วันจันทร์, พฤศจิกายน 30, 2552

การสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง!?!


อำนาจของภาษาทางการเมือง ชี้ให้เห็นความสำคัญของภาษาทางการเมือง และวัฒนธรรมของความเป็นไทย แน่นอนว่า ความคลั่งชาติ ไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง ในประเทศไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน


โดย อรรคพล สาตุ้ม
30 พฤศจิกายน 2552


…นิยายเรื่อง Huckleberry Finn มันเป็นหน้าที่ของนักเขียนดังอย่าง Mark Twain ที่จะสร้างภาพลักษณ์อันไม่อาจลบเลือนได้ของคนผิวดำ
อำนาจของภาษาทางการเมือง ชี้ให้เห็นความสำคัญของภาษาทางการเมือง และวัฒนธรรมของความเป็นไทย แน่นอนว่า ความคลั่งชาติ ไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้อง ในประเทศไทย-ประเทศเพื่อนบ้าน
และคนผิวขาวในเรื่อง Huckleberry Finn ว่าเป็น ‘พี่น้อง’ อเมริกันด้วยกันในปี ค.ศ.1881 หลายปีหลังสงครามกลางเมือง และหลังคำประกาศเลิกทาสของประธานาธิบดี Lincon ที่ Jim กับ Huck เพื่อนเกลอที่ล่องเรือไปตามสายน้ำของแม่น้ำมิสซิสซิปปีอันกว้างใหญ่ แต่กรอบโครงเรื่องยังเป็นแบบทั้งความทรงจำ/ทั้งการหลงลืมที่ในยุคก่อนสงครามกลางเมืองอเมริกันนั้น คนผิวดำยังคงเป็นทาสอยู่ในอดีต ดังนั้น มันเป็นจินตนาการถึงภราดรภาพต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในสังคมที่เกิดการแตกร้าวจากความขัดแย้งที่เป็นปฏิปักษ์กันทางเชื้อชาติและชนชั้นอย่างรุนแรง…
-(เบน แอนเดอร์สัน ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม ฉบับแปลไทย :374-375)***

กล่าวได้ว่า ความเป็นพี่เป็นน้องแบบอเมริกันของ Huck กับ Jim สะท้อนเรื่องทางเชื้อชาติและชนชั้นตามกฎหมายในสมัยนั้น

Huck จะต้องทรยศ Jim เพื่อที่จะได้ส่งตัว Jim กลับคืนไปให้นายทาสผู้โหดร้าย แต่ทั้งสองคนตัดสินใจเดินทางไปด้วยกันโดยการลอยล่องไปบนแพตามลำน้ำใหญ่ Mississippi เพื่อแสวงหาเสรีภาพ

ส่วนคำว่า Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain ก็คือ ความสัมพันธ์บนพื้นฐานที่เสมอกัน เนื่องจาก Huck ค้นพบความรู้สึกของเขาที่มีต่อ Jim คนผิวดำว่า ไม่ใช่แค่ Jim จะเป็นคนที่น่าชื่นชม เขาเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพี่เป็นน้องกับคนผิวดำคนนี้ โดยผ่านกระบวนการต่อสู้ภายในจิตใจของเขาระหว่างอคติในตนเองกับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

เราจะลองนำข้อความคิดในนิยายเรื่องนี้มาพิจารณาถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา จากคำกล่าวที่ได้ยินกันติดหูว่า ประเทศไทยเหมือนเป็นพี่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านที่มีเศรษฐกิจที่เล็กกว่าเหมือนเป็นน้อง (แต่บางท่านใช้คำว่าผู้ใหญ่กับเด็ก)

นัยของความเป็นพี่เป็นน้องในแง่มุมแบ่งชนชั้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ จึงแตกต่างจาก Brotherhood ในความหมายของ Mark Twain แทนที่จะเป็น ‘จินตภาพของทางออก’ แต่มันกลับเป็นกับดักในความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น และมันถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสังคมของเราเอง

นับตั้งแต่คำว่าไทย-จีน เป็นพี่น้องกัน และไทย-ลาวเป็นพี่น้องกัน หากลองพิจารณานัยยะความหมายของคำว่าพี่น้องกับทั้งสองประเทศนี้ จากข้อมูลในอดีตทางประวัติศาสตร์ของประเทศสังคมนิยมที่มีการนับถือแบบสหายร่วมชาติของลาว มันก็มีการสะท้อนว่า ประเทศลาวก็ไม่ชอบเป็นน้อง เพราะมันดูเหมือนว่า ลาวเป็นน้องนั้นด้อยกว่าไทย

ปมปัญหาคำว่าเป็นพี่ที่ประเทศไทยไทยใช้แสดงถึงความเหนือกว่าต่อลาวจากปมของอดีต ทั้งเรื่องศูนย์กลางอำนาจของสยามกับลาว มาจนถึงความคลางแคลงใจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลังสงครามเย็นเมื่อภัยคอมมิวนิสต์จางลง กระทั่งการเปิดประเทศ ซึ่งไทยกับลาวเน้นความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

ความเป็น พี่น้อง นั้น เราสามารถแยกแยะลักษณะของคำ ซึ่งสื่อสะท้อนถึงความเป็นชนชั้นของภาษาทางการเมือง โดย นพพร ประชากุล เคยกล่าวถึงอย่างน่าสนใจต่อประเด็นอำนาจในภาษา กล่าวคือ ภาษามีอำนาจกำหนดโลกทัศน์และชีวทัศน์ของเราได้

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเช่น ในฐานะคนไทย เราได้เรียนรู้ที่จะแยกแยะกลุ่มบุคคลที่ร่วมบิดา-มารดากับเรา ผ่านคำว่า “พี่” “น้อง” ซึ่งเท่ากับภาษาสอนให้เราใช้เกณฑ์อาวุโสเป็นหลักในการแยกแยะกลุ่มบุคคลต่อไป (1)

ดังนั้น ความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ จึงแสดงถึงความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีพลวัต ความเป็นพี่เป็นน้องขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดจะมีอำนาจด้อยกว่า/หรือเหนือกว่า

อำนาจทางการทหารในยุคสงครามเย็น และอำนาจทางเศรษฐกิจยุคเปิดตลาดการค้า ซึ่งการใช้คำว่า พี่ น้อง กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านรั้วติดกัน จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

หลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยเริ่มเรียนรู้ในเรื่องนี้กันพอสมควร หลังจากที่มีปัญหาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาว นับตั้งแต่ การเรียกกล่าวว่า น้อง ไปจนถึงการใช้ภาษาและเนื้อหาในสื่อต่างๆ หรือในภาพยนตร์ที่ผู้นำเสนอไม่ระแวดระวังระวังต่อความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้าน

แต่ในปัจจุบัน เหตุใดการเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอคติของตัวเอง และการยอมรับประเทศเพื่อนบ้านบนฐานของความเสมอกัน จึงอันตรธานหายไป

พี่น้องกับความเป็นชาติ

ความขัดแย้งของคำว่า “กุ๊ย” จากปากของรัฐมนตรีต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ ต่อสมเด็จฯฮุนเซน นับเป็นเรื่องอ่อนไหวมากที่สุดของการพูดในทางการเมืองระหว่างประเทศ

เนื่องจาก การเมืองของภาษา เป็นประเด็นสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

หากเรานึกถึงอำนาจกับการใช้ภาษาผ่านถ้อยคำ ตามโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า การหาเสียงเลือกตั้งนั้นเอง เช่น ราชการเรียกกลุ่ม พคท. คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่ว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในกรณี ๖๖/๒๓ ทางราชการก็เปลี่ยนไปเรียกพวกเขาเสียใหม่ว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”

หรืออีกกรณีหนึ่งที่ นพพร ประชากุล ยกตัวอย่างถึงเรื่องขบถจิตแพทย์ กลุ่มหนึ่งได้วินิจฉัยพฤติกรรมและสภาพจิตใจของฮิตเลอร์ตามหลักวิชาการแล้วได้แถลงต่อสาธารณชนด้วยถ้อยคำว่า “ฮิตเลอร์เป็นผู้มีอาการป่วยทางจิต”

แน่นอนว่า ฮิตเลอร์ มีบัญชาให้สอบสวนเรื่องนี้ขึ้น เมื่อสิ้นสุดการสอบสวน คณะกรรมการก็แถลงผลต่อสาธารณชนว่าจิตแพทย์กลุ่มนี้ที่แท้แล้วเป็น “ผู้ทรยศต่อชาติ” (2) มันเป็นตัวอย่างสะท้อนความคิดเรื่องของภาษาในการใช้คำว่า ชาติ มาเป็นเครื่องมือจัดการกับคนในชาติ โดยลดทอนหรือทำลายความหมายที่สื่อถึงภราดรภาพแห่งพี่น้อง (3)

ดังนั้น ภาษาทางการเมือง ทำให้เรารับรู้ได้ว่า ความเป็นชาติและภาษากับการเมืองมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เช่น ในกรณี 'ป๋าเปรม' ลั่นไม่เคยกล่าวว่า 'จิ๋ว' ทรยศต่อชาติ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ภาษากับการเมืองในเรื่องทรยศชาตินั้น เมื่อผู้มีอำนาจพูดก็เหมือนกับฮิตเลอร์เป็นผู้พูด ย่อมแสดงพลังออกมาชัดเจนกว่าปัญญาชนและหลักวิชาการ เนื่องจาก ผู้มีอำนาจเชื่อมโยงกับความเป็นชาติ ผู้มีอำนาจพูดด้วยอำนาจของภาษาในการบังคับบัญชาคน และสร้างความเชื่อให้กับคนทั่วไป

กล่าวโดยเปรียบเทียบก็คือ จิตแพทย์ของเยอรมันก็เหมือนกับปัญญาชน ซึ่งกลับกลายเป็นคนปัญญาอ่อนที่ถูกกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ปัญญาชนเป็นผู้ทรยศชาติ ในด้านกลับกัน สำหรับประเทศไทย ปัญญาชนบางคนคลั่งชาติอย่างหน้ามืดตามัว ทั้งจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลายและคนเป็นปัญญาชน พวกเขาไปประท้วงหน้าสถานฑูตกัมพูชาในประเทศไทยในกรณีความขัดแย้งเรื่องพื้นที่พรมแดนด้วยการปลุกระดมพลอย่างคลั่งชาติ

แล้วเราจะเติมช่องว่างให้เต็มในเรื่องการสร้างสันติภาพ ความเป็นพี่น้องกันอย่างเสมอกัน เหมือนกับภราดรภาพในเรื่อง Huckleberry Finn โดยเน้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติได้อย่างไร

ความหมายของพี่น้อง-เพื่อนแบบใหม่ๆ จึงไม่ใช่เพียงความหมายแคบๆ แบบเดิมๆ เพื่อขยายอาณาเขตความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติอย่างเป็นสมัยใหม่ เพราะมันน่าจะเป็นทางออกในการสร้างสันติภาพของประเทศไทยในขณะนี้

เมื่อเราอยู่ภายใต้วิกฤติการณ์ทางการเมือง เราจึงต้องการรู้ถึงตัวอย่างการสร้างสันติภาพแบบเพื่อน เหมือนกับเพื่อนใกล้ตัวของเรา และแน่นอนมันย่อมเกี่ยวข้องการใช้ภาษา ใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อสันติอย่างมีมิตรภาพ

ทางกลุ่มเสื้อแดงซึ่งใช้คำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” กับการต่อสู้ของพวกเขา ในจำนวนนั้น บางคนยังเดินทางออกจากประเทศไทยไปกัมพูชาเพื่อพบกับทักษิณ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาไปพบกับใคร แต่เป็นเรื่องการใช้ช่องทางการไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านตามปกติ แม้จะอยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกลุ่มการเมืองสร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศให้เกิดขึ้นก็ตาม มันเป็นความไว้วางใจและความผูกพันข้ามพรมแดนของประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ตั้งแต่ในอดีต

เราคิดต่อมาง่ายๆ ว่า ตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ถูกต้อง มันพัฒนามาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้วขยายไปเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การเริ่มจากการค้าขายตามพรมแดนติดต่อกัน

กรณี พล.อ.ชวลิต กับบทบาทการใช้คำว่า เขาเป็นพี่น้อง brother, family กับประเทศเพื่อนบ้าน หลายประเทศ (4) เราสามารถพิจารณาข้อมูลประวัติศาสตร์ เช่น ในกรณีของพม่า การเดินทางมาเยือนไทยของ พล.ท.ขิ่นยุ้นท์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ มอบหมายให้ พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในนามรัฐบาลเต็มตัว ในฐานะที่พล.อ. ชวลิต สนิทกับ พล.ท. ขิ่น ยุ้นท์อยู่ก่อนแล้ว เขาได้จัดปาร์ตี้บนเรือ Oriental Queen ล่องน้ำชมแสงสีสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จนเป็นที่มาของการจับมือเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน

อย่างไรก็ดี หากเราประเมินบทบาทและความสามารถทางการต่างประเทศของ บิ๊กจิ๋ว และทักษิณ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ในช่วงที่ทักษิณเป็น รมต.ต่างประเทศ เขาได้พยายามหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนามอีกด้วย (5) จากข้อมูลของคอลัมนิสต์ ซึ่งเขียนเรื่องโฟกัสอินโดจีนได้สะท้อนบทเรียนของประวัติศาสตร์ที่ทำให้เราเห็นว่า หน้าที่ของการสร้างความร่วมมือกัน สะท้อนถึงประสบการณ์ทางการต่างประเทศเพื่อใช้สร้างความร่วมมือ มิใช่ใช้เพื่อทะเลาะเบาะแว้งกัน ภายใต้ทิศทางของการนิยามคำว่าพี่น้องให้ข้ามพ้นโลกทัศน์ที่ตกอยู่ภายใต้เกณฑ์อาวุโสเพียงอย่างเดียว

