วันจันทร์, ธันวาคม 31, 2555

Forever Young:เยาวภาพอยู่เสมอตลอดกาล


May God bless and keep you always 
May your wishes all come true
May you always do for others 
And let others do for you

ขอพรพระปกปักรักษาเธอ
ปรารถนาล้นเอ่อใช่เพียงฝัน
อุทิศตนเพื่อผู้อื่นเต็มตื่นนิรันดร์
และได้รับสิ่งนั้นกำนัลเธอ

May you build a ladder to the stars 
And climb on every rung
May you stay forever young
Forever young, forever young 
May you stay forever young.

เถอะเพียรสร้างบันไดไต่สู่ดาว
ส่องสกาวพราวพร่างกลางใจเสมอ
เยาวภาพซาบซึ้งตราตรึงเธอ
เยาวภาพอยู่เสมอตลอดกาล

May you grow up to be righteous 
May you grow up to be true
May you always know the truth 
And see the lights surrounding you

ขอฝ่าข้ามความลำเค็ญเป็นโชติช่วง
ปลดทุกข์ห่วงก้าวกล้าหาสัจจะสาร
ตาสว่างกลางอสัจทุกทิวาวาร
ประภาคารแสงส่องสู่ผองชน

May you always be courageous 
Stand upright and be strong
May you stay forever young
Forever young, forever young 
May you stay forever young.

ก้าวต่อไปก้าวหน้าก้าวที่กล้า
หยัดยืนขึ้นทายท้ากลางห่าฝน
เยาวภาพจงอยู่คู่ทุกคน
ขอพรพระบันดลตลอดไป

May your hands always be busy 
May your feet always be swift
May you have a strong foundation 
When the winds of changes shift

ขอสองมือสรรค์สร้างอย่่างที่นึก
ขอสองเท้าก้าวผนึกอย่างสาดใส
ขอพลังเต็มตื้นอย่างมั่นใจ
ลมที่พัดใบไม้ไหวให้เท่าทัน

May your heart always be joyful 
And may your song always be sung
May you stay forever young
Forever young, forever young 
May you stay forever young.

เมื่อหัวใจเต็มตื่นอย่างชื่นจิต
สำนึกคิดบรรเลงเพลงหฤหรรษ์
เยาวภาพตลอดกาลนานนิรันดร์
แปรความฝันเป็นความจริงสิ่งไม่ตาย


พากษ์ภาษาไทย-ปีกซ้าย ไทยอีนิวส์


เคาต์ดาวน์หน้าคุกให้กำลังใจนักโทษการเมือง เร่งนิรโทษกรรมปลดปล่อยเพื่อนเราสู่อิสรภาพ

วันนี้ 31-12-12 เวลา 15.50 น. ทีวีช่อง tvoice1 สดๆ จากหน้าเรือนจำ / tvoice2 สดๆจากสถานีคนไทยหัวใจเดียวกัน โดยทีมงานไทยว้อยส์ รับชมการถ่ายทอดสดๆได้ที่ http://www.maysaanitto.org/
http://www.thaivoice.org/

ผู้อ่านไทยอีนิวส์ให้ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า-อีห่าสั่งยิงทำแฮตทริกสุดยอดบุคคลอัปรีย์ นิติราษฎร์คว้าบุคคลแห่งปี



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 ธันวาคม 2555

จากผลสำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1924 ครั้ง ผลปรากฎว่า ท่านผู้อ่านของเรายังคงโหวตให้"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า+อีห่าสั่งยิงและเครือข่าย"ได้แชมป์สวดยวดบุคคลอัปรีย์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2553 หรือนับจากหลังการสังหารผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในปี2553 เป็นต้นมา

ที่สุดแห่งปีของมติชนสุดสัปดาห์ แต่เป็นเพียงรองแชมป์ที่ผู้อ่านไทยอีนิวส์โหวตให้

ผู้อ่านของเรายกให้ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า+อีห่าสั่งยิงและเครือข่ายได้เป็นสวดยวดบุคคลอัปรียฺด้วยคะแนนโหวตท่วมท้นกว่า 65 % ทิ้ืงห่างรองแชมป์บุคคลอัปรีย์คือมาร์ค+เทือกและเครือข่ายที่ได้เพียง 14%แบบขาดกระจุย

ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า -เสียงสาปแช่งที่สะท้านใจไอ้เหี้ย!


เมื่อสิ้นปี 2553 ท่านผู้อ่านของเราโหวตให้ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า+อีห่าสั่งยิงเป็นสวดยวดบุคคลอัปรีย์ ด้วยคะแนนเสียง 67 % ( อ่าน ประกาศผลบุคคลอัปรีย์'53!)

อีห่าสั่งยิง-เสียงก่นด่าที่สะท้านทรวงระบอบทรราชอำมาตย์



ผลงานสุดยอดอัปรีย์-ส่วนในปี 2554 ผลโหวตยังได้สุดยอดบุคคลอัปรีย์เจ้าเดิม ในสัดส่้วนคะแนนเสียง 65% (อ่าน ประกาศผล55บุคคลอัปรีย์)

ในการชุมนุมรำลึกวีรชนผู้ถูกสังหารในปี 2553 ที่ราชประสงค์ และอีกหลายครั้งหลายหน เราจะได้เห็นผู้ไปชุมนุมรำลึกตะโกนคำขวัญว่า"ไอ้เหี้ยสั่งฆ่า อีห่าสั่งยิง" ซึ่งป่านนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าไอ้เหี้ยกับอีห่านั้นหมายถึงบุคคลใด แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีบงการสังหารหมู่ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย เสียงสาปแช่งที่ประชาชนตะโกนด่าประณามประจานและต่อต้านจะขยายวงออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าความตายจะมาเยือน"ไอ้เหี้ยกับอีห่า"อย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส และเบื้องหน้าที่รอทั้งสองอยู่น่าจะเป็นนรกมากกว่าสวรรค์ หากเวรกรรมมีจริง 

เพียงแต่ใครคือ"ไอ้เหี้ยกับอีห่า"?..ดูยังเป็นปริศนาดำมืดอยู่จนบัดนี้.. 

ผู้อ่านไทยอีนิวส์ยกคณะนิติราษฎร์เป็นบุคคลแห่งปี



จากการสำรวจจากผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 14-20 ธันวาคม 2555 โดยมีการโหวตจำนวนทั้งสิ้น 2,227 ครั้ง ยกให้นักวิชาการคณะนิติราษฎร์เป็นบุคคลแห่งปี ราว 29% ตามมาด้วยนายกฯยิ่งลักษณ์ 23.8% ส่วนอดีตนายกฯทักษิณตกลงไปอยู่ในอันดับที่ 4 เพียง 12.7% ได้คะแนนน้อยกว่าอากง นักโทษคดี112ที่เสียชีวิตคาคุกเมื่อกลางปีนี้ 

วันอาทิตย์, ธันวาคม 30, 2555

นิติราษฎร์:แก้รธน.'56-ย้อนดูต้นแบบคณะราษฎร์

ในปี ๒๕๕๖ ที่ใกล้จะมาถึง น่าจะเป็นปีที่ตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และคงจะมีประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้ได้ถกเถียงกันตลอดปี.. ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าในปี ๒๕๕๖ คณะนิติราษฎร์จะยกร่างรัฐธรรมนูญตามความคิดของคณะนิติราษฎร์ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นต้นแบบหนึ่งในการนำไปถกเถียงรณรงค์ต่อสาธารณะต่อไป

โดย ปิยะบุตร แสงกนกกุล
ที่มา เว็บไซต์นิติราษฎร์
จากบทความดั้งเดิมชื่อ:ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ คือ รัฐธรรมนูญทางประวัติศาสตร์ฉบับแรกของระบอบประชาธิปไตย


« Comme on l’a vu chez Sieyès, le moment négatif du pouvoir constituant (« dé-constituant ») est suivi du moment contructif (« re-constituant ») de l’édiction d’une nouvelle constitution ».
“ดังที่เราได้เห็นจากความคิดของ Sieyès นั้น ห้วงขณะแห่งการปฏิเสธอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ-อำนาจก่อตั้งระบบการเมืองกฎหมายหนึ่ง (ถอดรื้อระบบการเมืองกฎหมาย) จะติดตามมาด้วยห้วงขณะแห่งการก่อตั้ง (ฟื้นสร้างระบบการเมืองกฎหมาย) ของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่”
Olivier Beaud, La puissance de l’Etat, PUF, 1994, p.263. 

