วันศุกร์, สิงหาคม 31, 2555

จักรภพเปิดร้านหนังสือ1กันยานี้@อิมฯลาดพร้าว


คุณจักรภพ เพ็ญแข ขอเรียนเชิญชาวประชาธิปไตย พี่น้องเสื้อแดงร่วมเป็นเกียรติในการเปิดร้านหนังสือ TPnews

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2555 เวลา 13.30-16.00 น.
สถานที่ ห้างอิมพีเรียล เวิร์ล ลาดพร้าว ชั้น 4 (หน้าลิฟต์แก้ว) 
วิทยากรรับเชิญ : “อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล” 
พิธีกรเสื้อแดง : “จ.เจตน์” 


กำหนดการ :

13.30 น. ลงทะเบียน รับของที่ระลึก ดื่มชา,กาแฟ
14.00 น. “คุณแม่ณัฐวรรณ เพ็ญแข” ประธานทำการเปิด, ถ่ายภาพร่วมกัน
14.15 น.วิดีโอลิ้งค์จาก “คุณจักรภพ เพ็ญแข” (เจ้าของร้าน)
14.45 น. “อ.ปิยบุตร” พูดคุยในหัวข้อ “หนังสือไทยที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของผม”
15.30 น. (ประมาณ) ประธานมอบของที่ระลึกแก่วิทยากร, เสร็จพิธี 

บรรยากาศภายในร้าน








ในโอกาสนี้ไทยอีนิวส์ขอเชิญชวนพี่น้องเสื้อแดง มิตรสหายผู้รักประชาธิปไตยร่วมงานเพื่อให้กำลังใจและสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประเทศชาติเพื่อประชาธิปไตยอย่างทุ่มเทอุทิศตัวของจักรภพ เพ็ญแข

แอบดูร้านหนังสือจักรภพหลังเปิดร้าน@อิมลาดพร้าว



นี่เป็นร้านหนังสือทางการเมืองไทยที่รวมหนังสือหายากชนิดที่เรียกว่าบางเล่มยากหยั่งกะงมเข็มในมหาสมุทร ร้านนี้ยังอุตส่ามีให้เห็นมันต้องอย่างนี้สิคุณจักรภพ-คอหนังสือรายหนึ่งให้คำนิยามร้านหนังสือแห่งนี้(คลิปงานเปิดร้านหนังสือของคุณจักรภพ เพ็ญแข เมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา@อิมฯลาดพร้าว ฝีมือถ่ายทำโดย:คุณมังกรดำ)



สงคราม เลิศกิจไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมฯลาดพร้าวกับคุณแม่ของจักรภพ(ภาพ:คุณโจ๊ก)


สุชาติ นาคบางไทร หลังสู่อิสรภาพ มาร่วมงานให้กำลังใจด้วย


จักรภพ เพ็ญแข เจ้าของร้านวิดิโอลิ้งค์มาที่งาน


ดร.ปิยะบุตร แสงกนกกุล เสวนาหนังสือที่มีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของผม

คอหนังสืออุดหนุนคับคั่ง

................


ผมแอบแว่บไปร้านหนังสือจักรภพมาหละ

ภาพของ pookim
ก็เดินโต๋เต๋ๆไปเรื่อยหละนะครับ ทำเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะผ่าน แค่มาซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อะไรนิดหน่อย แต่ใจจริงแล้วหมายมั่นเลยหละว่าขอไปชมโดยเฉพาะ แหะๆ
แล้วผมก็ใส่หมวกลากอีแตะหิ้วถุงก๊อปแก๊ปใส่อุปกรณ์คอม ประเภทเมาส์กะที่รองอะไรพวกนี้ ถือพะรุงพะรังเดินเข้าไปในร้านหนังสือที่ไม่ใหญ่มากนามว่า "ทีพีนิวส์" ของคุณจักรภพ
สำเร็จเรียบร้อยหัวหมู่สอดแนม
ก้าวแรกไม่ได้คิดอะไรมากกว่า ชื่อร้านทำไมต้อง"นิวส์"หว่า 
พอเดินดูหนังสือในร้านแล้วผมแทบอ้าปากหวอ ด้วยความที่ผมเคยได้ยินแต่เสียงร่ำลือถึงชื่อหนังสือหลายเล่ม แต่ไม่เคยเห็นของจริง เพิ่งได้เห็นก็วันนี้แหละ
ไปแล้วลองสอดส่องดูปกให้ทั่วนะครับ
จะมีบางเล่มที่วางรอดสายตาเราแต่เป็นหนังสือที่เด็ดสุดๆครับ ผมเองก็คงจะหาทางไปชมอีกให้ได้ จะอุดหนุนหนังสือฟ้าเดียวกันซะหน่อย พอดีลองเปิดดูแล้ว ข้างในหนังสือมีกระดาษบางแผ่นที่ต้องคลี่ออกแล้วใหญ่กว่าตัวเล่มหนังสือสองเท่าเลย
เป็นชาร์ทแผนภูมิอะไรบางอย่างที่ต้องเอาแว่นขยายส่องดูทีเดียว ถือเป็นวิธีการวางรูปแบบที่ก้าวหน้ามากนะครับสำหรับนิตยสาร"ฟ้าเดียวกัน" 


หนังสือชื่อ"อ่าน", ฟ้าเดียวกัน และหนังสืออีกมากมายที่จัดอยู่ในหมวดเฉพาะทางการเมืองจริงๆ หาไม่ได้ตามแผงหนังสือทั่วไป บางเล่มก็เล็กๆวางหงายท้องในจุดที่มองเผินๆคล้ายการ์ตูนเล่มละบาทแต่หนากว่าเยอะ กลายเป็นหนังสือเก่าที่บอกเล่าเรื่องราวทางการเมืองอันน้อยคนนักจะกล้าขีดเขียน
นี่เป็นร้านหนังสือทางการเมืองไทยที่รวมหนังสือหายากชนิดที่เรียกว่าบางเล่มยากหยั่งกะงมเข็มในมหาสมุทร ร้านนี้ยังอุตส่ามีให้เห็น
มันต้องอย่างนี้สิคุณจักรภพ
ไหนๆจะทำร้านหนังสือทั้งที ถึงร้านรวงจะไม่หรูดูดีแบบบุ๊คสโตร์ตามห้าง แต่สาระของร้านหนังสือที่แท้จริงมันคือต้องมีหนังสือที่ทรงคุณค่าทางความคิดวางไว้เป็น Main stage มันถึงจะสมแล้วที่เราจะเรียกว่าร้านหนังสือการเมืองของนักสู้การเมือง
หนังสือแต่ละเล่มที่วาง สำหรับผมแล้ว อาจด้วยความที่ไม่เคยเห็นของแบบนี้ ผมถือว่าเร้าใจมากครับ ยอมรับ เห็นแล้วแทบร้องอูย....ซี๊ดส์
  หากเพื่อนท่านใดมีโอกาสเยี่ยมเยียนไปก็อย่าลืม แวะลงชื่อท่านเอาไว้ด้วยนะครับ
ผมเห็นทางร้านเขาเอากระดาษขาวๆแปะไว้ที่ข้างฝา แอบฟังความมาว่า เอาไว้ให้นักสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกท่านได้ลงชื่อไว้ ไม่ว่าชื่อเล็กหรือชื่อใหญ่ ชื่อลูกชาวนาไทย หรือชื่อตัวเล็ก ไส้เดือนอะไรก็ลงได้หมดทุกคน  
ผมเดาเอาว่าในงานเปิดร้านเป็นทางการ อาจารย์ปิยะบุตร คุณ จ.เจตน์ ก็คงลงชื่อนำหน้าไปก่อน ส่วนผมเองคงรอให้ถึงวันที่ผมแต่งตัวดีกว่านี้แล้วมีรุ่นพี่ๆหลายๆท่านมานำร่องให้อีกที แล้วผมจะค่อยๆแอบแว่บไปลงชื่อ"ภูขิม"ไว้ด้วยคนเหมือนกันครับ
 แต่นึกไปนึกมา มีคนนึงที่ผมว่านะ ถึงแวะไปก็ห้ามลงชื่อเด็ดขาด
น้าคxยทาแป้ง.....
ขืนเขียนละกูตีมือมึงหงิกแน่น้า

บร๊ะเจ้าจ๊อด ตัดสินได้ยอดมาก

สลิ่มกรี๊ดใส่สลิ่ม ได้ไง!เขียนหนังสือยก'ปูเริด'สวยรวยฉลาดมาดผู้นำวิสัยทัศน์ก้าวไกลไปทั่วโลก



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 สิงหาคม 2555

หนังสือออกใหม่ชื่อ"เริด สวย รวยโคตร"ทำเอาบรรดาสลิ่มที่หมดมุกต่อต้านรัฐบาลด้วยเหตุด้วยผลพากันปรี๊ดแตก

โดยหนังสือออกใหม่นี้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ได้โปรยนำเรียกน้ำย่อยคอหนังสือว่า

