วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2552

ฎีกาผ่าน5ล้านชื่อ ทักษิณลั่นกลับก่อนอายุ61


คึกคัก การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง เพื่อรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นไปด้วยความคึกคัก ณ เวลา 24.00 น.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศว่ารวบรวมได้แล้ว 5,411,928 รายชื่อ โดยจะรับฎีกาไปสิ้นสุดตอน24.00น. ส่วนการตั้งโต๊ะถอนฎีกาของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับของพรรคภูมิใจไทยตามจังหวัดต่างๆไม่มีคนมาถอนชื่อเลย จึงต้องเลิกไปในที่สุด(ชมภาพชุดช่วง19.00-21.00 น. คลิ้กที่นี่)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2552

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มีวิดิโอลิ้งค์เข้ามายังเวทีชุมนุมใหญ่สนามหลวงในช่วงเวลา 20.35 น.(ชมคลิปวิดิโอลิ้งค์ คลิ้กที่นี่ )ว่า ขอขอบคุณที่มีพี่น้องเข้าชื่อถวายฎีกาจำนวนมหาศาล หวังว่าจะได้มีโอกาสกลับไปรับใช้พี่น้องและทำงานให้ประเทศชาติต่อไป

"อีกไม่นานเกินรอผมคงได้ไปตอบแทนพระคุณท่านทั้งหลาย ไม่นานเกินรอคงได้ไปถวายงานพระเจ้าอยู่หัวฯของเราได้สบายพระทัย..หวังว่าผมจะได้กลับเมืองไทยก่อนอายุครบ61ปี"พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเพิ่งอายุครบรอบ60ปีเมื่อวันที่26ก.ค.ที่ผ่านมา กล่าวในตอนหนึ่ง

หลังพ.ต.ท.ทักษิณกล่าวจบ นายวีระได้กล่าวว่าเวลานี้เกิดอัศจรรย์นิมิตขึ้น คือก่อนหน้านี้ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆหมอก แต่ตอนนี้ฟ้าเปิดมีพระจันทร์ส่องแสงสว่าง"ตอนนี้ฟ้าเปิดแล้วครับพี่น้อง เมฆหมอกผ่านไปแล้ว"นายวีระกล่าว

ต่อมาเวลา23.00 น.นายจตุพรกล่าวปราศรัยว่า เมื่อรวบรวมรายชื่อเสร็จยื่นถวายฎีกาแล้ว คนเสื้อแดงจะไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย ขึ้นกับพระบรมราชวินิจฉัย แต่คนเสื้อแดงจะจัดการชุมนุมใหญ่ยกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในเดือนสิงหาคมนี้ และไล่ไปทุกเดือน





แดงคึกครื้น-ภาพขบวนแห่กลองยาวนำรายชื่อเข้ามายังเวทีในส่วนที่มีการรวบรวมมาจำนวนมาก เช่น ของวิทยุแท็กซี่กับแดงบูรพา 300,000 รายชื่อ แดงภาคเหนือ500,000รายชื่อ ชมรมคนรักอุดร200,000รายชื่อ เป็นต้น(ชมภาพบรรยากาศช่วงบ่าย31ก.ค.ทั้งหมด คลิ้กที่นี่)

ภาพบรรยากาศช่วงบ่าย3โมงถึง6โมงเย็น ดูภาพชุดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ขุนเขาอุปสรรคฝ่ายมารอำมาตย์-ทาสช่วงใช้เผด็จการไม่อาจขวางสายธารเที่ยงธรรมได้ ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมร่วมชุมนุมใหญ่สุดคึกคัก จตุพรให้สัมภาษณ์นักข่าวฝรั่งยอดทะลุ5ล้านชื่อมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้1ล้านชื่อ พร้อมประกาศให้วันที่3สิงหาคมนี้ซึ่งเป็นวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นวัน"ดำทั้งแผ่นดิน"เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดเกิด"ดวงตาเห็นดำ"ว่าประชาชนไทยทุกข์ยากขนาดไหนภายใต้รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอมาตยาธิปไตย


แม้ว่าฝ่ายอำมาตยาธิปไตยและสมุนบริวารช่วงใช้จะทำลายความเคลื่อนไหวของประชาชนทุกวิถีทางแต่ก็ต้องล้มเหลวลง ทั้งกรณีพลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ ที่ถูกสำนักราชเลขาธิการตอกหน้าว่าสภาองคมนตรีไม่ได้มีมติขัดขวางการฎีกา หรือการที่พรรคภูมิใจไทยระดมแท็กซี่ออกมาต้าน ก็ถูกนักข่าวฝรั่งแฉว่ามีการว่าจ้างอย่างโฉ่งฉ่าง ขณะที่การตั้งโต๊ะถอนฎีกาหมายังเมิน ส่วนนอกจากนี้อย่าง40สว.หรือสื่อทาสเผด็จการ ผู้ก่อการร้ายพันธมารถือเป็นละครหน้าเดิมที่ไร้ราคา

การจัดตั้งเวทีใหญ่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืนที่ด้านฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ส่วนประชาชนเสื้อแดงทั่วประเทศทยอยมาถึงกรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ส่วนคนในกรุงเทพฯต่างเตรียมตัวไปร่วมการชุมนุมอย่างคึกคักหลังเลิกงาน โดยได้เตรียมใบฎีกาไปจำนวนมากจากการรวบรวมรายชื่อของคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และคนในที่ทำงาน

ผู้เดินทางเข้าร่วมชุมนุมควรเตรียมร่มกันฝน หรือพลาสติกกันฝนมาด้วย เพราะฝนมักตกทุกครั้งที่เสื้อแดงชุมนุม

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานข่าวอ้างการสัมภาษณ์จตุพร พรหมพันธ์ว่า คาดจะรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 5 ล้านรายชื่อ"เราไม่ใส่ใจต่อกระแสต้านของพวกที่มีอคติต่อความเคลื่อนไหวครั้งนี้ที่ต้องการล้มการถวายฎีกา เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ เพราะนี่เป็นความต้องการของประชาชน"

มารภูมิใจห้อยหงอยแดกตั้งโต๊ะถอนฎีกาหมายังเมิน

ช่วงใกล้นัดหมาย15.00 น. มติชนออนไลน์รายงานข่าวว่า "เสื้อแดง"ทยอยร่วมงานสนามหลวงคึก หันเวทีเข้าวัดพระแก้ว"ลงชื่อถอนฎีกาเหงา ปลัดมท.สั่งด่วนตั้งโต๊ะ

"เสื้อแดง"จากจังหวัดต่างๆ รวบรวมรายชื่อถวายฎีกาช่วย"แม้ว"ทยอยเข้าร่วมงานที่เวทีสนามหลวง หันหน้าไปทางวัดพระแก้ว เริ่มตั้งแต่เที่ยงวัน รอฟัง"ทักษิณ"โฟนอินค่ำ ขณะที่การล่าชื่อถอนการถวายฎีกาตามจังหวัดต่างๆ เป็นไปด้วยความเงียบเหงา ปลัดมท.สั่งด่วนทุกจังหวัดตั้งโต๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงนัดรวมตัวกัน ภายใต้งาน" ถวายฎีกาดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน" เพื่อลงชื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า มีประชาชนผู้ให้การสนับสนุน กลุ่มเสื้อแดง ทยอยเดินทางมาร่วมงานแล้ว โดยงานเริ่มต้นในเวลา 12.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการรวบรวมรายชื่อ โดยจะปิดรับรายชื่อในเวลา 24.00 น.



ขณะที่ ทีมงาน นปช. ติดตั้งเครื่องขยายเสียง รวมถึงฉากหลังของเวทีปราศรัย โดยเวทีปราศรัยหันหน้าเข้าหา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว ส่วนบริเวณที่อยู่ไม่ห่างไกลจากเวทีปราศรัยมากนัก มีการตั้งโต๊ะบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงค่ำ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินมายังสถานที่จัดงานที่ท้องสนามหลวงด้วย


ส่วน บรรยากาศการลงรายชื่อถอนฎีกาในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตามคำสั่ง นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งวันนี้เป็นวันแรก ที่ จ.เชียงราย มีการนำโต๊ะมาตั้งบริเวณด้านหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย และทุกอำเภอ แต่ยังไม่มีใครมาถอนรายชื่อถวายฎีกา อย่างไรก็ตามข้าราชการ มีการอธิบายถึงขั้นตอนการถอน พร้อมประชาสัมพันธ์ว่าการถวายฎีกาเป็นอย่างไร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปตามปกติ


ส่วนที่ จ.อุดรธานี บรรยากาศ การลงรายชื่อถอนฎีกา ยังไม่มีการตั้งโต๊ะ ลงรายชื่อถอนฎีกา แต่กลุ่มคนเสื้อแดง ขึ้นรถบัส 6 คันรถ พร้อมรายชื่อถวายฎีกา 2 แสนคน เข้า กทม. แล้ว ที่ จ.ยะลา บรรยากาศเป็นไปตามปกติ ไม่มีการตั้งโต๊ะ เนื่องจาก จ.ยะลา ไม่ได้สนับสนุนอดีตนายกฯ อยู่แล้ว และเป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์

ก่อนนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงว่านอกจากการจัดการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในวันที่ 31 กรกฎาคมเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว นปช.ยังมีมติว่าให้ประชาชนแต่งชุดดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศในโอกาสที่รัฐบาลจะแถลงผลงานครบรอบ6เดือนในวันที่3สิงหาคมนี้ด้วย เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้ประเทศที่ต้องทนทุกข์กับรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

"ตอนวันเกิดนายกฯทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพูดว่าหวังว่าดวงจะเห็นธรรม คราวนี้ที่จะแถลงผลงานรัฐบาลบังเอิญตรงกับวันเกิดนายอภิสิทธิ์พอดี เราก็หวังว่านายอภิสิทธิ์จะมีดวงตำ"เห็นดำ"เนื่องจากประชาชนจะแต่งดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศ"


นายณัฐวุฒิกล่าวว่าการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาก็มี"เกมล้มฎีกา"จากกลุ่มอำมาตยาธิปไตยจากกลุ่มหน้าเดิมๆที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ต้องแอบซ่อนกันอีกต่อไป ซึ่งนปช.ขอชี้แจงว่าเราทำได้ตามรัฐธรรมนูญ หากบอกว่าไม่บังควรก็ขอถามพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ว่า การนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าฯกลางดึกคืนวันรัฐประหาร19กันยายนนั้น"เป็นการบังควร"หรือไม่?


นายจตุพร พรมพันธ์ แถลงว่า ไม่มีอะไรหรือใครจะขัดขวางการจัดชุมนุมของเสื้อแดงในวันที่31ก.ค.นี้ได้ ไม่ว่าองคมนตรีหรือใครจะออกมาขัดขวาง ซึ่งล่าสุดสำนักราชเลขาธิการออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่มีการหารือเรื่องดังกล่าวเหมือนที่พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ออกมาให้ข่าว

นายวีระ มุสิกพงศ์ เปิดเผยว่าถึงตอนนี้มีคนลงชื่อเพื่อยื่นฎีกาเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้1ล้านรายชื่อ ก็จะได้ดำเนินการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณต่อไป

นายวีระยังได้กล่าวยกอ้างพระราชกระแสดำรัสในหลวงต่อองคมนตรีว่ามีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ จึงอยากถามพลงอ.พิจิตรที่ขัดขวางการยื่นฎีกาของประชาชน และการกล่าวร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณว่าซุกเงินไว้เกาะเคย์แมน1.8หมื่นล้านบาทเป็นหน้าที่ขององคมนตรีหรือไม่ หากรู้ว่าผิดพลาดก็ควรลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีดีกว่า

สำหรับการชุมนุมใหญ่เพื่อรวบรายชื่อประชาชนมาส่งพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะมีเวทีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ที่จะเป็นเวลาในการปิดรับรายชื่อประชาชน และในเวลา 24.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศจำนวนรายชื่อประชาชนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีกาฯ อย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง


บทกวี ล้านรายชื่อ


1...ชื่อนี้ มอบให้ผู้จงรัก
ภักดีราษฎรโดยหนักแน่น
ชื่อนี้ กูมอบให้ผู้แทน
เปลี่ยนแผ่นดินเป็นประชานิยม

2...ชื่อนี้ ทดแทนคุณ 30 บาท
ล้างโรคภัยอาพาธอนาถขม
ผู้คนคือทรัพย์สำคัญของสังคม
ลุกจากล้มจมเจ็บป่วยด้วยบัตรทอง

3...ชื่อนี้ แทนคุณกองทุนหมู่บ้าน
หมู่ละล้าน ทำได้ดี ทำถูกต้อง
กระจายเงินพร้อมอำนาจการปกครอง
เราทดลองใช้แล้ว...เราชอบมาก