เหตุการณ์ความเคลื่อนไหวแบบชาตินิยมที่เกิดขึ้น เช่น การที่กลุ่มเสื้อเหลืองชาตินิยมประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชา ประกอบกับการที่นายวีระ สมความคิด เคยให้สัมภาษณ์ว่า “มีคนว่าผมบ้า”(6) ก่อนที่เขาจะมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ-พรรคการเมืองใหม่ แต่มันคงไม่ทำให้ผู้คนบ้า หรือคลั่งชาตินิยมตามแนวทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ถึงขนาดนี้ หากผู้ที่มีบทบาทในรัฐบาลมิใช่ นายกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นสัญลักษณ์ในการทะเลาะกับสมเด็จฮุนเซน ตั้งแต่กรณี ”กุ๊ย” จนถึงรัฐบาลก็ไม่สามารถปลดนายกษิตออกจากตำแหน่งได้ อาจเป็นเพราะว่าไม่มีสัญญาณจากบ้านป๋าเปรม (7) ซึ่งในอดีตก็คือบ้านพักของจอมพลสฤษดิ์นั่นเอง(8)

แม้ว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของเราจะก้าวข้ามพ้นสัญลักษณ์ของยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้วก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องอาณาเขตสาธารณะ การสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผล เพื่อเสรีภาพ และการปลดปล่อย (9) ในทางการเมืองของพลเมืองไทย จึงต้องพัฒนาการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านภาษา ผ่านการสร้างสรรค์หนังสือ แบบเรียน นิยาย ภาพยนตร์ ฯลฯ กันต่อไป

แต่การแก้ไขปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่องความเป็นพี่น้องในภาษาทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นก็คือ “สปิริต” ของรัฐมนตรีต่างประเทศคนปัจจุบัน ซึ่งก็ควรแสดงสปิริตทางการเมืองดังเช่นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นายนภดล ปัทมะ เคยมาทำมาแล้ว เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ปัญหาการเมืองปะทุบานปลายออกไป ทั้งนี้คำว่าพี่น้องหรือเพื่อนก็ไม่สามารถขาดส่วนผสมหลักคือ “สปิริต” ไปได้

ส่วนการสร้างข้อถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลเพื่อเสรีภาพและการปลดปล่อย คงต้องเป็นไปมากกว่าการแก้ปัญหาตัวบุคคลทั้งนายกษิต นายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอาจจำเป็นต้องปลดปล่อยตนเองจากการตกอยู่ภายใต้อำนาจของคำศัพท์ว่า “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งผนวกกับความหมายกลุ่มพันธมิตร ฯ ที่คลั่งชาติ ไปจนถึงป๋าเปรม อันปรากฏถึงการดำรงอยู่ของ “พี่น้อง”ในระบบอาวุโสของบ้านป๋าเปรม

สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดตามความหมายของโครงสร้างการเมืองแบบเก่าในการก่อปัญหาความขัดแย้งกับประเทศกัมพูชา จนไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อชาติและชนชั้นในความเป็นชุมชนจินตกรรมของชาติไทยเองได้

เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลในรัฐบาลก็จะไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในยุคใหม่ ซึ่งมันก็คือปมปัญหาที่เราไม่สามารถสร้างภราดรภาพแห่งพี่น้องจากประเทศไทยถึงกัมพูชาได้ !?!

******
*หมายเหตุ :ชุมชนจินตกรรม บทสะท้อนว่าด้วยกำเนิดและการแพร่ขยายของชาตินิยม โดยเบน แอนเดอร์สัน ซึ่งผู้เขียนผลงานLanguage and Power: Exploring Political Cultures in Indonesia. และส่วนของผลงานมาร์ค ทเวน ผู้เขียนเรื่องThe Stolen White Elephant เป็นต้น

เชิงอรรถ

1.นพพร ประชากุล “ภาษากับอำนาจ” สารคดี ปีที่13 ฉ.147 พ.ค.2540:361-368
2.นพพร ประชากุล,เพิ่งอ้าง
3.คำว่าพี่น้อง สำหรับคนอเมริกันแล้ว คำว่า “brother” “sister” จะชักนำให้เขาแยกแยะไปอีกทัศนะหนึ่ง โดยมองไปที่ความแตกต่างทางเพศเป็นหลัก ซึ่งน่าสนใจจากภาษาของสตรีไทยยังแยกเพศหลายระดับของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง ที่มีคำแทนตัวว่า ดิฉัน กับ หนู หรือบางครั้งก็ใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ต่างๆ ซึ่งมันแตกต่างจากอเมริกาซึ่งมีการพูดถึงคุณ you มากกว่า เรียกว่าพี่ น้อง นับญาติเหมือนกับโฆษณาทีวี ว่า ถ้าประเทศเป็นบ้าน คือ คนนับญาติกันได้หมดทั้งประเทศไทย ถ้าเรานึกถึงคำเรียก พี่ น้อง ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังปรากฎถึงการใช้คำว่า brother ในกลุ่มพี่น้องกรรมกร ย่อมแน่นอนว่า นอกจากการใช้คำว่าพี่น้อง สื่อถึงพี่น้องร่วมอาชีพ ยังมีความหมายถึงความเสมอภาคอีกด้วย
4.อรรคพล สาตุ้ม “บอง ชวลิต” ชาติไทยในมุมมองจากคอนโดฯ 5.หลานฟง “ทางแก้ข้อขัดแย้งทางทะเลของไทย-เขมร-เวียดนาม”โฟกัสอินโดจีน ในสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 41 ฉ.38 วันที่ 19-25 ก.พ.38 :12
6.วีระ สมความคิด “มีคนว่าผมบ้า” กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ปีที่ 17 ฉ.5756 วันที่ 26 มิ.ย.47 : 2-5 และดูเพิ่มเติมกรณี “สุริยะใส” ลั่นคลั่งชาติดีกว่าขายชาติ
7.เราสามารถพิจารณาเรื่องความหลากหลายทางภาษาเหนือ ภาษาใต้ เหมือนกับเราพิจารณาภาษากับการเมืองได้ โดยดูจากผลงานเรื่องภาษากับการเมือง/ความเป็นการเมืองของไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร เนื่องจากความน่าสนใจถึงการเมืองของการพูด คือ อำนาจของภาษาในระดับชาติ ซึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า"คนพูดแทนประเทศไทยได้คือนายกรัฐมนตรี แต่ในระดับเจ้าหน้าที่ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นเมื่อถูกสื่อมวลชนซักถาม ซึ่งต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องดูแลให้พูดจาไปในทิศทางไหน อย่างไร" เหยียบเบรกหัวทิ่มหัวตำ โดย จังหวะ "คัตเอาต์" ตัดไฟ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง… เนื่องจากสไตล์นักการทูตยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์"โดยปมหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เลือกเล่นเกมอุ้ม "ทักษิณ" ตบหน้ารัฐบาลประชาธิปัตย์ และฝ่ายคุมเกมอำนาจในประเทศไทยมาจากลูก "หมั่นไส้"จำฝังใจกับคำว่า "ไอ้กุ๊ย" บนเวทีม็อบพันธมิตรฯ หรือ "Gangster" ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อฝรั่งที่นายกษิตด่าข้ามประเทศไปถึงกัมพูชา และ รัฐบาลประชาธิปัตย์ตีกินได้แค่กระแสชาตินิยมในเมืองไทย นโยบายต่างประเทศภายใต้ทีมงาน "กษิต ภิรมย์" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แน่นอนถ้าถามใจนายกฯ อภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" โดยวิสัยยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ต้องเดาให้ยาก คงอยากกำจัด "จุดอ่อน" โละทิ้งยี่ห้อ "กษิต ภิรมย์" ทิ้งเต็มแก่ แต่ปัญหามันติดอยู่ที่โควตานี้ถูก "ล็อกไว้" ไม่อยู่ในวิสัยที่ "อภิสิทธิ์" หรือ "เทพเทือก" จะตัดสินใจได้โดยลำพังตราบใดที่ไม่มีสัญญาณไฟเขียวจากบ้านใหญ่ย่านเทเวศร์. ที่มา : วิเคราะห์การเมือง แล้วเฉลยก็อยู่ที่ กษิต ภิรมย์ “ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00”
8.บ้านสี่เสาเทเวศร์
9.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง,ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 273

ประธานหอ(คอยงาช้าง)ลากการเมืองนำการค้า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 พฤศจิกายน 2552

ผลประโยชน์ของวงการค้า และความเสียหายที่เกิดจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปเป็นประธานเปิดประชุมหอการค้าไทยปีนี้ ไหนเลยจะสำคัญไปกว่าการเล่นเกมการเมือง ที่ประธานหอการค้าไทยคนนี้พยายามดึงดันไปจัดที่นครเชียงใหม่ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าจะเผชิญแรงต้านมหาศาลอย่างที่เห็นๆกัน

บางทีก็ต้องถาม"คนที่อยู่หลังม่าน"เรื่องนี้ให้บ้างว่า จะปล่อยให้เละเทะไปทุกวงการ ผลาญชาติบ้านเมืองไปอีกขนาดไหน จึงจะหนำใจของท่าน!?



ในที่สุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ปีนกระไดลงสำเร็จ สำหรับการไม่ยอมไปร่วมประชุมหอการค้าไทยที่เชียงใหม่ หลังจากยิงมุกแป้กจับเสื้อแดงซุกระเบิดปิงปอง6,000ลูก มาเตรียมก่อเหตุ กลายเป็นระเบิดด้าน เนื่องจากความจริงมันเป็นแค่ประทัดลูกไข่เอาไว้ขายเด็กเล่นวันลอยกระทง

คนที่ยื่นกระไดลิงให้อภิสิทธิ์ปีนลงมาเที่ยวนี้ กลายเป็นประธานสภาหอการค้าไทย ซึ่งมีบทบาทเคลื่อนไหวเป็นคอหอยกับลูกกระเดือกของรัฐบาลอภิสิทธิ์กับอำมาตย์

กล่าวได้ว่านาทีพลิกผันที่ส่งอภิสิทธิ์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯแบบ"ปล้นมา"แลกกับความวิบัติของเศรษฐกิจบ้านเมือง ก็เนื่องจากสภาหอการค้าไทยนั่นเอง เป็นคนทั้งผลักทั้งดัน และออกมาเล่นบทห้ามไม่ให้พรรคการเมืองที่ชนะเสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาลต่อไป หลังเหตุการณ์ยึดสนามบินจบลงเมื่อวันที่2ธันวาคมปีกลาย แล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างลุกลนยุบพรรคพลังประชาชนทิ้ง

หอการค้าไทยยังคงอุ้มชูอภิสิทธิ์อย่างออกนอกหน้า ที่สังคมต้องประหลาดใจมากก็คือการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้นโยบายคลั่งชาติ ประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้นกระทบต่อมูลค่าการค้าระหว่าง2ประเทศซึ่งมีนับแสนล้านบาท แทนที่ประธานหอการค้าจะออกมาเรียกร้องสันติภาพจะได้ทำมาค้าขายกันต่อไป กลับออกมาสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลตอบโต้เขมรทำถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปกป้องศักดิ์ศรีประเทศชาติต้องมาก่อน ลั่นรับไม่ได้หากปล่อยให้ใครมาย่ำยี ดูหมิ่นเหยียดหยามประเทศไทย (คลิ้กดูรายละเอียดข่าว) จากนั้นก็เดินสายไปตามหอการค้าตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตอกย้ำเรื่องนี้ต่อเนื่อง

นายดุสิตเพิ่งขึ้นมาเป็นประธานหอการค้าไทยเมื่อต้นปีนี้แบบ"ลึกลับ แต่รู้กันแซดในวงการพ่อค้าใหญ่ แต่ใครหละจะกล้าพูด"

ตามคิวและตามสัญญาสุภาพบุรุษแล้ว เมื่อนายประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าคนก่อนหมดวาระลงในตอนต้นปีนี้ จะเป็นคิวของนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานหอการค้าคนที่ 1 ขึ้นเป็นแทน แม้แต่นายประมณฑ์ก็กล่าวสนับสนุน(ดูข่าว คลิ้ก) จนมีการแจกประวัติ"ว่าที่ประธานหอการค้าคนใหม่"และเตรียมเลี้ยงฉลองยกใหญ่( ลิ้งค์ ) แต่แล้วพอใกล้วันเลือกประธานเข้าจริงๆ ก็เกิด"ข้อมูลใหม่"ขึ้นมา อันมีผลให้นายพงษ์ศักดิ์ต้องประกาศไม่ขอชิงตำแหน่งนี้ โดยอ้างเหตุผลอย่างกะทันหันว่า ต้องไปดูแลธุรกิจทอผ้าของตัวเอง เพราะเจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ และขอให้รองประธานคนที่2คือดุสิต นนทะนาคร ขึ้นเป็นแทน...

ซึ่งคนในวงการบอกว่า เป็นเหตุผลที่ต้องประกาศไปทั้งน้ำตา และไม่มีใครเชื่อ แต่ก็ต้อง"ตามนั้น" เพราะนี่เป็นเหตุผลที่ฟังแล้วดูจะกล้อมแกล้มไปได้ที่สุดแล้วต่อสถานการณ์พลิกผันครั้งใหญ่ของวงการหอการค้า

อะไรคือเหตุของการพลิกผัน และทำไมต้องเป็นดุสิต?