- ๑-
ร่าง “ราชาธรรมนูญ” ก่อน ๒๔๗๕ 

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ มักถูกฝ่ายนิยมเจ้าโจมตีว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” เพราะพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมพระราชทานรัฐธรรมนูญให้อยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาบรรดาร่างรัฐธรรมนูญสมัยระบอบเก่าที่พวกกษัตริย์นิยมอ้างกันว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่กษัตริย์เตรียมจะมอบให้อยู่แล้ว แต่คณะราษฎรมา “ชิงสุกก่อนห่าม” ไปเสียก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าร่างรัฐธรรมนูญเหล่านั้นไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตย

มีร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๓ ฉบับที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมมักอ้างอยู่เสมอว่า เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่กษัตริย์เตรียมมอบให้กับประชาชนฉบับแรก ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ ๑ ว่าด้วยราชประเพณีกรุงสยาม ซึ่งสันนิษฐานว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้ยกร่างในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื้อหาของร่างพระราชกฤษฎีกาที่ ๑ ว่าด้วยราชประเพณีกรุงสยาม มีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญตามแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง ในมาตราแรก พระเจ้าอยู่หัวมีอำนาจครอบคลุมแดนใดบ้าง เป็นผู้มีคุณธรรม ในมาตรา ๒ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชอาญาสิทธิ์เด็ดขาดในการตัดสินใจทั้งหมด ในมาตรา ๓ พระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าครองแผ่นดิน เป็นบ่อเกิดความยุติธรรม เป็นบ่อเกิดฐานันดรศักดิ์ เป็นจอมทัพ เป็นพุทธศานูปถัมภก และพระราชดำรัสเป็นกฎหมาย ในมาตราอื่นๆ ได้รับรองการมีอยู่ของ รัฐมนตรีสภา องคมนตรีสภา เสนาบดีสภา ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ทั้งหมด และอำนาจสุดท้ายอยู่ที่กษัตริย์

ฉบับที่สอง ยกร่างโดยพระยากัลยาณไมตรี (ฟรานซิส บี แซร์) ๒๔๖๙  ในมาตราแรก ยืนยันชัดเจนว่าอำนาจสูงสุดของราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ ในมาตรา ๒ กษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีต้องถวายขอความเห็นจากกษัตริย์ และต้องปฏิบัติตามคำสั่งกษัตริย์ (มาตรา ๖) อำนาจตุลาการอยู่ภายใต้อำนาจสูงสุดของกษัตริย์ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ (มาตรา ๑๐) ส่วนอำนาจนิติบัญญัติก็เป็นของกษัตริย์ (มาตรา ๑๑)

ฉบับที่สาม ยกร่างโดยเรยมอนด์ บี สตีเวนส์, พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เมื่อปี๒๔๗๔ กำหนดให้มีอภิรัฐมนตรีสภาเป็นที่ปรึกษากษัตริย์ และกษัตริย์มีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีมาบริหารประเทศ มีสภานิติบัญญัติ ที่มาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ทั้งหมด หรืออาจให้มีการเลือกตั้งบางส่วนคณะอภิรัฐมนตรีได้พิจารณาเนื้อหาสาระและสถานการณ์แล้วเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะประกาศใช้

จะเห็นได้ว่าร่างฯทั้งสามฉบับนี้ไม่เป็นรัฐธรรมนูญในความหมายสมัยใหม่แบบประชาธิปไตย เพราะ รัฐธรรมนูญสมัยใหม่แบบประชาธิปไตยต้องกำหนดให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนเท่านั้น มีการแบ่งแยกอำนาจ รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และหากจะเก็บตำแหน่งพระมหากษัตริย์ไว้ต่อไปก็ต้องกำหนดให้กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และกษัตริย์ไม่ต้องรับผิด เพราะไม่มีอำนาจกระทำการใดโดยลำพัง

หากมีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ร่างฯทั้งสามก็เป็นเพียง “ราชาธรรมนูญ” หรือ “ธรรมนูญของราชา” ที่เข้ามาจัดการปัญหาและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินในสมัยระบอบเก่าเท่านั้น ไม่ได้ลดอำนาจกษัตริย์ ประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด ไม่ได้ทำให้คนเป็นพลเมือง เป็นผู้ทรงสิทธิ เพราะ “ราชาธรรมนูญ” ไม่มีที่ให้กับประชาชน

หากไม่มีคณะราษฎร หรือหากไม่มีการลงมือเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เราจะคาดหวังได้เพียงใดว่ากษัตริย์และบรรดาองค์กรรายล้อมจะยินยอมปรับตัวและ “มอบ” รัฐธรรมนูญให้ และถึงแม้กษัตริย์ยินยอมมอบรัฐธรรมนูญให้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยที่ยึดหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

- ๒ -
รัฐธรรมนูญทางประวัติศาสตร์ฉบับแรกของระบอบประชาธิปไตย

พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย แต่สาเหตุที่ไม่ใช้ชื่อรัฐธรรมนูญนั้น นายปรีดี พนมยงค์ อธิบายไว้ว่า “เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕ ขณะที่ยังมิได้มีผู้ใดตั้งศัพท์ไทยว่า “รัฐธรรมนูญ” เพื่อถ่ายทอดคำอังกฤษและฝรั่งเศส “Constitution” นั้น คณะราษฎรจึงใช้คำว่า “ธรรมนูญ” ประกอบกับคำว่า “การปกครองแผ่นดิน” เพื่อให้ราษฎรเข้าใจได้ง่ายๆว่า “กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดิน” ส่วนคำว่า “รัฐธรรมนูญ” นั้น “กรมหมื่นนราธิปฯขณะยังทรงพระอิสรยศ “หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร” ได้ทรงเสนอผ่านทางหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” ว่าคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” นั้นยืดยาวไป จึงสมควรใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” คณะอนุกรรมการฯและรัฐบาลเห็นชอบด้วยตามที่หม่อมเจ้าวรรณฯเสนอ เพราเป็นคำกะทัดรัด ได้ความตรงกับคำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” ซึ่งถ่ายทอดมาจากคำอังกฤษและคำฝรั่งเศส “Constitution” รัฐบาลจึงนำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเห็นชอบด้วยแล้ว คณะอนุกรรมการฯจึงแก้คำว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” ในต้นร่างและใช้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” แทน”

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ มีเอกลักษณ์หลายประการ ดังนี้

ประการแรก รัฐธรรมนูญทางประวัติศาสตร์ฉบับแรกของระบอบใหม่ (La Première Constitution historique)
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยอาศัยกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นการ “แก้ไข” โดยอาศัยกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเดิม เป็นกรณีที่มีรัฐธรรมนูญเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น “สายโซ่” เดียวกันกับรัฐธรรมนูญเดิม อย่างไรก็ตาม มีการก่อตั้งรัฐธรรมนูญอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการตัดขาด “สายโซ่” จากรัฐธรรมนูญเดิม เปลี่ยนหลักการมูลฐานจากระบอบเก่าตามรัฐธรรมนูญเดิม การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญแบบนี้ คือ การปฏิวัติทางกฎหมาย

การปฏิวัติทางกฎหมายแยกออกจากการปฏิวัติทางการเมือง ในบางกรณี การปฏิวัติทางการเมืองนำมาซึ่งการปฏิวัติทางกฎหมาย เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ เป็นการปฏิวัติทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองอย่างถึงราก จากกษัตริย์มีอำนาจล้นพ้นเด็ดขาด มาเป็นกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ อำนาจสูงสุดเป็นของชาติ ยกเลิกอภิสิทธิ์ของชนชั้นขุนนางและพระ การปฏิวัติทางการเมืองนี้นำมาซึ่งการปฏิวัติทางกฎหมาย คือ การประกาศใช้คำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ๑๗๘๙ และรัฐธรรมนูญ ๑๗๙๑ เป็นต้น แต่ในบางกรณี การปฏิวัติทางการเมืองเกิดขึ้นโดยปราศจากการปฏิวัติทางกฎหมาย เช่น  การยึดอำนาจของนาซีในเยอรมนีเมื่อปี ๑๙๓๓ ซึ่งไม่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญไวมาร์ หรือการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตยในประเทศยุโรปตะวันออกบางประเทศและประเทศในอดีตสหภาพโซเวียต หลังปี ๑๙๘๙ เป็นต้น

การก่อตั้งรัฐธรรมนูญที่วางกฎเกณฑ์รากฐานใหม่โดยไม่อาจสืบทอดความต่อเนื่องทางกฎหมายเดิมได้เลย การก่อตั้งรัฐธรรมนูญนั้น คือ การก่อตั้งรัฐธรรมนูญทางประวัติศาสตร์ฉบับแรก (La Première Constitution historique) รัฐธรรมนูญฉบับแรกทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่หมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ หรือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกตั้งแต่ก่อตั้งประเทศขึ้นมา แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เปลี่ยนแปลงหลักการมูลฐานจากระบบการเมือง-กฎหมายเดิม หรือเป็นรัฐธรรมนูญ “ฉบับแรก” ของระบอบใหม่นั่นเอง  รัฐธรรมนูญนี้เกิดจากอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญหรืออำนาจก่อตั้งระบบการเมือง-กฎหมาย (Pouvoir constituant)  เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นในสภาวะไม่มีรัฐธรรมนูญเดิม (Pre-constitution)