4...ชื่อนี้ ตอบแทนบ้านเอื้ออาทร
เงินผ่อนราคาถูก - คนงานหนัก
ปัจจัย 4 ที่แต่ก่อนได้โดยยาก
บ้านหลังนี้สีแดง ฉันรักจริง

5...ชื่อนี้คือ คำขอบคุณ ในทุกเรื่อง
ความก้าวหน้า รุ่งเรือง ทุกๆ สิ่ง
แม้ใครเขาก่นประนามหรือติติง
แต่ยิ่งใหญ่ อยู่ในใจราษฎร


ไม้หนึ่ง ก.กุนที - กวีราษฎร




ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจวันนี้-สิงหาคม 2552
-31 ก.ค.รำลึกไทยปลดแอกIMF,ชุมนุมใหญ่สนามหลวงรวมใจรวมรายชื่อถวายฎีกา
-31ก.ค.บอร์ดฟ้าเดียวกันโฉมใหม่เชิญสมทบทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน
-1 สิงหาคม เครือข่ายคนเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่างรวมพลคนรักประชาธิปไตย
-2 สิงหาคม เสื้อแดงไทยในอเมริกาพบจาตุรนต์ ฉายแสง
-2 สิงหาคม บ้านเลขที่111สัมมนา "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"
-3 สิงหาคม แต่งดำทั้งแผ่นดิน ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทย เพื่อให้อภิสิทธิ์"ดวงตาเห็นดำ"
-5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
-8 สิงหาคม กลุ่ม3เกลอบ้านบัวทองจัดชุมนุมแดงนนทบุรีพบ3เกลอ+โฟนอินทักษิณ
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน


ศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2552-รำลึกไทยปลดแอกIMF+ชุมนุมใหญ่สนามหลวงรวบรวมล้านรายชื่อถวายฎีกา


วันนี้เมื่อ6ปีที่แล้ว วันที่31กรกฎาคม 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวแถลงทางทีวีพูลตอนหนึ่งว่า"ขอแสดงความยินดี และดีใจกับประชาชนคนไทย สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ ใช้พันธกรณีที่ปลดหนี้จากไอเอ็มเอฟได้ ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง วันนี้เราต้องมีกำลังใจ และประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง ไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีก หากผมยังอยู่ "(อ่านรายละเอียด คลิ้ก)

31 กรกฎาคม เวทีชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง สนามหลวง ฝั่งธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ที่จะปิดรับรายชื่อ และในเวลา 24.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศจำนวนรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง

ตั้งแต่31กรกฎาคมเป็นต้นไป บอร์ดฟ้าเดียวกันเปลี่ยนโฉม ระดมทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน

กระดานสนทนาที่ไม่จำกัดเพดาน ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตามแนวทางเสรีประชาธิปไตยฟ้าเดียวกันwww.sameskybooks.org/boardย้ายบ้าน เปลี่ยนเป็น http://www.sameskyboard.com/board/index.php?showforum=2 ตั้งแต่6กรกฎาคม เป็นต้นไป โดยยังเข้าช่องทางเดิมระยะหนึ่ง

เชิญระดมความเห็นเพื่อให้กระดานสนทนาแห่งนี้สู่มิติใหม่ หลังจากแยกออกจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันอย่างเด็ดขาด และเชิญระดมทุนช่วย"คุณซาบซึ้ง"ย้ายบ้าน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น20,000บาท และค่าใช้จ่ายระยะเริ่มต้นอีกไม่น้อยกว่า50,000บาท ลืมไปได้เลยที่เขาลือกันว่ามีนายทุนใหญ่หรือใครหนุนหลัง ตอนนี้ต้องช่วยกันควักเพื่อความอยู่รอดในระยะเปลี่ยนผ่านและระยะยาว

เชิญบริจาคต่อชีวิต และช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน ผ่านบัญชี

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชื่อบัญชี คุณอุเชนทร์ เชียงเสน
เลขที่ 905-0-03459-5

หรือ ธนาคารกสิกรไทย สาขา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ชื่อบัญชี นายอุเชนทร์ เชียงเสน เลขที่บัญชี 645-2-01403-1

การบริจาคทาง paypal ให้กับชุมชนฟ้าเดียวกัน ทำได้โดย เข้าเว็บ
http://www.sameskybooks.org แล้วคลิก ปุ่ม paypal ที่มุมขวาหน้าแรกของเว็บ



เสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 เครือข่ายคนเสื้แดงภาคเหนือตอนล่างรวมพลคนรักประชาธิปไตย