ดุสิต มีบทบาทก่อนหน้านั้น โดยออกมาพูดตอนม็อบพันธมิตรยึดสนามบินว่า
"ไทยจะต้องยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีปัญหาแน่นอน โดยมองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ขณะที่สังคมไทยก็มีความแตกแยก ไม่มีความสามัคคี ทำให้รัฐบาลหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองหรือพรรคการเมืองอื่น ๆ เข้ามาบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ก็ควรที่จะประกาศยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่"


ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขปัญหาพันธมิตรยึดสนามบินด้วยการรีบร้อนสั่งยุบพรรคพลังประชาชน มีผลให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม
ตอนนั้นดุสิตซึ่งเป็นรองประธานสภาหอฯก็ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีแถลงข่าวร่วมกับสภาอุตสาหกรรม กับสมาคมธนาคารไทยว่า พรรคพวกแม้วพอได้แล้ว เป็นนายกฯมา 2 คนแล้ว ทั้งสมัคร สุนทรเวช ทั้งสมชาย บ้านเมืองก็ชิบหายมากพอแล้ว ให้คนอื่นคือฝ่ายมาร์ค-ประชาธิปัตย์ลองเป็นมั่ง พวกพ่อค้าจะได้ทำมาหากินกันเป็นปกติสุข...


ต่อมาไม่นานก็เกิดม็อบเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตอนสงกรานต์ ซึ่งหากเป็นไปตามมาตรฐานเดิม ดุสิตก็ควรต้องออกมาแถลงข่าวให้ท้ายม็อบ และไล่รัฐบาลออกเพราะคุมม็อบไม่อยู่บ้านเมืองวุ่นวาย พ่อค้าทำการค้าขายไม่ได้ แต่หนนี้ดุสิตพูดอีกอย่างว่า

ภาคเอกชนเรียกร้องให้ผู้ที่ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาล ยุติการกระทำใดๆ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนที่ผลกระทบจะส่งผลเสียหายไปมากกว่านี้ เอกชนได้พยายามร่วมมืออย่างเต็มที่เพื่อให้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศคลี่คลาย ส่วนรัฐบาลก็ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการเพื่อทำให้บรรยากาศด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งความเชื่อมั่นของประเทศดีขึ้น บุคคลที่เป็นต้นเหตุของการบั่นทอน ควรจะใช้สติทบทวนและไตร่ตรองโดยรอบคอบ ต้องมองถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มิใช่ประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง


ต่อมาเมื่อมีการชมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเพื่อรำลึกการรัฐประหาร 19 ก.ย. ดุสิตออกมาหนุนรัฐบาลเต็มที่ โดยกล่าวว่า
การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามีความรัก ความสามัคคี และมองประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักหรือไม่ ควรคิดว่าจะสามารถร่วมกันระดมความคิดว่าภายหลังจากที่เศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวรวมทั้งจะทำอย่างไรในการเสริมสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายสากลที่ใช้กันทั่วโลก ซึ่งจะเอามาใช้เมื่อมีความจำเป็น และไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจหากจะเอามาประกาศใช้ในภาวะที่ประชาชนในประเทศไม่มีความสามัคคี


ลูกหม้อเครือซิเมนต์ไทยผู้สืบมรดกต่อจากลูกหม้อซิเมนต์ไทยอีกราย


หลังพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ยอมกลืนเลือดสละการชิงเก้าอี้ประธานหอแล้ว ดุสิตก็หมดก้างฉลุยขึ้นเป็นประธานสภาหอการค้าคนใหม่ฉลุยในวันที่ 26 มีนาคม 2552

ดุสิตจบปริญญาโทจากอเมริกา เป็นลูกหม้อทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยมาแต่ต้นจนเกษียณ เขาเป็นมือบริหารปูนใหญ่ในรุ่นเดียวกับชุมพล ณ ลำเลียง มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของเครือซิเมนต์ไทยหลายบริษัท ตำแหน่งสุดท้ายเป็นที่ปรึกษาฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน)ขึ้นชื่อเรื่องเป็นมือการตลาดของซิเมนต์ไทย

เป็นเครือซิเมนต์ไทยอันมีสำนักงานทรัพย์สินฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ก่อนหน้าดุสิตนั้น ประธานหอการค้าไทยชื่อ ประมนต์ สุธีวงศ์ โดยเขามีโควต้ามาจากการเป็นประธานคณะกรรมการโตโยต้าประเทศไทย และเป็นคนไทยคนแรกที่เป็นประธานโตโยต้า

เขาเก่งกล้าสามารถมาจากไหน? หากใครรู้จักบริษัทญี่ปุ่นดีก็จะพบว่าเขาใช้คนญี่ปุ่นเป็นประธานทั้งนั้น หรือไม่งั้นก็ต้องเรียนจบญี่ปุ่น แต่ประมนต์นี่จบตรี โทจากอเมกา...แล้วทำไมมาเป็นได้..

คำตอบคือพอดีว่าประมนต์มาจากเครือซิเมนต์ไทย

นายประมณฑ์เป็นลูกหม้ออยู่ที่เครือซิเมนต์ไทยมาแต่หนุ่มยันเกษียณในปี2542 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย..ปูนซิเมนต์ไทยที่มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่นั่นเอง

เครือซิเมนต์ไทยถือหุ้นใหญ่ในโตโยต้าประเทศไทย 10% เช่นเดียวกับบริษัทจากต่างประเทศที่มาลงทุนในไทยโดยทั่วไปที่เครือสำนักงานทรัพย์สินฯจะได้รับเกียรติให้เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยในฐานะเจ้าบ้านที่ดี รวมทั้งกรณีของรถไถนาคูโบต้า รถไถนาเดินตามที่มียอดขายสูงสุดในเมืองไทย ก็มีทรัพย์สินเข้าไปถือหุ้น 10 %

เมื่อประมณฑ์หมดวาระลง แทนที่เก้าอี้ประธานหอการค้าจะตกเป็นของแคนดิเดตอันดับ1 กลับถูกผูกขาดจากคนที่เป็นลูกหม้อเครือทรัพย์สินฯ จากนั้นก็มีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองสอดคล้องกับรัฐบาลอภิสิทธิ์และเครือข่ายอำมาตย์อย่างเป็นจังหวะจะโคน ก็ทำให้ข้อสงสัยต่างๆคลี่คลายลงว่า เพราะเหตุใดนายดุสิต นนทนาคร จึงเหมาะสมกับตำแหน่งประธานหอการค้า

ผลประโยชน์การค้าไทย-กัมพูชาปีละนับแสนล้านบาท อาจไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเครือข่ายองค์กรซ่อนเงื่อนของอำมาตย์ที่ขอพิฆาตทักษิณเป็นภารกิจหลัก

ผลประโยชน์ของวงการค้า และความเสียหายที่เกิดจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปเป็นประธานเปิดประชุมหอการค้าไทยปีนี้ ไหนเลยจะสำคัญไปกว่าการเล่นเกมการเมือง ที่ประธานหอการค้าไทยคนนี้พยายามดึงดันไปจัดที่นครเชียงใหม่ ทั้งที่รู้แก่ใจว่าจะเผชิญแรงต้านมหาศาลอย่างที่เห็นๆกัน

บางทีก็ต้องถาม"คนที่อยู่หลังม่าน"เรื่องนี้ให้บ้างว่า จะปล่อยให้เละเทะไปทุกวงการ ผลาญชาติบ้านเมืองไปอีกขนาดไหน จึงจะหนำใจของท่าน.

อย่างนี้ถึงจะเรียก 'ตุลาการภิวัตน์'


โดย ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
ที่มา เวบไซต์ Pub-law.net
ภาพจาก คุณ met, คุณเซียร์ ไทยรํฐ และ มติชนออนไลน์
30 พฤศจิกายน 2552

ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ได้อ่านคำแปลการให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซ็น เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ถ้าไม่ทราบมาก่อนว่า นั่นคือคำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซ็น ก็คงนึกว่า เป็น “ส่วนหนึ่ง” ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพราะมีความ “ดุเด็ดเผ็ดมัน” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่าไรเลยครับ!!!

มีหลายส่วนของคำแปลการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ที่ผมอ่านแล้ว ก็ต้องนำกลับมาคิดทบทวนดูหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแยกความโกรธแค้นและผลประโยชน์ส่วนตัว ออกจากผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตั้งรัฐบาลโดยการได้เสียงสนับสนุนมาอย่างไม่เหมาะสม รวมไปถึงการรัฐประหารในบ้านเราด้วยครับ

ใครจะว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่สำหรับผม ผมว่า คำให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซ็น ทำให้เราต้องมาคิดกันใหม่อีกรอบถึง “ท่าที” ของต่างประเทศที่ “มอง” ประเทศไทยว่า เขามองเราอย่างไร!!!

เราอาจคิดอยู่เสมอว่ากัมพูชานั้น “ด้อย” กว่าเราในทุก ๆ เรื่อง เราจึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเขา แต่ไปมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับประเทศใหญ่ ๆ

แต่ในวันนี้ คนในประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชาก็ได้ “ระเบิด” ความรู้สึกของตนที่มีต่อประเทศไทย และต่อรัฐบาลไทยออกมาให้ชาวโลกได้รับรู้ และก็เป็นเรื่องที่แปลก เพราะสื่อต่างชาติให้ความสนใจกับสิ่งที่สมเด็จฮุน เซ็น พูดกันมาก

ประเด็นที่เป็นสิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์ก็คือ การที่สมเด็จฮุน เซ็น แสดงความไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช้กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรัฐประหาร การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย การสร้างประเด็นทางการเมืองด้วยการหยิบยกเรื่องบางเรื่องขึ้นมาโดยหวังผลให้มีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง

หลาย ๆ สิ่งที่สมเด็จฮุน เซ็น พูดออกมา สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากผู้นำของประเทศเล็ก ๆ ที่เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเขาเท่าไรนัก การพูดของสมเด็จฮุน เซ็น ทำให้ผมมานั่งนึกดูว่า แล้วประเทศอื่น ๆ เขาคิดอย่างนั้นกับเราด้วยหรือไม่

การไม่พูด ไม่ได้หมายความว่า เขายอมรับหรือเห็นด้วย แต่อาจจะไม่มี “โอกาส” ที่จะพูดเหมือนสมเด็จฮุน เซ็น ก็ได้

หากจะให้ผมเดาคำตอบก็คงเดาได้ว่า แนวคิดเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คงไม่ต่างกันเท่าไร ระหว่างสมเด็จฮุน เซ็น กับประมุขของชาติอื่น ๆ เพราะหลักการดังกล่าว เป็นหลักการสากล ที่บรรดาผู้บริหารประเทศและพลเมือง ต่างก็คงต้องมีความรู้ความเข้าใจกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ที่ผมคิดว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ก็คงยอมรับการรัฐประหาร หรือการเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร หรือการยืมมือคณะรัฐประหาร มาทำลายศัตรูทางการเมืองของตนไม่ได้ครับ

พร้อม ๆ กับข่าวการให้สัมภาษณ์ของสมเด็จฮุน เซ็น มีผู้ที่ผมคุ้นเคยคนหนึ่ง ได้เล่าให้ฟังถึง “ความกล้า” ของผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่ออกมาปฏิเสธการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาที่ อม.9/2552 ในคดีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยศาลได้มีคำพิพากษา ให้ลงโทษจำคุกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นเวลา 2 เดือน และปรับ 4 พันบาท แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

เรื่องคงไม่มีอะไรมาก หากไม่มีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ได้แสดงความเห็นของตนไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตัว โดย 1 ใน 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ นายกีรติ กาญจนรินทร์ ได้กล่าวไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตัว ซึ่งผมขอคัดลอกมานำเสนอไว้ในที่นี้ ดังนี้

“ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี้หรือไม่ เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ศาลเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชน ศาลจึงต้องใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อประชาชนอย่างสร้างสรร ในการวินิจฉัยคดี เพื่อให้เกิดผลในทางที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และหากศาลไม่รับใช้ประชาชน ย่อมทำให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมถูกท้าทายและสั่นคลอน

นอกจากนี้ ศาลควรมีบทบาทในการพิทักษ์ความชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบ และพันธกรณีในการปกปักรักษาประชาธิปไตยด้วย

การได้อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือการได้อำนาจในการปกครองประเทศ โดยความไม่ยินยอมพร้อมใจจากประชาชนส่วนใหญ่ เท่ากับเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 ย่อมเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

หากศาลรับรองอำนาจของบุคคล หรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เท่ากับศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน จากการใช้อำนาจโดยมิชอบ และเพิกเฉยต่อการปกปักรักษาประชาธิปไตยดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งเป็นการละเลยหลักยุติธรรมตามธรรมชาติที่ว่า บุคคลใดจะรับประโยชน์จากความฉ้อฉล หรือความผิดของตนเองหาได้ไม่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นวงจรอุบาทว์อยู่ร่ำไป ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นช่องทางให้บุคคลหรือคณะบุคคลดังกล่าว ยืมมือกฎหมายเข้ามาจัดการสิ่งต่างๆ

ข้อเท็จจริงเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ปัจจุบันอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์ นานาอารยะประเทศส่วนใหญ่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ฉะนั้นเมื่อกาละและเทศะในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้วจากอดีต ศาลจึงไม่อาจที่จะรับรองอำนาจของบุคคล หรือคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติ หรือรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปเช่นกันว่า ผู้ร้องประกอบด้วยคณะกรรมการที่เป็นผลพวงของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) แต่ คปค. เป็นคณะบุคคลที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 จึงเป็นการได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย ดังเหตุผลข้างต้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่า เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แม้จะได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังก็ตาม หาก่อให้เกิดอำนาจที่จะสั่งการ หรือกระทำการใดอย่างรัฏฐาธิปัตย์

ผู้ร้องประกอบด้วยคณะบุคคล ที่เป็นผลพวงของ คปค. ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ด้วยเช่นกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) คดีนี

อำนาจฟ้อง (ยื่นคำร้อง) เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาว่า ผู้คัดค้านจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสาร ประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย”

ในประเทศไทย เรามีการรัฐประหารมาแล้วกว่า 10 ครั้ง แต่ละครั้ง ก็จะมีการออกคำสั่งหรือประกาศมาใช้บังคับ และเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว คำสั่งหรือประกาศเหล่านั้น ก็ยังมีผลใช้บังคับต่อไป ภายใต้ชื่อเดิม คือประกาศของคณะปฏิวัติ ผมยังจำได้ว่า สมัยที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี พ.ศ. 2525 – 2530 ผมได้อ้างประกาศของคณะปฏิวัติฉบับหนึ่งไว้ในวิทยานิพนธ์ด้วย ซึ่งก็มีปัญหาอย่างมาก เมื่อแปลคำว่า ประกาศของคณะปฏิวัติออกมาเป็นภาษาฝรั่งเศส อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไม่ยอมเข้าใจเรื่องดังกล่าว อธิบายอย่างไรก็ถูกโต้ตลอด จนกระทั่งในที่สุด ก็ต้องเขียนคำอธิบายเอาไว้ด้วยว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ มีสถานะอย่างไร

แม้กระทั่งตอนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้ามาให้ความช่วยเหลือทางวิชาการกับประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2540 – 2542 ก็มีการถกเถียงกัน คือ เรื่องการให้สัมปทานสาธารณูปโภค ที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่า คืออะไรกันแน่ และทำไมถึงมีสภาพบังคับอยู่ทั้ง ๆ ที่การปฏิวัติก็จบสิ้นลงไปนานแล้ว

ดังนั้น ปัญหานี้ต้องทำความเข้าใจก็คือ บรรดาคำสั่งหรือประกาศของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่มีสภาพบังคับเช่นกฎหมาย ถือเป็นกฎหมายโดยชอบด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่จะนำมาใช้ต่อไปภายหลังช่วงเวลาของการปฏิวัติรัฐประหารได้หรือไม่ ครับ

ที่มาของความชอบธรรมของคำสั่งหรือประกาศของคณะปฏิวัติรัฐประหาร เกิดจากศาลฎีกาครับ!!!


คำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อใน พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติให้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมือง ข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชน ก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมาย แม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมา ด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม ฉะนั้น ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 21 ซึ่งประกาศคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ บังคับแก่ประชาชนดังกล่าว จึงเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการปกครองในลักษณะเช่นนั้นได้ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามประกาศฉบับนี้ ทำการจับกุมควบคุมโจทก์ได้โดยชอบ”

คำพิพากษาดังกล่าว ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการรองรับการใช้อำนาจในการออกกฎหมายของคณะรัฐประหารเรื่อยมา จนกระทั่งทุกวันนี้

ในบรรดากฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศไทยกว่า 600 ฉบับ เรามีกฎหมายที่ใช้ชื่อว่า ประกาศของคณะปฏิวัติหรือของคณะรัฐประหารอยู่กว่า 55 ฉบับ กฎหมายเหล่านี้ เป็นกฎหมายที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติที่ถูกต้อง ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แต่ก็ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน น่าแปลกใจไหมครับ ที่ประเทศประชาธิปไตยแบบเรายินยอมใช้กฎหมายที่ออกโดยคณะปฏิวัติแม้การปฏิวัติจะจบสิ้นไปแล้ว!!!

เมื่อผู้พิพากษาคนหนึ่งในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แสดงความเห็นของตนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างชัดเจน ถึงการไม่ยอมรับการรัฐประหารและอำนาจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ก็ย่อมเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มี “ผู้กล้า” ออกมาบอกด้วยเสียงอันดังว่า การปฏิวัติรัฐประหาร เป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงได้นำเสนอข้างต้นว่า บรรดาคำสั่งและประกาศต่าง ๆ ของคณะรัฐประหารนั้น “สมควร” หรือไม่ ที่จะนำมาใช้ต่อไป ภายหลังจากที่การรัฐประหารจบลง และเราได้กลับเข้าไปสู่ระบอบประชาธิปไตยตามเดิมครับ!!!

มองย้อนกลับไปข้างหลัง เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีการออกคำสั่งและประกาศจำนวนมาก ที่นำมาใช้กับการดำเนินกิจการทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น การยุบพรรคไทยรักไทย เป็นต้น ซึ่งต่อมา ก็เกิดสิ่งที่มีผู้เรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์” ในประเทศไทย ที่หมายถึงการที่ตุลาการ เข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเมืองของประเทศ

กระแสตุลาการภิวัตน์ ถูกนำมาอ้างในหลาย ๆ โอกาส ที่มีการพิจารณาพิพากษาคดีที่ “ลงโทษ” นักการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง ตุลาการบางคนก็ออกมา “ขานรับ” ในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง จนมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ต้องออกมาท้วงติงว่า ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่เพียงพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมาย และไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” เพราะสักวันหนึ่ง กระแสตุลาการภิวัตน์ จะย้อนกลับมา “ทำลาย” ตุลาการที่ออกมานอกกรอบเหล่านั้น

ในวันนี้ เมื่อผมได้อ่านคำวินิจฉัยส่วนตัวของคุณกีรติ กาญจนรินทร์ แล้วก็รู้สึกว่า ผมได้พบกับ “ตุลาการภิวัตน์” ของแท้และของจริงแล้วครับ

เพราะการที่นักกฎหมายคนหนึ่ง ออกมาชี้ให้สังคม มองเห็นโครงสร้างของรัฐ และระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นคนละทิศทางกับที่ศาลฎีกาได้เคยวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหารเอาไว้แล้ว ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 และก็คนละทิศทางกับที่บรรดาศาลทั้งหลาย ก็ได้วางบรรทัดฐานเอาไว้อีกใ นกระบวนการตุลาการภิวัตน์ที่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ผู้พิพากษาคนนี้ ก็กล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่ “ถูกต้อง”

ความกล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่ถูกต้องด้วยระบอบประชาธิปไตยดังกล่าว จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและชื่นชมเป็นอย่างมาก
ที่ผมต้องขอแสดงความคารวะอย่างจริงใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ต่อจากนี้ไป ก็คงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ ที่จะนำความเห็นดังกล่าวไปเผยแพร่ ไปใช้สอนหนังสือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่า การรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรยอมรับ นักกฎหมายที่ดีก็ไม่ควรเข้าไปข้องแวะกับเรื่องดังกล่าว คำวินิจฉัยส่วนตัวนี้ จะเป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้อ้างอิงมากอย่างไม่น่าเชื่อในวันข้างหน้าครับ!!!

ใครที่คิดจะทำรัฐประหารอีก ก็อย่าลืมเอาคำพิพากษานี้ไปอ่านก่อนนะครับ จะได้รู้ว่า สิ่งที่ตนจะทำนั้น เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 และหากยังดื้อทำการรัฐประหาร ผู้ทำรัฐประหารและผู้สมรู้ร่วมคิด ก็จะกลายเป็น “ผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย”!!! ครับ

นอกจากนี้แล้ว นักกฎหมายทั้งหลาย และบรรดาสมาชิกรัฐสภา คงต้องมาช่วยกันคิดแล้วว่า จะปล่อยให้คำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหาร มีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ อย่างน้อยก็คงต้องเริ่ม “อาย” กันบ้างแล้วนะครับ ที่ประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้กฎหมายที่มีชื่อว่าประกาศของคณะปฏิวัติ!!!

ส่วนตุลาการภิวัตน์ “รุ่นเก่า” คงต้องหยุดกันเสียทีนะครับ สร้างความเข้าใจผิดและสับสนให้กับสังคมมามากแล้ว

วันนี้เจอ “ตุลาการภิวัตน์” ของแท้และของจริงเข้า เปรียบเทียบกันดูก็ได้ จะได้รู้กันไปเลยว่า ตุลาการอาชีพและนักกฎหมายที่ดีนั้น คืออะไร


วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 29, 2552

แถลงการณ์ชาวเชียงใหม่ผู้รัก ปชต.ถึง อภิสิทธิ์ 'โมฆะบุรุษ ปชต.'


โดย คุณกำลังดี
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 พฤศจิกายน 2552

แถลงการณ์ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย
ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย
ณ. อนุสาวรีย์สามกษัตริย์
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เรื่อง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ โมฆะบุรุษประชาธิปไตย” ที่ชาวเชียงใหม่ไม่ต้อนรับ

เรียน พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน

ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศงดการเดินทางเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนชาวเชียงใหม่ ในการเข้ามายึดโพเดียมเพื่อปาฐกถา และรับรายงานการประชุมสัมมนาหอการค้าในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยบอกว่า จะหาทางเข้ามาจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้งหากมีโอกาส

ในนามของประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เราขอประกาศว่า หากไม่มีหัวโขนในตำแหน่งนายกฯที่ปล้นแย่งชิงอำนาจไปจากของประชาชน พวกเรายินดีต้อนรับนายอภิสิทธิ์ ในการเดินทางมาเชียงใหม่เป็นการส่วนตัว ในฐานะประชาชนคนไทยผู้หนึ่ง ที่มีสิทธิ์ในการเดินทางไปไหนได้ทั่วประเทศตามกฎหมาย

แต่การประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ในครั้งนี้ เราประท้วงนายอภิสิทธิ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่พวกเราเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ได้มาโดยไม่เป็นประชาธิปไตย ได้มาโดยการเหยียบย่ำระบอบการปกครองของประเทศชาติ ที่เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นายอภิสิทธิ์ได้ตำแหน่งนายกฯ มาจากการร่วมมือกับเผด็จการทหารไม่กี่คน ที่ปฏิวัติรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน เมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการสืบทอดอำนาจของเหล่าขุนนางอำมาตย์ตกยุคล้าหลัง ที่ไม่มีหัวใจประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศตัวตนว่า เป็นคนประชาธิปไตย เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ทางฟากฝั่งประชาธิปไตย ที่ความจริง น่าจะเป็นหัวหอกในการต่อสู้กับเหล่าเผด็จการขุนทหาร ที่ทำร้ายประเทศชาติให้ถอยหลังตกต่ำมาทุกยุคทุกสมัย

แต่เพียงแค่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสักครั้งหนึ่งในชีวิต โดยไม่คิดถึงหัวใจหลักของประชาธิปไตย คือต้องมาจากประชาชน โดยไม่คิดว่า ประเทศชาติจะเสียหายเท่าไหร่ โดยไม่คิดว่า จะเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญทัดเทียมนานาอารยะประเทศอย่างไร นายอภิสิทธิ์กลับมีพฤติกรรมทำตัวเป็นขี้ข้าเผด็จการ รับใช้อย่างนอบน้อมกับคนชั่ว แต่กลับขึงขังบ้าอำนาจ ทำร้ายพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตย

พฤติกรรมเยี่ยงนี้ของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่อาจเรียกเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากคำว่า นายอภิสิทธิ์ “โมฆะบุรุษประชาธิปไตย ”

ดังนั้นในนามประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เราจึงขอประกาศไม่ต้อนรับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ทุกกรณี หากนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในตำแหน่ง นายกฯขี้ข้าเผด็จการ

แถลงการณ์มาให้เป็นที่รับทราบโดยทั่วกัน

ชาวเชียงใหม่ผู้รักประชาธิปไตย
ศูนย์ประสานงานกลาง แดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ชมภาพของท่านโจนาทานภาพ ...กลุ่มแดงเชียงใหม่ เดินขบวนต้านมาร์ค ที่เชียงใหม่ ได้จาก ลิงก์

จดหมายจากคุณยายUSAถึงหลานลิ้ม-ทหารไทย


โดย คุณยายศรีลัดดา คาลิฟอร์เนีย
29 พฤศจิกายน 2552
*บทความเกี่ยวเนื่อง:จดหมายจากคุณยายในUSAถึงอภิสิทธิ์หลานรัก

บุชนำสหรัฐฯไปสู่ความล้มละลายหมดความน่าเชื่อถือ เราชาวอเมริกันก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่เฝ้ารอให้เวลาของการเป็นประธานาธิบดีของเขาสิ้นสุดลง ไม่มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจขับไล่ผู้นำในสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้นำประเทศที่สร้างความระทมทุกข์ให้พวกเราปานใด...อะไรคือความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยของไทยกับสหรัฐฯ?...ก็กองทัพไทยไม่สามารถที่จะทนรอให้ทักษิณอยู่ในตำแหน่งนายกฯจนครบเทอมนั่นแหละ





เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ยายยังนอนอยู่บนเตียง ตอนที่เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังลั่น ก็ได้แต่แปลกใจว่าใครกันนะโทรมาหาตั้งแต่เช้าอย่างนี้ อ้อที่จริงเป็นลูกสาวที่อยู่ในยุโรปนั่นเอง
"แม่คะ รีบเปิดทีวีตอนนี้เลย เกิดสิ่งที่น่าสพรึงกลัวมากในนิวยอร์ก!!"