เมื่อพิจารณาธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ แล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกทางประวัติศาสตร์ของระบอบใหม่ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์มีอำนาจเป็นล้นพ้นเด็ดขาด ปกครองประเทศได้ตามอัธยาศัย มาเป็นกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญนี้ได้จัดวางหลักการมูลฐานใหม่ ได้แก่
๑.) อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย
๒.) กษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งซึ่งมีพระราชอำนาจได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น พระราชอำนาจใดของกษัตริย์ที่มีมาแต่เดิม พระราชอำนาจใดของกษัตริย์ที่ตกทอดกันมาตามธรรมเนียมโบราณ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง หรือไม่ว่าจะเป็นการสร้างเรื่องขึ้นหลอกลวง) ย่อมต้องถูกยกเลิกไป และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด เมื่อระบอบใหม่ “อนุญาต” ให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐต่อไปโดยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของกษัตริย์จะมีเพียงใดย่อมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับประชาธิปไตยตามระบอบใหม่ ดังนั้น การเพิ่มพระราชอำนาจให้กษัตริย์โดยผ่าน “ประเพณี” ย่อมไม่ถูกต้อง
๓.) กษัตริย์ไม่อาจกระทำการใดได้โดยลำพัง การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติทางการเมือง โดยคณะราษฎรได้ยึดอำนาจจากกษัตริย์ อำนาจสูงสุดของกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้ถูกโอนไปยังคณะราษฎร โดยมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้ “อำนาจการปกครองชั่วคราว” เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และในประกาศคณะราษฎรก็ได้แสดงถึงวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญไว้ว่า “ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา”  

ในวันที่ ๒๔ ๒๕ และ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๗๕ อำนาจสูงสุดอยู่ที่คณะราษฎรโดยมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจเป็นการชั่วคราว จากนั้นในวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ การปฏิวัติทางกฎหมายก็เกิดขึ้นตามมา เมื่อพระปกเกล้าฯ “ยอม” ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม นั่นคือ พระปกเกล้าฯยอมตามที่คณะราษฎรยื่นข้อเสนอ คือ ยินยอมลงมาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ และในวันนั้นเอง อำนาจสูงสุดก็มาเป็นของประชาชน ดังที่ปรากฏในมาตราแรกของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ดังนั้น การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ คือ การปฏิวัติทางการเมืองอันนำมาซึ่งการปฏิวัติทางกฎหมาย

เมื่อ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”  แล้ว ก็แปลความได้โดยปริยายทันทีว่ากษัตริย์ไม่ได้เป็นเจ้าของและผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศอีกต่อไป และ “อำนาจสูงสุดของประเทศ” ไม่มีวันกลับไปสู่กษัตริย์ได้อีก แม้ในเวลาต่อมาจะเกิดรัฐประหารอีกหลายครั้ง จะเกิดรัฐธรรมนูญใหม่อีกหลายฉบับ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการบัญญัติให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของกษัตริย์” ดังนั้น การสร้างคำอธิบายว่าในระบอบประชาธิปไตยไทย “อำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน” หรือการสร้างคำอธิบาย “อำนาจอธิปไตยไหลย้อนกลับ” ไปยังกษัตริย์ทุกครั้งหลังรัฐประหาร  จึงเป็นการทึกทักเอาเองและไม่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

ประการที่สอง รัฐธรรมนูญที่กำเนิดโดยการตกลงกันระหว่างกษัตริย์กับราษฎร 
ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไม่ได้เป็นรัฐธรรมนูญที่กษัตริย์มอบให้ด้วยความเต็มใจหรือเจตจำนงของตนเอง ในพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ พระปกเกล้าฯบันทึกไว้ว่า “ได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้นำมาให้ข้าพเจ้าลงนาม ข้าพเจ้าก็รู้ทันทีว่า หลักการของผู้ก่อการกับหลักการขอขงข้าพเจ้าไม่พ้องกันเสียแล้ว... แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเวลานั้นเป็นเวลาฉุกเฉิน และสมควรจะรักษาความสงบไว้ก่อนเพื่อหาโอกาสผ่อนผันในภายหลัง ข้าพเจ้าจึงได้ยอมผ่อนผันตามประสงค์ของคณะผู้ก่อการฯในครั้งนั้น ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับหลักการนั้นเลย”

นักกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายท่าน เช่น นายไพโรจน์ ชัยนาม เห็นว่าธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการตกลงกันระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ ซึ่งภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Pacte ในขณะที่หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ เรียกรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญญาระหว่างประชาชนกับกษัตริย์ว่า Constitution contractuelle

นอกจากนี้ เราอาจพิจารณาจากประกาศคณะราษฎรประกอบ

“เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา...” 

จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญนี้เริ่มต้นจากคณะราษฎร “ได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว” และ “อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” เมื่อกษัตริย์พิจารณาแล้ว ก็ตัดสินใจยอมลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ ด้วยการลงนามประกาศใช้ กษัตริย์ไม่ได้มอบรัฐธรรมนูญให้ด้วยความเต็มใจเอง แต่คณะราษฎรยึดอำนาจและเสนอให้กษัตริย์ลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และกษัตริย์ก็ยินยอม

ประการที่สาม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 
นายปรีดี พนมยงค์ได้บันทึกไว้ในหลายที่ว่าธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เดิมไม่มีคำว่า “ชั่วคราว” พระปกเกล้าได้ขอให้เติมคำว่า “ชั่วคราว” ไว้ และรับสั่งว่าให้ใช้ธรรมนูญฯนั้นไปชั่วคราวก่อน ความข้อนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคณะราษฎรไม่ได้ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่เป็นพระปกเกล้าฯที่ “ทำให้” รัฐธรรมนูญนี้กลายเป็นของชั่วคราว

นอกจากนี้หากพิจารณาจากเนื้อหาในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ก็จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติในหลายเรื่องแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่ต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้เป็นการถาวรตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญนี้ต้องมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยแบ่งสภาผู้แทนราษฎรเป็น ๓ สมัย ในสมัยแรก ประกอบไปด้วยสมาชิก ๗๐ คน มาจากการแต่งตั้งโดยผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ในสมัยที่สอง ๖ เดือนถัดมา ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งบวกกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดิมอีก ๗๐ คน และในสมัยที่สาม เมื่อราษฎรสอบไล่ชั้นประถมเกินครึ่ง หรือไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่ประกาศใช้ธรรมนูญฯนี้ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

ประการที่สี่ กษัตริย์อาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ 
ในมาตรา ๖ ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ บัญญัติว่า “กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย” นั่นหมายความว่า กษัตริย์อาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ เพียงแต่ว่าศาลไม่อำนาจพิจารณา และให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย ในเรื่องนี้ หลวงประเจิดอักษรลักษณ์มีความเห็นต่อไปว่า “คดีอาชญาซึ่งกษัตริย์ทำผิดจะต้องถูกฟ้องร้องต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ฉะเพาะแต่ความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญาเท่านั้น ยังหมายความเลยไปถึงความผิดซึ่งกษัตริย์กระทำการบกพร่องอย่างสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น ละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกระทำผิดต่อสัญญาทางพระราชไมตรีอันเป็นเหตุจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่ประเทศบ้านเมือง นี่เป็นความเห็น คือว่า ในคดีอาชญาไม่หมดความฉะเพาะแต่ความผิดซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญา ร.ศ. ๑๒๗ แต่กินความเลยไปถึงการกระทำของกษัตริย์ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามมาตราใดมาตราหนึ่ง หรือว่ากระทำการผิดสัญญาทางพระราชไมตรี ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่ประเทศบ้านเมือง ในกรณีเหล่านี้กษัตริย์ควรจะต้องรับผิดชอบและถูกฟ้องร้องตามมาตรา ๖"

ประการที่ห้า ระบบรัฐบาลโดยรัฐสภา
การปกครองในระบบรัฐบาลโดยรัฐสภา คือ การปกครองที่บริหารประเทศโดยไม่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐสภากับรัฐบาล รัฐสภาครอบงำฝ่ายบริหาร โดยรัฐสภามีอำนาจเลือกคณะบุคคลคณะหนึ่งเข้าไปเป็นรัฐบาลบริหารประเทศภายใต้การควบคุมของรัฐสภา และรัฐสภามีอำนาจปลดรัฐบาลได้ ส่วนรัฐบาลไม่อาจยุบสภาได้ การปกครองในระบบนี้มักใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านการปกครองจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบอบใหม่ที่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าไปยึดกุมอำนาจในรัฐสภา ดังปรากฏให้เห็นในฝรั่งเศสช่วง ๑๗๙๓

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ กำหนดการปกครองแบบรัฐบาลโดยรัฐสภา โดยให้คณะกรรมการราษฎรมาจากการแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรเลือกเอาสมาชิก ๑ คนเป็นประธานกรรมการราษฎร  และให้ประธานฯเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีก ๑๔ คนเป็นกรรมการราษฎร และคณะกรรมการราษฎรต้องบริหารประเทศไปตามวัตถุประสงค์ที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจปลดกรรมการราษฎรได้ และคณะกรรมการราษฎรไม่มีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร


- ๓ -
คณะราษฎร : ต้นตำรับการ “ปรองดองแห่งชาติ” ?

