วันอังคาร, เมษายน 30, 2556

น่ารักจุงเบยเพคะ สไตล์ไทย ๆ



โดย จุฑาพร โฉมงาม

ดิฉันได้มีโอกาสอ่านคอลัมน์สองคอลัมน์ผ่านทางเว็ปไซต์ไทยอีนิวส์ ที่นำภาพของคุณอุบลรัตน์* หรือที่คนไทยหลาย ๆ คนได้รู้จักเธอ และเรียกเธอติดปากในชื่อของ ทูลกระหม่อมบ้าง ทูลหม่อมหญิงบ้าง ฟ้าหญิงองค์ใหญ่บ้าง ไรบ้าง มาลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ 

ดิฉันก็อดสังเวชใจไม่ได้

ที่ว่าสังเวชใจในที่นี้ จริง ๆ ก็ไม่ใช่เป็นเพราะกริยาท่าทาง และพฤติกรรมแปลก ๆ ของคุณอุบลรัตน์ดังที่เห็นในภาพต่าง ๆ ผ่านทางหน้าอินสตาแกรมของเธอเท่าไรหรอก แต่ที่สังเวชใจมากกว่าก็คือความเห็นและความคิด (or lack thereof) ของเหล่าบรรดาสลิ่มสาวกที่เข้ามากรี๊ดกร๊าด คลั่งไคล้ หลงใหล เชิดชูบูชาราวกับว่าเป็น “เซ่เล็ป” ระดับโลกเลยทีเดียว 

และความสังเวชใจของดิฉันก็ไม่ได้เกิดมาจากความอิจฉาริษยาที่ไม่ได้มี “แควนขับ” เยอะเท่ากับคุณอุบลรัตน์ แต่อย่างใด ทว่าความสังเวชใจของดิฉันเกิดจากความเวทนาและความห่วงใยในอนาคตของประเทศไทย หากประชาชนคนรุ่นใหม่ของประเทศเป็นแบบนี้กันส่วนใหญ่

เมื่อสังเกตข้อความที่โพสต์ในอินสตาแกรมจากบรรดา “แควนขับ” ทั้งหลายแล้ว ดิฉันก็พอประมาณการณ์ขอแยกจำพวกของ “แควนขับ” เหล่านี้ออกเป็นสองแบบ

แบบแรก: แบบพวกไม่รู้ประสีประสา พิจารณาอะไรไม่เป็น หรือไม่ใส่ใจที่จะคิด จะวิเคราะห์ จะพิจารณาอะไรสักอย่าง สักแต่ว่าคลั่งกระแส คลั่งไคล้ หลงใหลใคร ๆ ก็ได้ที่พวกเขาคิดว่าเป็น “เซ่เล็ป” 

“แควนขับ” พวกนี้จะไม่ดูอะไรมากไปกว่า ความสวย ความงาม ความหล่อ ความเท่ห์ ความสาว ความหนุ่ม ความรวย ความดัง ของพวก “เซ่เล็ป” ไม่ว่า “เซ่เล็ป” จะรวยจริงหรือรวยปลอม จะดังจริงหรือดังเทียม

“แควนขับ” พวกนี้น่าสงสารมาก และทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสงสารมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาไม่ยอมที่จะพิจารณาเลยว่าคุณอุบลรัตน์เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่...ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ (อย่าว่าแต่ตรวจสอบเลย วิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ได้เลย ชมได้อย่างเดียว อย่างที่พวก ๆ “แควนขับ” ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง อย่างทุกวี่ทุกวันนี้)

“แควนขับ” เหล่านี้จะไม่เคยคิด หรือไม่กล้าที่จะคิดตั้งคำถามว่า การที่คุณอุบลรัตน์ไปเที่ยวโน่น เที่ยวนี่ ตามสถานที่ต่าง ๆ ไปทำอะไร ใช้เงินจากไหน และการเที่ยวแบบที่คุณอุบลรัตน์ทำอยู่ทุกวันนี้ ดิฉันขอบอกได้คำเดียวว่า ไม่ใช่การเที่ยวแบบถูก ๆ หรือแบบซำเหมาแน่ ๆ 

ไม่มีใครสงสัยว่า กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า แบรนด์ดัง ๆ อย่าง Chanel หรือ Hermes ที่ใบละเหยียบแสน หรืออาจจะเป็นล้าน เสื้อผ้าตัวละเป็นหมื่น ๆ รองเท้าคู่ละเป็นหมื่นเป็นแสน นี่ยังไม่นับอาหารอร่อย ๆ หรู ๆ ตามภัตรคารต่าง ๆ อีกนะ (อ้อ ที่คุณอุบลรัตน์ทานเครปน่ะ ดิฉันไม่นับค่ะ) คุณอุบลรัตน์ซื้อหามาบริโภคได้อย่างไร “พอเพียง” หรือไม่

คุณอุบลรัตน์เอาเงินมาจากไหน คุณอุบลรัตน์ทำการทำงานอะไรถึงมีรายได้มากมายขนาดนี้ หรือว่าการเป็นดารา เป็นนางแบบ เป็นเจ้าของนิตยสารแฟชั่น เป็นเจ้าของธุรกิจผลิตรายการและภาพยนตร์ มันเป็นการทำรายได้ให้อย่างมหาศาล

ต่อให้เป็นแบบนั้นจริง เงินลงทุนที่คุณอุบลรัตน์นำมาทำธุรกิจนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร 

หากเราตั้งคำถามกับเหล่า “แควนขับ” พวกนี้ คนที่ช่างคิด ช่างถาม ช่างสงสัย อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็จะโดนสวนกลับ (ดีไม่ดีอาจจะโดน “เก้าอี้”) ประมาณว่า แล้วมันเรื่องอะไรของเธอ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของ “พระองค์ท่าน”

หากมาถามดิฉัน ดิฉันก็จะตอบกลับไปว่า ที่ถามที่สงสัยก็เพราะ มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของ “พระองค์ท่าน” น่ะสิ คุณอุบลรัตน์เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่..ที่เรียนไปแล้ว

นอกจากนี้คุณอุบลรัตน์ยังทำตัวเป็นบุคคลสาธารณะอีกต่างหาก ซึ่งจะเห็นได้จากการผันตัวเองมาเป็นนักแสดง นักร้อง นักเต้น (แร้งเต้นกา) และมีผลงานออกสู่สาธารณชนและมีผู้ติดตามผลงานเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาหากจะมีใครตั้งคำถามและมีข้อสงสัยในพฤติกรรมของคุณอุบลรัตน์ในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ออกสู่สายตาของสาธารณชนหรือเกี่ยวข้องกับสาธารณชน

นอกจากนี้ การที่ใครหลายคนจะมองพฤติกรรมของคุณอุบลรัตน์ว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ก็เป็นความผิดอย่างมหันต์ เพราะถ้าสังเกต จะเห็นได้จากหน้าอินสตาแกรมของคุณอุบลรัตน์เอง หรือจากข่าวต่าง ๆ ของคุณอุบลรัตน์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่าง ๆ ว่าเวลาคุณอุบลรัตน์ไปไหนก็จะมีคณะผู้ติดตาม คณะผู้ต้อนรับ ซึ่งก็จะไม่พ้นข้าราชบริพารและข้าราชการ ที่มีเงินเดือนและรายได้มาจากภาษีของประชาชน อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ กันอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น

ในบางครั้ง คุณอุบลรัตน์ยังโพสต์รูปของข้าราชการเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอีกหลายรูปในอินสตาแกรมของเธอ และยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวง ฯ มาร่วมวงสนทนาในอินสตาแกรมของเธออีกต่างหาก

ดิฉันไม่คิดว่า บรรดาข้าราชการเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่คอยติดตามให้บริการเธอไปในที่ต่าง ๆ จะไปใน “ฐานะเพื่อน” หรือไปท่องเที่ยวกับเธอนอกเวลาราชการ ดังนั้นการติดตามเธอไปในที่ต่าง ๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการ “ทำงาน” ของพวกเขา แทนที่พวกเขาจะนำเวลามาให้บริการประชาชนที่มาขอรับบริการและติดต่อทำกิจธุระต่าง ๆ ที่สถานฑูตหรือสถานกงศุล พวกเขากลับจะต้องใช้เวลาเหล่านี้ไปนำเที่ยวและให้บริการคุณอุบลรัตน์ในสถานที่ต่าง ๆ ตามใจชอบของเธอ โดยมีประชาชนผู้เสียภาษีอย่างพวกเรา เป็นสปอนเซอร์ เป็นผู้จ่ายเงินเดือนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่พวกนี้

เมื่อพูดถึงเจ้าหน้าที่เหล่านี้แล้ว ดิฉันก็ขอกลับเข้ามาพูดต่อถึง “แควนขับ” ของคุณอุบลรัตน์แบบที่สองเลยแล้วกัน

แบบที่สอง: แบบที่ทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร ทราบว่าตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างไร แต่ต้องการที่จะเกาะกระแส “เซ่เล็ป” เพื่อนำไปเป็นทุนสร้างเสริม “บารมี” และฐานะหน้าตาทางสังคมให้แก่ตนเอง “แควนขับ” กลุ่มนี้ ก็จะยินดี ฮาเล เฮโลสาระพา ไปกับ “แควนขับ” กลุ่มแรกด้วย มิหนำ “แควนขับ” แบบนี้ก็มักจะมีหน้าอินสตาแกรมเป็นของตัวเอง คอยแท๊ก คอยเม้นท์ ในหน้าอินสตาแกรมของเหล่าบรรดา “เซ่เล็ป” อยู่บ่อย ๆ และก็มักจะชอบโชว์รูปถ่ายของตัวเองกับบรรดา “เซ่เล็ป” พวกนี้ เพื่อที่จะแสดงว่าตนนั้นมีความ “สนิทชิดเชื้อ” กับบรรดา “เซ่เล็ป” เป็นอย่างดี