ในตอนนั้นยายก็เลยได้เปิดโทรทัศน์ดู แล้วยายก็ได้เห็นภาพของตึกคู่แฝดกำลังโดนโจมตีจากเครื่องบินโดยสาร แล้วตึกทั้งสองก็ค่อยพังครืนลงมา คนที่ติดอยู่ในตึกเวิล์ดเทรดพากันกระโดดหนีเอาชีวิตรอดจากหน้าต่างที่สูงถึงระดับ 100 ชั้น

มันเป็นภาพที่ทารุณโหดร้าย สำหรับใครที่ได้เห็นเป็นประจักษ์พยานแก่สายตาคงจะไม่มีวันลืมเลือนลงได้ ประธานาธิบดีจอร์จดับเบิ้ลยูบุชรีบเข้ามาบัญชาการแก้ไขวิกฤตการณ์หนนั้น และได้ประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะกับบินลาเด็น

ประชาชนชาวอเมริกันทั้งชาติพากันให้การสนับสนุนบุชในเวลานั้น เขาอ้างว่าจะจับตัวบินลาเด็นให้ได้ และจะนำเขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากไล่กวดจับบินลาเด็นนานนับปี บุชก็เปลี่ยนเป้าหมายไปยังซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักแทน โดยอ้างว่าซัดดัมครอบครองอาวุธมหาประลัยนิวเคลียร์พร้อมที่จะใช้โจมตีสหรัฐ!! บุชและเชนนี่,คอนโดรีสซ่า ไรซ์ และนายพลพาวเวลล์พยายามโน้มน้าวให้สหประชาชาติเชื่อว่าซัดดัมเป็นภัยคุกคามต่อโลก

ในตอนแรกประชาชนอเมริกันก็เออออไปกับบุช แต่เมื่อหลายปีผ่านไป และมีการทุ่มเทเงินไปหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อการสงคราม แต่ทว่าสงครามในอิรักก็ยังดำเนินต่อไปไม่มีทีท่าจะยุติลงให้เห็นแต่อย่างใด บินลาเด็นก็ถูกลืมๆไปแล้ว ประชาชนก็จึงพากันต่อต้านคัดค้านสงครามนี้

เมื่อการปลุกความรักชาติเริ่มต้นขึ้น ใครที่ไม่สนับสนุนกิจการสงครามก็จะถูกกล่าวหาตราหน้าว่า"ไม่รักชาติ"เหมือนๆกันในทุกที่ หลังผ่านไป 8 ปีของระบอบปกครองของบุชในตำแหน่งประธานาธิบดี ประชาชนชาวอเมริกันก็พบกับความจริงว่า บุชนำพาประเทศชาติไปสู่ความล้มละลาย และทำให้ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯสูญสิ้นลง

เราในฐานะประชาชนชาวอเมริกันก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่เฝ้ารอให้เวลาของการเป็นประธานาธิบดีของบุชสิ้นสุดลง ไม่มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจขับไล่ผู้นำในสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะเป็นผู้นำประเทศที่สร้างความระทมทุกข์ให้พวกเราปานใด

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 ยายได้เดินทางกลับไปกรุงเทพฯ แล้วก็เปิดทีวีติดตามดูการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยายมีความสุขซะจริงที่โอบาม่าชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบฟ้าถล่ม

อะไรคือความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตยของไทยกับสหรัฐฯ...กองทัพไทยไม่สามารถที่จะทนให้ทักษิณอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนครบเทอมนั่นแหละ

นี่แหละคือสิ่งที่เป็นความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุด เมื่อมีการประกาศข่าวการยึดอำนาจรัฐประหารในประเทศไทยผ่านเครือข่ายโทรทัศน์CNN ยายก็แทบจะไม่อยากเชื่อเลย เพื่อนบ้านของยายเองก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศซึ่งอ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ในประทศที่ได้ชื่อว่า"สยามเมืองยิ้ม"ทว่าตอนนี้กลายเป็น"สยามเมืองเศร้า"ไปเสียแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากพูดถึงก็คือว่า เมื่อคืนนี้ยายนอนไม่หลับเมื่อเห็นนายสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวประณามอดีตนายกฯสมัครผู้ล่วงลับ

ดูซิแม้แต่ผู้ที่วายชนม์ลงแล้วก็ยังไม่อาจพ้นพิษร้ายของเขาได้ จนยายอยากฝากไปถึงสนธิและพวก"สมุนนักเลงอันธพาล"ซักหน่อย

นายสนธิเอ๋ย นายอ้างตลอดเวลาว่านายกับพรรคพวกเป็นเพียงคนพวกเดียวที่พิทักษ์รักษาสนับสนุนราชบัลลังก์ คนที่เหลือในประเทศไม่มีใครเลยที่"รักชาติ"

กลุ่มก๊วนการเมืองของนายที่ชื่อ พธม.ย่อมาจาก"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"มันก็เลยเป็นแค่เรื่องตลก เพราะนายไม่รู้จักความหมายประชาธิปไตยที่แท้

สิ่งที่นายกระทำลงไปนั้นไม่เป็นผลดีอะไรเลยกับประเทศชาติบ้านเมือง แต่กลับเป็นการทำลายชาติในทุกทาง ทั้งเศรษฐกิจ เมื่อพวกนายกับพวกเสื้อเหลืองเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินนานาชาติ และฉุดเอาสถาบันลงต่ำการจากแอบอ้าง เมื่อไหร่ที่นายเปิดปาก มันก็ไม่มีอะไรหรอก นอกจากการพ่นพิษร้ายโทสจริตจิตอาฆาตโกรธเกลียด

นายสาปแช่งประนามอดีตนายกฯสมัคร แต่นายรู้หรือไม่ ยายหละกลัวเสียจริงว่า จุดจบจวนเจียนมาถึงนายแล้ว มันไม่ง่ายเลยสำหรับนาย เพราะอภิสิทธิ์กับรัฐบาลฉ้อฉลของเขาคงไม่มีอำนาจไปตลอดกาลหรอก เมื่อพวกเขาล้มลงนายก็คงต้องล้มลงตาม

นายฉุดรั้งเอาศีลธรรมของคนไทยลงสู่ห้วงเหวแห่งความตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย นายมันไม่ใช่อะไรซักอย่างนอกเสียจากเจ้าหมาบ้าจอมสกปรกที่ไร้ศีลธรรมอย่างที่ไม่เคยมีใครเป็นอย่างนี้มาก่อน ยายหละรังเกียจกับพฤติการณ์ และเล่ห์กระเท่สกปรกของนายเสียจริง ไปลงนรกซะเถอะ

จากคุณยายผู้น่ารักของนาย/แคลิฟอร์เนีย

********
เกี่ยวกับคุณยายศรีลัดดา แคลิฟอร์เนีย


คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 86 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ37ปีแล้ว

สมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลในตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน(ชื่อไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 2 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ท่องอินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและสามีของเธอที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส หลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้สบาย แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

*************
ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่คุณยายเขียน

On Sept 11 2001, I was still in bed when the phone rang. I was wondering who would call so early in the morning.Turned out to be my daughter in Europe.She said.."Mom, turn on your tv, something terrible is happening in New York!!".

I got up at once,turned on the tv and that's when I saw the picture of the Twin Towers being attacked by an airplane.Then the building started to collapse, people jumping out of the windows from the 100th floor.

It was the most horrible sight that for those who witnesed the incident would never forget it.Bush rushed to the site atonce, and declared war on the terrorist, especially Bin Laden .

The whole nation supported him at that time.He claimed he will catch Bin Laden and bring him to justice.Well, after chasing Bin Laden for a year, Bush switched his target to Sadam Hussein instead, claiming Sadam had nuclear weapons,ready to use it against US!! He and Chenny, Condirisa Rice, Gen.Powell tried to convince the UN to beleive that Sadam was athreat to the world.

At first most people went along with him,but when severl years and billions of dollars went by and the war seems to go on and on with no ends insight,Bin Laden was forgotten, people start to protest against the war.That was when the patriot games started.

Anybody who did not support the war was "Unpatriotic" sounds familiar?After eight years of Bush Administration,people realized that he had led the country to bankruptcy and lost US credability.

we the people had no choice but had to wait until his presidency term came to an end, no coup d'tat here in the US.no matter how unhappy we were.In November 2008, I was in Bangkok, glued to the tv, watching the election in US.

I was so happy when Obama won with a landslide. Now that is the differnce between Thai Democracy and the US. The military could not wait for Taksin's term to end in a couple of years.

That was their worst mistake. When the news of the coup in Thailand was annouced on CNN, I could'nt believe it.My neigbors could'nt understand how could it happen in the country that claim to be a Democracy like Thailand. Now, "Siam the land of Smile" is now.."Siam the land of Grief"That is all for now.


last night I could'nt sleep thinking about Sondhi cursing Samak.Even a dead man could not escape from his venoms, so here is a message for him and his "samoon nak-leng an-ta-parn"

Nai Sondhi,You always claim that you and your party are the only one that protect and support the Instition, the rest of the country is "unpatriotic" mai rak chart.

Your party's name is The PAD..meaning "People Alliance for Democracy",it is a joke because you do not know the meaning of Democracy.

So far you have done nothing good for the country but have caused more damagesto the country in every way,the economy,when you and the Yellowshirt took the Government House and the airpors, dragging down the Institutions by using their name.Every time you open your mouth,there is nothing but VENOMS.

You cursed Samak wishing him to go to hell,but you know,I am afraid when your end comes ,it would not be easy for you.Abhisit and his corrupted government are not going to be in power forever.When they go down you are going down wwith them.

You have dragged down the level of conscience of Thai people to the lowest level in the history of Thailand.You are nothing but the meanest, dirtiest rabid dog who has no conscience whatsoever.I am so disgusted with your actions and your dirty tactis, so go to hell! from your loving grandma.

sawasdee ka, Khun Yai from California..

วันเสาร์, พฤศจิกายน 28, 2552

จุดยืน(ที่มิใช่ส้นเท้า)


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 26
29 พฤศจิกายน 2552

ผมขำเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะบางเวทีสื่ออย่าง “มติชนออนไลน์” ที่พาดหัวข่าวเสียน่าหวาดเสียวในทำนองว่าจักรภพจะขนอาวุธมาที่ร้านเรดช็อปในวันที่แถลงข่าว ก็ยิ่งชวนหัวร่องอหาย


เพราะผมกลายเป็นตัวข่าวเสียเองในห้วงเวลาที่ผ่านมา ก็เลยส่องกล้องเข้าไปดูเบื้องหลังเรื่องราวโดยละเอียดจนเข้าใจความเจ้าเล่ห์ของอำมาตย์ไทยขึ้นเยอะทีเดียวครับ

วันนี้จะขอเล่าให้ท่านฟังสนุกๆ

แผนการนี้เริ่มต้นจากรายงานข่าวภาษาอังกฤษธรรมดาชิ้นหนึ่ง โดยนักข่าวสัญชาติอเมริกันชื่อ นายชอว์น คริสพิน ที่เคยถูกดำเนินคดีสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไปเขียนข่าววิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลระดับสูงของไทยกับผู้นำทางการเมืองในขณะนั้น และเคยลุกขึ้นมาถามคำถามแรงๆ กับคุณทักษิณกลางที่ประชุมผู้สื่อข่าวอย่างคนที่มีอะไรในใจ เวทีที่ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นนี้คือเว็ปไซต์ที่มีชื่อว่า Asia Times Online


เนื้อข่าวเขียนราวกับนิยายว่า นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ให้สัมภาษณ์กับเขาเกี่ยวกับแผนการขนส่งอาวุธจากกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในเมืองไทย เพื่อหวังผลเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยใช้กำลังและความรุนแรง

คนที่อ่านย่อมนึกคล้อยตามใน ๒ ประเด็นเป็นอย่างน้อย นั่นคือ
๑)​ผมได้พูดจริงเกี่ยวกับการขนส่งอาวุธ ๒) ฝ่ายเรามีความเกี่ยวข้องทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา


ตอนแรกผมรู้สึกขำ เพราะแต่งกันเป็นตุเป็นตะ แต่ต่อมาปรากฏว่ามีคนส่วนหนึ่งเชื่อขึ้นมา เพราะสื่อไทยส่วนที่ไม่หวังดีนัก เอาเรื่องนี้มาตีกระหน่ำเพิ่มเติมจนเป็นข่าว จนแม้กระทั่งผู้ใหญ่หลายคนในฝั่งประชาธิปไตยก็ทำท่าจะเส้นตื้นเชื่อเขาขึ้นมาด้วย ผมจึงตัดสินใจแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พ.ย. ๒๕๕๒ เวลา ๑๔.๓๐ น. โดยผ่านอินเตอร์เน็ตไป สื่อมวลชนมากันมากในวันนั้น ผมได้แจกเอกสารสั้นๆ ชิ้นหนึ่งประกอบการแถลงข่าวด้วย ขอนำมาพิมพ์ไว้เป็นหลักฐานตรงนี้อีกทีครับ:


เอกสารประกอบการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
โดยนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำขบวนการประชาธิปไตย


ณ อิมพีเรียลเวิร์ลด์ ลาดพร้าว วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น.


ตามที่เกิดข่าวว่าผมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่างประเทศเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้านและอาวุธยุทโธปกรณ์ จนทำให้มวลชนเกิดความสับสนและอาจเสียหายต่อแนวทางของฝ่ายประชาธิปไตยได้ ผมขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว และขอยืนยันว่า ผมไม่ได้ให้สัมภาษณ์ไปเช่นนั้นเลย


ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เป็นข่าวคือ นายชอว์น คริสพิน (Shawn Crispin) ของ Asia Times Online ได้นัดเข้ามาสัมภาษณ์ผมเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ผ่านผู้ประสานงานสื่อต่างประเทศของผม และได้ถ่ายภาพการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไว้เป็นหลักฐานด้วย

เราได้สนทนากันกว้างๆ ในประเด็นอนาคตของการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยและวิสัยทัศน์ของผมต่อการเมืองไทยในอนาคต หลังจากนั้นไม่นานนายชอว์นฯ ก็เขียนรายงานจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่โดยทั่วไป และไม่ปรากฏว่ามีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับการสะสมหรือขนย้ายอาวุธเลย

ผมกับนายชอว์นคุยกันครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีการติดต่อใดๆ กันอีกเลยจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อจู่ๆ มีประเด็นนี้โผล่ขึ้นมาในรายงานของเขาในช่วงนี้ และสื่อไทยบางส่วนก็คว้าเอาไปเล่นข่าวกันเสมือนเป็นเรื่องจริง โดยไม่เคยตรวจสอบกับผมเลยนั้น ทำให้เกิดคำถามว่าคนเหล่านี้มีแผนอะไรกัน

ผมขอตั้งประเด็นไว้ว่านี่เป็นเจตนาป้ายสีต่อตัวผมโดยหวังให้เกิดผลบางอย่างในทางการเมือง ผมขอย้ำว่าการเตรียมการใดๆ ในการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นจากสถานที่ใดก็ตาม ไม่ใช่แนวทางของผมและผู้สนับสนุนตัวผมอย่างเด็ดขาด การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมืองไทยจะต้องเกิดจากพลังขับดันภายในประเทศ และเกิดโดยสงบสันติ เมื่อปวงชนชาวไทยมีความพร้อมแล้วเท่านั้น

