตั้งจากคสช.) ตัดสินให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชนะคดี 100%
ในทางกลับกัน เมื่อเป็นพรรคอื่น กลับโดนเล่นงานเป็นปกติ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย สองคน เศรษฐา ทวีสิน กับ แพทองธาร ชินวัตร โดนศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งซ้อน
เช่นเดียวกับฝั่งสีส้ม ก็โดนมาแล้วมากมาย พรรคอนาคตใหม่โดนยุบ ตามด้วยพรรคก้าวไกลโดนยุบ จนต้องก่อตั้งพรรคประชาชนขึ้นมาใหม่ในวันนี้
พูดตรงๆ คือ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังไม่เห็นว่าจะปราบคอร์รัปชั่นอะไรได้ เครนหล่น ปูนร่วง ตึกถล่ม สารพัดเหตุการณ์ ก็ยังไม่มีอธิบดีไหน หรือ คนในองค์กรอิสระใด ที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เรื่องราวทุกอย่าง ถูกปล่อยผ่านไปเฉยๆ ให้ประชาชนต้องทำใจกันเอง
หลังจาก ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยคสช. 250 คนหมดวาระไป ก็นำมาสู่การเลือก ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ซึ่งก็มีอำนาจเยอะเหมือนเดิม
แต่ปัญหาก็เกิดอีก เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้สนใจจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการคัดเลือก ส.ว. แต่ออกแบบในสูตรประหลาด ที่เอื้อให้มีการฮั้วกันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
คนที่มีเงิน คนที่รู้จักเกม ก็ย่อมวางแผนฮั้วได้ เพื่อยึดเอาจำนวน ส.ว.มาเป็นของตัวเอง
ถามว่า ส.ว. 200 คนทุกวันนี้ มาจากจังหวัดอะไรเยอะที่สุด เดาได้ไหมครับ?
หลายคนอาจจะตอบว่า กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็เมืองหลวงประเทศอยู่ที่นี่ แต่ไม่ใช่ครับ คำตอบคือ จังหวัดบุรีรัมย์ต่างหาก ที่มี ส.ว. มากถึง 14 คน (กทม. 9 คน, นนทบุรี 3 คน, เชียงใหม่ 2 คน)
เหลือเชื่อมาก ที่กรุงเทพฯ ศูนย์กลางความรู้ และเมืองหลวงของไทยที่มีประชากรสิบล้านคน แต่กลับมีผู้มีคุณวุฒิน้อยกว่าจังหวัดบุรีรัมย์เสียอีก
ดังนั้นอย่ามาบอกกันเลยครับ ว่าไม่มีการฮั้ว ส.ว. เกิดขึ้น ชาวบ้านเขาก็ฉลาดกันนะ แล้วมันน่าขำที่หลักฐานการฮั้วมีมากมาย และเราก็รู้กันทั้งรู้ ว่าทำกันแบบไม่อายฟ้าดิน แต่ กกต. ก็ยังเอาผิดอะไรไม่ได้
ตามหลักการแล้ว วุฒิสมาชิก คือคนที่มีความรู้เฉพาะทางที่เก่งกาจ และ สามารถถ่วงดุลอำนาจของสภาได้ แต่เมื่อ ส.ว.ถูกฮั้วกันมาแบบนี้ จะไปต่างอะไรจากอาวุธในการต่อรองอำนาจของพรรคการเมือง
แน่นอนครับ ว่าพรรคที่ฮั้ว ส.ว. มันผิดอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่า พรรคการเมือง ก็ย่อมต้องหาหนทางที่ตัวเองจะเป็นผู้ชนะในเกมให้ได้ ต่อให้ไม่ใช่พรรค ก. วันนึงก็อาจมีพรรค ข. ทำอยู่ดี
ดังนั้นการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญให้รัดกุม และไม่ทำให้เกิดการฮั้ว ส.ว. ได้ ตั้งแต่แรก
คืนเกียรติภูมิกลับมาให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ใช่ให้คนเขาด่า ว่าเป็นทาสรับใช้ของนักการเมืองแบบทุกวันนี้
มันแน่ชัดอยู่แล้วครับ ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบโดยคณะรัฐประหาร พวกเขาไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยิ่งทำให้ประเทศไทย เต็มไปด้วยปัญหา จับไปตรงไหนก็เจอแผล มันเอื้อให้เกิดการโกง การทุจริต แบบเป็นประวัติการณ์
สำหรับการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนั้น อธิบายง่ายๆ คือมี 2 วิธี
วิธีที่ 1 แก้รายมาตรา ไม่ต้องเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่ปัญหาของวิธีนี้ จะสามารถเริ่มทำได้ ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุน จากส.ว. เกิน 1 ใน 3
ปัญหาคือ ส.ว. ที่จับกลุ่มกัน ที่เขาเรียกกันว่า ส.ว.สีน้ำเงิน ในปัจจุบันมีมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภาเสียอีก นั่นแปลว่า มาตราอะไรก็ตาม ที่ส.ว.สีน้ำเงิน ไม่เห็นชอบ ก็จะไม่ผ่าน ไม่นำมาสู่การแก้ไขอย่างแท้จริง
ดังนั้นการแก้รายมาตรามันเลื่อนลอย นอกจากนั้น รอยแผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเยอะเกินไป ถ้าต้องมานั่งแก้กันรายมาตรา รอโหวตในสภาอีก ชาติหนึ่งก็แก้ไม่หมด สู้เขียนฉบับใหม่ดีกว่า