ตัวอย่างของ “แควนขับ” แบบที่สองของคุณอุบลรัตน์นี้ เราจะเห็นได้จากบรรดาข้าราชบริพารและคณะผู้ติดตาม รวมถึงข้าราชการเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศบางคนด้วย

“แควนขับ” พวกนี้น่ากลัวค่ะ เพราะพวกเขาพร้อมทุกเมื่อ ที่จะร่วมสร้้างกระแสให้แก่คุณอุบลรัตน์ด้วย เรียกได้ว่า การมีอยู่ของฝ่ายหนึ่ง ก็ช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งมีอยู่ได้เช่นกัน อย่างที่ศัพท์ทางชีววิทยาเขาเรียกว่า ความสัมพันธ์แบบ symbiosis

โดยที่พวกเขาจะไม่ใส่ใจเลยว่า พฤติกรรมและวิถีการดำเนินชีวิต หรือ “ไลฟ์สไตล์” ของคุณอุบลรัตน์นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ประชาชนจะต้องเสียภาษีไปเท่าไรเพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่าบรรดา “เซ่เล็ป” พวกนี้ ขอแต่เพียงให้บรรดาเหล่า “เซ่เล็ป” อย่างคุณอุบลรัตน์มีอยู่ได้ พวกเขาก็อิ่มใจและสุขใจแล้ว เพราะนั่นก็หมายถึงการมีอยู่ของพวกเขาในแบบ “ไลฟ์สไตล์” ที่พวกเขาอยากจะมี อยากจะเป็น

ดิฉันได้แยกประเภท “แควนขับ” ของคุณอุบลรัตน์พอเป็นสังเขปไปแล้ว ตอนนี้ดิฉันขอกล่าวถึงเรื่องซีเรียสที่เกี่ยวข้องหน่อยแล้วกัน

นั่นคือเรื่องของเหตุการณ์ก่อการร้ายวางระเบิดในนครบอสตัน สหรัฐอเมริกา และการฆาตกรรมสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจของสถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาจูเซท (MIT) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนขวัญและยังความเศร้าสลดเสียใจให้แก่ประชาชนชาวอเมริกัน และชาวต่างประเทศที่อาศัยหรือท่องเที่ยวอยู่ในนครบอสตันและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอย่างมาก รวมไปถึงผู้คนทั่วประเทศสหรัฐอีกด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะติดใจว่า แล้วเรื่องดังกล่าวมันมาเกี่ยวข้องกับบทความนี้ได้อย่างไร คำตอบของดิฉันก็คือ เกี่ยวข้อง อย่างมากด้วย

นั่นคือจากการติดตามข่าวสารต่าง ๆ รวมถึงหน้าอินสตาแกรมของคุณอุบลรัตน์ ดิฉันไม่พบเห็นข่าว ข้อความ หรือสัญญาณใด ๆ จากคุณอุบลรัตน์เอง หรือจากทีมงานของเธอ ที่จะบ่งบอกให้ทราบได้เลยว่า คุณอุบลรัตน์จะรู้สึกรู้สาถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

ไม่แม้แต่จะเป็นการโพสต์รูปภาพ แปะลิงค์ไปยังข่าวดังกล่าว เป็นการแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อผู้ประสบเหตุและครอบครัว รวมถึงผู้คนที่อยู่ในนครบอสตัน แต่สิ่งที่คุณอุบลรัตน์ทำคือ โพสต์ภาพเต้น (แร้งเต้นกา) และอากัปกิริยาท่าทางยงโย่ยงหยกของเธอ ผ่านทางหน้าอินสตาแกรม พร้อมมีข้อความประกอบแปลก ๆ เขียนด้วยศัพท์แสง “วัยโจ๋” 

ในสามัญสำนึกของสาธุชนและวิญญูชน คุณอุบลรัตน์ควรจะเป็นหนึ่งในบุคคลแรก ๆ ด้วยซ้ำที่ส่งสาส์นแสดงความเสียใจและร่วมไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะที่เธอเองก็เคยเป็นหนึ่งในประชาชนที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นสิบ ๆ ปีก่อน

นอกจากนี้ในช่วงชีวิตหนึ่งของเธอ คุณอุบลรัตน์เองก็เคยอาศัยอยู่ในนครบอสตัน-เคมบริดจ์ และยังได้มีโอกาสเรียนระดับปริญญาตรี ที่สถาบัน MIT เป็นเวลาถึงสี่ปีด้วยกัน

ยิ่งไปกว่านั้นลูกสาวคนโตของคุณอุบลรัตน์ (คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น) ก็ยังได้รับการศึกษาระดับปริญญาโท ที่สถาบัน MIT แห่งนี้อีกด้วย

แต่สิ่งที่ออกมาจากกระบอกเสียงของคุณอุบลรัตน์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวคือ ...ความเงียบ ... เงียบสงัด ... 

สาส์นรูปแบบเดียวที่คุณอุบลรัตน์ส่งออกมายัง “แควนขับ” ของเธอผ่านทางหน้าอินสตาแกรมคือ ภาพส่วนตัวในอากัปกิริยาแบบยงโย่ยงหยกต่าง ๆ พร้อมข้อความแปลก ๆ อย่าง “ออกสื่อได้ไม่อายใคร” หรือ “บินได้ตรูบินไปแล้ว” ...

ดังนั้นเมื่อเรา ๆ ท่าน ๆ พิจารณาให้ถ้วนถี่ มันเป็นเหมาะสมแล้วกระนั้นหรือ มันสมควรแล้วกระนั้นหรือ ที่สาธุชนและวิญญูชนซี่งเป็นผู้ที่มีความสัตย์จริง ความคิด ความอ่าน อันสมเหตุสมผล ควรจะมากรี๊ดกร๊าด วี๊ดว๊าย กับภาพและข้อความต่าง ๆ ที่คุณอุบลรัตน์นำมาลงผ่านหน้าอินสตาแกรมของเธอ

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ดิฉันอดที่จะประหวั่นพรั่นพรึง และห่วงใยในอนาคตของประเทศไทยไม่ได้ เพราะดูเหมือนว่าประเทศไทยจะมีสาธุชนและวิญญูชนน้อยลงทุกวัน คนที่เหลืออยู่ส่วนมาก ก็คงจะเป็นแค่สาธุชนและวิญญูชนแต่ลมปาก

หมายเหตุ

*เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดีได้ทรงประกาศลาออกจากฐานันดรศักดิ์และทรงสละพระอิศริยยศ เมื่อปี 1972 มาเป็นสามัญชน เพื่อไปแต่งงานกับคุณปีเตอร์ แลดด เจนเซ่น ชายชาวอเมริกัน จากนั้นได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น คุณอุบลรัตน์ (จูลี่) เจนเซ่น จนกระทั่งได้หย่าขาดกับคุณปีเตอร์และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อปี 2001

แม้ว่าในปัจจุบัน คุณอุบลรัตน์ได้อาศัยอยู่ในเมืองไทยอย่างถาวร และได้รับพระราชทานพระอิศรยยศ “ทูลกระหม่อมหญิง” จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่เธอยังเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ทว่าตราบใดที่ยังไม่มีการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระอิศริยยศให้คืนกลับเป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า” อย่างในอดีต

ดิฉันจึงขอเรียนว่า การเรียกเธอด้วยคำว่า “คุณอุบลรัตน์” เป็นการเรียกชื่อสามัญชนที่สุภาพและถูกต้องสมควรแล้ว

อ่านแล้วน้ำตาไหล "สมยศ พฤกษาเกษมสุข: “ผมคิดผิดไปแล้ว”

30 เมษายน, 2013 - 12:03 | โดย Somyot-Redpower
โดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข
ที่มา "สมยศ พฤกษาเกษมสุข: “ผมคิดผิดไปแล้ว”



ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเมื่อชีวิตย่างเข้าสู่วัย 50 ปี จะกลายเป็นอาชญากรแผ่นดิน ติดคุกตะราง ถูกจองจำสูญเสียอิสรภาพ ใช้ชีวิตอยู่ในกรงขังแน่นหนาเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน

ผมใช้ชีวิตในวัยหนุ่มอยู่กับผู้ใช้แรงงาน ต่อสู้เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสิทธิเสรีภาพ และความเป็นธรรมในสังคม เช่นเดียวกันกับผู้คนร่วมสมัยมากมายที่ใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่ดีงาม ปราศจากการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ เป็นสังคมแห่งความเสมอภาพเท่าเทียมกัน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย

ผมไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีเงินทองมากมาย ผมใช้ชีวิตพออยู่พอกิน ไม่เคยคดโกงหรือเบียดเบียนคนอื่น ไม่คิดสะสม พอมีเงินเหลือบ้างก็แบ่งปันให้คนที่ยากจนทุกข์ยากมากกว่าผม เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับผมบอกผมว่า “ผมคิดผิดไปแล้ว” เพ้อฝันอยู่กับอุดมคติเกินไป

หลายคนประสบผลสำเร็จเป็นนักธุรกิจเงินล้าน เป็นครูอาจารย์ที่น่านับถือ เป็นนักการเมืองชื่อดัง มีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวย สุขสบาย ส่วนผมเป็นคนสามัญชนคนธรรมดา เดินถนน กินข้าวแกงอยู่ตามตรอกตามซอย

ผมเติบโตมากับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะเลวร้าย ย่ำแย่ลง ไร้สิทธิเสรีภาพ รัฐประหารมีแต่ความรุนแรงด้วยการปราบปราม เข่น”ประชาชน และจับกุมคุมขัง ผมไม่อาจอยู่เฉย เอาตัวรอดตามลำพัง ผมออกมาต่อต้านการรัฐประหารตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 , 23 กุมภาพันธ์ 2534 และล่าสุด 19 กันยายน 2549 ผมเห็นว่านี่เป็นการทำหน้าที่พลเมืองไทย และเป็นการทำประโยชน์ให้กับสังคม เป็นคุณงามความดีตามความเชื่อของพุทธศาสนา

ผมเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ฟังการปราศรัย เข้าร่วมการเดินขบวนเป็นบางครั้ง ผมเริ่มรู้จักหลายคนที่ร่วมการชุมนุม จึงได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตยขึ้นมา เป็นองค์กรหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง

เมื่อแกนนำ นปช. ถูกจับกุมในปี 2550 , 2552 และ 2553 ผมและพรรคพวกในนามกลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตยได้ออกมาต่อสู้เรียกร้องให้ปล่อยตัวพวกเขา ขนถูกเรียกว่า แกนนำ นปช. รุ่น 2 เป็นการขนานนามโดยสื่อมวลชน ครั้นเมื่อแกนนำได้รับการปล่อยตัวแล้ว ผมก็กลายเป็นคนธรรมดา ที่ยังต่อสู้อยู่กับประชาชนเหมือนเดิม จนผมถูกพลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ฟ้องหมิ่นประมาทจากการขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีคณะรัฐประหาร ผมต่อสู้คดีในศาลอย่างโดดเดี่ยว มีทนายความอาสามาช่วยฟรีอย่างอนาถา ผลก็คือศาลพิพากษาปรับ 100,000 บาท จำคุก 2 ปี รอลงอาญาไว้ 1 ปี ทำให้ผมกลายเป็นคนมีหนี้สินที่ต้องชดใช้ จนเดี๋ยวนี้ผมยังชดใช้ไม่ได้

เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทบอกกับผมว่า “ผมเลือกข้างผิดแล้ว ดูซิ ไม่มีใครสนใจให้ความช่วยเหลือเลย”

ผมถูกเชิญให้มาช่วยเขียนบทความให้กับนิตยสาร Voice of Taksin ต่อมาทีมงานจัดทำเกิดความขัดแย้งกัน ผมจึงถูกมอบหมายทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้ ผมคิดแต่เพียงว่าจะได้ใช้โอกาสนี้ผลิตสื่อเสรี เป็นเวทีกลางของประชาชนที่ต่อต้านอำมาตย์ และการก่อการรัฐประหาร คัดค้านอำนาจนอกระบบที่ครอบงำการเมืองไทยมาช้านาน

หลังจากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข่นฆ่าคนเสื้อแดงอย่างโหดร้ายระหว่างเดือนเมษายน – เดือนพฤษภาคม 2553 ผมและอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ออกมาประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผลก็คือตำรวจตามล่า จับกุมตัวไปไว้ที่ค่ายทหารอดิศร จังหวัดสระบุรี ตำรวจที่มาสอบสวนขอร้องให้เลิกทำนิตยสาร Voice of Taksin เลิกยุ่งเกี่ยวกับคนเสื้อแดง ร่วมมือกับรัฐบาลเป็นพยานปรักปรำชายชุดดำซึ่งมีอาวุธ หากไม่ให้ความร่วมมือจะเจอข้อหาตามมาตรา 112 อย่างแน่นอน

ผมปฏิเสธโดยเด็ดขาดที่จะไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่ได้ใส่ใจต่อคำเตือนของตำรวจคนดังกล่าว เมื่อปล่อยตัวผมออกมา ผมยังคงดำเนินงานเหมือนเดิมทุกประการ แค่เปลี่ยนชื่อนิตยสารเท่านั้น ผมเห็นว่าเป้นความถูกต้องชอบธรรมของประชาชนในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี และเป็นสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้ว่าอาจได้รับอันตรายถึงชีวิตก็ตาม

ช่วงนั้นมีการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาเพิ่มมากขึ้น ผมเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายนี้คุกคามเสรีภาพของประชาชน ผมได้แสดงความคิดเห็นโดยเปิดเผยว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายไม่เป็นธรรม ผมจึงแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2554 ว่าจะรวบรวมรายชื่อประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน จนถึง 1 ล้านคน เพื่อเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 112 อันเป็นสิทธิของประชาชนคนไทยตามรัฐธรรมนูญ 2550

อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เคยเตือนให้ผมหลบหนีเพราะมีกระแสข่าวว่า DSI ออกหมายจับในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ และมั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน ผมจึงไม่หลบหนีไปไหน แม้ว่าในเวลานั้นผมถูกสะกดรอยตามอย่างใกล้ชิดจนคุ้นเคย และจำใบหน้าได้เป็นอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และประสงค์อะไร

ถึงแม้ผมจะทุ่มเททำงานในหน้าที่สื่อมวลชน และร่วมกับขบวนการประชาชนต่อต้านรัฐประหาร จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว แต่ผมก็รักครอบครัว ไม่เคยคิดหนีไปไหน ผมมีความสุขอยู่กับการอุทิศตนร่วมกับประชาชน เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ความถูกต้อง เพื่อสังคมใหม่ที่ดีงาม ผมจึงไม่คิดหนีไปไหนอย่างแน่นอน จนกระทั่งผมนำคณะท่องเที่ยวไปกัมพูชา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ผมจึงถูกจับกุม ผมไม่ได้ขัดขืนหรือตระหนกตกใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องถูกใส่กุญแจมือ ถูกนำไปขังไว้ที่ห้องขังกองปราบปราม ซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่นเกรอะกรัง กลิ่นเหม็นอับด้วยคราบสกปรกของห้องน้ำที่น่าขยะแขยง ผมล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย

ตำรวจคอมมานโดพร้อมอาวุธปืนกลควบคุมตัวผมมาฝากขังที่ศาลอาญาในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ราวกับเป็นอาชญากรร้ายแรง และถูกส่งตัวมาขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

คุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ซึ่งถูกจับกุมด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นกันแนะนำให้รับสารภาพดีกว่า เพราะการต่อสู้คดีไม่มีวันได้รับความเป็นธรรม เพราะจะไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เมื่อสารภาพแล้วจึงขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อไป

ผมไม่เชื่อคำแนะนำดังกล่าว ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์ และมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ผมยื่นคำร้องขอสิทธิประกันตัวอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นคดีร้ายแรง กลัวว่าจะหลบหนี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2554 – เมษายน 2555 ผมถูกส่งตัวไปไต่สวนสืบพยานฝ่ายโจทก์ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ ศาลจังหวัดนครสวรรค์ และศาลจังหวัดสงขลา โดยที่ต้องถูกคุมขังอยู่ในคุกแต่ละจังหวัดเป็นเวลานาน จนล้มป่วยหนัก ร่างกายผ่ายผอม ไอออกมาเป็นลิ่มเลือด

เมื่อได้กลับมาคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ฝ่ายพนักงานสอบสวน และอัยการ เสนอแนะผ่านทางเรือนจำให้ผมยอมรับสารภาพจะได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เองได้เกลี้ยกล่อมให้ยอมรับสารภาพ เพื่อจะได้ขอรับพระราชทานอภัยโทษให้

ผมไม่เชื่อ และมั่นในความบริสุทธิ์ มั่นใจว่ายังมีความยุติธรรมอยู่ ผมจึงเดินหน้าต่อสู้คดี ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป ระหว่างการไต่สวนไม่มีการเตรียมพยาน ไม่มีการเตรียมคดี เพียงแต่พูดความจริงให้หมดเปลือก ผมมั่นใจในความบริสุทธิ์เหมือนเดิมทุกประการ

ผมถูกคุมขังถึง 2 ปีเต็ม ใช้ชีวิตไร้อิสรภาพด้วยความซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อหน่าย อยู่กับนักโทษคนอื่น ๆ มากมายที่เข้ามาใหม่ และปล่อยตัวออกไป คดีนี้เป็นเพียงความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนั้น เพียงแต่มีการตีความเกินไปกว่าถ้อยคำที่ปรากฏเพื่อเอาผิดให้ได้ ผมทำหน้าที่สื่อมวลชนในตำแหน่งบรรณาธิการบริหารโดยสุจริตใจ ผมจึงมั่นใจว่าจะได้รับการปล่อยตัวในที่สุด แต่แล้วเมื่อ 23 มกราคม 2556 ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี บวกกับคดีหมิ่นประมาทที่รอลงอาญาไว้อีก 1 ปี รวมเป็นจำคุก 11 ปีด้วยกัน

ผมคิดทบทวนอยู่หลายวัน ความทุกข์ทรมานเจ็บปวดแทบสิ้นชีวิต ทำให้ผมคิดจะฆ่าตัวตายให้พ้นไปจากความทุกข์เหลือคณานับในครั้งนี้ มีเพียงนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายมาบอกให้ผมต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด แม้ว่าในชั้นการอุทธรณ์ และฎีกา อาจจะยืดเยื้อถึง 5 – 6 ปีก็ตาม โดยมี คุณวสันต์ พานิช เป็นทนายความอีกคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยในการโต้แย้งคดีในชั้นศาลอุทธรณ์

ผมคิดทบทวนอยู่หลายวันว่าการตัดสินใจของผมนั้นถูกหรือผิดกันแน่ ? ผมเลือกข้างผิดไปแล้ว ดูซิติดคุกมา 2 ปีแล้ว ยังประกันตัวไม่ได้ คนอื่น ๆ เขาได้ตำแหน่งสุขสบายกันไปหมดแล้ว ?

