
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
7 hours ago
·
จากผู้ที่ไร้สิทธิ์ออกเสียง “เก็ท โสภณ” ส่งถึงผู้มีสิทธิ์ทุกคน: “ถึงใครก็ตามที่ฝันอยู่ ฝากด้วยนะครับ 8 กุมภา กาเห็นชอบ”.
.
วันที่ 15 ม.ค. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายออกมาสื่อสารเรื่องความคาดหวังต่อการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึง พร้อมทั้งแบ่งปันมุมมองของผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกลิดรอนสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
.
เป็นอีกครั้งที่เก็ทยังคงเขียนถึงความฝันในวันที่ประเทศไทยจะก้าวข้ามความแตกแยกและเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ในขณะที่บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งภายนอกกำแพงเรือนจำกำลังดุเดือด เขายังคงพยายามติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้อจำกัดด้วยความหวังและความกังวลปนเปกัน
ถึงที่สุดเก็ท หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหย่อนบัตรทั้งสามใบของคนไทยครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่อนสำคัญที่นำพาสังคมไปสู่การเปลี่อนแปลงที่ยั่งยืน เพื่อให้ทุกคนในประเทศ รวมถึงผู้ต้องขังที่ถูกลิดรอนสิทธิ จะได้มีเสียงและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศต่อไปด้วย
.
___________________________________
ถึงใครก็ตามที่ฝันอยู่
.
ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งยังคงทวีความดุเดือด ประเด็นและคำถามที่แหลมคมถูกหยิบยกขึ้นมาเสวนาอย่างต่อเนื่อง ต้องพูดตรง ๆ ว่าสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังคดีทางการเมืองก็สำคัญกับสถานการณ์การเมืองนั่นแหละครับ พูดให้เข้าใจง่ายคือมันผันผวน พวกเราจึงต้องพยายามตื่นตัวเข้าไว้และอ่านสถานการณ์ให้ออก ยังดีที่พอหาชาร้อน กาแฟร้อนไว้ดื่มแกล้ม การอ่านหนังสือได้
.
ผมเสียดายนะครับที่ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองราว 60 คน ในคุกไม่มีสิทธิ์ในการไปเลือกตั้ง ทั้งที่พวกเราก็เรียกร้องประชาธิปไตยแท้ ๆ หากพูดให้ถึงที่สุดก็ไม่ใช่แค่พวกเราหรอกครับที่ควรมีสิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ต้องขังทุกคนในฐานะประชาชนควรมีสิทธิ์นี้ ชีวิตผู้ต้องขังต่างก็ได้รับผลกระทบจากการบริหารและการดูแลของภาครัฐทั้งนั้น
.
ทำไม? พอใครเข้ามาในคุกแล้วความเป็นคนของเขาและความเป็นพลเมืองของเขาก็ถูกลดทอนลงในระดับที่ ไม่มีปากไม่มีเสียงเชียวหรือ? เรื่องนี้ก็ไม่วายต้องไปแก้ไขในรัฐธรรมนูญ
.
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาระแห่งชาติของคนไทยเท่านั้น แต่เป็นวาระสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะประเทศไทยอยู่ในสภาวะครึ่ง ๆ กลาง ๆ ระหว่างเผด็จการและประชาธิปไตย หากฝั่งประชาธิปไตยเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ก็มีโอกาสส่งผลต่อพลวัตของขบวนการประชาธิปไตยระหว่างประเทศด้วย
.
ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานการเมืองนั้นมีรูปแบบของเครือข่ายอยู่ เมื่อเกิดแรงขับเคลื่อน เคลื่อนจากจุดหนึ่งนั้นก็อาจเคลื่อนให้เกิดแรงกระเพื่อม ณ จุดอื่นได้ ในทางกลับกันหากฝั่งนั่งร้านเผด็จการชนะการเลือกตั้ง ก็ย่อมส่งผลกลับเพื่อเป็นพลวัตต่อขบวนฝั่งเผด็จการ
.
เมื่อกลับมาโฟกัสที่การเมืองในประเทศ เวทีการหาเสียงเลือกตั้งเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตย และสร้างสำนึกวิพากษ์ ผู้คนจะได้อภิปรายเสวนาเพื่อค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาสังคมอย่างมีตรรกะ ดังที่ได้เห็นจากประเด็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชา, บทบาทของกองทัพ, มาตรา 112 เป็นต้น
.
คะแนนนิยมเป็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากบทเรียนการเลือกตั้งครั้งก่อน ก็จะพบว่าการเลือกตั้งก็เหมือนการแข่งรถ มันไม่ใช่ถนนเส้นตรง เพราะคะแนนนิยมนำก็อาจถูกแซงได้ในซักโค้งของสนามแข่ง การตอบคำถามหรือการแสดงจุดยืนที่ “บ้ง” เพียงครั้งเดียว อาจทำให้เสียคะแนนนิยมหรือเลวร้ายที่สุดก็หลุดโค้งสนามออกไปได้เลย
.
หากกล่าวอย่างกระชับและตรงไปตรงมา ผมก็อยากให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคที่ยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยอยู่เคียงข้างและรับฟังประชาชนนั่นแหละครับ หากความคาดหวังของผมเป็นจริง การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนคงทำได้อย่างปลอดภัย อิสรภาพของเราทั้งหลายค่อยใกล้เข้ามา
.
อย่างไรซะ โจทย์สำคัญหลังการเลือกตั้งก็คือเราจะสามารถร่างรัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชนได้หรือไม่? เราจะสามารถประดิษฐานหลักการแบ่งแยกอำนาจให้เกิดขึ้นจริงได้ไหม? เพราะหากทำไม่ได้ วันดีคืนดีที่ สส. หรือพรรคใดเคลื่อนไหวก้าวหน้าเกินไป ก็คงถูกคุมกำเนิดโดยองค์กรตุลาการอีก นี่ยังไม่นับการแทรกแซงจากอำนาจเหนือรัฐและการรัฐประหารอีก
.
ฝากด้วยนะครับ 8 กุมภา กาเห็นชอบกันนะครับ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
https://www.facebook.com/photo?fbid=1294322089204925&set=a.656922399611567