 สวยรวยฉลาดมาดผู้นำวิสัยทัศน์ก้าวไกลคนไทยใฝ่ฝันเรียกหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของคนไทยเพราะเคล็ดลับอะไร หลากหลายเรื่องราวที่ทำให้นายกฯ เป็นผู้หญิงสมบูรณ์แบบที่สุดของประเทศในขณะนี้

เรื่องนี้ทำเอาบรรดาสลิ่มในโซเชียล เน็ตเวิร์คที่พากันโจมตีกันว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แย่ไปทุกอย่างพากันปรี๊ดแตก พากันจับผิดหน้าปกกันยกใหญ่ว่าใช้ภาษาไทยไม่ถูกหลักภาษา โดยเฉพาะคำว่า"เริด"และพากันส่งต่อๆแชร์ และทวิตต่อกันไปด้วยความเดือดดาล ดังภาพ


จากนั้นก็วิจารณ์คนเขียนและัสำนักพิมพ์ไปต่างๆนานา สรุปสุดท้ายก็เดิมๆคือ"ทักษิณจ้่างมาเชียร์"
แต่หากไปดูประวัติผลงานคนเขียนจริงๆแล้วจะพบว่าผลงานทั้งหมดก่อนหน้านี้ด่าทักษิณและัเสื้อแดงจมเขี้่ยวทั้งนั้น(คลิกดูผลงานทั้งหมดของสันติสุข สถาพร คนเขียนหนังสือเรื่องเริด สวย รวยโคตร)



วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 30, 2555

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศไทย


โดย รศ.ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา “โลกวันนี้วันสุข”
31 สิงหาคม 2555

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่นั้น จะมีผลเต็มรูปแบบในปี ค.ศ.2015 หรือ พ.ศ.2558 แต่รัฐประหาร 2549 และความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาร่วมหกปี ทำให้รัฐบาลแต่ละชุดไม่สามารถดำเนินการรูปธรรมเพื่อเตรียมการรับมือ เป็นผลให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องขาดทิศทางและนโยบายที่ชัดเจน ผลก็คือ คนไทยน้อยมากที่จะเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึง

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ASEAN Economic Community (AEC) มีต้นกำเนิดจากการรวมกลุ่มของห้าประเทศหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2510 และได้รับบรูไนเป็นสมาชิกอันดับหกเมื่อปี 2527 จากนั้น ในช่วงปี 2538-42 จึงได้มีการขยายตัวครั้งใหญ่ด้วยการรับเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา เข้ามาเป็นสมาชิก เนื่องจากสมาชิกสองกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันมากในระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ และมีข้อผูกพันต่างกัน จึงเรียกสมาชิกหกประเทศแรกว่า อาเซียน-6 และเรียกสมาชิกสี่ประเทศหลังว่า CLMV จากชื่อย่อของสี่ประเทศดังกล่าว

ความจริงแล้ว ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นเพียงหนึ่งในสามองค์ประกอบของ “ประชาคมอาเซียน” ซึ่งได้มีการประกาศเป็นครั้งแรกในที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่บาหลี ในปี 2546 อีกสององค์ประกอบคือ ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงของภูมิภาค และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางวัฒนธรรม โดยให้มีผลสมบูรณ์ในปี 2563 แต่ต่อมาในปี 2550 ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองเซบูได้ตกลงเร่งรัดให้ประชาคมอาเซียนเป็นจริงโดยสมบูรณ์เร็วขึ้นอีกห้าปี เป็นปี 2558

แม้จะเป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบ แต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีความสำคัญยิ่งยวดเพราะเป็นการรวมตัวอย่างทั่วด้านในทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน ให้เป็นเขตการค้าสินค้าบริการและการเคลื่อนย้ายทุนโดยเสรี ให้อาเซียนสิบประเทศ ประชากรประมาณ 600 ล้านคน รวมเป็นตลาดเดียว เออีซีมีรากฐานจาก “ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน” หรืออาฟต้า ซึ่งลงนามโดยสมาชิกกลุ่มแรกในปี 2535 โดยได้เริ่มทะยอยลดอัตราภาษีศุลกากรลงเป็นศูนย์ในรายการสินค้ากว่าร้อยละ 90 ตั้งแต่ปี 2536 กระทั่งมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2553 ส่วนกลุ่มประเทศ CLMV จะมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558

แต่ละประเทศยังมีสินค้ายกเว้นจำนวนน้อยใน “บัญชีสินค้าอ่อนไหว” ซึ่งอัตราภาษีศุลกากรไม่ต้องเป็นศูนย์ แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ในกรณีประเทศไทย สินค้าอ่อนไหวได้แก่ กาแฟ มันฝรั่ง มะพร้าวแห้ง และไม้ตัดดอก ขณะที่สิงคโปร์และอินโดนีเซียไม่มีบัญชีสินค้าอ่อนไหว นอกจากนี้ ยังมี “บัญชีสินค้าอ่อนไหวสูง” ซึ่งสมาชิกสามารถกำหนดอัตราภาษีพิเศษ แต่ต้องได้รับการยินยอมจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ขอสงวนข้าวและน้ำตาลไว้ โดยประเทศไทยซึ่งไม่ได้ขอสงวน ก็จะได้รับการชดเชยเป็นมาตรการนำเข้าขั้นต่ำไปยังประเทศนั้น ๆ

นอกจากนี้ ยังมีความตกลงด้านบริการ โดยจะอนุญาตให้นักลงทุนสัญชาติอาเซียนสามารถเข้ามาถือหุ้นในกิจการบริการเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 70 ของกิจการภายในปี 2558 ครอบคลุมบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ การท่องเที่ยว การบิน โลจิสติกส์ บริการธุรกิจครอบคลุม 8 วิชาชีพ ได้แก่ วิศวกรรม การสำรวจ สถาปัตยกรรม แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล บัญชี และบริการท่องเที่ยว ส่วนความตกลงด้านการลงทุน เป็นการให้สิทธินักลงทุนอาเซียนได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติตั้งแต่ปี 2553

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีการค้าบริการและการลงทุน ยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะสาขาในแต่ละประเทศ การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือและการลงทุนข้ามชาติภายในอาเซียนจึงต้องเข้าใจภาษา กฎหมายเฉพาะ และระเบียบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิตามความตกลงนั้น ๆ เช่น การรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น โดยหลักการใหญ่คือ ให้ใช้ภาษาอังกฤษ เป็นภาษากลาง

ในด้านการค้า เนื่องจากประเทศไทยมีระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมค่อนข้างสูงภายในอาเซียนและต้องนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากเออีซีจึงเป็นการนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่จำเป็นในราคาถูกด้วยอัตราภาษีนำเข้าเป็นศูนย์จากแหล่งอาเซียนนั่นเอง แม้ว่า อัตราภาษีนำเข้าวัตถุดิบของประเทศไทยจะอยู่ในระดับต่ำมากอยู่แล้วก็ตาม ส่วนประโยชน์ในด้านการส่งออก กลุ่มอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศไทย มีมูลค่าปีละกว่าสี่หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าตลอดมา และคาดว่า การส่งออกจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อกลุ่มสมาชิก CLMV ได้ลดอัตราภาษีส่วนใหญ่เหลือศูนย์ภายในปี 2558 ตามกำหนด

ประโยชน์ในด้านการลงทุนที่สำคัญคือ ผู้ผลิตไทยจะย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา มากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกและสิทธิพิเศษทางการค้าที่ประเทศเหล่านี้ได้รับจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ยิ่งกว่านั้น การพัฒนาโลจิสติกส์ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นจะลดต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในอาเซียนได้อย่างมาก ทำให้เกิดห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมร่วมกันภายในกลุ่ม โดยมีผู้ผลิตอุตสาหกรรมในไทยเป็นฐานผลิตสำคัญอีกแห่งในอาเซียนเพื่อส่งออกไปยังประเทศคู่ค้านอกกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป

ในทางตรงข้าม จะมีธุรกิจไทยบางส่วนที่ถูกกระทบเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการแข่งขันจากผู้ผลิตอื่นในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งรัฐบาลจะต้องตระเตรียมมาตรการเยียวยา เช่น กองทุนปรับตัว ให้ธุรกิจเหล่านี้ปรับปรุงการผลิตให้สามารถแข่งขันได้หรือสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนไปสู่สาขาอื่นที่มีความได้เปรียบมากกว่า

ส่วนประชาชนผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ทางอ้อมด้วยสินค้าจากกลุ่มอาเซียนจะมีต้นทุนการนำเข้าที่ลดลง เกษตรกรจะได้ประโยชน์โดยตรงเพราะอาเซียนเป็นตลาดสินค้าเกษตรไทยที่สำคัญอันดับต้นมาโดยตลอด แม้ว่าธุรกิจไทยบางส่วนจะย้ายฐานการผลิตออกไป แต่ผู้ใช้แรงงานไทยจะยังได้ประโยชน์จากค่าจ้างที่สูงขึ้นต่อไปเนื่องจากการขยายตัวของการค้าและการลงทุนจากการเปิดตลาดเสรี แรงงานต่างชาติที่เข้ามาจะยังคงเป็นแรงงานไร้ฝีมือซึ่งไม่ได้แข่งขันกับแรงงานไทยโดยตรงเช่นเดิม

ส่วนประโยชน์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ ประเทศไทยจะไม่อาจมีรัฐประหารในรูปแบบดั้งเดิมได้ง่าย ๆ อีกต่อไป เพราะนอกจากจะถูกปฏิเสธจากกลุ่มประเทศตะวันตกแล้ว ก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย ดังเช่นที่ประเทศพม่าได้เรียนรู้และต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการหันมาสวมเสื้อคลุมการเมืองแบบเลือกตั้ง และเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยการเปิดเสรีอย่างรวดเร็ว

ประธาน กสม. น้ำตาคลอ ถูกตอกหน้าตรงๆ "เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"


เมื่อแม่และญาติเหยื่อพฤษภาฯ 53 นำโดยพะเยาว์ อัคฮาด สุดทน บุกมอบดอกไม้จันทร์ ให้กับประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนถึงกับน้ำตาคลอเมื่อถูกตอกหน้าตรงๆ ว่า "เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"

30 สิงหาคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์



มอบดอกไม้...