ส่วนวิธีที่ 2 นั่นคือ เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่วิธีนี้จะยากตรงที่ ต้องใช้ประชามติ หรือการโหวตของประชาชน อย่างน้อย 3 ครั้ง
คนที่ทำให้มันต้องยากขนาดนี้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยากให้มันแก้ยากที่สุดนั่นเอง
การทำประชามติ ต้องใช้วิธีลงคูหา แน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ต้องยอมรับว่า มีเหตุให้ต้องใช้เงินหลวงเพิ่ม
แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า คสช.ไม่ฉีกมันตั้งแต่แรก ถ้าเสียดายงบประเทศนัก จะรัฐประหารทำไม
ก็นะ คิดว่าถ้าให้เราต้องทนอยู่กับอะไรแบบนี้ ตึกถล่มสตง. และ ใช้วัสดุฟุ่มเฟือยในอาคารขนาดนั้น แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้ แค่ใช้งบในการทำประชามติ ก็ไม่ได้เป็นเงินที่แพงเกินไปหรอกครับ
สำหรับผม เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คือเรื่องสำคัญยิ่งกว่า ใครจะชนะเลือกตั้งอีก เพราะตราบใดที่กฎยังไม่ยุติธรรม ประเทศจะเดินต่อได้ยังไง
มีบางคนจะชอบพูดว่า "สนใจแต่แก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องก่อน"
ขออธิบายเป็นภาษาฟุตบอลละกัน เหมือนมีคนมาบอกว่า "โอ๊ย จะแก้ไขกฎสมาคมอะไร ทีม A จะยึดอำนาจกรรมการอยู่ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ สนใจก่อนดีกว่า ว่าจะทำให้ลีกของเรานิยมได้ยังไง จะเรียกคนดูเข้าสนามได้มากกว่านี้ได้ไหม"
ก็ต้องถามกลับว่า จะมีแฟนบอลที่ไหนอยากเข้ามาดู ถ้าหากเห็นๆ กันอยู่ ว่าลีกฟุตบอลยังเต็มไปด้วยการโกง และการเล่นไม่แฟร์
แต่ถ้าคุณจัดการหลังบ้านได้สะอาด เกมสนุก ยุติธรรม ไม่มีฮั้ว ไม่มีล็อกผล เดี๋ยวคนดูก็จะทยอยเข้าสนามเอง รายได้ก็จะตามมา
ปัญหาปากท้องนั้น ต้องเริ่มต้นจากการดูแลบ้านตัวเองก่อน ถ้าบ้านของเราสะอาด แข็งแรง เราจะมีพลังในการคิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อหาเงินสู้ชีวิต
แต่ถ้าบ้านผุพัง สกปรก มั่วไปทุกอย่าง อย่าไปหวังเลย ว่าจะแก้ไขอะไรได้ในระยะยาว
สำหรับการจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า แล้วเปลี่ยนไปใช้ฉบับใหม่แทน จะต้องผ่านการโหวตของประชาชนทั้งหมด 3 ครั้ง
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นครั้งที่ 1 เป็นแค่คำถามง่ายๆ ว่า "เห็นชอบไหม ที่จะเริ่มต้นเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แค่นั้นครับ
ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าเนื้อในของรัฐธรรมนูญต้องเป็นยังไง ใครเป็นคนร่าง เขาถามแค่เราพอใจไหม กับ รัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. อยากเปลี่ยนทั้งฉบับเลยหรือเปล่า
ถ้าอยากเปลี่ยน โหวตเห็นชอบ
ถ้าไม่อยากเปลี่ยน โหวตไม่เห็นชอบครับ
สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่าน ว่าจะเลือกอะไร ท้ายที่สุด ไม่มีใครบังคับใจใครได้
แต่ถ้าอนุญาตให้ผมโน้มน้าวสักนิด ผมจะบอกว่า อนาคตข้างหน้าใกล้ๆ นี้ ประเทศไทยจะเจอความยากขึ้นเรื่อยๆ
อเมริกา กับ ยุโรป กำลังซัดกันเรื่องกรีนแลนด์, จีน กับ ไต้หวัน ก็ยังตึงเครียด, ปัญหาสแกมเมอร์ที่ยังไม่จบสิ้น ฯลฯ
การที่ประเทศไทยจะยืนหยัดในโลกที่รุนแรงแบบนี้ได้ ภายในของเราต้องมีความแข็งแกร่งมากๆ ไม่เปิดช่องว่างให้คนอื่นมาโจมตีได้
แต่ถ้ายังมีกฎหมายที่ช่วยเหลือคนโกงกิน คนคอร์รัปชั่นแล้วยังตรวจสอบไม่ได้ จนสูบเงินชาติไปไม่หยุดแบบนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับวิกฤติรอบด้าน แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือความคิดที่ว่า "เราอยากส่งต่อสังคมแบบไหน ไปให้ลูกหลานของเราในเจเนเรชั่นต่อไป"
สังคมแห่งความทุจริต ตรวจสอบไม่ได้ หรือสังคมปกติ ที่คนทำผิดมีสิทธิ์โดนลงโทษจริง
ไม่ว่าคุณจะเชียร์พรรคไหน คงคิดตรงกันว่า รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ตอนนี้ มันเป็นปัญหา ดังนั้นเลือกตั้งเสร็จแล้ว ไปทำประชามติต่อด้วยนะครับผม
8 กุมภากาเห็นชอบ คือคำตอบเดียวของผมครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1500573618101152&set=a.243815820443611