ชมรมคนรักทักษิณ ร่วมกับ เครือข่ายเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่าง ขอเชิญร่วมงานรวมพลคนรักประชาธิปไตย ณ สนามกีฬากลาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

อาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552

ขอเชิญคนไทยใน USA
พบกับ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คุณจาตุรนต์ ฉายแสง

เริ่มงานเที่ยงตรง
ที่ห้องอาหารไทยแลนด์พลาซ่า
5321 Hollywood Blvd., ชั้น 2, Hollywood, CA 90027

บัตรช่วยงาน $30(รวมอาหารบุฟเฟ่ต์)

สอบถามรายละเอียดได้ที่
(323)467-6048
(323)681-3829
(562)739-5652
(818)731-1738
(818)378-1324



อาทิตย์ที่2สิงหาคม เรียนเชิญผู้สื่อข่าวและผู้สนใจเข้าร่วมสัมนา เรื่อง"ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"

ณ.มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย (นางเลิ้ง)

ในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552
เวลา 9.30-12.30 น.


วิทยากร
1. นักกฏหมาย : คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา
2. ทนายความ : คุณธนา เบญจาธิกุล, คุณคารม พลกลาง
3. ตำรวจ : พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน
4. เศรษฐกิการคลัง : คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์

อาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม เสวนา "ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ขอเชิญร่วมกลุ่มศึกษา แลกเปลี่ยนในหัวข้อ "ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"นำเสนอโดย โบ โฮโม

จากนั้นประชุมกิจกรรมและติดตามงาน ในวันที่ 2 สิงหาคม 2552 เวลา 11.00-14.00 น. ที่ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ องค์กรเลี้ยวซ้าย www.pcpthai.org

จันทร์ที่ 3 ส.ค.ดำทั้งแผ่นดิน ไว้ทุกข์ประเทศไทย


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงว่านอกจากการจัดการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในวันที่ 31 กรกฎาคมเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว นปช.ยังมีมติว่าให้ประชาชนแต่งชุดดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศในโอกาสที่รัฐบาลจะแถลงผลงานครบรอบ6เดือนในวันที่3สิงหาคมนี้ด้วย เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้ประเทศที่ต้องทนทุกข์กับรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

"ตอนวันเกิดนายกฯทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพูดว่าหวังว่าดวงจะเห็นธรรม คราวนี้ที่จะแถลงผลงานรัฐบาลบังเอิญตรงกับวันเกิดนายอภิสิทธิ์พอดี เราก็หวังว่านายอภิสิทธิ์จะมีดวงตำ"เห็นดำ"เนื่องจากประชาชนจะแต่งดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศ"

พุธที่ 5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
นำเสนอโดย สาทร ศรีเกตุ
นิสิตป.เอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประเด็น
- นายทุนสื่อมวลชนไทย ผู้แสวงหากำไรสูงสุดและอำนาจการครอบงำ
- กลยุทธการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
- ภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อโฆษณาสินค้า
- ละครน้ำเน่าการผลิตซ้ำของวัฒนธรรมไทยล้าหลัง


ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00-18.00 น.

ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จัดโดยองค์กรสังคมนิยม “เลี้ยวซ้าย” www.pcpthai.org

สอบถามเพิ่มเติม 085-8530329 หรืออีเมล์ turnleft2008@gmail.com


ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ

โครงการจินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 -2020(Re-thinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)

โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมจัดกิจกรรม เวทีความรู้สาธารณะ (Public lecture)สนับสนุนโดย HEINRICH BOLL FOUNDATION (HBF)

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.30 – 17.00 น. ห้องประชุม สโมสรนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9.30 – 9.45 น. ลงทะเบียน

9.45 – 10.00 น. กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน แนะนำวิทยากร

10.00 – 11.00 น. บรรยาย และ ถามตอบ“การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า: โอกาสและอุปสรรค”โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

11.00 – 11.15 น. พัก 15 นาที

11.15 – 12.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ “วารสารศาสตร์ และ สื่อสารมวลชน ในทศวรรษหน้า: ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม”โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย อ.พรรษาสิริ กุหลาบ

12.15 – 13.15 น. พักกลางวัน
13.15 – 14.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "จินตนาการสื่อภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า" โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ (เจ้าของนามปากกาชัยคุปต์, เตคีออน, และวัฒนชัย) นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2538