เมื่อธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ถูกทำให้เป็น “ชั่วคราว” โดยการเติมคำว่า “ชั่วคราว” ลงไปโดยพระปกเกล้าฯ ก็ต้องมีการทำรัฐธรรมนูญถาวรขึ้น คณะกรรมการราษฎรและคณะราษฎรได้จัดให้มีคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยกรรมการ ๗ คน ได้แก่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาเทพวิทุร พระยามานวราชเสวี พระยานิติศาสตร์ไพศาล พระยาปรีชานฤเบศร์ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และนายพันตรีหลวงสินาดโยธารักษ์ ต่อมาพระยามโนปกรณ์นิติธาดาขอเพิ่มอนุกรรมการอีก ๒ คน คือ พระยาศรีวิศาลวาจา (เป็นผู้ยกร่าง “เค้าโครงการเปลี่ยนรูปแบบรัฐบาล” ร่วมกับนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ เมื่อปี ๒๔๗๔ ตามที่พระปกเกล้าฯมอบหมาย) และนายพลเรือโทพระยาราชวังสัน จากรายชื่อคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีเพียงนายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) เท่านั้นที่มาจากสายคณะราษฎร

การยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น คณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้สอบถามความเห็นจากพระปกเกล้าฯสม่ำเสมอ ดังที่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานคณะอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า “ในการร่างพระธรรมนูญนี้ อนุกรรมการได้ทำการติดต่อกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอดเวลา จนถึงอาจจะกล่าวได้ว่าได้ร่วมมือกันทำข้อความตลอด ในร่างที่เสนอมานี้ได้ทูลเกล้าฯถวายและทรงเห็นชอบด้วยทุกประการแล้ว และที่กล่าวได้ว่าทรงเห็นชอบนั้น ไม่ใช่แต่เพียงเห็นชอบอย่างข้อความที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ยิ่งกว่านั้นเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก”

พระยามโนปกรณ์นิติธาดายังกล่าวถึงบทบาทของพระปกเกล้าฯต่อคำปรารภในรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ไว้ว่า “ในเมื่อเราทำรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้นำไปทูลเกล้าฯถวายทอดพระเนตร ก็โปรดปรานเป็นที่พอพระราชหฤทัยมากถึงได้ทรงเตรียมการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญนี้และโปรดเกล้าฯให้พระสารประเสริฐไปร่างประกาศนี้ ซึ่งแต่แรกทรงหวังที่จะให้อาลักษณ์อ่านในเวลาที่จะพระราชทาน เมื่อพระสารประเสริฐได้ร่างแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายทอดพระเนตร แล้วก็พระราชทานมาให้คณะกรรมการราษฎรดู คณะกรรมการราษฎรพิจารณาเห็นว่าถ้อยคำที่เขียนมานั้น ถ้าจะใช้เป็นพระราชปรารภในรัฐธรรมนูญก็จะเหมาะและงดงามดี จึงได้นำความกราบบังคมทูล ก็โปรดเกล้าฯว่าจะให้เป็นพระราชทานปรารภในรัฐธรรมนูญได้ เมื่อเช่นนี้พระราชปรารภก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ หาเป็นประกาศไม่”

คำปรารภของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ เขียนไว้อย่างกะทัดรัดว่า “... โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น ไว้โดยมาตราต่อไปนี้” ในขณะที่คำปรารภของรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม กลับเป็นไปในทำนองว่าเป็นพระปกเกล้าฯเองที่ปรารถนาพระราชทานรัฐธรรมนูญ ดังเช่น “ทรงพระราชดำริเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ผ่านสยามพิภพ ทรงดำเนินพระราโชบายปกครองราชอาณาจักร ด้วยวิธีสมบูรณาญาสิทธิราชภายในทศพิธราชธรรมจรรยาทรงทำนุบำรุงประเทศให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบมาครบ ๑๕๐ ปีบริบูรณ์ ประชาชนชาวสยามได้รับพระบรมราชบริหารในวิถีความเจริญนานาประการโดยลำดับ จนบัดนี้มีการศึกษาสูงขึ้นแล้ว มีข้าราชการประกอบด้วยวุฒิปรีชาในรัฐาภิปาลโนบายสามารถนำประเทศชาติของตน ในอันที่จะก้าวหน้าไปสู่สากลอารยธรรมแห่งโลกโดยสวัสดี  สมควรแล้วที่จะพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ข้าราชการและประชาชนของพระองค์ ได้มีส่วนมีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามตามความประสงค์ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นการชั่วคราวพอให้สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการราษฎร ได้จัดรูปงานดำเนินประศาสโนบายให้เหมาะสมแก่ที่ได้เปลี่ยนการปกครองใหม่” หรือ  “...บัดนี้ อนุกรรมการได้เรียบเรียงรัฐธรรมนูญฉะบับถาวรสนองพระเดชพระคุณสำเร็จลงด้วยดี นำเสนอสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาปรึกษาลงมติแล้ว จึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายคำปรึกษาแนะนำด้วยความยินยอมพร้อมที่จะตราเป็นรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินได้ เมื่อและทรงพระราชวิจารณ์ถี่ถ้วนกระบวนความแล้ว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติ...”

ในด้านเนื้อหา รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ได้เปลี่ยนแปลงหลักการของธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไปหลายกรณี เช่น 

  • ในมาตราแรกของรัฐธรรมนูญฉบับแรก ได้ประกาศหลักการพื้นฐานของระบอบใหม่ไว้ว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” แต่รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เปลี่ยนเป็นมาตรา ๒ ว่า “อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยามพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
  • กรณีกษัตริย์ไม่อาจถูกดำเนินคดีอาญาในศาล แต่ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา ๖ ก็ถูกยกเลิกไป และมีมาตรา ๓ มาแทนว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”
  • มาตรา ๗ “การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ” ถูกยกเลิกไป และมีมาตรา ๕๗ มาแทน “ภายในบังคับแห่งมาตรา ๓๒ และ ๔๖ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดๆ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ท่านว่ารัฐมนตรีนายหนึ่งต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบ”
  • ยกเลิกระบบรัฐบาลโดยสภา เปลี่ยนเป็นระบบรัฐสภา
  • ยกเลิกคำว่า “คณะกรรมการราษฎร” ให้ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน
  • คำว่า “กษัตริย์” กลายเป็น “พระมหากษัตริย์”
  • ขยายระยะเวลาการใช้สิทธิยับยั้งชั่วคราวของกษัตริย์ในการประกาศใช้กฎหมายจากเดิม ๗ วัน เป็น ๓๐ วัน บวก ๑๕ วัน๑๐
รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ จึงเป็นผลิตผลของการปรองดองกันระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายเจ้า หากต้องการให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมเป็นวันสำคัญ ก็คงเป็นวันสำคัญในฐานะเป็นวันต้นแบบของการปรองดองแห่งชาติ ไม่ใช่วันรัฐธรรมนูญ เพราะวันรัฐธรรมนูญหมายถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ก็ต้องกำหนดให้วันที่ ๒๗ มิถุนายน เป็นวันรัฐธรรมนูญ

ภายหลังระบอบรัฐธรรมนูญดำเนินการเรื่อยมา คณะราษฎรยังได้แสดงไมตรีจิตต่อพวกนิยมเจ้าอีกหลายกรณี ด้วยหวังว่าจะสมัครสมานสามัคคีและปรองดองกับพวกนิยมเจ้าเพื่อร่วมมือกันพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย กรณีที่เห็นประจักษ์ชัดกรณีหนึ่ง คือ กรณีอภัยโทษให้นายรังสิตประยูรศักดิ์ รังสิต ณ อยุธยา (กรมขุนชัยนาทนเรนทร) และคืนสถานะและฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ให้๑๑  หลังจากนั้นกรมขุนชัยนาทนเรนทรก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย อีกสองกรณี คือ กรณีรัชกาลที่ ๘ สวรรคต ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ และกรณีรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