อุดมคติกินไม่ได้ สู้ไปติดคุกฟรี สารภาพไปเถอะ อยู่ไม่กี่ปีก็ได้ออกจากคุกไปเร็วกว่าสู้คดีอีก ถ้าสารภาพป่านนี้คงได้ออกจากคุกแล้ว ?

การต่อสู้คดีเป็นการท้าทาย ผมเตือนคุณแล้ว กองเชียร์ไม่ได้ติดคุกด้วย สู้ไปข้างหน้าติดคุกยาวแน่ ?

2 ปี แห่งความทุกข์ทรมานที่ผ่านมากับอีก 9 ปีข้างหน้าเป็นเดิมพันชีวิต ด้วยอิสรภาพทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณของผม ผมไม่รู้ว่าจะหมดลมหายใจเมื่อใด เมื่อต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัสอยู่หลังกำแพงขัง และอยู่ในกรงขังเหล็กที่แน่นหนา

ไม่ว่าจะตายหรือเป็น ผมยังมั่นใจในความบริสุทธิ์ ช่วยผมหาคำตอบจากคำถามที่ผมคิดทบทวนอยู่หลายวันด้วยเถิด ... !!!

ภาพกิจกรรม "ครบรอบ 2 ปี คุมขัง สมยศ พฤกษาเกษมสุข"

30 เมษายน 2556

ภาพและเรื่อง Bulunraya Khan



วันนี้เวลา10.00น.ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล (ประตู 4) กลุ่ม24มิถุนาประชาธิปไตยและคนเสื้อแดงกว่า 50คนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเล็กๆ โดยนำนกกระดาษสีแดงไปแขวนไว้ที่หน้าประตูทำเนียบ และยื่นจดหมายเปิดผนึกของสมยศ พฤกษาเกษมสุขให้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 
โดยมีนายนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสานเป็นผู้มารับจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว จากนั้นกลุ่มกิจกรรมดังกล่าวขึงเดินทางไปเยี่ยมสมยศ พฤกษาเกษมสุขที่เรือนจำกลาง ลาดยาว

 

วันจันทร์, เมษายน 29, 2556

ปาฐกถาร้อนปูแฉฝ่ายปฏิกริยาต้านปชต.ในเวทีโลก


ประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ..คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์ แกนนำการชุมนุมต้องติดคุก หรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่


เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2556 เฟซบุ๊คของน.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีได้เผยแพร่ปาฐกถาพิเศษ ต่อการประชุมประชาคมประชาธิปไตย อูลัน บาตอ, มองโกเลีย ดังนี้

คำแปลปาฐกถาพิเศษ

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ชินวัตร

การประชุมประชาคมประชาธิปไตย

อูลัน บาตอ, มองโกเลีย

29 เมษายน 2013

ท่านประธาน,
ท่านผู้มีเกียรติ,
ท่านผู้เข้าร่วมประชุม,

ดิฉันขอเริ่มด้วยการขอบคุณท่านประธานาธิบดีแห่งมองโกเลียที่ได้เชิญให้ดิฉันมาปาฐกถาณ การประชุมประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้

ดิฉันได้ตอบรับเชิญไม่เพียงเพราะดิฉันต้องการที่จะได้มีโอกาสเยือนมองโกเลียประเทศที่ประสบความสำเร็จในความเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ได้มาเพียงที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยแต่ดิฉันเดินทางมาที่นี่เพราะความเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อดิฉันอย่างมากและที่สำคัญยิ่งกว่าคือความไม่เป็นประชาธิปไตยมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศบ้านเกิดของดิฉันประเทศไทยที่ดิฉันรัก

ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เป็นแนวคิดอุดมการณ์ใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนานแนวทางประชาธิปไตยได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าและความหวังสำหรับผู้คนจำนวนมากและในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนมากได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาและสร้างความเป็นประชาธิปไตย

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ได้ได้มาฟรีๆ สิทธิ เสรีภาพและความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่ว่าชายหรือหญิงมีความเท่าเทียมกันนั้นได้มาด้วยการต่อสู้และที่น่าเศร้าใจคือ ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิต

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นหรือ?ก็เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยในโลกนี้ที่ไม่เชื่อในแนวคิดประชาธิปไตย  คนเหล่านี้พร้อมที่จะให้ได้มาด้วยอำนาจและด้วยการกดขี่การมีเสรีภาพนั่นหมายความว่าพวกเขาพร้อมที่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น เขาไม่เคารพสิทธิมนุษยชนหรือความเสรีภาพพวกเขาพร้อมจะใช้กำลังเพื่อกดขี่ให้คนอยู่ใต้อำนาจ และยังใช้อำนาจในทางที่ผิด สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นในอดีตและยังคงท้าทายเราทุกคนในปัจจุบัน

มีหลายประเทศที่ความเป็นประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเป็นความรู้สึกสดชื่นที่ได้เห็นกระแสประชาธิปไตยที่นำความเปลี่ยนแปลงสู่ประเทศต่างๆจากปรากฏการณ์อาหรับสปริงค์ถึงช่วงผ่านเปลี่ยนในเมียนมาร์ภายใต้ผลักดันของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศของดิฉัน ด้วยพลังของประชาชนคนไทยที่ทำให้ดิฉันมายืนอยู่ที่นี่ได้ในวันนี้

ในระดับภูมิภาคหลักการสำคัญๆในปฏิญญาอาเซียนก็ยึดมั่นในหลักนิติธรรม, ประชาธิปไตยและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันเราทุกคนต้องระมัดระวังว่าแรงปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยไม่เคยที่จะถดถอยลดน้อยลงดิฉันขอยกเรื่องของดิฉันเองเป็นอุทาหรณ์

ในปี1997 ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งร่างขึ้นโดยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เราทุกคนคิดว่ายุคใหม่ของประชาธิปไตยไทยมาถึงแล้วและจะเป็นยุคสมัยที่ไร้การรัฐประหาร

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งถึงสองครั้งสองหนด้วยเสียงส่วนใหญ่ถูกล้มลงในปี 2006 ประเทศไทยเสมือนรถไฟตกรางและประชาชนคนไทยใช้เวลาเกือบ10 ปีกว่าที่จะได้เสรีภาพแห่งประชาธิปไตยกลับคืนมา

หลายคนที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้รู้ว่ารัฐบาลที่ดิฉันพูดถึงคือรัฐบาลที่พี่ชายของดิฉันพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลายคนที่ไม่รู้จักดิฉันอาจบอกว่า เธอจะบ่นไปทำไม? เป็นเรื่องปกติในกระบวนการการเมืองที่รัฐบาลมาแล้วก็ไปซึ่งหากตัวดิฉันและครอบครัวของดิฉันต้องเจ็บปวดแต่ฝ่ายเดียว ดิฉันก็คงจะปล่อยวาง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ความเป็นไปที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารประเทศไทยต้องถอยหลังและสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติหลักนิติธรรมและกระบวนการกฎหมายถูกทำลาย โครงการและแผนงานที่พี่ชายของดิฉันริเริ่มตามที่ประชาชนต้องการถูกยกเลิกประชาชนเกิดความรู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพของเขาถูกปล้นไป

คำว่า“ไทย” หมายความว่า “อิสระ” และประชาชนคนไทยก็ได้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้เสรีภาพคืนมาแต่ในเดือนพฤษภาคม 2553 มีการสลายการชุมนุมของผู้เรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง91 คนในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

คนบริสุทธิ์ถูกลอบยิงโดยสไนป์เปอร์แกนนำการชุมนุมต้องติดคุกหรือหลบหนีไปต่างประเทศ และแม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเหยื่อทางการเมืองจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ติดคุกอยู่

ประชาชนคนไทยไม่ท้อถอยและยืนยันที่จะเดินไปข้างหน้าจนในที่สุดรัฐบาลในขณะนั้นต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งก็มีฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยที่เชื่อว่าจะบริหารจัดการและบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตยได้ต่อแต่ในที่สุดพวกเขาก็ไม่สามารถปฏิเสธความต้องการของประชาชนได้ดิฉันได้รับการเลือกตั้งด้วยเสียงส่วนใหญ่ขอประเทศ แต่เรื่องราวนั้นยังไม่จบ

มีความชัดเจนว่าผู้ที่มีปฏิกิริยาต่อต้านประชาธิปไตยยังคงอยู่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นในรัฐบาลภายใต้คณะรัฐประหารได้ใส่กลไกที่ตีกรอบเพื่อจำกัดความเป็นประชาธิปไตย

ตัวอย่างหนึ่งที่ดีในประเด็นนี้จะเห็นได้จากที่จำนวนครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาไทยมาจากการเลือกตั้ง แต่อีกครึ่งหนึ่งกลับได้รับการแต่งตั้งโดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งยิ่งกว่านั้น กลไกที่เรียกว่าองค์กรอิสระได้ใช้อำนาจเกินขอบเขตแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเป็นการดำเนินการเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหนึ่งมากกว่าเพื่อคนส่วนใหญ่ของสังคม

นี่คือความท้ายทายของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันดิฉันนั้นต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศไทยและประชาธิปไตยของไทยพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยหลักนิติธรรมและกระบวนการทางกฎหมายที่แข็งแรงมีขั้นตอนที่ชัดเจนโปร่งใสและเมื่อนั้นทุกคนจะสามารถมั่นใจได้ว่าเขาจะได้รับการดูแลที่ยุติธรรมเจตจำนงนี้ ดิฉันได้แสดงออกโดยประกาศเป็นนโยบายต่อที่ประชุมของรัฐสภาก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

ความมีประชาธิปไตยทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองเกิดสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดการลงทุน นำมาสู่การสร้างงานสร้างรายได้ที่สำคัญดิฉันเชื่อว่าเสรีภาพทางการเมืองเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและนำมาซึ่งการลดช่องว่างทางรายได้ระหว่างคนจนคนรวย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นความสำคัญที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับประชาชนในระดับรากหญ้าเราจะต้องเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาสร้างโอกาสด้วยความรู้ และปลูกฝังวัฒนธรรมทางประชาธิปไตยในวิถีชีวิตของประชาชน

เมื่อประชาชนมีความรู้ประชาชนจะสามารถตัดสินใจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถปกป้องความเชื่อของตนจากผู้ที่ต้องการกดขี่และนี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยสนับสนุนข้อเสนอของมองโกเลียในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติเกี่ยวกับการศึกษาและประชาธิปไตย

การลดช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนก็สำคัญเช่นกันมนุษย์ทุกคนควรมีโอกาสที่เท่าเทียมกันเราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่แท้จริงในการพัฒนาเศรษฐกิจและเสริมสร้างประชาธิปไตยของประเทศ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลต้องริเริ่มนโยบายที่จะเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ดิฉันได้เริ่มต้นไว้หลายโครงการ รวมถึงการสร้างกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และวิสาหกิจขนดกลางขนาดย่อม ในขณะที่ได้กำหนดมาตรการยกระดับรายได้ของเกษตรกร

และดิฉันเชื่อว่าเราต้องการการนำที่มีประสิทธิภาพและมีความสร้างสรรค์ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและหลักนิติธรรมตลอดจนความสร้างสรรค์ในการหาทางออกที่สันติในการแก้ไขปัญหาของประชาชน

เราต้องการการนำที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในซีกรัฐบาลแต่ในฝ่ายค้านและประชาชนทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนต้องเคารพกฎหมายและช่วยกันสร้างประชาธิปไตย

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ,

อีกบทเรียนที่ได้เรียนรู้คือเพื่อนในต่างประเทศมีความสำคัญการกดดันจากนานาชาติที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยทำให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยคงอยู่ได้การคว่ำบาตรและการไม่ยอมรับเป็นกลไกที่สำคัญที่จะหยุดกระบวนการปฏิกิริยาที่ต่อต้านประชาธิปไตย

เวทีนานาชาติอย่างประชาคมประชาธิปไตยแห่งนี้มีบทบาทที่จะช่วยให้ประชาธิปไตยยืนหยัดอยู่ได้การส่งเสริมและปกป้องประชาธิปไตยด้วยการหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์และสร้างความร่วมมือหากประเทศใดก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทุกคนต้องร่วมกันกดกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงและนำเสรีภาพกลับคืนสู่ประชาชน

ดิฉันขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนเวที่นี้เวทีนี้และการดำเนินงานของสภาบริหาร( GoverningCouncil ) เพื่อจะได้ช่วยให้ประชาธิปไตยแข็งแกร่งขึ้นทั่วโลกนอกจากนี้ดิฉันขอชื่นชมประธานาธิบดีมองโกเลียสำหรับข้อริเริ่มความเป็นหุ้นส่วนเอเชียเพื่อประชาธิปไตย( Asian Partnership Initiative for Democracy ) และทางรัฐบาลไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในส่วนนี้

ท่านผู้มีเกียรติ,

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการประกาศว่าดิฉันหวังว่าความเจ็บปวดที่ครอบครัวของดิฉันได้รับที่ครอบครัวของเหยื่อทางการเมืองไทย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 91 คนในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม2553 ต้องเผชิญจะเป็นความเจ็บปวดครั้งสุดท้ายสำหรับประเทศไทย

ขอให้เราทุกคนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยเพื่อที่เสรีภาพและอิสรภาพของมนุษย์ได้รับการปกปักษ์รักษาเพื่อลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไป
 
ขอบคุณค่ะ

บทความ: ตามไปดูชุมนุม ไล่ "ตลก." หน้าศาลรัฐประหาร

โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา ประชาทอล์ค
28/04/2013

ตามไปดูชุมนุม ไล่ "ตลก." หน้าศาลรัฐประหาร คนมาหนาตาเกือบ 2,000 จุดติดแล้ว



วันนี้ (28 เม.ย.) ผมได้มีโอกาสไปเดินดู การชุมนุมของพี่น้องเสื้อแดง ที่ไปชุมนุมไล่ ตลก. ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ชึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักผมมากนัก

ขับรถเข้าไปในศูนย์ราชการ ก็เห็นมีรถจอดเต็ม เนื่องจากพื้นที่กว้างขวางมากอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องการจอดรถ เห็นรถจอดมากผิดสังเกตุ ก็แสดงว่ามีพี่น้องเสื้อแดงเอารถมาจอดในศูนย์ราชการเยอะพอสมควร ผมขับรถวนไปดูที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสะพานข้ามถนนอยู่ ก็เห็นมีการกางเต็นท์ และมีคนเสื้อแดงอยู่จำนวนมาก ก็เรียกได้ว่าหนาตาพอสมควร

เจอคุณนักเลงโบราณ และ คุณมดชมพู ที่มีร่วมด้วย ผมประมาณว่ามีคนเสื้อแดงเข้าร่วมการชุมนุมประมาณ 1-2,000 คน เรียกได้ว่า "หนาตาพอสมควร" เลยทีเดียว เพราะวันนี้ไม่ใช่วันแรกเขาชุมนุมกันมา 4-5 วันแล้ว คนไม่ได้หายไป แสดงว่า "จุดติดในระดับหนึ่ง"

ผมไปถึงกำลังมีการดันกันพอดีกับตำรวจ เพื่อขอพื้นที่ 4 เมตร

ทีแรกผมก็ยังไม่รู้ว่าดันกันทำไม แต่ก็คิดเอาว่า แกนนำคงเห็นว่ามันอาจน่าเบื่อ ก็เลยออกกำลัง แสดงกำลัง เพื่อฝึกให้มวลชนฟังแกนนำ ก็ดันกันสักพักก็เลิก ตำรวจถอยให้ 4  เมตร

แกนนำส่วนใหญ่ผมไม่รู้จัก เข้าใจว่าเป็นแกนนอน ทั้งหลาย ที่ยังไม่มีประสบการณ์ การพูดบนเวทีมากนัก ก็พูดกันตามความสามารถที่มี ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมวลชนเข้าใจปัญหาอยู่แล้วเรื่องตุลาการ

เท่าที่ผมพอสัมผัสได้จากสถานการณ์โดยรวม "คนเสื้อแดงส่วนใหญ่" ยังไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางหรือเป็นปรปักษ์กับการชุมนุมไล่ตุลาการครั้งนี้ ส่วนใหญ่ "เฝ้าดูอย่างสนใจ" ว่าสถานการณ์มันจะพัฒนาไปอย่างไร

ผมคิดว่าแม้พวก ตลก.จะไม่ยอมลาออก แต่นั้นก็ไม่ใช่ประเด็นใหญ่มากนักในความเห็นผม

แต่การชุมนุมไล่ ตลก.ครั้งนี้ มันส่งสัญญาณตรงๆ ว่า "ประชาชนจริงๆ" นั้นเริ่มทนไม่ไหวกับความ "อยุติธรรมของ ตลก." ทั้งหลาย นี่เป็นประชาชนส่วนหนึ่ง "บนยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น" ยังมีใต้ภูเขาน้ำแข็งอีกมหาศาล

หากพวก ตลก.ทำอะไรที่เป็นปฎิปักษ์กับประชาชนมากกว่านี้ เช่น ขัดขวางการแก้ไข รธน. ยุบพรรคเพื่อไทย หรือล้มรัฐบาล ผมคิดว่า "คนที่รอดูสถานการณ์" แต่พร้อมออกมา ก็จะออกมามากมายกว่านี้เป็นร้อยเท่า

มันเป็การส่งสัญญาณว่า "ต่อไปนี้พวก ตลก. ชนกับประชาชนโดยตรง" ไม่มีกันชน หรือการไว้หน้าอีกต่อไป

ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลคุ้มครองอีก ตลก. 9 คน จะต้อง ชนกับประชาชนนับแสน นับล้านโดยตรง

ผมถือว่านี่เป็น "ครั้งแรกที่ ระบอบตุลการวิบัติ" ชนกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศโดยตรง"

หากไม่หยุดในจุดที่พอหยุดได้แล้ว เกิดบานปลายแน่นอน

วันนี้ "ตลก" ไม่มีอิทธิพลคุ้มกะลาหัวแล้ว ก็ต้องชนกับชาวบ้านตรงๆ

ม็อบเสื้อเหลือง สลิ่มไม่มีทางปลุกขึ้นมาสนับสนุน ตลก.ได้หรอก เพราะ จำนวนจริงๆ ใน กทม. คนพวกนี้ก็มีไม่เกิน 1.25 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ อาซิ้ม และสลิ่ม ที่เก่งแต่หลังคีย์บอร์ด แต่ไม่ออกมาชนแน่นอน

ตุลาการ ก็รบกับประชาชนโดยตรง

ผมขอเรียก "ศาลรัฐประหาร" แทน ศาลรัฐธรรมนูญ" เพราะมีที่มา และอุดมการณ์ปกป้องคณะรัฐประหาร 2549 พวกนี้ไม่ได้มาจากประชาชน ไม่มีอะไรที่ประชาชนต้องไปนับถือกราบไหว้ หรือให้เกียรติแต่อย่างใด คนพวกนี้ไม่มีเกียรติ ไม่ได้มีความเป็นกลาง ไม่มีคุณสมบัติเป็น "ตุลาการ" ที่จะตัดสินคดีใดๆ ตั้งแต่ต้นแล้ว
วันนี้วันอาทิตย์ มีคนมาร่วมๆ 2,000 คน น่าจะจุดติดแล้วล๊ะ 
อีกภาพ ที่หน้าศาล รธน.