ปิดท้ายที่คำถามจากแม่น้องเกดและครอบครัวผู้สูญเสียรายอื่นๆ
"เมื่อไหร่คุณอมราจะพิจารณาตัวเอง ในการลาออก"
ประธานกรรมการสิทธิ์ฯถึงกับอึ้งไปเกือบ 5 นาที
ก่อนจะตอบแผ่วๆมาว่า มีคณะกรรมการทั้งหมด 7 คนนะคะ...
แม่น้องเกดสรุปความสั้นๆ ตกลงคือจะไม่ลาออก และพี่น้องเราก็คงต้องอดทนกันต่อไป
จากนั้นจึงมอบดอกไม้จันทน์ เป็นที่ระลึกให้กับประธานกรรมการสิทธิ์ฯ โดยมีนพ.นิรันด์ พิทักษ์วัชระ(กรรมการสิทธิ์ซึ่งถูกแจ้ง112)ช่วยยื่นส่งต่อให้นางอมราอีกทอดหนึ่ง
...ประธานกรรมการสิทธิ์รับดอกไม้จันทน์เอาไว้พลางน้ำตาคลอ... ก่อนเดินหน้าเครียดกลับไปห้องทำงาน โดยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่อ


* * * * * * * * * 

มติชนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พาดหัวข่าว "แม่น้องเกด" จี้ ปธ.กสม.ไขก๊อก ชี้รายงานคดี 98 ศพไม่เป็นกลาง มอบดอกไม้จันให้ "อมรา" รับทั้งน้ำตา"

รายละเอียดข่าว

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 28 สิงหาคม ที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการ อาคารรวมหน่วยราชการ บี (อาคารบี) ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตประมาณ 30 คน นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ระหว่างเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 เดินทางมาชุมนุมเพื่อขอพบนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ให้มาตอบคำถามเกี่ยวกับความไม่เป็นกลาง และเรื่องการยื่นหนังสือให้นางอมราลาออกไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงได้ยกป้ายที่แสดงรูปถ่ายของผู้เสียชีวิตระหว่างเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม 2553 พร้อมตะโกนด่าทอและเรียกร้องให้นางอมราลาออกจากประธาน กสม.

นางพะเยาว์กล่าวว่า เป็นตัวแทนของญาติผู้เสียชีวิตเพื่อต้องการถามว่า การเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกรัฐมนตรีที่สั่งสลายการชุมนุมไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่ ระบุไว้ในร่างรายงานตรวจสอบเหตุกาณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายนถึง พฤษภาคม 2553 ของคณะกรรมการตรวจสอบของ กสม.และภาพที่ปรากฏนางอมรามอบดอกไม้ให้นายอภิสิทธิ์บ่งบอกให้เห็นว่า นางอมราคิดอย่างไร และยังมีความเป็นกลางอยู่หรือไม่


ด้านนางอมรากล่าวว่า รายงานการตรวจสอบของ กสม.ที่เผยแพร่ออกมาตามสื่อนั้นเป็นรายงานเก่า ซึ่งรายงานฉบับจริงที่เป็นทางการกำลังดำเนินการอยู่แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า จะเผยแพร่ได้เมื่อไร ซึ่งโดยหลักการแล้วต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.กมนเกดชัดเจนว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นางอมรากล่าวว่า ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมยืนยันว่า กสม.ได้ออกแถลงการห้ามปรามรัฐบาลแล้วหลายครั้ง แต่รัฐบาลไม่เชื่อซึ่งมีหลักฐานเป็นรายงานสามารถนำมาตรวจสอบได้ สำหรับกรณีผู้เสียชีวิตแน่นอนว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการกระทำจากบุคคลต่างๆ กัน แต่อย่างไรก็ตามไม่สมควรมีคนตาย

“ภาพที่ปรากฏว่า ตนนำดอกไม่ไปมอบให้นายอภิสิทธิ์นั้น แท้ที่จริงแล้วตนก็ได้นำดอกไม้ไปมอบให้ นพ.เหวง โตจิราการ และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำคนเสื้อแดงด้วยเช่นกันแต่ที่ตนถูกมองว่า ไม่มีความเป็นกลางเพราะว่ามีการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว” นางอมรากล่าว

นางอมรากล่าวว่า ตนไม่เคยบอกว่า รัฐบาลที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมไม่ผิด ถือเป็นการปรักปรำเพราะรายงานอย่างเป็นทางการของ กสม.ยังไม่ได้สรุป ซึ่งขณะนี้เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ยังไม่ชัดเจน โดยจะต้องมีการพิจารณาเป็นรายๆ ไปในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจบันก็จะต้องมีมาตราการเยียวยาและแก้ไขปัญหาคู่ขนานไป ส่วนเรื่องการลาออกนั้น กสม.ทำงานกันเป็นองค์คณะ 7 คน ที่จะพิจารณาร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตได้มอบดอกไม้จันให้กับนางอมรา โดยนางอมราก็ได้รับไว้พร้อมน้ำตาก่อนที่นางอมราจะเดินกลับ

นางอมรากล่าวหลังพบกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงและญาติผู้เสียชีวิตว่า การมาชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีผลกับรายงานของ กสม. ทุกอย่างจะเป็นเป็นไปตามข้อเท็จจริง และไม่หวั่นไหวไปตามกระแสการเมือง ส่วนจะเปลี่ยนแปลงไปจากรายงานฉบับเก่าที่ถูกเผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ก็คงมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าร่างรายงานที่ถูกเผยแพร่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นร่างฉบับเก่าและไม่ใช่ร่างฉบับอย่างเป็นทางการ

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. กล่าวว่า รายงานฉบับอย่างเป็นทางการจะเป็นการตรวจสอบว่า หน่วยงานรัฐมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เช่นการออก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด คาดว่าภายใน 2 เดือน ร่างรายงานตรวจสอบฉบับอย่างเป็นทางการควรจะต้องเสร็จ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งพิจารณาอยู่หลังจากมีร่างรายงานตรวจสอบอย่างไม่เป็น ทางการหลุดออกมา

ปาหี่ ICC "คดีเสื้อแดง 98 ศพความสิ้นหวังบนเวที ICC "


30 สิงหาคม 2555

โลกวันนี้ รายวัน
ปีที่ 13 ฉบับที่ 3368 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม 2012
คดีเสื้อแดง 98 ศพความสิ้นหวังบนเวที ICC

“แม้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จะแนะนำถึงการยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ไต่สวนหาผู้กระทำความผิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 แต่เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่”

นั่นเป็นคำพูดของนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของอาสาพยาบาล กมนเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนาราม เป็นการส่งสัญญาณว่าเริ่มสิ้นหวังกับการให้ ICC รับเรื่องนี้เพื่อไต่สวนหาผู้สั่งการฆ่าประชาชน

การเดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหลักฐานข้อมูลเพิ่ม เติมต่อ ICC ของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ล่วงเลยมากว่า 2 เดือนแล้ว แต่ปฏิกิริยาจาก ICC ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร เว้นแต่เปิดช่องให้ยื่นข้อมูลหลักฐานเพิ่มได้เท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะติดเงื่อนไขที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ลงนามรับรองเขตอำนาจศาลเพื่อให้ ICC สามารถพิจารณาสำนวนคดีการสลายการชุมนุมได้

แม้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทำการศึกษาเรื่องนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะมีข้อสรุปเรื่องการรับรองเขตอำนาจศาลเสนอให้คณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้

แต่ก็เป็นการเทคแอ็คชั่นไม่ให้เสียคะแนนจากคนเสื้อแดงเท่านั้น

ความหวังของญาติผู้สูญเสียที่ฝันว่าจะเห็น ICC ไต่สวนเรื่องนี้จึงยังห่างไกลจากความจริง