14.15 – 15.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ตฤณ ตัณฑเศรษฐี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), ประธานมูลนิธิ OpenCare

15.15 – 15.30 น. พัก 15 นาที

15.30 – 16.30 น. บรรยาย และ ถามตอบ“สื่อและรูปแบบทางสังคม (Social Model) ในทศวรรษหน้า: มุมมองจากผู้ด้อยโอกาส”โดย ต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณงค์

16.30 – 17.00 น. สรุปปิดการบรรยาย


*สอบถาม 08-91232296, 0823392121
ลงทะเบียนการเข้าร่วมล่วงหน้าได้ที่ www.media4democracy.com www.thainetizen.org

อาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2552



ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ

โครงการจินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 -2020(Re-thinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)

โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมจัดกิจกรรม เวทีความรู้สาธารณะ (Public lecture)สนับสนุนโดย HEINRICH BOLL FOUNDATION (HBF)

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.30 – 17.00 น. ห้องประชุม สโมสรนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9.30 – 9.45 น. ลงทะเบียน

9.45 – 10.00 น. กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน แนะนำวิทยากร

10.00 – 11.00 น. บรรยาย และ ถามตอบ“การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า: โอกาสและอุปสรรค”โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

11.00 – 11.15 น. พัก 15 นาที

11.15 – 12.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ “วารสารศาสตร์ และ สื่อสารมวลชน ในทศวรรษหน้า: ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม”โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย อ.พรรษาสิริ กุหลาบ

12.15 – 13.15 น. พักกลางวัน
13.15 – 14.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "จินตนาการสื่อภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า" โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ (เจ้าของนามปากกาชัยคุปต์, เตคีออน, และวัฒนชัย) นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2538


14.15 – 15.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ตฤณ ตัณฑเศรษฐี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), ประธานมูลนิธิ OpenCare

15.15 – 15.30 น. พัก 15 นาที

15.30 – 16.30 น. บรรยาย และ ถามตอบ“สื่อและรูปแบบทางสังคม (Social Model) ในทศวรรษหน้า: มุมมองจากผู้ด้อยโอกาส”โดย ต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณงค์

16.30 – 17.00 น. สรุปปิดการบรรยาย


*สอบถาม 08-91232296, 0823392121
ลงทะเบียนการเข้าร่วมล่วงหน้าได้ที่ www.media4democracy.com www.thainetizen.org

พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475


ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน

โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.


วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com

แดงคึกฝ่าดงมารยอดฎีกาทะยาน5ล้านชื่อ


คึกคัก การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง เพื่อรวบรวมรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นไปด้วยความคึกคัก มีคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ ทยอยเดินทางมาพร้อมใบลงชื่อถวายฎีกา โดยมีขบวนแห่กลองยาวจากกลางสนามหลวงส่งมอบแกนนำบนเวทีเป็นระยะๆ ส่วนการตั้งโต๊ะถอนฎีกาของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การกำกับของพรรคภูมิใจไทยตามจังหวัดต่างๆไม่มีคนมาถอนชื่อเลย(ภาพ:มติชนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2552

(อ่าน update ของบทความนี้ได้ที่ ลิงก์ นี้ )

ขุนเขาไม่อาจขวางสายธารเที่ยงธรรมได้ ชุมนุมใหญ่เย็นนี้ทะลุ5ล้านชื่อ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2552



แดงคึกครื้น-ภาพขบวนแห่กลองยาวนำรายชื่อเข้ามายังเวทีในส่วนที่มีการรวบรวมมาจำนวนมาก เช่น ของวิทยุแท็กซี่กับแดงบูรพา 300,000 รายชื่อ แดงภาคเหนือ500,000รายชื่อ ชมรมคนรักอุดร200,000รายชื่อ เป็นต้น(ชมภาพบรรยากาศช่วงบ่าย31ก.ค.ทั้งหมด คลิ้กที่นี่)

ขุนเขาอุปสรรคฝ่ายมารอำมาตย์-ทาสช่วงใช้เผด็จการไม่อาจขวางสายธารเที่ยงธรรมได้ ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรมมุ่งสู่สนามหลวงร่วมชุมนุมใหญ่เย็นนี้ ยืนยันไม่มีอะไรขัดขวางการชุมนุมของเสื้อแดงเพื่อรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ ล่าสุดทะลุ5ล้านรายชื่อแล้ว พร้อมประกาศให้วันที่3สิงหาคมนี้ซึ่งเป็นวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นวัน"ดำทั้งแผ่นดิน"เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดเกิด"ดวงตาเห็นดำ"ว่าประชาชนไทยทุกข์ยากขนาดไหนภายใต้รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอมาตยาธิปไตย


ชมการถ่ายทอดสดทาง
http://www.newskythailand.us
http://www.newskythailand.us
http://www.thaipeoplevoice.org

(อ่าน update ของบทความนี้ได้ที่ ลิงก์ นี้ )

กิจกรรมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยวันนี้-ตลอดสิงหาคมคึกคัก

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 กรกฎาคม 2552

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจวันนี้-สิงหาคม 2552
-31 ก.ค.รำลึกไทยปลดแอกIMF,ชุมนุมใหญ่สนามหลวงรวมใจรวมรายชื่อถวายฎีกา
-31ก.ค.บอร์ดฟ้าเดียวกันโฉมใหม่เชิญสมทบทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน
-1 สิงหาคม เครือข่ายคนเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่างรวมพลคนรักประชาธิปไตย
-2 สิงหาคม เสื้อแดงไทยในอเมริกาพบจาตุรนต์ ฉายแสง
-2 สิงหาคม บ้านเลขที่111สัมมนา "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"
-2 สิงหาคม เสวนา ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
-3 สิงหาคม แต่งดำทั้งแผ่นดิน ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทย เพื่อให้อภิสิทธิ์"ดวงตาเห็นดำ"
-5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
-7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ
-8 สิงหาคม เสื้อแดงนนทบุรีจัดชุมนุมแดงนนทบุรีพบ3เกลอ+โฟนอินทักษิณ
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน
-16 สิงหาคม รำลึกวันที่เสรีไทยประกาศสันติภาพเมื่อ16สิงหาคม2488 ทำให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะประเทศแพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่2


ศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2552-รำลึกไทยปลดแอกIMF


วันนี้เมื่อ6ปีที่แล้ว วันที่31กรกฎาคม 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวแถลงทางทีวีพูลตอนหนึ่งว่า"ขอแสดงความยินดี และดีใจกับประชาชนคนไทย สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ ใช้พันธกรณีที่ปลดหนี้จากไอเอ็มเอฟได้ ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง วันนี้เราต้องมีกำลังใจ และประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง ไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีก หากผมยังอยู่ "(อ่านรายละเอียด คลิ้ก)

ตั้งแต่31กรกฎาคมเป็นต้นไป บอร์ดฟ้าเดียวกันเปลี่ยนโฉม ระดมทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน

กระดานสนทนาที่ไม่จำกัดเพดาน ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตามแนวทางเสรีประชาธิปไตยฟ้าเดียวกันwww.sameskybooks.org/boardย้ายบ้าน เปลี่ยนเป็น http://www.sameskyboard.com/board/index.php?showforum=2 ตั้งแต่6กรกฎาคม เป็นต้นไป โดยยังเข้าช่องทางเดิมระยะหนึ่ง

เชิญระดมความเห็นเพื่อให้กระดานสนทนาแห่งนี้สู่มิติใหม่ หลังจากแยกออกจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันอย่างเด็ดขาด และเชิญระดมทุนช่วย"คุณซาบซึ้ง"ย้ายบ้าน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น20,000บาท และค่าใช้จ่ายระยะเริ่มต้นอีกไม่น้อยกว่า50,000บาท ลืมไปได้เลยที่เขาลือกันว่ามีนายทุนใหญ่หรือใครหนุนหลัง ตอนนี้ต้องช่วยกันควักเพื่อความอยู่รอดในระยะเปลี่ยนผ่านและระยะยาว

เชิญบริจาคต่อชีวิต และช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน ผ่านบัญชี

บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชื่อบัญชี คุณอุเชนทร์ เชียงเสน
เลขที่ 905-0-03459-5

หรือ ธนาคารกสิกรไทย สาขา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ชื่อบัญชี นายอุเชนทร์ เชียงเสน เลขที่บัญชี 645-2-01403-1

การบริจาคทาง paypal ให้กับชุมชนฟ้าเดียวกัน ทำได้โดย เข้าเว็บ
http://www.sameskybooks.org แล้วคลิก ปุ่ม paypal ที่มุมขวาหน้าแรกของเว็บ



เสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2552 เครือข่ายคนเสื้แดงภาคเหนือตอนล่างรวมพลคนรักประชาธิปไตย