ผมขอเรียกร้องฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยด้วยว่า โปรดฟังหูไว้หู ไตร่ตรองโดยแยบคายก่อนจะเชื่อข่าวสารใดๆ และอย่ากระทำการใดๆ ที่เป็นการเหยียบย่ำคนในฝ่ายประชาธิปไตยด้วยกันเพื่อให้ทางศัตรู การวิพากษ์วิจารณ์กันและกันกระทำได้เสมอเพราะเราเป็นนักประชาธิปไตย แต่การเลยเถิดไปถึงขั้นใช้วิชามาร เช่น การป้ายสีตีตรา การทำร้ายผู้สนับสนุนของอีกกลุ่มหนึ่งเพราะลุ่มหลงในลัทธิพรรคพวกอย่างเกินเลย เป็นต้น พึงละเว้นเสีย

ขอขอบพระคุณสื่อมวลชนที่รักยิ่งทุกๆ ท่านครับ

จักรภพ เพ็ญแข


ครับ ก็แถลงกันตรงๆ ซื่อๆ อย่างนั้นแหละ ผมมาหวนคิดว่าเล่ห์กลของอำมาตย์นี่มันมากมายเสียจริงๆ

งานนี้ผมเคยคุยกับผู้สื่อข่าวในกรอบวิชาการ ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ข่าวและข้อเท็จจริง แถมยังคุยกันมานานเกินครึ่งปีแล้ว ก่อนจะเกิดเหตุการณ์สงกรานต์เลือด และก่อนที่ผมจะเดินทางออกนอกประเทศ

พอมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเยือนกัมพูชาเท่านั้นเอง ก็เกิดการ “เต้า” ข่าวขึ้นขนานใหญ่ จับแพะชนแกะให้วุ่นวายไปหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเสียงแอะออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

ไม่ต้องแปลให้มากความก็รู้ความครับ นี่คือแผนสร้างภาพของอำมาตย์ไทยที่ใส่ไคล้ การเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ครั้งนี้ไม่ใช่เกียรติยศของชาติและประชาชนชาวไทย แต่เป็นแผนลึกลับซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังจากกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในเมืองไทย แต่ลำพัง พ.ต.ท.ทักษิณฯ คนเดียวอาจจะดูน้อยไป ไม่เป็นทีม เลยยืมชื่อของผมพ่วงเข้าไปด้วย โดยไปขุดเอาเรื่องเก่าๆ ในเหตุการณ์อื่นมาปัดฝุ่น แถมด้วยชื่อของผู้ใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยที่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นอย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และอดีตประธานรัฐสภาอย่างคุณยงยุทธ ติยะไพรัช

พูดตรงๆ แล้วผมขำเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะบางเวทีสื่ออย่าง “มติชนออนไลน์” ที่พาดหัวข่าวเสียน่าหวาดเสียวในทำนองว่าจักรภพจะขนอาวุธมาที่ร้านเรดช็อปในวันที่แถลงข่าว ก็ยิ่งชวนหัวร่องอหาย แต่เมื่อมวลชนฝ่ายเราเองเกิดสับสนไปด้วย และผู้ใหญ่ที่ควรเข้าใจในวิชามารของฝ่ายตรงข้ามบางคนเกิดหลงกลเส้นตื้นขึ้นมาดื้อๆ ก็เห็นความจำเป็นที่ต้องอธิบายความกันบ้าง แต่ก็อธิบายไปหัวเราะไปครับ


ประกาศไว้เสียตรงนี้อีกครั้งว่า คนอย่างผมตั้งอยู่บนหลักการดังต่อไปนี้เท่านั้น และจะไม่เดินออกจากหลักการนั้น:

๑. การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมืองไทย ต้องเกิดจากพลังขับดันภายในประเทศ
๒. สู้ด้วยกำลังและการยืดหยัดของมหาประชาชน ไม่ใช่กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์
๓. ถึงจะแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติ แต่ยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนอื่น
๔. เชื่อมั่นศรัทธาในกำลังกาย ใจ และปัญญาของปวงชนชาวไทย
๕. มุ่งสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ฝ่ายอำมาตย์ออกแบบและกำหนดให้


นอกเหนือจากนี้ ไม่ใช่จักรภพ เพ็ญแขครับ.
------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

๑๐ธันวาวันธรรมศาสตร์รักชาติไทย


เรื่องโดย อ.วิภา ดาวมณี*
ออกแบบประติมากรรม อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ
ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม นายอเนก เจริญพิริยะเวศ
28 พฤศจิกายน 2552

ใกล้ ๑๐ ธันวาคมเข้ามา ชาวธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะที่รวมตัวกันเป็นสมาคมศิษย์เก่าก็ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ มีการจัดกิจกรรมทุกๆปีจนเป็นประเพณี

ปีนี้เสื้อธรรมศาสตร์ที่เพิ่งออกมาพาให้ผู้คนแปลกใจ เพราะเป็นสีธงชาติไทย ที่มีขาวแดงน้ำเงินเป็นสีหลัก หากจะตั้งชื่อยุคสมัยให้กับความเป็นไปของธรรมศาสตร์ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ก็อาจเรียกได้ว่า ยุคธรรมศาสตร์ชาตินิยม กระมัง ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมที่กำลังอบอวลด้วยสัญลักษณ์ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ”....

เราลองมองย้อนกลับไปเมื่อแรกตั้งธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย ภายหลัง “การอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕” คณะราษฎรได้เข้าทำการยึดอำนาจและประกาศหลัก ๖ ประการ เพื่อสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นอิสระ ก่อร่างสร้างประชาธิปไตย โดยให้การศึกษากับราษฎรอย่างเต็มที่

สองปีถัดมา เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เพื่อการศึกษาของสามัญชนในแบบตลาดวิชา

ทันทีที่เปิดก็มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษาจากทั่วประเทศ กว่าเจ็ดพันคน มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ประดุจ “บ่อน้ำ” ที่คอยดับความกระหายของราษฎรที่แสวงหาความรู้ในทางสังคมการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่รองรับการปกครองรูปแบบใหม่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ยอดโดมหกเหลี่ยมที่สะท้อนความหมายหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร จึงตั้งตระหง่านสูงเด่น เป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์มาจนทุกวันนี้

แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนจะกล่าวถึงความสำเร็จในการย้ายธรรมศาสตร์ไปยังรังสิตเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ โดมธรรมศาสตร์ จะสำคัญอะไรนักหนา ” อาจจะเพราะมิได้เรียนรู้ หรือสนใจและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์ในคราวนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือที่มาของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จากวันนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยิ่งเข้าไปมีบทบาททางการเมือง และในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยอีกมากมาย

วันนี้หากใครได้เดินผ่านประตูรั้วของธรรมศาสตร์เข้ามาก็จะเห็นว่าด้านหน้าของหอประชุมใหญ่เรียงรายด้วย ประติมากรรมจำนวน ๘ ชิ้นงาน ซึ่งบ่งบอกลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ๑๑ เหตุการณ์ด้วยกัน

จากด้านที่ติดกับคณะนิติศาสตร์ ด้านในสุดของสวนไล่เรียงมา จะเป็นศาลาสีเงินรูปหกเหลี่ยม โปร่ง หลังคาคล้ายหลังคาตึกโดม มีเสาค้ำยัน ๖ ต้นรองรับ แทนความหมายของหลัก ๖ ประการ ซึ่งประกาศโดยคณะราษฎร คือ

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

๓. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ

จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน

๕.จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ ความเป็นอิสระ เพื่อเสรีภาพ (โดยไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น)

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่กับราษฎร


ถัดมาใกล้กับกำแพงรั้วด้านพิพิธภัณฑ์ เป็นประติมากรรมนูนสูงสีทอง มีรูปโดมอยู่ตรงกลาง นักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ธรรมจักร คัดข้อความบางตอนของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยกล่าวรายงานในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาไว้


โดยถือให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันธรรมศาสตร์ ประติมากรรมชิ้นที่สองนี้จึงแทนวันธรรมศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์จะมาร่วมกันรำลึก เรียกชื่อชิ้นงานว่า “ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างปัญญาชน และบัณทิตใหม่ เม็ดเลือดใหม่ของสังคมไทยขึ้นมารองรับระบอบประชาธิปไตย


ถัดเข้ามาตรงกลางเป็นประติมากรรมที่สะท้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย และเป็นสถานที่กักกันคนต่างชาติ มีบุคลากรนักศึกษาธรรมศาสตร์และประชาชนชาวไทย ในนามของขบวนการเสรีไทยร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งแสดงเจตจำนงค์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่ไปสนับสนุนญี่ปุ่นในขณะนั้น ขบวนการนี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้ในสงคราม จึงมีภาพปืนใหญ่ และเหล่ายุวชนเสรีไทยที่อาสาสู้ศึกในลักษณะประติมากรรมลอยตัวเป็นสีดำบ่งบอกความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของตน


ส่วนอีกชิ้นงานหนึ่งที่นักศึกษารุ่นปัจจุบันน่าจะกลับมาค้นคว้าศึกษาเปรียบเทียบให้เกิดความรับรู้มากขึ้น ก็คือประติมากรรมสะท้อน “ ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ” หลายคนอาจจะรู้จักเพียง เหตุการณ์หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบแบ่งขั้วแบ่งสีในปัจจุบัน และประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ๆ ในยุคพฤษภา ๒๕๓๕ หรือ ยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ แต่ไม่เคยรู้ว่าก่อนหน้า

หลายปีมาแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีทั้งกระบวนวิธีคิด วิธีการทำงาน การรวมตัวจัดตั้ง มีอุดมการณ์ และจิตใจที่องอาจกล้าหาญ ควรแก่การศึกษายกย่อง ประติมากรรมชิ้นนี้จึงรวม ๓ เหตุการณ์สำคัญในเวลาใกล้ๆกันเพื่อสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคนั้น

เหตุการณ์แรกคือ ภายหลังการทำรัฐประหาร ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ธรรมศาสตร์ประสบกับความผันผวนและภัยทางการเมืองเป็นอย่างรุนแรง ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มีเหตุการณ์กบฏวังหลวงที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจต้องการทวงอำนาจคืน และยังเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในเวลาต่อมา ฝ่ายกองทัพบกจึงเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องอพยพไปอยู่ที่เนติบัณฑิตยสภาบ้าง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง

จนวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ นักศึกษาธรรมศาสตร์ประมาณ ๓๐๐๐ คนได้รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากการยึดครองของกองทัพบก ภายใต้คำขวัญ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” และได้คืนมาในวันที่ ๕ พฤศจิกายนปีเดียวกัน


เราจึงเรียกวันที่ ๕ นี้ว่าเป็นวันธรรมศาสตร์สามัคคี ซึ่งในปีนี้วันธรรมศาสตร์สามัคคีกลับเงียบเหงา เพราะอาจจะไม่ค่อย หรือไม่อาจจะสามัคคี จึงไม่มีคำขวัญเช่นวันเก่าก่อนเสียแล้ว

เหตุการณ์ที่สองในปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๕ นักศึกษาก็ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านสงครามในยุคสงครามเย็น คัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี เพื่อต่อต้านการขยายอำนาจอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกา รัฐบาลยุคเผด็จการฟัสซิสต์คุกคามกวาดล้างจับกุมและคุมขัง ตั้งข้อหา กบฎสันติภาพ

นับจากปีนั้นถึงปีนี้ 50 ปีพอดี ผลจากการรณรงค์ดังกล่าวมีนักศึกษาธรรมศาสตร์ถูกจับกุมรวม ๑๙ คน กลายเป็น”ขบวนการสันติภาพ”

ส่วนเหตุการณ์ที่ ๓ นั้นเกิดจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนจากระบอบพิบูลสงคราม นำโดยเผด็จการทหาร จอมพล ป. ไปสู่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมป์ของเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้การก้าวขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งฟื้นการมีบทบาทอย่างเข้มแข็งของสถาบันประเพณี ที่เรียกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับประชาชน และนักศึกษาสถาบันอื่นๆ คัดค้าน เปิดโปง และ ร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก

จน “การเดินขบวน” ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมือง นับเป็นขั้นสูงสุดของการสำแดงพลังนิสิตนักศึกษาประชาชนขณะนั้น ไม่ถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล หรือยึดสนามบินในนามขบวนการประชาชนเช่นปัจจุบัน

ในช่วงปี ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๓ การเมืองไทยอยู่ในวังวนของอำนาจเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์นักศึกษาอยู่ในฐานะอภิสิทธิชนมีความภาคภูมิใจในสถานภาพของตน และใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ นักวิชาการบางท่านเรียกขานยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด”

นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนี้แทบไม่มีใครทราบอดีตเลยว่า ใครเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมีความเป็นมาอย่างไร มีประวัติอย่างไร เนื่องจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่๘ และต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ในเวลานั้นนักศึกษาส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการแข่งขันกีฬา พาเหรด แบ่งสี แบ่งสถาบัน จำกัดการจัดกิจกรรมอยู่เฉพาะในแวดวงกีฬา และบันเทิงภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่สนใจสังคมการเมือง และไม่ใส่ใจในทุกข์สุขของประชาชน

“ยุคสายลมแสงแดด” นี้อาจจะใกล้เคียงกับบรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทุกๆเย็นเราจะเห็นนักศึกษาทุ่มเมกับการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งอาจารย์ และนักศึกษาต่างตั้งหน้าตั้งตาเรียน ตั้งตาสอน และทำงานวิจัย หมกมุ่นกับการทำรายงานและเอกสารเพื่อการประเมินคุณภาพวิชาการ จนไม่มีเวลาหันมาสนใจสังคมที่กำลังมีวิกฤตมากกมาย