กรณีแรก นายปรีดี พนมยงค์ (ในฐานะโจทก์คดีหมิ่นประมาททางแพ่ง) เขียนไว้ในคำฟ้องของโจทก์ คดีหมายเลขดำที่ ๘๖๑๒/๒๕๒๑ ศาลแพ่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑" ว่า

"ข้อ ๙.๑
...
(๗) เมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจจะจัดการชัณสูตรบาดแผลที่พระนลาฏ (หน้าผาก) ของในหลวงรัชกาลที่ ๘ แต่กรมขุนชัยนาทฯ โบกพระหัตถ์ให้รัฐมนตรีมหาดไทยและอธิบดีกรมตำรวจ โดยแสดงว่าห้ามมิให้แตะต้องพระบรมศพ เมื่อรัฐมนตรีมหาดไทยมองดูโจทก์ โจทก์ก็ไม่กล้าที่จะสั่งตรงกันข้ามกับกรมขุนชัยนาทฯ ที่เป็นพระบรมวงศ์อาวุโส เพราะจะเป็นการเหลื่อมล้ำไปสู่องค์พระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตนั้น ฉะนั้นโจทก์จึงขอเชิญเสด็จกรมขุนชัยนาทฯ ลงมาชั้นล่างพระที่นั่งบรมพิมานเพื่อร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์ที่กล่าวนามมาแล้วว่า จะทรงมีความเห็นเกี่ยวกับกรณีสวรรคต โจทก์และรัฐมนตรีมหาดไทยกับนายดิเรกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก็ได้ร่วมประชุมด้วย โจทก์ได้ทูลถามกรมขุนชัยนาทฯ ว่า สมเด็จพระอนุชาและพระราชชนนีทรงมีความเห็นประการใดเกี่ยวกับกรณีสวรรคตนั้นบ้าง กรมขุนชัยนาทฯ รับสั่งว่า นางสาวจรูญ (นามสกุล "ตะละภัฏ") ได้ทูลสมเด็จพระอนุชา (ในหลวงองค์ปัจจุบัน) ว่า "ในหลวงยิงองค์เอง" และนายชิต สิงหเสนี ก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกัน โจทก์จึงได้เรียกให้นายชิตลงมาชั้นล่างของพระที่นั่งบรมพิมานและสอบถามพฤติการณ์สวรรคต นายชิตก็ยืนยันว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งได้รับสั่งตรงตามที่ พ.ต.ท.ประเสริฐ ลิมปอักษร พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้ ซึ่งปรากฎในบันทึกคำอภิปรายของรัฐสภากรณีสวรรคต...
 ...
(๙) โจทก์และคณะรัฐมนตรีที่ได้ร่วมประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์ดังกล่าวพระนามไว้แล้วนั้น จึงทูลและถามที่ประชุมให้สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์กรณีสวรรคตว่าอย่างไร  พระบรมวงศานุวงศ์และโจทก์กับคณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบพร้อมกันว่า ควรแถลงไปตามที่กรมขุนชัยนาทฯ พระบรมวงศ์อาวุโสทรงเข้าพระทัยว่าเป็นอุบัติเหตุ..."๑๒
กรณีที่สอง ภายหลังจากรัชกาลที่ ๘ สวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชขึ้นครองราชย์ แต่เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ รัฐสภาจึงลงมติตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นประธาน และพระยามานวราชเสวี โดยมีข้อตกลงว่าในการลงนามเอกสารราชการนั้น ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ลงนาม  และคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ต่อมา ผิน ชุณหะวัณได้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๐ “ฉีก”รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ รัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๘๐ เป็นจุดเริ่มต้นของ “วงจรอุบาทว์” ในระบอบการเมืองไทย และนับแต่นั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่สืบเนื่องต่อมา ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกตัดตอนจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร

กรมขุนชัยนาทนเรนทรได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ โดยได้ลงนามในฐานะคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ซึ่งเป็นการลงนามเพียงคนเดียว

นายปรีดี พนมยงค์ เห็นว่าการลงนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทรในรัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ เป็นโมฆะ เพราะ “หัวเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เขียนตำแหน่งผู้ลงนามแทนพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งในภาษาไทยคำว่า “คณะ” หมายถึงบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แต่เหตุใดจึงมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร”๑๓  และเมื่อ "... ผู้สำเร็จราชการที่ตั้งโดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ นี้ก็ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่า "จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ดั่งนั้นถ้ากรมขุนชัยนาทฯได้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณและไม่ยอมลงพระนามแทนองค์พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และปฏิบัติหน้าที่จอมทัพแทนองค์พระมหากษัตริย์ขณะทรงพระเยาว์แล้ว ระบอบแห่งรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มอันเป็นบ่อเกิดให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญต่อมาอีกหลายฉบับ จนมวลราษฎรจำกันไม่ได้ว่ามีกี่ฉบับก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้..."๑๔

เหตุการณ์ในช่วง ๑๕ ปีแรกของคณะราษฎรที่หยิบยกมานี้ เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการของคณะราษฎรในการปรองดองกับฝ่ายกษัตริย์นิยม เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติและร่วมมือกันพัฒนาชาติตามระบอบรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่การยึดอำนาจได้เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และเปิดโอกาสให้พระปกเกล้าฯได้กลับมาเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้รัฐธรรมนูญฉบับแรกกลายเป็นของชั่วคราว และรัฐธรรมนูญฉบับถัดมาก็เป็นการยกร่างภายใต้การเจรจาประนีประนอมกับพระปกเกล้าฯ แม้คณะราษฎรจะเจอขบวนการโต้อภิวัฒน์หลายครั้งหลายหน เมื่อคณะราษฎรจัดการปราบปรามได้ ก็ลดหย่อนผ่อนโทษให้กับกบฏหลายคนด้วยเห็นแก่ไมตรีของคนร่วมชาติ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐบาลสมัยนั้นยังได้ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่กรมขุนชัยนาทนเรนทร และต่อมาก็สถาปนาฐานันดรศักดิ์กลับคืนตามเดิม และเป็นกรมขุนชัยนาทนเรนทรนี้เองที่มีบทบาทในการห้ามชันสูตรพระบรมศพของในหลวงอานันท์ฯ และชี้นำให้รัฐบาลแถลงว่าการสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ เกิดจากอุบัติเหตุ

เมื่อมองประวัติศาสตร์ย้อนกลับไป เราอาจหวนคิดถึงการคาดการณ์ของจอมพล ป. พิบูลสงครามในเรื่องการต่อสู้กันระหว่างระอบเก่ากับระบอบใหม่ ตามที่เขาแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี ๒๔๘๓ ไว้ว่า “ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้ เพราะเหตุเราจะต้องประสานกัน เราต้องการความสงบสุข เราต้องการสร้างชาติ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น เราจึงไม่ได้ทำอะไรเลยกับพวกที่เห็นตรงกันข้าม ใครจะไปไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เมื่อเปรียบกับในต่างประเทศ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า เราทำมาผิดกันไกล เช่นฝรั่งเศสปฏิวัติกัน เขาก็ฆ่ากันนับพัน ๆ คน จนถึงกับเอาใส่รถใส่เกวียนไปฆ่ากัน ส่วนเราเปลี่ยนกัน เปลี่ยนทั้งพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนทั้งอำนาจอะไรต่ออะไรด้วย เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันเลย มิได้มีการเสียเลือดเสียเนื้อกันเลย และผมคิดว่า ในชีวิตเรา ในชีวิตลูกของเรา พวกรักระบอบเก่าแก้แค้นก็ไม่หมด เพราะว่าเราปล่อยไว้...พวกผมขอให้หมดปิดฉากพยาบาทกัน แต่พวกตรงข้ามเขาไม่ยอม ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เขาแสดงทีท่าว่า ต่อให้ถึงลูกหลานเหลนของเราก็ต้องรบกันอยู่นั่นเอง ก็มีปัญหาขึ้นว่า ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงไม่แก้เล่า ถ้ามีแก้ ก็ต้องทำเด็ดขาดอย่างพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงปฏิบัติกับพวกเจ้าตาก ซึ่งได้ผลดีมาแล้ว แต่เราทำไม่ได้ จะไปล่มเรือฆ่ากันอย่างนั้นพ้นสมัย และกลัวบาปด้วย แต่ฆ่า ๑๘ คนเท่านี้ก็พออยู่แล้ว เป็นประวัติการณ์ที่เรายังไม่ลืมเหตุการณ์อันนี้ ถ้าเราจะให้หมดไปจริง ๆ ที่จะให้ระบอบใหม่นี้มั่นคงแล้วจะเป็นอย่างไร ดูอย่างฝรั่งเศสเมื่อครั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ นั้น เอาไปประหารกันทีเดียว"๑๕