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าปมปัญหาที่ทำให้ยังไม่สามารถยอมรับเขตอำนาจศาล ICC ได้เป็นเพราะ

1.ไทยได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ. 1998 เมื่อปี พ.ศ. 2543 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม เนื่องจากจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติอนุวัติพันธกรณีของธรรมนูญกรุงโรมก่อนเพื่อให้ไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้

2.ไทยมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุถึงการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐเพื่อไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรม

ในขณะที่มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติถึงการละเมิดมิได้ และการไม่อาจกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ซึ่งมีสถานะเป็นประมุขของรัฐไม่ว่าในทางใดๆ

3.ขณะนี้การดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอยู่ในกระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว ตามหลักกฎหมายของธรรมนูญกรุงโรม ICC มีเขตอำนาจในฐานะศาลที่เสริมเขตอำนาจในทางอาญาของรัฐในกรณีที่รัฐนั้นเป็นภาคีแล้ว จึงไม่สามารถรับคดีไว้พิจารณาได้

ถึงแม้ข้อ 12 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรมจะระบุให้รัฐซึ่งมิได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมอาจยอมรับการใช้อำนาจศาลในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่เป็นปัญหาได้ โดยส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียนของ ICC ก็ตาม

4.คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมมีความเห็นว่า การเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในบางประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญและอ่อนไหว โดยเฉพาะข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรมเรื่องการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐในการที่จะไม่ต้องรับผิดชอบทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรมจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง

เช่น ประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเพิ่มฐานความผิดร้ายแรงทั้ง 4 ฐานตามธรรมนูญกรุงโรม ได้แก่ อาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์, ต่อมนุษยชาติ, สงคราม, การรุกราน ให้เป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญาของไทย, พระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527, พระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 เพื่อให้รองรับพันธกรณีภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมได้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนแสดงเจตจำนงให้มีผลผูกพันหรือให้สัตยาบันตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการที่จะให้ ICC รับไต่สวนกรณี 98 ศพ

โดยเฉพาะหัวใจสำคัญที่ดูเหมือนรัฐบาลไม่กล้าแตะ คือการอ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับมาตรา 8 วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆนั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคดี 98 ศพ จึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ICC เสียที แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว

การเอาผิดคนสั่งฆ่าประชาชนจึงเป็นเพียงโวหาร วาทะทางการเมือง เพื่อรักษาน้ำใจคนเสื้อแดงเท่านั้น

แม้แต่กระบวนการสอบสวนในประเทศที่มีการเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้าให้ปากคำ

หรือการเรียก ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด ทหารสังกัด ม.พัน 5 สองทหารประจำจุดซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ เข้าให้ปากคำ ก็ไม่มีความหวังใดๆกับการเอาคนสั่งฆ่ามารับโทษ

กระบวนการทั้งหมดส่อไปในทิศทางที่ว่าไม่ได้มุ่งเอาผิดใคร แต่เป็นการมุ่งไปสู่การปรองดอง รอมชอม หรือเกี๊ยะเซียะ เพื่อล้างผิดทุกฝ่ายด้วยการนิรโทษกรรมเสียมากกว่า
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=15924

หุ้นร่วงห่วงFEDไม่มีมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ แต่ราคาบริษัทไทยประกันภัยกลับสวนควันปืนวิ่งชนเพดาน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 สิงหาคม 2555

Voice TVรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกปรับตัวลดลง โดยตลาดหุ้นไทยร่วงลงไป 13 จุด นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,173 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณว่า จะยังไม่มีการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE3 รอบใหม่ เพราะถ้าออกไป ก็จะทำให้ตลาดเสพติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามเป็นที่สังเกตว่าหุ้นบริษัทประกันภัยไทยได้ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นโดยรวมในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยขึ้นมาจาก15บาทมาเขต25บาท โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ราคาวิ่งขึ้นเกือบ30%หรือชนเพดานที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ด้วยมูลค่าซื้อขายมากกว่าปกติ แต่ไม่มีรายงานข่าวว่ามาจากสาเหตุใด แต่คนเล่นหุ้นมีการตั้งข้อสงสัยตามกระดานสนทนาหุ้นหลายแห่ง ขณะที่มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าอาจมาจากบริษัทมีผลประกอบการดีขึ้น หลังจากเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีกลายก็เป็นไปได้

ต่อมาช่วงเช้าวันนี้  นายฑิฆัมพร พงษ์สวัสดิ์ กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ ของบริษัทไทยประกันภัย ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้


ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้แจ้งรายชื่อหลักทรัพย์ที่มีระดับราคาและปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปมากจากช่วงก่อนหน้าและอยู่ระหว่างบริษัทชี้แจงข้อมูล (Trading Alert List)หลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ Trading Alert List ประจำวันที่ 29 ส.ค. 2555 ว่า หลักทรัพย์ TIC ราคาเปลี่ยนแปลง = 20.81% มูลค่า (ลบ.) = 149.01 ปริมาณ (หุ้น) = 6,248,400 นั้น


บริษัทTICขอชี้แจง Trading Alert List   ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการสอบถามถึงพัฒนาการใดๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์ของ บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) (TIC)เนื่องจากพบว่าสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากวันก่อนหน้าเพื่อให้ผู้ถือหุ้นและหรือผู้ลงทุนได้มีข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างครบถ้วนบริษัทขอชี้แจงดังนี้

1. บริษัทมีพัฒนาการใดๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
  :
ไม่มี

2. บริษัททราบถึงสาเหตุอื่นใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหรือไม่  :

ไม่มี

3. สารสนเทศอื่นที่บริษัทต้องการชี้แจง (ถ้ามี)                :

ไม่มี

หลังจากมีการชี้แจงดังกล่าวแล้วทำให้ราคาหุ้นTICร่วงลงมาอย่างแรงราว-20%ลงมาที่19บาทในการซื้อขายประจำวันที่ 30 สิงหาคม

รายพระนาม และรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท  ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)-TIC


วันพุธ, สิงหาคม 29, 2555

จดหมายแจ้งต่อไอซีซีถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ข่มขู่พนักงานสอบสวนและผู้วิจารณ์


ที่มา เว็บไซต์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม


หลังจากที่ผู้บัญชาการทหารบกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาแจ้งความดำเนินคดีอาญาหมิ่นประมาทต่อผมและล่าม ผมได้ส่งข้อมูลดังกล่าวพร้อมคำแถลงการณ์ขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ไปให้กับสำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (โอทีพี) เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินเปิดการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี 2553 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555 โดยมีใจความดังนี้
เราได้แนบเอกสารคำแถลงการณ์ขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ ลงวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินของสำนักงานอัยการไอซีซี (โอทีพี) ที่ประกาศต่อจะสาธารณชนว่าจะเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นกรณีการสังหารและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปี 2553
โดยมีประเด็นที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์กล่าวถึงดังนี้:
  • ผู้บัญชาการทหารบกแทรกแซงการสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 โดยบอกให้กระทรวงยุติธรรมหยุดกล่าวหาทหารว่าสังหารผู้ชุมนุมและห้ามแถลงรายงานความคืบหน้าการสอบสวนต่อสาธารณชน
  • ผู้บัญชาการทหารบกพยายามข่มขู่ผู้วิจารณ์โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความดำเนินคดีภายใต้กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทอันล้าหลังต่อนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นหนึ่งในทนายของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (“นปช.”) และล่าม
  • “การทำร้ายโดยทหารเกิดขึ้นต่อหน้าของประชาชนไทยและสื่อมวลชนทั่วโลก แต่ตอนนี้ผู้บัญชาการทหารบกพยายามข่มขู่พนักงานสอบสวนและผู้วิจารณ์ให้ปิดปากเงียบ”
  • “จนถึงปัจจุบันไม่มีทหารหรือเจ้าหน้าที่คนใดต้องรับผิดต่อเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 เนื่องจากการสอบสวนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า”
  • การไม่ยอมรับความจริงของผู้บัญชาการทหารบกที่ว่ามีการใช้พลซุ่มยิงทหารเป็นเรื่องที่ “น่าขบขัน” เพราะรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลงลายมือชื่อในเอกสารอนุมัติการใช้พลซุ่มยิง
  • “จำนวนพลเรือนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก – รวมถึงผู้ชุมนุมมือเปล่า อาสาพยาบาล นักข่าว ช่างภาพและผู้ยืมมุงดูเหตุการณ์เกิดจากการกำหนด ‘เขตใช้กระสุนจริง’ ของรัฐบาลในบริเวณสถานที่ชุมนุมของนปช.ในกรุงเทพฯ”
เราเชื่อว่าข้อมูลนี้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินของท่านในการประกาศต่อสาธารณชนว่าจะเริ่มการตรวจสอบเบื้องต้นในกรณีนี้เพิ่มขึ้น
เราขอขอบคุณท่านล่วงหน้าในพิจารณาดังกล่าว
ด้วยความเคารพ
โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