หลายคนเรียกปีระหว่างรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการเริ่งกลับสู่ยุคสายลมแสงแดดอีกครั้ง หรือเรียกว่ายุคสายลมแสงแดดครั้งที่ ๒ ของธรรมศาสตร์

จนเมื่อนักศึกษาบางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสต้านสงครามในเวียตนามที่สหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพ ประกอบกับการเมืองที่เป็นเผด็จการ นักศึกษา ปัญญาชน เริ่มตั้งคำถามถึงสถานะของตนเอง ประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มมีความตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวคือ มีการสร้างกลุ่ม ชมรม องค์กรนักศึกษา ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงกว้าง แหวกรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมภายนอก ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งมีผลสะท้อนกลับคือ ทำให้นักศึกษากลายเป็นพลัง และกลุ่มกดดันทางสังคม เป็นยุคที่รู้จักกันดีในชื่อ “ยุคฉันจึงมาหาความหมาย”

จากอิทธิพลทางความคิดและบทกวีอมตะหลายๆบท และหนึ่งในบทกวีเหล่านั้นมาจากหนังสือเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน (ปี พ.ศ. ๒๕๑๑) ของ วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ปี ๓ ในห้วงเวลาดังกล่าว ....นักศึกษาหลายต่อหลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนจากบทร้อยกรองสั้นๆที่ว่า

“ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง.....
ฉันจึงมาหาความหมาย......
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย.........
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”


ประติมากรรม“ยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา” เป็นโลหะฝังลงบนแท่นหิน ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางริมทางเดินหน้าหอใหญ่ สะท้อนสองยุคสมัยที่อยู่ตรงข้าม เสมือนด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

ช่วงปี ๒๕๑๔ - ๑๕ ต้องถือว่าเป็นช่วงรอยต่อของการคิด ไปสู่การเคลื่อนไหว ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแก้ปัญหาให้คนจน แก้ปัญหาให้ประเทศไม่ได้ นักศึกษาหลายสถาบันที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเริ่มตั้งคำถามอย่างที่รุ่นพี่เคยตั้งคำถาม เช่นถามว่า....เราคือใคร เราเกิดมาทำไม ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องทำอะไรบ้าง …



ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประมาณ ๒ ปี มีการสร้างกระแสสำนึกในหมู่นักกิจกรรมว่า โครงสร้างของตึกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหล็กเส้นข้างในจริงๆ มันคือกระดูกของคนทั้งประเทศ นั่นคือกระดูกของชาวนา น้ำประปาที่เราเปิดก๊อกออกมา นี่ก็คือเหงื่อของกรรมกร

นักศึกษาหรือนักกิจกรรมเหล่านั้นเชื่อกันว่า ด้วยลำพังพ่อแม่ของเรา เราไม่สามารถเรียนถึงขั้นอุดมศึกษา หรือเรียนถึงขั้นปริญญาได้ มหาวิทยาลัยเป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ เป็นผลึกของอารยธรรมของประเทศของสังคมทั้งหมด มาจากการสะสมความรู้ตลอดไม่รู้กี่ชั่วอายุคน มหาวิทยาลัยมาจากเงินภาษีอากร เวลานั้นพ่อแม่ส่งให้เราเรียน ค่าเรียนที่ธรรมศาสตร์เพียงหน่วยกิตละ ๒๕ บาท มีอาจารย์อยู่เต็มมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นพันๆ คนที่ได้มีโอกาสเรียน

ความรู้ที่นักศึกษาได้นอกเหนือจากตำรา คือ ความรู้จากการอ่าน จากหนังสือ จากวรรณกรรม จากห้องสมุด จากหนังสือทำมือ จากวารสารต่างๆ มีหนังสือจำนวนมากที่มีผลผลักดันให้นักศึกษาเข้าสู่การเคลื่อนไหว เช่น หนังสือของ “สด กูรมะโรหิต” ซึ่งเป็นผู้นำความคิดลัทธิสหกรณ์ในประเทศไทยคนสำคัญ

หนังสือเรื่อง ‘ขบวนเสรีจีน’ เป็นเรื่องของนักศึกษาจีนต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงคราม เรื่อง ‘ระย้า’ เป็นกลุ่มคนจนลุกขึ้นมาต่อต้านคนรวย รวมไปถึงต่อต้านอำนาจรัฐ และข้าราชการคอรัปชั่น นักคิดในกระแสเสรีนิยม สังคมนิยม และแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองรวมตัวกันผลิตหนังสือ วารสารที่ฉีกกรอบเดิมมากขึ้น และมากขึ้น เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารลอมฟาง วารสารโซตัสใหม่ที่คัดค้านระบบอาวุโสในมหาวิทยาลัย คัดค้านการที่รุ่นพี่กดขี่เอารัดเอาเปรียบรุ่นน้อง ฯลฯ

มาถึงยุคเคลื่อนไหวประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำรณรงค์ให้คนทั้งประเทศใส่ผ้าดิบ เริ่มขบวนการชาตินิยมกลายๆขึ้นมา

ยิ่งไปกว่านั้นนิสิตนักศึกษายังเห็นว่า การรวมตัวกันทำอะไรให้กับสังคมนั้นเป็นไปได้ สมาชิกสภาหน้าโดมที่เป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมของธรรมศาสตร์ได้มีส่วนอย่างมากในการคัดค้านการประกวดนางสาวไทย นอกเหนือจากการคัดค้านงานฟุตบอลประเพณีที่ฟุ้งเฟ้อ

เมื่อนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหว เริ่มรวมตัว ก็เริ่มตกเป็นเป้าคุกคามเสรีภาพจากผู้บริหารประเทศ สะท้อนออกชัดเจนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐบาลส่ง ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ไปเป็นอธิการบดีเพื่อควบคุมนักศึกษารามคำแหง เพราะตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพียงแห่งเดียว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้หมดสภาพความเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่มีการสอบเข้า คนจนเริ่มได้เรียนน้อยลง คนจนส่วนหนึ่งจึงต้องไปเรียนที่รามฯ มีการเคลื่อนไหว มีการรวมกลุ่มนักศึกษา ทำให้กลุ่มอิสระของนักศึกษาทั้งหลายเริ่มมองเห็นภัยของเผด็จการที่เข้ามาแทรกแซงกิจกรรมของนักศึกษาอย่างชัดเจน

มีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืนจากรัฐบาลจอมพล ถ. จนมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่๒๙๙ ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๑๕ เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยตรง คือคัดค้านกฎหมายที่รัฐบาลเผด็จการประกาศใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพ ของสื่อมวลชน โดยรัฐสามารถตรวจข่าวได้ทุกข่าว ถ้าข่าวใดที่รัฐไม่เห็นด้วยก็จะตีพิมพ์ไม่ได้

กลุ่มอิสระในธรรมศาสตร์ได้แก่ สภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มผู้หญิง ชมรมนิติศึกษา และสภากาแฟ ทั้งหมดนี้มีการนัดหมายเดินขบวนกัน โดยเริ่มชุมนุมใหญ่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเดินเท้าไปที่จุฬาฯ เพื่อไปชวนเพื่อนนิสิตจุฬา มาร่วมชุมนุมต่อต้าน

หลายวันถัดมาก็มาชุมนุมกันที่หน้าศาลติดกับสนามหลวงจนข้ามคืน รัฐบาลถนอมจึงยอมยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติไปในที่สุด นับเป็นอีกครั้งที่นักศึกษาเริ่มเห็นพลังของตัวเอง และเป็นพลังที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเฉพาะกับเรื่องฟุ่มเฟือยในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นพลังที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ร่วมกับประชาชน สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จึงนำไปสู่การก่อตัวของ ๑๓ กบฏเรียกร้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อประชาธิปไตยทางการเมือง

ในยุคก่อนการเคลื่อนไหว ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ มีบทกวีเป็นจำนวนมาก ที่ทำให้คนหนุ่มสาวมีพลังในการที่จะคิดอะไรนอกเหนือไปจากกรอบที่เขาเคยคิด พลังของวรรณกรรม อยู่ที่ ‘วรรคทอง’ เช่น บทกวี ของนเรศ นโรปกรณ์ หรือ มนูญ มโนรมย์ที่ว่า......

"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
ฤาจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤา

แท้ควรสหายคิด
และตั้งจิตมั่นยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน”



อีกชิ้นเป็นของทวีป วรดิลก

“จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน

เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดพบใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือจะทานแสงทองส่องฟ้า”



และบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ แปลจากกวีอาเมเนียน

“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”



บทกวีเหล่านี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้นักศึกษา พลังของตัวอักษรทำให้คนหนุ่มสาวที่เคยหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองได้รับการปลดปล่อย การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการ ในลักษณะของการปฏิวัติสังคม วัฒนธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากระบบปิดสู่ระบบเปิด มีการปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จากอำมาตยาธิปไตยหรือระบบราชการทหาร ไปสู่การเมือง ระบบเศรษฐกิจเสรีในเกือบทุกด้าน



ประติมากรรมเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้สร้างขึ้นเพื่อ จารึกวีรกรรมของวีรชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรม ประติมากรรม ๑๔ ตุลา เด่นสง่าพิงกำแพงรั้วด้วยลัญลักษณ์เปลวเพลิงที่พวยพุ่ง............

ใกล้ๆกันเป็นประติมากรรมกลางแจ้ง ลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด ทำด้วยโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว ๖ เมตร กว้าง ๓ เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสกัดกั้น ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภายใต้คำขวัญ “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม”


ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เพียง ๓ ปี ต่อมาจาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖

นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมโดยสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกันเรียกร้องให้ขับไล่อดีตจอมพลถนอม กิตติขจรผู้หวนกลับเข้ามาในประเทศไทยออกไป จนเช้ามืดวันที่ ๖ ตุลา การสังหมู่ก็เริ่มต้น จากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลามไปจนทั่วบริเวณ จากริมฝั่งเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ การเข่นฆ่าแผ่เป็นวงกว้าง ผ่ารั้วมหาวิทยาลัยไปถึงต้นมะขามสนามหลวง ฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยมสร้างสถานการณ์ก่อนหน้าการรัฐประหาร เพื่อสลายกลุ่มองค์กรพลังก้าวหน้าและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ผลักดันให้นักศึกษากว่า ๓๐๐๐ คน เดินทางสู่ป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


........ตัวอักษรคำว่า ๖ ตุลา ๒๕๑๙ แกะสลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอก ถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ



g> ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม ภาพวีรชนที่ถูกแขวนคอ ถูกนั่งยาง และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด

มีภาพปั้นนูนต่ำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น และที่ฐานโดยรอบบันทึกความรู้สึกของอาจารย์ป๋วย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ด้านหลังของเขื่อนมีรายชื่อวีรชนผู้เสียชีวิตสลักไว้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบานลงไป


หลายปีผ่านไปหลัง ๖ ตุลา ขณะที่วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารยังไม่จางหาย มีรัฐบาลพลเรือนสลับหมุนเวียนกันไป พร้อมกับความพยายามรัฐประหารของฝ่ายสูญเสียอำนาจผลัดเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจึงยังคงดำรงอยู่ วงศ์วานว่านเครือของเหล่าทรชนและผู้สืบทอดยังคงลอยนวล อำนาจอภิสิทธิชนยิ่งล้นฟ้า และห้อมล้อมด้วยผู้สวามิภักดิ์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่

จนมาถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ คณะ รสช. ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบัน และผู้รักความเป็นธรรม เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ รสช. ที่มาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยใช้ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่แรก เริ่มที่ลานโพธิ์

มีการอดอาหารประท้วง จัดการอภิปราย ชุมนุมหลากหลายรูปแบบ จนในที่สุดกำลังทหารตำรวจได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม การปราบปรามครั้งนี้ได้โหมกระแสการรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยให้ลุกลามออกไป จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และหมดยุคของทหารการเมือง คืนสู่การเป็นทหารอาชีพในเวลาต่อมา

ประติมากรรมสะท้อนเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง พฤษภา ๒๕๓๕ นี้ ถือเป็นประติมากรรมชิ้นที่ ๘ ของโครงการสวนประวัติศาสตร์ ตั้งตระหง่านอยู่ชิดกำแพง ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีข้อถกถียงกันอยู่ เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่พยายามถ่ายทอดประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษากับการต้าน รสช. เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆในระยะแรกของการทำรัฐประหาร ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่เหตุการณ์พฤษภา ๓๕ ในปีถัดมา ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเหตุการณ์ ตลอดจนคำขวัญต่างๆ เช่น ไม่เอานายกคนนอก เย็นนี้พบกันที่ลานโพธิ์ เอาเผด็จการคืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา ฯลฯ


การสร้างงานประติมากรรมทั้ง ๘ ชิ้นงานนี้ผู้ออกแบบ และควบคุมกระบวนการจัดสร้างคือ อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินจากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของชาวธรรมศาสตร์ และผู้รักประชาธิปไตยอีกจำนวนหนึ่ง และด้วยปณิธานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้ธรรมศาสตร์ยังคงจิตวิญญาณของตนไว้ดังคำขวัญที่ว่า “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ ”

ความพยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคต่างๆนั้น บอกกับทุกๆคนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง .........The University of Moral แม้วันนี้นักคิดนักเขียนที่ผันตัวมาอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างวิทยากร เชียงกูลจะยอมรับว่าเป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต่างๆกลับมาขายกระดาษกันอย่างขึ้นหน้าขึ้นตา


สู่วาระ ๗๕ ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามยังคงล่องลอยอยู่ภายในสวนประติมากรรมธรรมศาสตร์แห่งนี้ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลง ตัวละครและผู้คนที่มีเคยบทบาทในเหตุการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนไป

๑๐ ธันวาปีนี้จะเป็นหรือเป็น วันธรรมศาสตร์รักชาติไทย วันธรรมศาสตร์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในบริบทการปกครองแบบอมาตยาธิปไตยไทยๆหรือไม่ คนรุ่นหลังจะจดจารจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ส่วนชิ้นงานประติมากรรมโครงการกำแพงทั้ง ๑๑ เหตุการณ์ ก็อาจจะถูกรื้อถอน ทุบทิ้งไป หรือสร้างกลไกให้ลืมกันไป หากประวัติศาสตร์ของประชาชนยังคงอยู่ในความทรงจำของคนบางกลุ่ม และมิได้มีที่ทางในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผย

ทิ้งท้ายไว้ว่าอย่าแค่ท่องบ่นกันอยู่เลย ที่ว่า “ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” แม้แต่ศรีบูรพา หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์จะได้กล่าวไว้เตือนใจเรา ชาวธรรมศาสตร์

สักกี่คนจะรู้จักศรีบูรพา และประวัติการต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษของเขา หรือ อาจจะรู้เพียงว่า เป็นชื่อหอประชุมเล็กที่อยู่ด้านหลังของหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรงท่าพระจันทร์เท่านั้น
*หมายเหตุ

วิภา ดาวมณี ปัจจุบันเป็นอาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชาการบริหารการระดมทุนในงานศิลปวัฒนธรรม
หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ด้านบริหารวัฒนธรรม (MCT) และเป็นกรรมการโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกรรมการเครือข่ายเดือนตุลา Email : octnet72@yahoo.com

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:แค่ไม่ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่เกาะโพเดี้ยม-ดูหมีแพนด้า ทำหน้าเป็นหมาเศร้า



***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงสุดสัปดาห์ วันนี้ 28 พฤศจิกายน 2552 นักข่าวชาวรากหญ้าเสนอข่าวเสื้อแดงทุกมุมโลกตามเคย..ก็ดีแล้วที่มาร์คไม่ต้องไปเชียงใหม่ และดีแล้วที่ประธานหอการค้าไทย"พวกเดียวกัน"ส่งจดหมายน้อยไปหาเพื่อให้ปีนกระไดลง แล้วไปตรวจน้ำท่วมภาคใต้แทน ว่าแต่รูปไปตรวจน้ำท่วมทำไมทำหน้าเหมือนหมาเศร้านักก็ไม่รู้ ชาวบ้านชาวช่องเขาต้องการขวัญกำลังใจนะมาร์คเอ๊ย แค่ไม่ได้ไปดูหมีแพนด้าเชียงใหม่ อะไรมันจะso sadขนาดนั้นว๊า***

***ศูนย์ประสานงานกลางแดงเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย ยืนยันการทำกิจกรรมเดินขบวนเหมือนเดิมในวันนี้ แม้ว่ามาร์คไม่มา แต่ก็จะไปต้อนรับขับไสพวกครม.โจรต่อไป ท่านที่ไม่ได้ไปร่วมเชิญชมถ่ายทอดสดให้กำลังใจกันได้ทางhttp://thaipeoplevoice.net น้าบังสุกุลเจ้าเก่าถ่ายสดๆ กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552

9.00 - 13.00 น. รวมพลที่สนามกีฬาเทศบาลฯ

13.00 น. เคลื่อนขบวนออกจากสนามกีฬา ผ่านหน้าวัดเชียงยืน
เลี้ยวซ้ายไปแจ่งศรีภูมิ เลี้ยวขวาไปท่าแพ ผ่านข่วงท่าแพ
เลี้ยวขวาเข้าคูเมืองสายใน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราชดำเนิน
ถึงสี่แยกกลางเวียง เลี้ยวขวาไปถึงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์

15.00 น. ถึงอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ่านแถลงการณ์ / พักผ่อน

15.30 น. ออกเดินทางกลับไปทางประตูช้างเผือก ตรงไปสถานีขนส่งช้างเผือก เลี้ยวขวาไปตามถนนสนามกีฬา

16.30 น. เดินทางกลับถึงสนามกีฬาเทศบาลโดยปลอดภัย
***


***ผ่านไปแล้วสำหรับงานรวมพลคนเสื้อแดงบางกอกน้อย มีคนร่วมงานกว่า600คน เพราะทำบัตรจำหน่ายเพียง500ที่ จึงมีจำนวนที่เกิน อีก100กว่า และประสบความสำเร็จเกินคาดทางกลุ่มได้กำไรจากจัดงานโต๊ะจีนนิดหน่อยผิดกับที่เป้า เคยได้ยินว่ามีแต่ขาดทุน..และได้เงินระดมทุนอีกจำนวนหนึ่ง..จึงขอปรบมือให้กับเสื้อแดงบางกอกน้อยที่มีความร่วมมือและจริงใจกันโดยพร้อมเพรียงที่ดีมากๆใครเป็นใครในภาพดูกันเอง บอกได้แต่ว่าครื้นเครงคึกคักจ้า***

***แสดงความเสียใจกับการจากไปของลุงสมัคร สุนทรเวชทุกวงการ ชมรมนักข่าวเสรีภาพไทย ที่มีไพโรจน์ จันทรนิมิ ให้เลขานุการชมรมคุณศิวาพรนำหรีดไปเคารพศพตั้งแต่ตั้งสวดวันแรก ขออนุโมทนาและอโหสิกรรมแก่กัน คนเราก็เหมือนหลวงพ่อพุทธทาสว่าไว้"มองดูแต่แง่ดีของเขาเถิด"ใครจะประเสริฐสมบูรณ์แบบ นอกจากโฆษณาชวนเชื่อให้เชื่อว่าเป็นยอดมนุษย์***

***สาวน้อยทิฟฟี่สีแดงจากUSAแจ้งข่าวมาว่า ลงตัวแล้วสำหรับกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของพี่น้องแดงไทยในอเมริกา งานมีวันที่6ธันวาคมนี้ เวลาตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป กิจกรรมคึกคักไปด้วยลำตัดคณะพ่อวีระ-อดิศร ลำตัดรุ่นใหญ่ รำวงกระทบไหล่ส.ส.สาวเสื้อแดง"น้องยิ้ม"วิสาระดี-ส.ส.ปาริชาติ ประกวดร้องเพลงชิงถ้วยนายกฯทักษิณ เจอกัน ณ ไทยแลนด์พลาซ่า เบอร์โทรติดต่อคลิ้กข้างล่างนี้จ้า***

***ส่วนด้านล่างนี้เป็นหนังสือพิมพ์ของแดงไทยในอเมริกา เศรษฐีไทยไปทำหามากินขุดทองร่ำรวยในอเมริกาอยากอุดหนุนโฆษณาหาทุนช่วยให้เมืองไทยมีประชาธิปไตยเต็มใบไวๆติดต่อคุณทิฟฟี่สีแดงเป็นการไว tiffyvor@yahoo.com***

***ชมรมกอล์ฟเสื้อแดง ขอเชิญร่วมแข่งขัน กอล์ฟ สามัคคีชาวเสื้อแดง ครั้งที่ 2 ชิงถ้วย พ.อ.ดร. อภิวันท์ วิริยะชัย ในวันศุึกร์ที่ 11 ธันวาคม 2552 ณ สนามกอล์ฟ เมืองเอก รังสิต ติดต่อสอบถามได้ที่ 089-669-3546 ชมคลิปกิจกรรมครั้งแรกที่http://www.youtube.com/thailandmirror#p/a/u/0/WW8frskDloE***


***ขอเชิญมิตรสหายร่วมรบร่วมงาน “ รำลึกวีรชนปฏิวัติ-อาลัยสหายผู้เสียสละตะนาวศรี ”จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นเตือนสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ให้มาร่วมกันรำลึกถึงวีรชนผู้วายชนม์ ผู้แบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการสรรค์สร้าง ถางทางสู่ประชาธิปไตยประชาชน และเชิญชวนทายาท พร้อมนักประชาธิปไตยรุ่นหลังให้เข้าร่วมรำลึกถึงคุณูปการของวีรชนทั้งหลาย และวีรชนเขตตะนาวศรี


คณะกรรมการจัดงาน กำหนดจะจัดงานในวันที่ ๑๙- ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ ด้วยกิจกรรมตลอดทั้ง สองวัน ยามสายร่วมงานบุญ ยามค่ำคืนชื่นชมศิลปบันเทิง ยามดึกนอนดูดาว สัมผัสลมหนาวเขตงานตะนาวศรี และร่วมรำลึกวีรชนปฏิวัติ อาลัยสหายผู้เสียสละ ตามกำหนดการที่แนบมาด้วยน

จึงขอเชิญท่านร่วมงานครั้งนี้ ณ อนุสาวรีย์วีรชนตะนาวศรี ต.ยางน้ำกลัดเหนือ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่ามกลางสถานการณ์นี้เราจักร่วมรำลึกวีรชนร่วมกัน

...........เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ เรามีชีวิตร่วมกันในป่าเขา

จากบ้านเกิดเมืองนอนถึงไพรลำเนา ด้วยพวกเรามีอุดมการณ์อันเดียวกัน...........

ประสานงานสหายโชติ ๐๘๑ – ๙๒๕ – ๘๓๙๐ สหายแกร่ง ๐๘๑ – ๙๒๒ – ๐๔๕๖***

***ข่าวสังคมธุรกิจ ใครอยากซื้อ-ขายอะไรแจ้งมาเลยจ้า ให้แนบรูปมาด้วยจะดีมาก.. ขายด่วนบ้านทาวน์เฮ้าส์สองชั้น 17.5 ตารางวา ต่อเติมแล้ว น้ำไม่ท่วม 1.3ล้านบาท หมู่บ้านรินทร์ทอง ซอยรามคำแหง190 ถนน รามคำแหง สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014(เจ้าของขายเอง)***

***อีกหลังขายด่วนหมูบ้านพุทธมลฑลสาย2 เลขที่10/19 ทางเข้าวัดบุญยประดิษฐ์ บ้านเก่าพร้อมที่ดิน 102ตารางวา (ที่ถมแล้ว)2.6 ล้านบาท ต่อรองได้ สนใจติดต่อ คุณรติมา 089-814-2014 (เจ้าของขายเอง)***


***ใครหาสำนักงานย่านรามคำแหง-สนามบินสุวรรณภูมิอยู่ มีสำนักงานโฮมออฟฟิศสวยขนาด3ชั้นใหม่ มีดาดฟ้าชมดาว สไตล์โมเดิร์น จอดรถสะดวก ไปมาคล่องใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ใกล้ทางด่วน ใกล้มอเตอร์เวย์ ใกล้วงแหวนรอบนอก จอดรถสะดวกไม่ต้องแย่งที่จอดกัน ห้องประชุมจุคนได้50คน ห้องทำงานพนักงานขนาด20-30คน ห้องผู้บริหารโอ่โถงภูมิฐาน ห้องการเงินบัญชีแยกต่างหากเป็นสัดเป็นส่วน เหมาะเป็นออฟฟิศขนาดกลาง ให้เช่าราคาเบาๆ ติดต่อคุณวุฒิ 0816235111***

***หนาวๆอย่างนี้ได้จิบไวน์ก็คงดี Goldwine ไวน์โอทอป ขายดีที่สุด รับร้านค้าจำหน่าย ทั่วประเทศ สินค้า OTOP ที่ได้รับมาตรฐาน ไวน์ผลไม้ ภาคเหนือ ที่ได้รับการสั่งซื้อกลับ มากที่สุด เหมาะเป็นของฝากของของขวัญ

ราคาขายปลีกหน้าร้านทั่วไป ขวดละ 35 บาท 3 ขวด 100 บาทโหลละ400บาท ราคาขายในเวป www.goldwinery.com โหลละ300บาท

ไวน์ผลไม้ Goldwine ไวน์โอทอป และ ของฝากจากเมืองเหนือ ที่คนถามหากันมากที่สุด สินค้าโอทอป ภาคเหนือที่ได้รับความนิยม สั่งซื้อมากที่สุด และมีร้านจัดจำหน่ายกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ ยินดีรับสมาชิกรับสินค้าเพื่อจำหน่าย ในเงื่อนไขที่ง่ายและพิเศษ สร้างงานและผลกำไร ได้ทันที มีให้เลือกหลายชุด หลายเงื่อนไข สินค้าขายง่าย ขายดี มีชุดแต่งร้านให้ และป้ายหน้าร้านสวยงาม***

***ข่าวดีถ้าคุณอยากขายเรามีสินค้าชุดเปิดร้าน OTOP ชุดเริ่มต้น 8,000 บาท (ขายดีมาก) สำหรับผู้ที่เริ่มต้นอยากมีร้านเป็นของตัวเอง หรือหน้าร้านมีพื้นที่จำกัด ชุดนี้ประกอบด้วย

1.ไวน์จำนวน 28 กล่อง(โหล)
2.ชั้นวางสินค้าขนาด 125 Cm
3.ป้ายหน้าร้านแบบกล่องไวนิล
เหมาะสำหรับ
1.ผู้ว่างงาน กำลังหาช่องทางลงทุนค้าขาย
2.นักศึกษา อยากลองทำธุรกิจ
3.ผู้ที่มีร้านค้าอยู่แล้ว อยากได้สินค้าใหม่ๆ
4.ผู้ออกร้านแสดงสินค้าประจำ เช่น ธงฟ้า งาน OTOP งานแสดงสินค้าต่างประเทศ
5.ผู้ทำงานด้านการท่องเที่ยว


เชิญเยี่ยมชมตามเวบwww.goldwinery.com หรือสอบถามโทรสอบถาม โทร 086-0214026 086-3660948 Fax 054-658540 ***

***ท่านที่อยากแจ้งข่าวสารกิจกรรมทั้งการเมือง สังคม ธุรกิจ การค้าขายทำมาหากิน ไม่เป็นพิษเป็นภัยสังคม ไม่หลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่แจ้งมาได้ที่ thaienews99@googlegroups.comหากให้ดีกิจกรรม หรือข่าว หรือสินค้าบริการใดๆกรุณาแจ้งเบอร์ติดต่อสะดวก หรือรูปภาพประกอบมาด้วย ลงให้ฟรีๆไม่ต้องเสียตังค์จ้า ***