เจ้าหน้าที่ ที่หน้า ศาล รธน. ศาลรัฐประหาร

ประชาชนที่มาร่วมประท้วง หน้า ศาลรัฐธรรมนูญ รอบนอก

เจ้าหน้าที่ถอยให้แล้ว 4 เมตร โอเค จบ นั่งลงได้ ออกกำลังกันเล่น มันเมื่อย 

คนเสื้อแดงนั่งฟังอยู่รอบๆ

คนเสื้อแดงเดินในเต็นท์ 
พี่น้องเสื้อแดงที่นั่งฟัง

อีกภาพ เสื้อแดงที่มาร่วมประท้วง "ศาล รธน."

นับเป็น "ตุลากรอัปยศ" เอียงเสียจนมีประชาชนมาต่อต้าน ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก้าวต่อไปของสงครามคือ ประชาชน ชน ตุลาการ 

พี่น้องที่มาต่อต้านตุลาการวันนี้ "ศาลรัฐประหารเปิดศึกโดยตรง" กับประชาชน

ภาพเสื้อแดงหน้า ศาล รธน. ข้างตึก DSI ตลก. อย่าผยอง ประชาชนไล่ท่านได้

อีกภาพถึงคนบางคน

อีกภาพแด่ ระบบตุลาการไทย วันทีีท่านไม่ได้ทำหน้าที่อย่างยุติธรรม นำความอัปยศมาสู่คำว่า "ยุติธรรม"

จอดรถปุ๊บ คนมาตรึมส์ ที่หน้า ศาล รัฐประหาร แจ้งวัฒนะ 
คนอุ่นหนาฝาคั่ง ต่อต้านศาลรัฐประหาร

ดันกันเล่น ๆ เพื่อออกกำลังกาย

อีกภาพครับ

อีกภาพ ที่หน้าศาล รธน.



วันอาทิตย์, เมษายน 28, 2556

บทความ: จะสู้กับศาล รธน ยังไงให้ชนะ มรรควิธีที่ปฎิบัติได้จริง

โดย เสรีชนประชาไท
ที่มา ประชาทอล์ค
28 เมษายน 2556


ปราบศาลระยำธรรมนูญ 9 ตัวนี้ไม่ยาก ขอเพียงกล้าลุย เข้าใจกฎหมาย จุดอ่อน และข้อจำกัดของมัน ทำตามที่ผมแนะนำ ชนะได้ไม่ยาก


1. เปิดโปงเบื้องหลังของแต่ละตัว อาทิ   จรัญ กะล่อน เจอประภาศน์ อวยชัยยกมือไหว้ วิ่งเข้าหา ลับหลังร่วมพวกวิชาด่าประภาศน์ โกงเงินหรือสงสัยว่าจะทุจริตเงินสมัยเป็นเลขาเนติบัณฑิตให้ลูกสาวไปเรียนนอก สุพจน์ ไข่มุก สมัยเป็นทูตที่อิหร่าน ไปมีเมียน้อยกิ๊กลูกสาวคนขับรถตัวเอง เรื่องอะไรทำนองนี้ ผมไม่ใช่คนวงการ แต่พรรคเพื่อไทยทุ่มทุนหานักสืบแหวกสันหลังคนพวกนี้มาตีแผ่ลงทีวี แค่นี้มติมหาชนก็ไม่ไว้ใจ 9 ตัวนี้แล้ว

2. ใช้สื่อทีวีแดง สื่อรัฐ วิทยุรัฐออกบทความวิชาการกระแทกศาล รธน ไปเรื่อยๆ ย้ำอยู่นั่น ที่สุด มันจะขาดความน่าเชื่อถือเอง เรามีสิ่งนี้ ที่พวกมันไม่มี ทำซีท่าน มัวอมไมค์ไว้เหมือนอมสากกระเบือทำไม ใส่ไปเรื่อยๆ คนขาดความเชื่อถือศาลเอง หรือเอาคำพูดศาลมาทำตลก อาทิ คำพูดจรัญว่า สมัยนี้แปลกคนดูไล่ต่อยกรรมการ ก็มาล้อว่าสมัยนี้แปลกพี่เลี้ยงนักมวยปลอมเป็นกรรมการ หรือกรรมการสมัยนี้แปลก ไล่รุมต่อยนักมวยเสียเอง เอาให้ฮา ให้ขำแต่ลดความน่าเชื่อถือของพวกเขา

3. ออก พรบ วิธีพิจารณาความในศาล รธน ให้เร็วที่สุด และ ต้องจำกัดการใช้ดุลพินิจของพวกมันใน พรบ ให้มากที่สุด องค์คณะต้องเป็น 7 ใน 9 หากเสียงโหวตไม่เกินกึ่งหนึ่งขององค์คณะที่มาประชุม ให้ถือว่า มติของศาลตกไป หรือในกรณีที่เสียงโหวตเท่ากัน ให้ฝ่ายที่เห็นเป็นคุณกับฝ่ายจำเลยชนะ  แค่นี้มันก็ตายแล้ว

4. ใช้วิธีการทางงบประมาณ ตัดงบประมาณศาล รธน หรือไม่ให้ก่อสร้างอาคารเพิ่ม ดองงบมันให้ช้าที่สุด

5. หาทางเล่นที่มาขององค์คณะไม่ชอบ อย่างอดีต สว เรืองไกรทำ อาทิ เล่นงานนายชัช ชลวร ที่ไม่ได้โปรดเกล้า แต่ดันไปร่วมในการประชุมคัดเลือกนายวสันต์มาเป็นประธานศาล รธน จึงเป็นการขัด รธน มาตรา 208

6. ยื่นถอดถอนพวกมันผ่าน ปปช และวุฒิ แม้ว่ารัฐบาลหรือสภาจะแพ้แน่ใน ปปช หรือวุฒิที่เป็นพวกมัน หรือเสียงไม่พอที่จะถอดถอน แต่ก็เป็นการเพิ่มแรงกดดันศาล 9 ตัวอีกทางหนึ่ง

7. ไม่เชิญตุลาการร่วมงานรัฐพิธีใดๆ ที่รัฐบาลจัด งานในหลวง สมเด็จ งานสันนิบาต งดเชิญคนเหล่านี้ หรือถ้าเชิญก็จัดที่ให้ศาล รธน ต่ำแค่ระดับปลัดกระทรวงหรือ รมช

8. หากมันฟ้องเรา ก็ฟ้องมันกลับ แจ้งความทุกจังหวัด เอาให้วิ่งหน้าแหกเลย สั่งการผ่านผู้บัญชาการตำรวจให้ตำรวจใช้ดุลพินิจรับแจ้งความจับศาลทุกคดี  เอาแค่นี้ก็ตายแล้ว

9. สั่งสายสืบตามการกระทำของตุลาการ 9 ตัวตลอด ผิดกฎหมาย ทิ้งขยะบนถนน ถุยน้ำลาย ไม่ข้ามถนนทางม้าลาย สั่งปรับดำเนินคดีเลย

เอาง่ายๆ ตามอำนาจที่เรามีอยู่ รับรองตุลาการก็หนาวแล้ว  นี่ยังไม่นับวิธีการอื่นที่อาจจะทำนอกกฎหมายหากพวกนี้ทำการนอกกฎหมายกับฝ่ายประชาธิปไตยได้อีก

ขอเพียงสภาสู้ ไม่ยอมรับอำนาจมัน เจอมาเยอะแล้ว ศาลในมาเลเซีย มหาเธร์เป่าเงียบเลย อังกฤษ อินเดีย อียิปต์และตุรกีที่ฝ่ายบริหารกล้ายันศาล ก็เห็นกันอยู่ ศาลแพ้ทุกที โดยเฉพาะศาลที่ไม่มีพลังประชาชนหรือ legitimacy ความชอบธรรมหนุนหลัง จบเหมือนกันทั้งนั้นคือ ศิโรราบต่อสภาทุกราย !!!


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++



ของแถม คลิปจาก ohmygod3009 ที่ถูกเผยแพร่ช่วงเดือนตุลาคม 2010











+++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทโคลง


ฤาแส่ดีเพียงซ้อง เผด็จสร้าง ตุลากุม


@บังเฮยแอบร่างซ้อน บังเงา

บังเป่ามนต์ดำเขลา จุ่งยื้อ

เหรียญตราหว่านโปรยเผา สนองอยาก

คลานแห่คลุกคลานซื้อ เสพเจ้า ระยำกรรม


@ตุลาการตุลากล้วย เหลือเขือ

เหลืองกกแดงกัดเครือ แกว่งห้อย

จำอวดเบ่งคับเหลือ คำขาก

พิพากษาแต่งดอกสร้อย สดุดุ้น กระสางดำ


@ใดฤาใดผิดเพี้ยน หลักไท

ใครข่มใครชักใบ ถ่างป้อง

เฝือใจแก่เกินไข หัวหงอก

ฤาแส่ดีเพียงซ้อง เผด็จสร้าง ตุลากุม


@มาเฮยมาไถ่กู้ ขบวนโกง

กลองย่ำตอกฝาโลง เปลี่ยนแก้

ตอกธรรมปักกลางโขลง ศาลรัฐธรรมนูญ

ลอกเผ่าชาติดักแด้ ศาลเตี้ย ตุลากลวง

Sam Marak

NSW, Australia

ใครบ้างต้องการกษัตริย์พระองค์ใหม่ / เขี่ยทิ้งเดอะคิง จ้างนักแสดงแทน


 :คำถามต่อคนหนุ่มสาวทั้งที่รักเจ้า และไม่เอาเจ้า

 เราจำเป็นต้องนำสถาบันกษัตริย์มาทดสอบตนเองในระบอบประชาธิปไตย

ถอดความโดย ระยิบ เผ่ามโน จากเรื่อง Who wants a new king? ของMichiel Bles ใน (RNW)

เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ของวันที่ ๓๐ เมษายน นี้ วิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ แห่งราชวงศ์ออเร้นจ์ จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งเนเธอร์แลนด์ เมื่อสมเด็จพระมารดา ราชินีบีอาทริกทรงลงพระปรมาภิไธยสละราชสมบัติ อันจะมีพิธีเฉลิมฉลองกันขนานใหญ่ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าร่วมในการนี้

ต่อไปนี้เป็นคำถาม ๕ ข้อ ต่อผู้ที่เป็นตัวแทนของสองฝ่าย กลุ่มรักเจ้า และกลุ่มไม่เอาเจ้า

มาร์ติน แวน เบโคเว็น วัย ๓๕ ปี เป็นประธานของ สมาคมออเร้นจ์กลุ่มรักเจ้าแห่งเนเธอร์แลนด์ ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่เอี่ยม ซึ่งมีความนิยมในสถาบันกษัตริย์อย่างแม่นมั่น เขากล่าวว่า “ราชวงศ์ดั๊ทช์เป็นหน้าเป็นตาของเนเธอร์แลนด์ในต่างประเทศ ทำให้เกิดการเคารพศรัทธาได้มากกว่าประธานาธิบดี” 


กิ้จส์ เพ็สเก็นส์ ๒๗ ปี เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มรีพับลิกัน ฝ่ายไม่เอาเจ้า ซึ่งหมกมุ่นกับการจัดงานรายการต่างๆ เพื่อต่อต้านสถาบันกษัตริย์ เขาลงข้อความในหน้าเว็บhetis2013 ของเขาตอนหนึ่งว่า“ราชาธิปไตยจงพินาจ” 






ต่อคำถามว่า “คุณจะทำอะไรในวันที่ ๓๐ เมษายน นี้”

มาร์ติน :“เราจัดเป็นเทศกาลดนตรีครั้งใหญ่ขึ้นในตำบลของเรา ผมดูแลเรื่องผังรายการ และวงดนตรี มันจะเป็นรายการตามประเพณีสำหรับทุกๆ คน มีทั้งการละเล่น และอาหาร ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมแบบราชวงศ์ออเร้นจ์ ผมจะไม่สวมมงกุฏจำลองหรอกนะ แต่จะสวมเสื้อสีส้มเป็นสัญญลักษณ์”
กิ้จส์ :“เราจะไปชุมนุมต่อต้านกันที่จตุรัสวอเตอร์ลูในอัมสเตอดัม มีคนจำนวนมากกว่า ๑ พันลงชื่อเข้าร่วมแล้ว และในช่วงก่อนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน เราจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นมากมายเกี่ยวกับการที่จะแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์กันอย่างไรในเรื่องนี้ พวกฝ่ายศิลป์ก็จัดทำแผ่นป้ายกัน มีทั้งการเขียนสีบนร่างกาย มีนักกฏหมายคอยให้คำแนะนำถึงสิทธิที่แท้จริงของเรามีอย่างไร แม้จะทำการประท้วงกันภายนอกบริเวณของทางราชการ ทุกคนจะสวมเสื้อผ้าชุดขาวเพื่อแสดงการต่อต้าน สีขาวเป็นตัวแทนของสิ่งที่ไม่กำหนดว่าอะไรเป็นอะไร สำหรับเราหมายถึงอนาคตของราชวงศ์ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นไปอย่างไร ด้วยเหตุว่าสรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง”

“แล้วทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญต่อคุณนัก”
มาร์ติน :“ในตำบลของเราไม่เคยมีอะไรให้ทำในวัน ควีนส์เดย์ ของพระราชินี  พวกคนหนุ่มสาวมักจะไปเที่ยวกันตามเมืองใหญ่ๆ เราจึงจัดงานสังสรรค์ขึ้นสำหรับพวกเราเอง เราต้องการแสดงให้เห็นจริงๆ ในความรู้สึกที่เป็นความสามัคคี ความรู้สึกแบบออเร้นจ์ เราภาคภูมิในเนเธอร์แลนด์ และก็เป็นเรื่องดีที่จะเฉลิมฉลองกัน”

กิ้จส์ :“เราต้องการให้มีการถกปัญหาสถาบันกษัตริย์กันขึ้น มันล่าช้าล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว มันไม่ถูกต้องถ้าเราไม่สามารถตัดสินอย่างใดๆ ในประมุขแห่งรัฐของเราได้ สิทธิพิเศษเพื่อปกป้องคุ้มครองนั้นไม่ควรมีอีกต่อไปแล้วในเวลานี้ ผู้นำควรที่จะตรวจสอบได้ และได้รับเลือกตามคุณสมบัติ มิใช่จากภูมิหลังของครอบครัว”


“คุณหวังอะไรจากกษัตริย์ และราชินีองค์ใหม่”
มาร์ติน :“ผมคิดว่าทั้งสองพระองค์จะไม่ทรงติดยึดกับแบบแผนประเพณีเก่าๆ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันสำคัญแห่งชาติ คิงสเดย์ ของเราจะไม่เป็นแบบโบราณเหมือนวัน ควีนสเดย์ ที่มีแต่การเล่นวิ่งกระสอบ และ สปิจเกอร์โพเป็น (แปลตรงตัวได้ว่า อึตะปู) ผมหวังว่าคนหนุ่มสาวจะเข้ามาร่วมกันมากขึ้น และทำให้เป็นการฉลองแบบทันสมัย”


กิ้จส์ :“โอเค วิลเล็ม อเล็กซานเดอร์ทรงทันสมัยมากกว่าพระราชมารดา แต่ถ้าจะให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ทรงควรที่จะตรัสว่า “บัดนี้ข้าพเจ้าได้เข้าดำรงตำแหน่งแล้ว มาทำประชามติกันในเรื่องอนาคตของราชวงศ์เสียเถอะ” บนหน้าเว็บของเรามี  ข้อเรียกร้อง ให้แก้ไขกฏหมายเกี่ยวกับการทำประชามติ ในขณะนี้สามารถทำประชามติได้ทุกเรื่องในเนเธอร์แลนด์ ยกเว้นเรื่องสถาบันกษัตริย์ เราคิดว่านั่นเป็นสิ่งเหลวไหล”

“คุณคิดอย่างไรกับคนที่มีความเห็นตรงข้ามกับคุณอย่างที่สุด”
มาร์ติน :“มันเป็นเรื่องของความคิดเห็นนะ ผมคิดว่าราชวงศ์เป็นหน้าเป็นตาของเนเธอร์แลนด์ในต่างประเทศ ราชวงศ์สร้างความเคารพศรัทธาได้มากกว่าประธานาธิบดี ผมรู้จักกับคนเยอรมันจำนวนมาก พวกเขาคลั่งไคล้ราชวงศ์ออเร้นจ์กันมากทีเดียว เหมือนกับฟุตบอลน่ะ เราอิจฉาเยอรมันเพราะเขาเป็นแชมเปี้ยนฟุตบอลบ่อยเหลือเกิน แต่คนเยแรมันก็อิจฉาเราที่มีราชวงศ์”

กิ้จส์ :“อย่างนั้นก็ดีละถ้ามันจะทำให้นาวาของคุณลอยล่องได้ แต่ก็ต้องเปิดตาของคุณต่อความเป็นจริง ว่าอะไรมันจะดีขึ้นได้อย่างไรกันแน่ เราจำเป็นต้องนำสถาบันกษัตริย์มาทดสอบตนเองในระบอบประชาธิปไตย


“คุณอยากจะบอกอะไรกับฝ่ายตรงข้ามของคุณ”
มาร์ติน :“ก็ดูสิว่าจะมีอะไรทางเลือกถ้ากำจัดสถาบันกษัตริย์ออกไปเสียแล้ว มันไม่สำคัญหรอกว่าเรามีกษัตริย์ หรือประธานาธิบดี ถึงอย่างไรก็มีเพียงบุคคลคนเดียวที่เป็นตัวแทนของประเทศชาติ”
กิ้จส์ :“มาร่วมลงชื่อกับข้อเรียกร้องของเราสิ แม้ว่าคุณจะเป็นฝ่าย โปร (สนับสนุน) เพราะเหตุว่านี่มันเป็นปี ค.ศ. ๒๐๑๓ นะครับ”


เขี่ยทิ้งเดอะคิง จ้างนักแสดงแทน

โดย อาร์นอน กรันเบิร์ก

"แท้จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ในทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า ศิลปะการละคร ที่กำหนดบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง"

ถอดความโดย ระยิบ เผ่ามโน จากเรื่อง Ditch the king. Hire an actor 
 
อัมสเตอดัม – วันที่ ๓๐ เมษายน ๑๙๘๐ (ค.ศ.) บีอาทริก ราชธิดาของราชินีจูเลียน่าแห่งเนเธอร์แลนด์ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระมารดา เกิดการลุกฮือขึ้นประท้วงอย่างรุนแรงในวันนั้น พวกอนาธิปไตย และคนไร้ที่อยู่อาศัยทำการประท้วงราชพิธีราชินีภิเษกภายใต้คำขวัญที่ว่า ไม่มีหลังคาคุ้มหัวพวกเรา ไม่มีมงกุฏบนหัวท่านเช่นกัน(Geen woning, geen kroning)

ข้าพเจ้าอายุ ๙ ขวบ นั่งชมรายงานทางโทรทัศน์อยู่กับแม่ เห็นควันของระเบิด และตำรวจปราบจลาจลแล้วทำให้ตื่นอกติดใจมากกว่าราชพิธีเสียอีก พ่อของข้าพเจ้าไม่สนใจทั้งกับพวกจรจัด และกับราชินี ท่านจึงหมกมุ่นกับงานสะสมแสตมป์ของท่านทั้งวัน