จากสหายร่วมคุก112สุชาติ นาคบางไทรถึงอากง


สุชาติ นาคบางไทร อดีตนักโทษคดี112ที่เพิ่งพ้นโทษ กล่าวในงานฌาปนกิจศพ"อากง"นักโทษคดี112เ้มื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชิดชูจิตใจว่าอากงนั้น"ฟ้าสั่งมาเกิด การเสียชีวิตของคนๆหนึ่งที่สัเทือนถึงจักรวาล"ได้อุทิศตนไม่ต่างไปจากลุงนวมทอง แท็กซี่ที่พลีชีพเพื่อต่อต้านเผด็จการ

สุชาติกล่าวว่าแม้เขาเพิ่งจะออกจากคุก มีคนเตือนว่าไม่ควรพูดอะไีร แต่การที่ต้องโทษคดี112มาแล้วก็เหมือนได้วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกัน นับแต่ต่อนี้ไปคนจะกล้าพูดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เกิน 5 ปีจากนี้ไปประชาชนจะครองเมือง และบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยตัวของพวกเราเอง

พร้อมกันนั้นได้กล่าวเชิญชวนไปร่วมงานเดี่ยวโทรโข่งของเขาในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ว่าจะเปิดเผยทุกเรื่องราวและมีมุกมายิงกระจาย


คำปราศรัย อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ในงานฌาปนกิจศพ อากง 26 ส.ค. 2555




ที่มา เว็บไซต์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

สวัสดีค่ะ...นมัสการพระคุณเจ้าทั้งหลาย... ณ วันนี้ดิฉันถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูงที่ได้มาพูด ณ ที่นี้ในงานฌาปนกิจของคุณอำพน ตั้งนพคุณ ที่เราเรียกกันทั้งประเทศและทั่วโลกว่า “อากง” เรามาร่วมกันส่งวิญญาณของคุณอำพนให้ไปสู่สุคติ และเพื่อที่เราจะได้สืบทอดปณิธานเพื่อไม่ให้การเสียชีวิตของคุณอำพนนั้นเป็นการเสียชีวิตที่ไม่สูญเปล่า 
แน่นอน ! อาจมีคนวิพากษ์วิจารณ์ประชาชนทั้งหลายและคนในประเทศนี้จำนวนมากว่า ควรจะทำหลายอย่างที่ดีกว่านี้ในกรณีอากง นั่นก็เป็นความจริงส่วนหนึ่งและก็เป็นความจริงระดับหนึ่ง ดิฉันในเมื่อพอจะมีเวลาก็อยากจะพูดว่าการเสียสละชีวิตของคุณอำพนนั้น ส่งผลสะเทือนถึงสังคมไทยและสังคมโลกทั้งหมด 
ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือ อากงเป็นคนธรรมดา อากงไม่ใช่นักการเมือง อากงไม่ใช่นักวิชาการปัญญาชน อากงไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ แต่อากงเป็นประชาชนธรรมดาและความเป็นประชาชนธรรมดานั้นจึงยิ่งใหญ่ที่สุดที่สร้างผลสะเทือนต่อประเทศไทยและสังคมทั้งโลกโดยที่ฝ่ายระบอบอำมาตย์ฯ ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ เพราะฉะนั้นความเป็นคนธรรมดานั้นคือความยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำนักต่อสู้ แต่ว่าคนธรรมดาสามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองยิ่งใหญ่ได้ นี่คือแบบอย่างอากง 


ตัวดิฉันเองได้มีโอกาสเข้าไปพบอากงในเรือนจำและได้ฝากคำพูดนี้กับอากงว่า คืออากงเป็นคนถ่อมเนื้อถ่อมตัว ฝากเนื้อฝากตัว ดิฉันได้เข้าไปกับทนายและเข้าไปพบกลุ่มผู้ถูกคุมขังทั้งหมดตอนนั้น 40 กว่าคน และดิฉันได้เรียนกับอากงตอนมีชีวิตอยู่ว่า อากงจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่อากงได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ว่า คนธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำให้ประเทศไทย ระบอบอำมาตย์ฯไทยสั่นสะเทือน และชนชั้นนำไทยนั้นสั่นสะเทือนด้วยความง่าย ๆ อ่อนน้อมถ่อมตัว และการที่คนทั่วโลกพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างว่า อากงไม่ควรจะเป็นผู้ถูกกล่าวหาเยี่ยงนี้
ประการที่สำคัญที่สุดก็คือ ชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ระบบนิติรัฐนิติธรรมนั้นยังไม่ถูกต้อง กระบวนการกล่าวหาหรือข้อพิสูจน์ หลักฐานต่าง ๆ นั้นมันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย มันยังเป็นเครื่องยืนยันต่อโลกว่าการกล่าวหาโดยหลักฐานอ่อน และการที่ไม่พบว่ามีความผิดชัดแจ้งเพียงแต่มีข้อสงสัย ข้อสงสัยก็ทำให้คน ๆ หนึ่งนั้นต้องกลายเป็นนักโทษการเมืองผู้ถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัว และคำพูดที่ยิ่งใหญ่ของคนธรรมดาของคุณรสมาลินหรือป้าอุ๊ เมื่อคืนนี้ป้าอุ๊บอกดิฉันว่า “ป้าอุ๊จบ ป.4” แต่ดิฉันบอกป้าอุ๊ว่า คำพูดของป้าอุ๊นั่นสั่นสะเทือนมาก ตอนที่บอกว่า “อากงกลับบ้านกันเถิดเขาปล่อยลื้อแล้ว” 


นี่เป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ต้องการที่จะตอกหน้าระบอบอำมาตย์ฯไทยให้รู้ว่า กระบวนการนิติรัฐนิติธรรมไทย ทำให้คน ๆ หนึ่งต้องกลับบ้านด้วยร่างที่ไร้วิญญาณ และทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ครอบครัวที่ยังอยู่ล้วนเป็นวีรกรรมทั้งสิ้นต่อประชาชน นอกจากปัญหาหลักฐานที่ไม่ได้มีความแน่นอนแน่ชัด เพียงแต่สงสัยก็เอาคนเข้าคุก นี่จึงเป็นการพิสูจน์ว่าระบอบนิติรัฐนิติธรรมในประเทศไทยนั้นยังไม่เกิด และดิฉันอยากจะเรียนว่าพี่น้อง เราเศร้าใจ เสียใจ แต่ว่านี่คือสิ่งที่ตอกย้ำให้รู้ว่า ในการเสียสละของอากงนั้นเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และอากงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อที่ต้องการจะปราบปรามจัดการ ไม่ว่าโดยการใช้อาวุธหรือการใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่อที่จะมีความเชื่อว่าถ้าทำเช่นนี้แล้ว คนทั้งหมดจะไม่มีใครกล้าที่จะออกมาท้าทายอำนาจรัฐระบอบอำมาตย์ฯอีก แต่เป็นความเข้าใจผิด 

เพราะฉะนั้น แม้นว่าด้านหนึ่งมันแสดงออกถึงนิติรัฐนิติธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย อันนี้เป็นเหมือนสิ่งรับรองก็คือการไม่ให้ประกันตัวอากงและนักโทษหรือผู้ถูกคุมขังทางการเมืองทุกคน มันเป็นเรื่องยากแสนยาก หลายคนอาจจะเป็นผู้กล้าหาญในการพูด แต่ดิฉันรับรองว่า นปช. คนเสื้อแดงทั้งหมดมีความพยามยามในการปฏิบัติโดยไม่ต้องพูดก็ได้ เพื่อที่จะช่วยเหลือว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องเราออกมาให้ได้ คนที่เสียสละชีวิตไปแล้วและคนที่ยังอยู่จำนวนมากก็รู้ว่าเราได้พยายามเต็มที่ แต่ถูกกล่าวหาว่าอาจจะมีความกล้าหาญ (ทางจริยธรรม) น้อยไปสักหน่อยก็ได้ ไม่เป็นไร 

แต่อีกอันหนึ่งก็คือว่าคำว่า “จริยธรรม” สำหรับนักต่อสู้ประชาชนเราจะไม่ใช้ เพราะคำว่าจริยธรรมถูกพวกระบอบอำมาตย์ฯจับจองไปแล้วว่าเขาเป็นพวกมีจริยธรรม แต่สำหรับเราจะพูดถึงความเป็นธรรมและความชอบธรรมเท่านั้น

สำหรับความขัดแย้งอันนี้ทางการเมืองนั้นเราจะเห็นได้ว่ากรณีของอากงนั้นเป็นการสะท้อนออกว่า ความต้องการปราบปรามผู้ที่ท้าทายระบอบอำมาตย์ฯนั้นทำได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กองกำลังอาวุธปราบปรามเข่นฆ่าประชาชน หรือแม้นว่าใช้กระบวนการยุติธรรมจับกุมคุมขังไม่ให้ประกันตัว จนพวกเราในที่สุดจำเป็นต้องยอมที่จะสารภาพโดยไม่ต่อสู้คดีเพราะรู้ว่าอนาคตนั้นยากมาก แต่เราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างเสมอไม่ว่าผู้ที่ถูกกรณี 112 จะทำอย่างไร ? 