อาจกล่าวได้ว่า คณะราษฎรเป็นต้นแบบของการปรองดองแห่งชาติ แต่ผลลัพธ์ที่คณะราษฎรได้กลับมาเป็นอย่างไร ท่านผู้อ่านพึงพิจารณาได้ด้วยปัญญาญาณของตนเอง

- ๔ -

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมข้าพเจ้าต้องหมั่นเขียนเรื่องเกี่ยวกับการปฏิวัติสยาม ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ตลอดจนรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐? จริงอยู่ แม้เรื่องเหล่านี้จะถูกพูดถึงกันในแวดวงอื่นๆมานานแล้ว แต่ในแวดวงกฎหมายซึ่งส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์กษัตริย์นิยม กลับไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เท่าไรนัก

นักกฎหมายจำนวนมากผ่านการศึกษา เติบโตและบ่มเพาะภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยม ในหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ในวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เราสามารถไล่ไปได้ถึงสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ กฎหมายตราสามดวง คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ศาสนาพุทธ พราหมณ์ การปฏิรูประบบราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕ การปฏิรูปศาลและการจัดทำประมวลกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ ๕ ๖ และ ๗ เพื่อทำให้สยามเป็นอารยะประเทศ และรอดพ้นจากการล่าอาณานิคม พอมาถึงรัชกาลที่ ๗ ทุกอย่างก็จบลง

ภายใต้อิทธิพลของการสร้างคำอธิบายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พวกเขาจะสำนึกไปว่าเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ไม่ใช่การอภิวัฒน์ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่จากระบอบเก่าไปสู่ระบอบใหม่ แต่เป็นการแย่งชิงอำนาจจากกษัตริย์มาแล้วกลับนำมาใช้ในทางที่ผิดจนเกิดวงจรอุบาทว์ รัฐประหารบ่อยครั้ง ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญของประเทศนี้เกิดจากกษัตริย์ยอมเสียสละพระราชทานอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชน ระบบการเมือง-กฎหมายในระบอบปัจจุบันมีความต่อเนื่องกับระบอบเก่า ไม่มีการตัดตอน

คำอธิบายของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นความพยายามในการสร้าง myth ที่กลับหัวกลับหางจากความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเปลี่ยนให้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นการแย่งชิงอำนาจของกษัตริย์ไป คณะราษฎรเป็น “ต้นแบบ” ของรัฐประหาร และสร้างให้กษัตริย์เป็น “พระบิดา” ของประชาธิปไตย สถาบันกษัตริย์เป็นเนื้อเดียวกันกับประชาธิปไตย

ปัญญาชนฝ่ายกษัตริย์นิยมปรารถนาให้สังคมไทยกลับไปใกล้เคียงกับระบอบเก่าให้มากที่สุด โดยให้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทและอำนาจมาก แต่พวกเขาก็ตระหนักดีว่า ประการแรก หากเขียนรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรเพิ่มอำนาจให้กษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ คงเป็นไปได้ยากที่สังคมโลกจะยอมรับ เพราะ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็คือเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ในขณะที่กระแสโลกสมัยปัจจุบัน "บังคับ" ให้ทุกประเทศต้องเป็นประชาธิปไตย และการเสนออะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้ง ย่อมทำให้ปัญญาชนฝ่ายกษัตริย์นิยมแลดูโง่เขลาเกินไป

นอกจากนี้ หากกำหนดอำนาจและบทบาทให้กับสถาบันกษัตริย์มากขึ้นลงไปในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร กษัตริย์มีอำนาจโดยแท้ในการตัดสินใจหรือกระทำการโดยลำพังย่อมหมายความว่า การวิจารณ์ การแสดงความไม่เห็นด้วย ย่อมพุ่งตรงไปที่กษัตริย์ ซึ่งเป็นสภาวะอันไม่พึงประสงค์ของพวกเขา

เมื่อใจลึกๆต้องการเพิ่มอำนาจและบทบาทให้สถาบันกษัตริย์ แต่อีกด้านหนึ่งสถานการณ์ปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้ทำอย่างตรงไปตรงมา และไม่ต้องการให้สถาบันกษัตริย์ต้องรับผิดชอบจากการใช้อำนาจ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร?

ฝ่ายกษัตริย์นิยมต้องการให้เป็นแบบระบอบเก่า แต่ก็ต้องแสดงให้คนเห็นว่าเป็นระบอบใหม่ พวกเขาจึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้น นั่นคือ การนำเอาลักษณะแบบระบอบเก่าที่พวกเขาปรารถนา เข้ามาตัดต่อพันธุกรรมผสมเข้ากับระบอบใหม่ เมื่อผสมกันแล้ว ลูกที่ได้ออกมาก็ให้ชื่อว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

วิธีการตัดต่อพันธุกรรม ต้องกระทำในรูปของกฎเกณฑ์ เป็นกฎเกณฑ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง และให้เป็นลายลักษณ์อักษรไม่ได้ เพราะ จะปรากฏชัดเจนจนเกินไป พวกเขาจึงสร้างกฎเกณฑ์ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมา อันได้แก่ "ธรรมเนียมประเพณี" - "วัฒนธรรมสังคมไทย" - "เอกลักษณ์" - "บารมีของกษัตริย์" - "การดำรงอยู่ของกษัตริย์ในแผ่นดินนี้อย่างต่อเนื่อง" - "ศาสนา" ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจและบทบาทกษัตริย์  และยังเปิดทางต่อไปอีกว่า อำนาจและบทบาทเหล่านี้เปลี่ยนไปตามกาลสมัย แล้วแต่บารมีของกษัตริย์แต่ละองค์อีก

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่กลับหลักการทุกสิ่งทุกอย่างจากเดิม ให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ยกเลิกอำนาจอันล้นพ้นของกษัตริย์ และให้กษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองหนึ่งอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนเป็นผู้ทรงสิทธิ ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจ ประชาชนไม่ได้ขึ้นกับใคร แต่เป็นผู้มีอัตวินิจฉัยในการตัดสินใจดำเนินชีวิตและสร้างชะตากรรมของตนเอง ฐานคิดของ ๒๔๗๕ จึงมีความจำเป็นต่อนักกฎหมายในสมัยระบอบใหม่ การเปลี่ยนระบบคิดของนักกฎหมายไทยที่อิงกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ให้มาสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และการต่อสู้ทางความคิดเพื่อสถาปนาความคิดแบบประชาธิปไตยใหม่เข้าไปแทนที่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่แพ้การออกแบบรัฐธรรมนูญ


ในปี ๒๕๕๖ ที่ใกล้จะมาถึง น่าจะเป็นปีที่ตลบอบอวลไปด้วยบรรยากาศของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และคงจะมีประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้ได้ถกเถียงกันตลอดปี  ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้ลองกลับไปทบทวนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙  และกรอบรัฐธรรมนูญฉบับคณะนิติราษฎร์ อีกครั้ง ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าในปี ๒๕๕๖ คณะนิติราษฎร์จะยกร่างรัฐธรรมนูญตามความคิดของคณะนิติราษฎร์ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นต้นแบบหนึ่งในการนำไปถกเถียงรณรงค์ต่อสาธารณะต่อไป

เชิงอรรถ

 ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (สัมภาษณ์), ประสบการณ์และความเห็นบางประการของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์, คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาลนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, ๒๕๔๖, หน้า ๖.

 เพิ่งอ้าง, หน้า ๕.

 ความคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญทางประวัติศาสตร์ฉบับแรก ผู้เขียนรับมาจาก Louis FAVOREU et autres,Droit constitutionnel, Dalloz, 2012, pp.103-111.

 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชน เล่ม ๒, สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕, หน้า ๑๘๒-๑๘๓.

 โปรดดูคำอภิปรายของผู้เขียนในงานนิติราษฎร์เสวนาเรื่อง “รัฐประหารกับระบอบรัฐธรรมนูญ” เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์http://prachatai.com/journal/2012/10/42914  และดูการวิจารณ์ของปฤณ เทพนรินทร์ได้ใน ปฤณ เทพนรินทร์, “อุดมการณ์ราชาชาตินิยมกับกระบวนการแปลงเจตจำนงมหาชนให้กลายเป็นเจตจำนงแห่งราชา”, ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๒ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๕๕, หน้า ๖๑-๖๔.

 โปรดดู สุพจน์ ด่านตระกูล, ประวัติรัฐธรรมนูญ, สถาบันวิทยาศาสตร์สังคม, ๒๕๕๐, หน้า ๒๐.

 หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, คำสอนภาค ๑ ชั้นปริญญาตรี, ๒๔๗๗, หน้า ๗๕. - เน้นข้อความโดยผู้เขียน

 โปรดดู ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ๒๔๗๕ และ ๑ ปีหลังการปฏิวัติ, สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓, หน้า  ๑๑๘.

 เพิ่งอ้าง, หน้า ๑๑๙.

๑๐ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕
มาตรา ๘ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลายพระราชบัญญัตินั้นเมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้วให้เป็นอันใช้บังคับได้
ถ้ากษัตริย์มิได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัตินั้นภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับพระราชบัญญัตินั้นจากสภาโดยแสดงเหตุผลที่ไม่ยอมทรงลงพระนาม ก็มีอำนาจส่งพระราชบัญญัตินั้นคืนมายังสภา เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งถ้าสภาลงมติยืนตามมติเดิม กษัตริย์ไม่เห็นพ้องด้วย สภามีอำนาจออกประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
รัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ 
มาตรา ๓๙ ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัตินั้น จะได้พระราชทานคืนมายังสภาภายในหนึ่งเดือน นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าฯ ถวายก็ดี หรือมิได้พระราชทานคืนมายังสภาภายในหนึ่งเดือนนั้นก็ดี สภาจะต้องปรึกษากันใหม่และออกเสียงลงคะแนนลับโดยวิธีเรียกชื่อ ถ้าและสภาลงมติตามเดิมไซร้ ท่านให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานลงมาภายในสิบห้าวันแล้ว ท่านให้ประกาศพระราชบัญญัตินั้น ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

๑๑ เหตุการณ์ดังกล่าว โปรดดูเอกสารประวัติศาสตร์ ที่ค้นคว้าและนำเสนอลำดับเหตุการณ์เรื่องราวอย่างละเอียดโดยนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุลในเว็บไซต์ของคณะนิติราษฎร์ได้ที่ http://www.enlightened-jurists.com/directory/185

๑๒ คำฟ้องของโจทก์ คดีหมายเลขดำที่ ๘๖๑๒/๒๕๒๑ ศาลแพ่ง วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑, สันติสุข โสภณสิริ (บรรณาธิการ). คำตัดสินใหม่กรณีสวรรคต ร.๘ โดยคำพิพากษาศาลแพ่ง, เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๔๓, หน้า ๖๒ – ๖๕ โปรดดู http://www.enlightened-jurists.com/directory/185

๑๓ ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๕๓, หน้า ๒๒๙.

๑๔ ปรีดี พนมยงค์, จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๗๐.

๑๕ นายพลตรี หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี โปรดดู ภาคสุนทรพจน์ เรื่อง คำอภิปรายของนายกรัฐมนตรีกล่าวแด่มวลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ สภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวแก่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมบทฉะเพาะกาล พุทธศักราช ๒๔๘๓ เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๓. ใน ข่าวโฆษณาการ, ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๖ (๒๔๘๓). หน้า ๑๔๖๐ - ๑๔๗๑. เอกสารชิ้นนี้ สามารถเข้าถึงได้ที่ http://www.enlightened-jurists.com/directory/226  ซึ่งนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุลเป็นผู้ค้นคว้าและนำมาเก็บไว้

วันเสาร์, ธันวาคม 29, 2555

วรพล พรหมิกบุตร: จดหมายเปิดผนึกถึงสาวน้อยหมวกแดง

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล  พรหมิกบุตร

ท่ามกลางบรรยากาศการเคลื่อนไหวสนับสนุนและถ่วงรั้งคุกคามการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ภายหลังความสำเร็จในการบริหารประเทศครบรอบ ๑ ปีของรัฐบาลสาวน้อยหมวกแดง   การถกเถียงระดมความคิดในหมู่ญาติมิตรครอบครัวของสาวน้อยหมวกแดงว่าพวกตนควรจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวอย่างไร  เมื่อไร  หรือไม่ (ปล่อยทิ้งค้างไว้อีกระยะหนึ่งเป็นการซื้อเวลาเพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงในอำนาจจากวาระการดำรงตำแหน่งต่อไป)  ก็ยังคงเป็นประเด็นถกแถลงสำคัญเพราะมีคำประกาศนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของตนค้ำคออยู่อย่างหนักแน่น   การถกแถลงของญาติมิตรและเครือญาติในหมู่บ้านของสาวน้อยหมวกแดงถูกจับตามองทุกฝีก้าวจากฝูงสุนัขป่าหลากหลายสายพันธุ์ที่มีอุดมการการเมืองร่วมกันว่าจะขย้ำทั้งตัวสาวน้อยหมวกแดงและหมู่บ้านของเธอให้ราบคาบเมื่อโอกาสมาถึง  ท่ามกลางบรรยายกาศการเมืองเหล่านั้น สุนัขป่าเฒ่าเก่าแก่ในเสื้อคลุมครุยยาวดำน่าเกรงขามสบโอกาสแปลงโฉมเป็น “ยาย” เข้ากระชิบแนะนำสาวน้อยหมวกแดงให้ลงมือทำประชามติว่าคนในหมู่บ้านทั้งหมดต้องการให้มีการลงมติวาระสามรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ในสภาผู้แทนราษฎรต่อไปหรือไม่   หลังจากเคยพยายามจะลงมือขย้ำสาวน้อยหมวกแดงแต่ไม่สำเร็จมาแล้วหลายครั้ง  ครั้งนี้สุนัขป่ามาในรูปของ “ยาย” ผู้เมตตาหวังดีต่อสาวน้อยหมวกแดง

ญาติฝ่ายหนึ่งบอกสาวน้อยหมวกแดงว่าให้เดินหน้าบอกประธานสภาหมู่บ้านให้ประชุมลงมติวาระสามให้เสร็จสิ้นเสียก่อนโดยยังไม่ต้องทำประชามติ  ญาติอีกฝ่ายหนึ่งบอกสาวน้อยหมวกแดงว่าเพื่อความระมัดระวังรอบคอบและเพี่อเอาประชาชนเป็นกำแพงพิงหลังก็ควรทำประชามติที่แม้จะยากเย็นแสนเข็ญเป็นไปไม่ได้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แต่จะพยายามทำให้ได้   สาวน้อยหมวกแดงฉุกคิดและแถลงว่าจะต้องศึกษาให้ชัดเจนถ่องแท้ก่อน

บนเส้นทางลดเลี้ยวเคี้ยวคดในป่าการเมืองไทยตั้งแต่ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ สาวน้อยหมวกแดงกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่สุนัขป่ากำลังพยายามล่อหลอกให้เธอเดินออกนอกเส้นทางที่ปลอดภัยเพื่อพลัดหลงเข้าไปใน “พื้นที่สังหาร” ที่ฝูงสุนัขป่าจะรุมขย้ำต่อไปได้ง่ายขึ้นโดยญาติมิตรครอบครัวของสาวน้อยหมวกแดงจะไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงทีอีกต่อไป  สุนัขป่าในคราบเสื้อคลุมดำยาวของ “ยาย” ล่อหลอกเธอว่าน่าจะเดินออกจากเส้นทางไปเก็บดอกไม้ในป่าใส่ตะกร้าไปด้วย

นิทานเรื่องนี้ยังไม่จบและเรายังไม่รู้ในวันนี้ (วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๕) ว่าสาวน้อยหมวกแดงจะเดินออกนอกเส้นทางแล้วพลัดหลงเข้าไปในพื้นที่สังหารของสุนัขป่าในคราบนักบุญ หรือในที่สุดเธอจะตัดสินใจมุ่งหน้าเดินไปตามเส้นทางเพื่อนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ใส่อยู่ในตะกร้าที่เธอถือมาอยู่แล้วนำส่งไปให้ถึงบ้านที่มีญาติมิตรครอบครัวเฝ้ารออยู่ด้วยความกระวนกระวายและกังวลในสวัสดิภาพความปลอดภัยของเธอ


บทส่งท้าย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดหลักการและกรอบวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าให้ดำเนินการได้ตามบทบัญญัติ มาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว  ขั้นตอนดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กำหนดในมาตรา ๒๙๑ ประกอบบทบัญญัติในกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนตามตัวอ้กษรว่าการประชุมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้นตอนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการเป็นสามวาระ (วาระที่ ๑ วาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ ตามลำดับ) โดยไม่ต้องมีการจัดทำประชามติจากประชาชนว่าจะให้รับหรือไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว  ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำประชามติโดยคำสั่งคณะรัฐมนตรีหรือประธานรัฐสภา   ข้อเสนอแนวทางให้รัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎรไปจัดทำประชามติก่อนการประชุมเพื่อลงมติวาระสามดังกล่าวจึงเป็นข้อเสนอให้รัฐบาลและ/หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการเบี่ยงเบนไปจากกรอบวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนด (ความเบี่ยงเบนดังกล่าวสามารถถูกศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลยพินิจตีความและวินิจฉัยให้เป็นหรือไม่เป็นความผิดหรือเป็นโทษต่อผู้สั่งการให้ทำประชามติเรื่องนี้ได้  หากมีผู้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปว่าการทำประชามติดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่)