พ่อแม่ของข้าพเจ้าซึ่งเป็นชาวยิวเยอรมันหนีมาอยู่ฮอลแลนด์ตั้งแต่คริสตทศวรรษ ๑๙๓๐ ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นพวกรักเจ้าเสียทีเดียว แต่แม่ของข้าพเจ้ามักมีอาการกับพวกเจ้า โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ที่มักคล้องแขนมาเป็นคู่กับสถาบันกษัตริย์

ครั้นมาถึงราชินีจูเลียน่า คุณแม่ออกอาการเต็มที่เลยเชียวละ เจ้าชายเบิร์นฮ้าร์ด พระสวามีของราชินีมีชื่อเสียอย่างยิ่งในเรื่องเป็นเสือผู้หญิงซึ่งทำให้เกิดเด็กไม่มีพ่อมากมาย และยังถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัทล็อกฮี้ทในช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ จนต้องยอมลาออกจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการใหญ่ของกองทัพดั๊ทช์

๓๓ ปีในรัชสมัยของ ราชินีบีอาทริก นับว่าไร้ซึ่งเรื่องราวอื้อฉาว จุดด่างอย่างหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของพระองค์มัวหมองไปบ้างเมื่อราชบุตรองค์โต วิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์ ผู้ซึ่งจะขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ในวันอังคารนี้ ทรงสมรสกับลูกสาวของ ฮอร์เฮ ซอเรกิวเอต้า รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรกรรมในสมัยรัฐบาลทหารของอาร์เจ็นติน่า ที่เชื่อกันว่ามีส่วนรู้เห็นกับการเก็บฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล (disappearances) ในช่วงสงครามกลางเมืองที่เรียกว่า สงครามสกปรก

ฟริโซ โอรสของราชินีบีอาทริกอีกองค์หนึ่งซึ่งขณะนี้อยู่ในอาการโคม่าจากอุบัติเหตุเล่นสกีในออสเตรีย นั้นก็สมรสกับมาร์เบล วีสเซ สมิท อดีตคู่รักของราชายาเสพติด คล้าส บรูนสม่า ซึ่งถูกสังหารชีวิตลงในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ หน้าโรงแรมอัมสเตอดัมฮิลตัน


พระราชินีบีอาทริกเองทรงอยู่เหนือคำนินทาว่าร้ายทั้งหลาย เจ้าชายเคล้าส์ พระสวามีของพระองค์เป็นที่นับถือในเรื่องของคุณธรรมความดี ในปี ๑๙๙๘ ทรงสร้างความประทับใจแก่สาธารณชนดั๊ทช์ในระหว่างงานมอบรางวัลแก่นักออกแบบแฟชั่นอาฟริกันสามคน ด้วยคำกล่าวกระตุ้นให้ แรงงานของโลก ปลดเปลื้องแอก ออกจากตัว และกระชาก งูออกจากรอบคอ ซึ่งหมายถึงเน็คไท เจ้าชายเคล้าส์ยังเรียกเนลสัน แมนเดล่า (รัฐบุรุษผิวดำอาฟริกาใต้) ว่าเป็นผู้ที่แต่งกายดีที่สุดในโลกด้วย

การจลาจลเหมือนปี ๑๙๘๐ คงจะไม่เกิดขึ้นในพิธีราชาภิเษกคราวนี้ พวกคนจรจัดมีจำนวนลดน้อยลงมาก และห่างไกลกันโขกับเมื่อครั้งเกิดเรื่องคราวก่อน อีกทั้งพวกหัวก้าวหน้าจากยุค ๑๙๘๐ เดี๋ยวนี้มีความพอใจยินดีรับราชวงศ์กันมากขึ้นด้วย ทั้งนี้เกี่ยวเนื่องอย่างไม่เบาเลยกับการที่ราชินีบีอาทริกไม่ทรงโปรดพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด พรรคแห่งเสรีภาพ ซึ่งนำโดยนักการเมืองที่คนเกือบจะลืมชื่อ กี๊ร์ท วิลเดอร์ หัวหน้าพรรคที่พระราชินีไม่ทรงมีความจำเป็นใดๆ ต่อแนวความคิดเหยียดหยามเชื้อชาติอิสลามของเขา

แต่นอกเหนือจากการที่ไม่ทรงแปดเปื้อนกับการวิพากษ์ว่าร้ายแล้ว พระราชสิทธิในการแต่งตั้งผู้ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลอันเป็นอำนาจทางการเมืองอันเดียวที่ทรงมี ก็ถูกดึงไปจากพระองค์แล้วเมื่อเร็วๆ นี้โดยคำสั่งที่ออกโดยรัฐสภา ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีดั๊ทช์ล่าสุดนั้นพระองค์ก็มิได้ทรงมีบทบาทอันใดเลย

เมื่อเร็วๆ นี้ เอ็นอาร์ซี แฮนเดลสบลัด (นิวร้อตเตอดัม กับแฮนเดลสบลัด) หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงของดั๊ทช์กล่าวถึงพระราชวงศ์ว่าเป็น โรงละครแห่งชาติเป็นการบอกว่า แท้จริงแล้วสถาบันกษัตริย์ในทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า ศิลปะการละคร ที่กำหนดบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง

ในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนักแสดงสตรีอาวุโสคนหนึ่งของวงการละครดั๊ทช์เปิดเผยว่า เพื่อร่วมอาชีพของเธอสองสามคนได้รับการทาบทามจากในวังให้เข้าไปถวายบทเรียนการละครแก่เชื้อพระวงศ์ พวกนักแสดงที่เข้าไปสอนการแสดงให้แก่ในวังเหล่านั้นไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทนใดๆ แต่พวกเขาได้รับเกียรติยศเป็นการทดแทน

พวกที่เห็นด้วยกับการไม่เอาเจ้าทุกวันนี้ค่อนข้างจะอ่อนเปลี้ยไปแล้ว พรรคสังคมนิยมยังเล็กเกินไปที่จะก่อผลกระทบอะไรได้ และสมาคมรีพับลิกัน (ปฏิเสธเจ้า) แห่งเนเธอร์แลนด์ก็แสดงภาพลักษณ์ที่ซึมซือ และมักจะงุ่มง่ามอยู่เสมอ ลักษณะงุ่มง่ามที่ว่านั้นดูจะเห็นได้ไม่จืดนักหรอก ก็ใครเล่าจะลงแรงจริงจังกับการต่อต้านศิลปะการละคร

บางทีอาจเป็นเพราะค่าใช้จ่ายสำหรับศิลปะการละครอันนี้ดูจะไม่ธรรมดานักนะ  พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของเนเธอร์แลนด์ วิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์จะทรงได้รับเบี้ยหวัดรายปีเป็นจำนวน ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยไม่ต้องเสียภาษีใดๆ แถมด้วยรายได้ที่เป็น ค่าใช้จ่าย และสิ่งของต้องใช้ส่วนพระองค์ อีก ๕.๗ ล้านดอลลาร์ ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน พระชายา สมเด็จแม็กซิม่าจะทรงได้รับรายได้ประจำตำแหน่งปลอดภาษีจำนวน  ๔๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์ นอกเหนือจากค่าตอบแทนปลอดภาษีสำหรับการจับจ่ายที่จำเป็นอีก ๗๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์

วงเงินเหล่านั้นดูจะไม่พอเพียงในยุคสมัยที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ต้องตัดงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาลต่อกิจกรรมทางด้านศิลปะชนิดอื่นๆ เห็นทีจะเป็นวิธีการอย่างเดิมๆ ของราชวงศ์ที่ใช้หลีกเลี่ยงบ่วงแห่งกลไกการตลาดสมัยใหม่ และระบบวัดคุณธรรมด้วยความสามารถ (meritocracy)

ขณะที่โรงละคร และดนตรีโอเปร่า กับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่สามารถยืนยงอยู่ได้หากปราศจากสปอนเซอร์  บางทีจะถึงเวลาที่ชาวดั๊ทช์ปลดตัวเองไปสู่การมีราชวงศ์ที่ระหว่างงานราชพิธี และการเสด็จราชดำเนินต่างๆ มีหัวข้อเสริม (สับไตเติ้ล) ว่าการเสด็จครั้งนี้ได้รับการอนุเคราะห์บางส่วนจากบริษัทเชลล์ในพระบรมราชูปถัมป์บ้าง อะไรบ้าง หรือจะเป็นบริษัทไฟ้เซอร์ถ้าจะให้ตรงจริงๆ ในยุคสมัยของโลกาภิวัฒน์ทุกวันนี้ราชวงศ์ดั๊ทช์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สปอนเซอร์แต่จากบริษัทดั๊ทช์เท่านั้น

มันจะไม่ดีหรือถ้าจากนี้ไปการแสดงบทบาทของกษัตริย์ และราชินีน่าจะมีการออดิชั่นทดสอบความสามารถคัดเลือกกันเสียก่อนด้วย อาจช่วยให้สามารถหาผู้สมัครที่มีความสามารถทางการแสดงมากกว่าในราชวงศ์ปัจจุบันก็ได้ แล้วยังเรื่องค่าจ้างค่าออนแม้แค่กระผีกกระพี้ของเงินเดือนขนาดนี้ใครเล่าจะไม่อยากรับบท

(อาร์นอน กรันเบิร์ก เป็นนักเขียนนวนิยายผู้ประพันธ์เรื่อง “The Jewish Messiah” และ “Tirza” บทความนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษจากภาษาดั๊ทช์โดย แซม แกร์เร็ต)