เรามีความเข้าใจว่าแต่ละคนมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและสนับสนุน สำหรับความขัดแย้งทางการเมืองและการแสดงออกที่ทำให้อากงต้องเสียสละชีวิตก่อนวัยอันควรนี้ ขอให้มันเป็นสิ่งที่ประเทศนี้และประชาชนต้องไม่ลืมเลือนที่จะใช้เรื่องราวนี้ในการต่อสู้ และชี้ให้เห็นว่าประเทศนี้ความจริงแล้วความคิดจารีตนิยม ความคิดล้าหล้งที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่ในฐานะครอบงำในทุกปริมณฑล เพราะฉะนั้น 

ในฝ่ายประชาชนนั้นจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องต่อสู้ด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริง การพูดก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ แต่จะดียิ่งกว่าถ้าเราช่วยกันขับเคลื่อนด้วยความเป็นจริง 

เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราที่อยู่ ณ. ที่นี้ ขอให้รำลึกถึงอากงเพื่อที่ให้วิญญาณของอากงนั้นไปสู่สุคติ เราขอตั้งปณิธานร่วมกันว่าเราที่มีอยู่ทั้งหมดและแม้จะไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ แม้นคำพูดนี้ได้ถ่ายทอดไปยังคนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไป เพราะปัญหากรณี 112 ไม่เกี่ยวกับสีเสื้อแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ประชาชนไทยทั้งประเทศที่ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่อสู้กับความคิดล้าหลังและจารีตนิยมสุดโต่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของประเทศต่อไป 


เราจะตั้งปณิธานร่วมกันว่าเราจะยืนหยัดต่อสู้ไม่ให้การเสียสละชีวิตของอากงนั้นสูญเปล่า และขอคารวะดวงวิญญาณของอากงร่วมกันว่า ท่านเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ท่านไม่รู้หรอกว่า ท่านได้กลายเป็นวีรชน และวีรกรรมอันนี้มีคุณประโยชน์ต่อการต่อสู้ของประเทศชาติ 

ขอให้พี่น้องทั้งหลายยืนขึ้นเพื่อไว้อาลัยและรำลึกต่อการเสียสละของอากงร่วมกันด้วยค่ะ....ขอบคุณค่ะ.....สวัสดี.....
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กล่าวในงานฌาปนกิจศพคุณอำพล ตั้งวัฒนกุล (อากง) ณ เมรุวัดลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2555

วันอังคาร, สิงหาคม 28, 2555

ปวิน: สถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์กับกระแสการเปลี่ยนแปลง


ที่มา เว็บไซต์ประชาธรรม
25 ส.ค. 2555

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re : public จัดเวทีเสวนา "สถาบันกษัตริย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต" นำโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับร้านหนังสือ Book Re : public จัดเวทีเสวนา "สถาบันกษัตริย์ในโลกปัจจุบันและอนาคต" นำโดย ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์  นักวิชาการจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยเกียวโต ณ ร้าน Book Re : public มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจดังนี้

ผมอยากพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในบ้านใกล้เรือนเคียงเป็นตัวอย่าง ซึ่งจะสะท้อนว่าถ้าสถาบันกษัตริย์ไม่มีการปรับตัว โอกาสจะอยู่รอดจะเหลือน้อย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ยังคงมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์หลงเหลืออยู่มี 4 ประเทศคือประเทศไทย บรูไน มาเลเซีย และกับพูชา เราจะมาดูตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย จะพบว่ามีทั้งประเทศที่สถาบันกษัตริย์มีการปรับตัว  และประเทศที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่ยอมปรับตัวจนนำไปสู่ความล่มสลาย

วันนี้ผมอยากพูดถึงปัจจัยที่ทำให้สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ และดูว่าสถาบันกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงในสภาพสังคมที่มันเปลี่ยนไปหรือไม่  และจะยังอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้หรือไม่

อย่างที่เราทราบกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมประเทศส่วนใหญ่ก็อยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็มีการยกเลิกไปแล้วในหลายประเทศ เช่น พม่า เวียดนาม ลาว ส่วนที่ยังคงหลงเหลือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มี 4 ประเทศ ซึ่งมีระดับการครอบงำที่ต่างกันไป

กรณีของบรูไน ถือว่าเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ  ซึ่งกษัตริย์ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ ต้องมองรอบๆ ตัวหมายถึงประเทศอื่นๆ และนานาประเทศด้วยว่ามีการปรับเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ในส่วนกัมพูชา  สถาบันกษัตริย์ตกอยู่ใต้การครอบงำของพลเรือนคือฮุนเซ็น ฮุนเซ็นถือเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจมายาวนานที่สุด ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ

ในมาเลเซีย ไม่มีการยกสถาบันกษัตริย์ให้เป็นเทวราชา ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ มองย้อนหลังช่วงการเลือกตั้งมาเลเซียเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สถาบันกษัตริย์ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองในการเลือกตั้ง โดยนักการเมืองนำเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือ มีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาคัดค้าน แต่มาเลเซียก็โชคดีที่ไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหมือนไทย ก็เลยไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก


กรณีเนปาล-ภูฏาน

ถ้ามองไปทั่วโลก  ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้แทบไม่หลงเหลืออยู่แล้ว  และบางคนก็มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศอังกฤษที่สถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ได้ เพราะมีพื้นที่ให้ประชาชนในการออกมาแสดงความคิดเห็น และสถาบันกษัตริย์ก็มีการปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย

ย้อนกลับมาดูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะดูว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอด กรณีเนปาล สิ่งที่เราคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น ก็สามารถเกิดขึ้นได้ และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ที่ค่อนข้างรุนแรง อยากจะเปรียบเทียบกับประเทศภูฏาน เพราะมีบริบทใกล้เคียงกัน  กรณีเนปาลอย่างที่รู้ว่าราชวงศ์สุดท้ายก็ล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้เป็นสาธารณรัฐไปแล้ว แต่ก่อนล่มสลายได้เกิดโศกนาฎกรรมเมื่อพระบรมโอสาธิราช หยืบปืนสังหารกษัตริย์ พระราชินี  และตัวพระองค์เอง ส่วนสาเหตุของการสังหารก็ว่าไปต่างๆ นานา แต่เหตุการณ์นี้นำไปสู่จุดจบของสถาบันกษัตริย์ เมื่อมีการแต่งตั้งลุงเป็นกษัตรย์ สถาบันกษัตริย์รวบอำนาจไว้ส่วนกลางอย่างมาก มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน จนถูกต่อต้านจากประชาชนอย่างมาก และนำไปสู่การล้มสถาบันกษัตริย์ในที่สุดตามที่เราทราบกันดี

ส่วนกรณีภูฏานก็มีการปรับตัว โดยเราจะเห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้น มีการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าอาจจะเห็นตัวอย่างของเนปาล ถ้าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับประชาชน มีการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป  โดยกษัตริย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง มีการพูดกันในภูฏานว่ากษัตริย์จิกมีมีความกังวลใจว่ากรณีเนปาลจะกลายเป็นโดมิโนมาถึงภูฏานได้จึงชิงปรับตัวก่อน

ผมคิดว่ากษัตริย์เองก็มีการติดต่อสื่อสารกันตลอด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของภูฏานก็น่ามาจากเหตุของเนปาลได้ กษัตริย์จิกมีมีการเปิดรับประชาธิปไตยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยสถาบันกษัตริย์ ยังมีอำนาจหลงเหลืออยู่ นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งแรก และอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์คือทั้งพรรครัฐบาล และฝ่ายค้านต่างนิยมเจ้า ในทางตรงข้ามกษัตริย์จิ๊กมีก็ครอบงำในด้านอื่นๆ เป็นการลดอำนาจกษัตริย์เพื่อจะครอบงำประชาธิปไตยนั่นเอง  

ข้อแตกต่างของเนปาลกับภูฏาน ภูฏานยังไม่มีการต่อต้านสถาบัน  ทำให้กษัตริย์จิกมีสามารถควบคุมประเทศได้มาก  แต่เนปาลประชาชนต่อต้านสถาบันกษัตริย์อย่างมาก 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กรณีไทย วิกฤตทางด้านการเมือง นำไปสู่การใช้สถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือด้านการเมืองโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยม  ในการให้ได้มาเพื่อประโยชน์ส่วนตน ความพยายามในการสร้างปฏิปักษ์ทางด้านการเมืองส่งผลลบต่อสถาบันกษัตริย์ สร้างความสั่นคลอน ดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกลือกกลั้วกับการเมือง

การดึงสถาบันเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมือง ทำให้สาธารณะชนตั้งคำถามอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าสาธารณะชนน่าจะแสดงความเห็นต่อสถาบันได้ ปัญหาของไทยคือกลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ ไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์  วิธีการต่อต้านก็ใช้กฎหมายหมิ่น  ลืมไปว่าสังคมไทยนั้นเติบโต  กระแสประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในโลก และไม่อาจปิดกั้นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้

ในบรูไน มีการสร้างความชอบธรรมให้สถาบันกษัตริย์ บนความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม ความเชื่อมั่นในชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ อุดมการณ์นี้ได้รับการต่อต้านจากคนกลุ่มน้อยในบรูไน ที่ไม่ใช่มุสลิม เช่นชาวจีน จะรู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิ การปกครองด้วยระบบสมบูรณาสิทธิราชย์ที่ผูกกับอิสลามมันยิ่งเลวร้าย และเขารู้สึกว่าสถาบันกษัตริย์มีส่วนในการสร้างความแตกแยกของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามชนกลุ่มน้อยนี้ถือว่าน้อยมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จึงไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่นัก 

ในบรูไนก็มีเรื่องอื้อฉาวของสถาบันกษัตริย์ น้องชายของกษัตรย์ (เจฟรีย์) ได้รับมอบหมายให้เป็น รมต.คลัง และก่อปัญหาคอร์รัปชั่น ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำเจรจากับต่างประเทศในการค้าขายก๊าซธรรมชาติ ดูแลเรื่องการลงทุนเรื่องการค้าขายน้ำมัน ก๊าชธรรมชาติโดยเฉพาะ นอกจากนี้เจฟรีย์ยังมีธุรกิจส่วนตัวในเรื่องนี้ด้วย แต่ปัญหาคือเงินที่ได้จากการซื้อขายน้ำมันเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านกลับหายไป

จากกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดจึงอยากสรุปว่าความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์นั้นขึ้นอยู่กับไหวพริบของสถาบันกษัตริย์ และคนที่อยู่รอบตัวต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับประชาธิปไตย รวมไปถึงการสร้างภาพลักษณ์ตัวเองในการอยู่รอดด้วย

การปรับตัวต้องทำใน 2 ระดับ คือระดับปัจเจกบุคคล กษัตริย์ต้องสะท้อนความโปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม เป็นแบบอย่างของการประพฤติที่ดี เป็นธรรมราชา ซึ่งมีความแตกต่างจากเทวราชา คือเน้นความเป็นมนุษย์มากกว่า ไม่ใช่เหนือมนุษย์ หากสถาบันกษัตริย์สามารถนำธรรมราชามาใช้อย่างมีไหวพริบ ก็จะมีส่วนสร้างพลานุภาพให้กับสถาบันกษัตริย์ได้ กรณีเนปาลนั้นเป็นเพราะกษัตริย์องค์สุดท้ายขาดความชอบธรรมด้านศาสนา รวบอำนาจมาไว้ที่ตัวเอง จึงพบกับจุดจบดังกล่าว 


ในระดับชาติ เป็นความเชื่อผิดๆ ที่ว่าสถาบันกษัตริย์อยู่รอดได้เพราะกองทัพ โดยอ้างถึงความจำเป็นที่ต้องคงไว้ซึ่งความมั่นคง การก่อรัฐประหารในไทย ก็กล่าวอ้างว่าทักษิณเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งกลายเป็นปัญหา ในสมัยปัจจุบันโลกมันเปลี่ยนไปมาก เราจะเห็นว่าภารกิจของกองทัพมันเปลี่ยนไป กลายเป็นกองทัพที่ปราบปรามประชาชน
นอกจากนี้เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีผลโดยตรงต่อสถาบัน กรณีเนปาลนั้นคนจนเยอะมาก เลยเป็นปัญหา กรณีไทย มีการพัฒนาเศรษฐกิจพอสมควร แต่ยังมีปัญหาบ้าง แต่ไม่คิดว่าเป็นปัจจัยที่จะสั่นคลอนสถาบัน เพราะเศรษฐกิจของเรายังพัฒนาต่อไปได้แม้ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมาก
เรื่องสุดท้ายสถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้หรือไม่ยังขึ้นอยู่การสนับสนุนจากต่างประเทศ และพันธมิตร กรณีเนปาลนั้นเห็นชัดเจนว่าจากเดิมที่เคยเป็นพันธมิตรที่ดีกับอินเดีย เมื่อเนปาลหันไปร่วมมือกับจีน ทำให้อินเดียไม่พอใจ จึงไม่ให้การสนับสนุนสถาบันเมื่อเกิดปัญหากับประชาชน  ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักจะขอความชอบธรรมจากสหรัฐฯ เป็นต้น ความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์จึงอยู่ที่การบริหารความสัมพันธ์ทั้งในประเทศ นอกประเทศ และกับสถาบันต่างๆ ในสังคม และการปรับตัวอยู่ร่วมกับประชาธิปไตย.
ภาพโดย Arale Cm Cheug Cheug

10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด





















คนละ7ชั่วโมง-มาร์คกับเทือกเจ้าให้ปากคำกับDSIคนละ7ชั่วโมงเมื่อวานนี้ เราจึงนำข้อมูลเชิงประจักษ์หลักฐานที่เคยนำเสนอมาแล้วก่อนหน้านี้มาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้ง(ดูฉบับภาษาไทยในตอนท้าย)

From the documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?


By Thai E-News
December 9 2011
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน

On this December 8-9, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva, leader of the Democrat Party, and his then deputy PM Suthep Thaugsuban said they would meet the police investigators on their roles in the death of the 16 Red Shirt protesters during the April-May 2010.

Since both of them were not remorseful, and further accused the current government of ‘Payback politics’

Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.

They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.

1. The following document is the Internal ‘Top Secret’government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.




The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.

2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.

AW-SP-69-81

The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.

3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.


Lesson 7
The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.

This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.

4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.








The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.

5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.


รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.


6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request


The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.

Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.

He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.


7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’



Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.

He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.

“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.

8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.

In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:

“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.


9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek


On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.

He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.

10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.

During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.


I ordered everything I am responsible

..

From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?

**********
 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน 

9 ธันวาคม คิวตำรวจเค้นมาร์ค ก่อนอื่นไปดูชาวบ้านเค้นชายใจดำที่เอาแต่โบ้ยชายชุดดำฆ่าเสื้อแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2554

ในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้อภิสิทธิ์กับสุเทพจะเข้าให้การต่อตำรวจนครบาลคดี 16 ศพวีรชนเสื้อแดงที่มีหลักฐานชัดเจนว่า ตายเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ทั้งสองยังไม่มีทีท่าจะสำนึกผิด นอกจากการปัดไปว่า"เป็นเรื่องการเมืองที่รัฐบาลปัจจุบันตามเช็กบิล

คิวแรกเทพเทือกโดนตำรวจเค้น 4 ชั่วโมง อ่านรายละเอียดข่าว:เหลิมแทงใจดำทำไมชายหน้าดำไม่จับอ้างดีนักชายชุดดำฆ่าเสื้อแดง เปิด10หลักฐานมัดคอมาร์ค-เทือก
ไทยอีนิวส์จึงขอนำเอกสารหลักฐานมัดแน่นต่างๆมาให้พิจารณากันว่า นี่ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คืออาชญากรรมสังหารหมู่ที่อภิสิทธิ์-สุเทพหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความรับผิดชอบ

เป็นแค่พยานไม่ได้...เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ

1.เอกสารที่สุเทพ เทือกสุบรรณ และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด สารภาพว่าเป็นของจริง 

สาระสำคัญของเอกสารคือ:นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะเกิดเหตุได้สั่งการ นายสุเทพรับมอบหมาย นายทหารตั้งแต่ผบ.ทบ.รับงานไปสังหารผู้ชุมนุม ผลคือตาย 92 ศพ เจ็บกว่า2,000 สุดท้ายจับกุมฝ่ายผู้ชุมนุมไปขังคุกไว้400คนเศษ

2.เอกสารที่ทหารยอมรับว่ามีการปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อให้คนมองผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เพื่อออกใบอนุญาตฆ่า โดยคนในสังคมเห็นคล้อยตามไม่คัดค้าน
AW-SP-69-81
สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทำไมการสลายการชุมนุมคราวนี้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และสื่อกระแสหลักนำเสนอแต่ภาพเผาบ้านเผาเมือง ไฟไหม้ห้าง เผาโรงหนังสยาม(และคำบ่นว่า พวกเสื้อแดงเลวสมควรตาย)

คำตอบก็คือเพราะการทำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล และทหารได้ผลมีประสิทธิภาพในการล้างสมองให้คนในสังคมคล้อยตาม

3.เอกสารแผนการรบเต็มอัตราศึกต่อผู้ชุมนุม และรายงานผลชัยชนะของฝ่ายทหาร 

Lesson 7
สาระสำคัญของเอกสารคือ:ทหารยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลชัดเจนมาตลอดที่จะใช้มาตรการทางทหารกดดันม็อบกลุ่ม นปช. ความชัดเจนก็คือนโยบายกระชับวงล้อม เพื่อการยุติ การชุมนุมไม่ใช้การกระชับวงล้อมเพื่อเปิดการเจรจา ..และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุม ศอฉ.ในวันที่ 12 พฤษภาคม ให้ฝ่ายทหารเริ่มต้นปฏิบัติการตามแผนยุทธการที่ได้วางไว้