ดังนั้น  การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อระบอบประชาธิปไตยมากที่สุดในปัจจุบันคือการผลักดันให้มีการลงมติรับ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑” วาระสามในสภาผู้แทนราษฎรให้สำเร็จลุล่วงก่อน  แล้วจึงดำเนินการชั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด   การจัดให้มีการประชุมเพื่อลงมติวาระสามดังกล่าวเป็น “เส้นทางตามรัฐธรรมนูญ” ที่ตรงไปตรงมาและมีทั้งหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมรับรองอย่างหนักแน่น  ทั้งยังมีการสนับสนุนความชอบธรรมทางการเมืองจากประชาชนโดยส่วนรวมของประเทศ  แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ด้วยการเริ่มต้นจากการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว  ควรเป็น “แนวทางหลัก” สำหรับการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดอื่น ๆ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ต่อไป  ขณะที่แนวทางอื่นที่ไม่ขัดแย้งกับแนวทางหลักดังกล่าว (เช่น แนวทางการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาและจัดทำข้อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขององค์กรที่มีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางหลัก) อาจถูกเลือกใช้เป็นส่วนประกอบเท่านั้นและไม่ควรใช้เป็นแนวทางหลักทดแทนแนวทางที่ริเริ่มด้วยการเสนอ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑” มาก่อนแล้วจนผ่านวาระสองในสภาผู้แทนราษฎร

การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม “เส้นทางหลัก” ดังกล่าวมีความปลอดภัยทางการเมืองและยังมี “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” ทั้งจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและจากกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง  การใช้เส้นทางหลักดังกล่าวช่วยให้องค์กรที่ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย  แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร    รวมทั้งสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน) สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และวิธีการแก้ไขปัญหารายละเอียดที่จะปรากฎขึ้นต่อไปได้ชัดเจน  แม่นยำ  สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นจริงได้ง่ายขึ้น  แต่การเลือกใช้เส้นทางที่เบี่ยงเบนออกไปจากเส้นทางหลักดังกล่าวในปัจจุบัน (ไม่ว่าเส้นทางประชามติหรือเส้นทางคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ)  จะเป็นการชักนำรัฐบาล/สภาผู้แทนราษฎร/และประชาชนให้เดินทางเข้าไปใน “พื้นที่อันตราย” ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขปัจจัยอันมิอาจคาดเดาได้ชัดเจนว่าจะเกิดอันตรายทั้งต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญและต่อหลักการของระบอบประชาธิปไตยโดยองค์รวมอย่างไร ในช่วงเวลาใด หรือในขั้นตอนกระบวนวิธีลับลวงพรางอย่างไรต่อไป  เนื่องจากขั้นตอนนอกเส้นทางหลักดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่มิได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความเห็น อ. คณิน ต่อ การโหวตวาระ 3 การลงประชามติ และ มาตรา 165

โพลล์: เชิญมอบฉายาสื่อกระแสหลักปี55


สำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 22-28 ธันวาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1,265 ครั้ง

โพลล์: วาทะแห่งปี


สำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1,497 ครั้ง

โพลล์: สวดยวดบุคคลอัปรีย์2555


สำรวจจากท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์ระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2555 โดยมีโหวตจำนวนทั้งสิ้น 1924 ครั้ง

Future Shock 2013:เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ

รูปถ่ายจากโทรศัพท์มือถือของ นายเทพไท เสนพงศ์ http://twitter.yfrog.com/nwoczlcj

วันศุกร์, ธันวาคม 28, 2555

คำถามถึงยิ่งลักษณ์-ทักษิณ:จะให้ตายอีกเท่าไหร่?



อีกหนึ่งชีวิตที่สูญเสีย วันชัย รักสงวนศิลป์ อายุ 30 ปี นักโทษการเมืองผู้ถูกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 53 เสียชีวิตขณะพักหลังเล่นฟุตซอลภายในเรือนจำชั่วคราว หลักสี่ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555 ขอแสดงความไว้อาลัย (เครดิต:Prainn Rakthai )
รูปภาพ : พรุ่งนี้วันเสาร์ ที่29 ธันวาคม 2555 เวลา 14.00น. แรลลี่แห่ศพ พี่วันชัย ตั้งขบวนหน้าสวนลุม /นกแดง เสรีภาพ เพื่อนนักโทษการเมือง

รวมตัว แรลลี่ต่อความอยุติธรรม. รวมตัวหน้าสวนลุมบ่าย 2. มีรถเครื่องเสียปราศัยรอ. รอว่าจะผ่าศพกี่โมงประมาณบ่าย. 2. จากนั่นจะแห่ร่าง จากสวนลุม. ราชประสงค์ ประตูน้ำ. ดินแดง. รัชดา ศาลอาญา.

ช็อตเด็ดปีนี้:Give & Take

คริสต์มาสปีนี้ของทักษิณ ชินวัตร ในต่างแดนปีที่6
คริสต์มาสปีนี้ของวันชัย รักสงวนศิลป์ (ขวาสุด) และผู้ต้องขังคดีการเมืองในเรือนจำหลักสี่ โดยพวกเขายังคงต่อสู้เพื่อให้ทัึกษิณได้กลับบ้านต่อไปอย่างยืนหยัด ภาพนี้เพียง1วันก่อนเขาจะเสียชีวิตลงในคุก

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวกับนปช.ยุโรป ที่เยอรมนีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554 หลังคนเสื้่อแดงพายิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้งว่า "วันนี้ต้องมาคิดอันดับแรกว่า จะช่วยพี่น้องเราที่ติดคุกอย่างไร อันที่สองจะเยียวยาคนที่บาดเจ็บ คนที่ตายไปอย่างไร คนที่ติดคุกโดนคดีจะแก้ไขอย่างไร และอันที่สามจะช่วยประชาชนที่ลำบากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างไร"

วันชัยเป็น 1 ในผู้ต้องขังคดีการเมืองจากเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 ซึ่งศาลลงโทษเขาและผู้ร่วมชะตากรรมไม่ต่างจากอาชญากรในคดีอาชญากรรมธรรมดาๆ แม้ว่าคอป.เคยเสนอให้ปลดปล่อยตัว เพราะผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่ว่าได้กระทำหรือไม่กระทำผิด ก็มีมูลเหตุมาจากการเมือง ซึ่งต่างจากการก่ออาชญากรรมตามปกติ ขณะืั้ที่รัฐบาลก็ไม่ยอมออกพรก.นิรโทษกรรมนักโทษคดีการเมืองที่เป็นมวลชนธรรมดา ตามข้อเรียกร้องเสียที ทำได้เพียงยื่นประกันตัวแล้วก็ถูกศาลปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า และย้ายเรือนจำมาที่หลักสี่ เพื่อที่จะเสียชีวิตก่อนได้รับอิสรภาพแบบวันชัย

ความตายของวันชัย มากพอหรือยังที่รัฐบาลที่มาจากการเสียสละเลือดเนื้อ ชีวิต อิสรภาพ จะได้ออกพรบ.นิรโทษกรรมแก่พวกเขาก้าวไปสู่อิสรภาพ

230ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้




ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันรำลึกถึงพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 ธันวาคม 2555


แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325  พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม

ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก

ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"

ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก

หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย

วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?


ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา

แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*


" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"



"ชำแหละแผนรัฐประหารยึดกรุงธนบุรี" 

ในบทความเขียนโดยปรามินทร์ เครือทอง ได้ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารไว้ว่า:



แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้

แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุญนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อกบฎขึ้น ชักชวนกันซ่องสุมประชาชนจะไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อมกำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ทรงผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว

แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกองทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป

จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี

เมื่อมาถึงก็ชำระความถึงการกบฏ และอ้างอิงไปถึงว่าต้นเหตุเกิดจากความวิปลาสของพระเจ้าตากฯ จึงให้ชำระโทษไปเสียทั้งหมดโดยนำตัวไปประหารชีวิต และปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์




ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)

ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน

พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในบทความเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า

“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง

หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้



มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง




ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่  หม่อมเจ้าชายสุวรรณ  หม่อมเจ้าชายหนูเผือก  หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์  หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 230 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

“แต้อ๊วง”ในมุมมองลูกหลานจีนVSพระเจ้าตากสินบวชเป็นพระที่เมืองนครตามการโฆษณาชวนเชื่อ