ยุทธการกระชับวงล้อมเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2553 เป็นการปฏิบัติทางทหารเต็มรูปแบบ จึงเห็นได้ว่าภารกิจชัดเจน คือการกระชับวงล้อมด้วยกระสุนจริง ที่ใช้อาวุธยุทธโธปกรณ์ทางทหารเต็มอัตราศึก ทั้งกำลัง อาวุธประจำกายที่ทันสมัย ชุดสไนปอร์ 

4.เอกสารระบุชื่อนายทหารระดับบังคับบัญชาต่อกรณีสังหารผู้ชุมนุม10เมษา-19พฤษภาคม53







สาระสำคัญของเอกสารคือ:เป็นการเปิดเผยรายชื่อนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาในการควบคุมการสังหาร และรายชื่อเหยื่อผู้ถูกสังหาร ซึ่งทำให้รู้ชัดเจนว่านายทหารคนใดต้องรับผิดชอบทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

เพิ่มเติม:
-โฉมหน้าและรายชื่อทีมสังหารโหดเหยื่อวัดปทุมฯ


-เปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง 

5.เอกสารคอป.ชุดอภิสิทธิ์ตั้งชี้ชัดทหารฆ่าอย่างน้อย 13 ศพ ต้องเอาผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่ทหารขึ้นศาล แต่DSIถูกแทรก ขณะที่ศาลไม่เข้าใจทำให้ไม่ให้ประกันนักโทษเสื้อแดง
รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1
สาระสำคัญของเอกสารคือ:พบว่าอย่างน้อยผู้เสียชีวิต ๑๓ ราย เกิดจาก การกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ไม่มีตอนใดเลยกล่าวถึงชายชุดดำว่าเป็นผู้สังหารเหยื่อ10เมษายน-19พฤษภาคม 2553 แต่การทำงานของตำรวจและDSIถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะไม่มีการดำเนินคดีต่อทหารและฝ่ายการเมือง ขณะที่ศาลไม่เข้าใจเหตุการณ์กลับดำเนินคดีต่อนักโทษเสื้อแดงเหมือนคดีอาญาทั่วไป ไม่ยอมให้ประกันตัว แต่คอป.ไม่เห็นด้วยกับการนิรโษกรรม

6.คำให้สัมภาษณ์วงศ์ศักดิ์เรื่องสุเทพขอปืน3,000กระบอกไปปราบเสื้อแดง เมื่อไม่ร่วมมือก็ถูกเด้ง
สาระสำคัญ-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งการด้วยวาจาทางโทรศัพท์ให้ นายวงศ์ศักดิ์ (อธิบดีกรมการปกครอง) สนับสนุนอาวุธปืนลูกซอง ๕ นัด จำนวน๓,๐๐๐ กระบอก พร้อมกระสุน ส่งมอบให้ ศอฉ. แต่นายวงศ์ศักดิ์ ชี้แจงว่า ตนไม่มีอำนาจสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าฯ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่นายสุเทพ ผอ.ศอฉ. ประสานงานมายังกระทรวงมหาดไทยให้มีการสั่งย้ายนายวงศ์สวัสดิ์

นายวงศ์ศีักดิ์ให้สัมภาษณ์ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ๑๙-๒๕ ส.ค.๒๕๕๔ ปีที่ ๓๑ ฉ.๑๖๑๘ หน้า ๔๐ ตอนหนึ่งว่า การที่จะใช้ปืนลูกซองยาวไปปราบพี่น้องคนไทยนั้น ผมไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเสื้อสีใดก็แล้วแต่ ควรจะคุยกันรู้เรื่อง แก้ไขทางการเมือง ไม่ใช่มาแก้ไขด้วยอำนาจ ด้วยกระบอกปืน ทำให้ทางโน้นไม่พอใจว่า เราไม่ให้ความร่วมมือ แล้วเขาก็วางสายเลย

ฝากสื่อมวลชนไปติดตามดูหน่อยว่า ปืนที่ทางจังหวัดส่งไปให้ ศอฉ. ช่วงที่ผมถูกย้าย ยังได้คืนไม่ครบ ๓,๐๐๐ กระบอก เป็นความรับผิดชอบของใคร ปืนของหลวง เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ต้องเอากลับมาที่เดิม

7.คอป.แฉใบสั่งDSI ตำรวจ อัยการเหวี่ยงแหยัดคุกเสื้อแดงแรงเกินเหตุ

สาระสำคัญ-นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ในฐานะประธานอนุกรมการค้นหาข้อเท็จจริง ในงานด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ที่ถูกคุมขังนั้น ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาที่เกินเลยจากความเป็นจริง ซึ่งมีมากถึง 53 คน ที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และวางเพลิง ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษถึงประหารชีวิต 

ทั้งนี้จากการสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตั้งข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวน คือตำรวจ-DSI และพนักงานอัยการพบว่า การตั้งข้อหาดังกล่าวนั้นเกิดจากแรงกดดันของผู้บริหารระดับนโยบาย อีกทั้งการจับกุมและตั้งข้อกล่าวหายังเป็นในลักษณะของการเหวี่ยงแห ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ทั้งนี้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการยังไม่สามารถพิสูจน์พยานหลักฐาน

8.DSIแฉนโยบายเบื้องบนหากหาหลักฐานใครลั่นกระสุนไม่ได้ให้โยนบาปคนเสื้อแดง

สาระสำคัญ- BBC เปิดเผยในสารคดี Thailand - Justice Under Fire (ประเทศไทย-ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน) โดยอ้างรายงานการสัมภาษณ์เ้จ้าหน้าที่DSIว่า
"มีนโยบายให้กล่าวโทษคนเสื้อแดงในทุกกรณีเท่าที่จะเป็นไปได้ มีความพยายามจะออกคำสั่งว่า หากไม่พบผู้กระทำผิดให้โยนข้อกล่าวหาำไปให้ฝา่ยเสื้อแดง โดยอธิบดี DSI เป็นผู้ออกคำสั่ง"

"มีคำสั่งว่า หากไม่สามารถหาบุคคลที่เหนี่ยวไกปืนได้ เราจะต้องสันนิษฐานว่า ฝ่ายเสื้อแดงและผู้สนับสนุนเป็นคนทำ" (อ่านรายละเอียดข่าว: โลกตลึงDSIแฉผ่านBBCหมดเปลือกปกปิดทหารฆ่าประชาชนปี53 ธาริตใบสั่งโยนผิดเสื้อแดงฆ่ากันเอง)

9.ไก่อูสารภาพซัดทอดมาร์ค-เทือกบงการ

สาระสำคัญ-พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกของศอฉ.เข้าให้การกับตำรวจเมื่อ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ระบุว่า "ศอฉ." ไม่ใช่องค์กรที่เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นโดยคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขณะนั้น และมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในขณะนั้น เป็นผอ.ศอฉ.

สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ทหารจะไม่สามารถนำกำลังเข้าสลายม็อบแดงได้เลย

หากไม่มีคำสั่งพิเศษจาก "ศอฉ." ! หากไม่เพราะอภิสิทธิ์-สุเทพสั่ง (อ่านรายงานข่าว:ทหารออกตัวล้อฟรีไก่อูเปิดปากซัดทอดมาร์ค-เทือกเต็มๆ มัดคอเป็นผู้สั่งการสังหารเมษา-พฤษภาเลือด)

10.สุเทพยอมรับกลางแยกราชประสงค์เป็นคนสั่งการเอง

สาระสำคัญ-เทือกยอมรับหน้าชื่นตาบานที่แยกราชประสงค์ก่อนการเลือกตั้ง 3 กรกฎาฯว่าเป็นคนออกคำสั่งเอง มาร์คไม่เกี่ยว


ผมเป็นผู้สั่งการทุกอย่าง แล้วผมเป็นคนรับผิดชอบ

จากหลักฐานเอกสาร การตรวจสอบ และพยานต่างๆนี้เพียงพอหรือยังที่จะหักล้างข้อกล่าวอ้างของมาร์ค-เทือกว่า พวกตนกำลังตกเป็นเหยื่อล้างแค้นทารเมือง ไม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบใดๆ...? ประการสำคัญงานนี้ตำรวจจะแค่เรียกมาให้ปากคำในฐานะเป็นแค่พยานไม่ได้...

เพราะทั้งสองคือตัวการ ผู้บงการ 

.....................

เ้รื่องเกี่ยวเ้นื่อง:ประชาไทรายงานลึก คำสั่งรักษาด่านศอฉ.ใช้ "พลแม่นปืน" หากผู้ก่อเหตุปะปนผู้ชุมนุม - หากยิงไม่ได้ให้ใช้ "สไนเปอร์"