ชมรมคนรักทักษิณ ร่วมกับ เครือข่ายเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่าง ขอเชิญร่วมงานรวมพลคนรักประชาธิปไตย ณ สนามกีฬากลาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

อาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552

ขอเชิญคนไทยใน USA
พบกับ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คุณจาตุรนต์ ฉายแสง

เริ่มงานเที่ยงตรง
ที่ห้องอาหารไทยแลนด์พลาซ่า
5321 Hollywood Blvd., ชั้น 2, Hollywood, CA 90027

บัตรช่วยงาน $30(รวมอาหารบุฟเฟ่ต์)

สอบถามรายละเอียดได้ที่
(323)467-6048
(323)681-3829
(562)739-5652
(818)731-1738
(818)378-1324



อาทิตย์ที่2สิงหาคม เรียนเชิญผู้สื่อข่าวและผู้สนใจเข้าร่วมสัมนา เรื่อง"ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"

ณ.มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย (นางเลิ้ง)

ในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552
เวลา 9.30-12.30 น.


วิทยากร
1. นักกฏหมาย : คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา
2. ทนายความ : คุณธนา เบญจาธิกุล, คุณคารม พลกลาง
3. ตำรวจ : พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน
4. เศรษฐกิการคลัง : คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์

อาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม เสวนา "ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

ขอเชิญร่วมกลุ่มศึกษา แลกเปลี่ยนในหัวข้อ "ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"นำเสนอโดย โบ โฮโม

จากนั้นประชุมกิจกรรมและติดตามงาน ในวันที่ 2 สิงหาคม 2552 เวลา 11.00-14.00 น. ที่ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ องค์กรเลี้ยวซ้าย www.pcpthai.org

จันทร์ที่ 3 ส.ค.ดำทั้งแผ่นดิน ไว้ทุกข์ประเทศไทย


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงว่านอกจากการจัดการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในวันที่ 31 กรกฎาคมเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว นปช.ยังมีมติว่าให้ประชาชนแต่งชุดดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศในโอกาสที่รัฐบาลจะแถลงผลงานครบรอบ6เดือนในวันที่3สิงหาคมนี้ด้วย เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้ประเทศที่ต้องทนทุกข์กับรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

"ตอนวันเกิดนายกฯทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพูดว่าหวังว่าดวงจะเห็นธรรม คราวนี้ที่จะแถลงผลงานรัฐบาลบังเอิญตรงกับวันเกิดนายอภิสิทธิ์พอดี เราก็หวังว่านายอภิสิทธิ์จะมีดวงตำ"เห็นดำ"เนื่องจากประชาชนจะแต่งดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศ"

พุธที่ 5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
นำเสนอโดย สาทร ศรีเกตุ
นิสิตป.เอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประเด็น
- นายทุนสื่อมวลชนไทย ผู้แสวงหากำไรสูงสุดและอำนาจการครอบงำ
- กลยุทธการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
- ภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อโฆษณาสินค้า
- ละครน้ำเน่าการผลิตซ้ำของวัฒนธรรมไทยล้าหลัง


ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00-18.00 น.

ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จัดโดยองค์กรสังคมนิยม “เลี้ยวซ้าย” www.pcpthai.org

สอบถามเพิ่มเติม 085-8530329 หรืออีเมล์ turnleft2008@gmail.com


ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ

โครงการจินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 -2020(Re-thinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)

โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมจัดกิจกรรม เวทีความรู้สาธารณะ (Public lecture)สนับสนุนโดย HEINRICH BOLL FOUNDATION (HBF)

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.30 – 17.00 น. ห้องประชุม สโมสรนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

9.30 – 9.45 น. ลงทะเบียน

9.45 – 10.00 น. กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน แนะนำวิทยากร

10.00 – 11.00 น. บรรยาย และ ถามตอบ“การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า: โอกาสและอุปสรรค”โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

11.00 – 11.15 น. พัก 15 นาที

11.15 – 12.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ “วารสารศาสตร์ และ สื่อสารมวลชน ในทศวรรษหน้า: ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม”โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการโดย อ.พรรษาสิริ กุหลาบ

12.15 – 13.15 น. พักกลางวัน
13.15 – 14.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "จินตนาการสื่อภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า" โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ (เจ้าของนามปากกาชัยคุปต์, เตคีออน, และวัฒนชัย) นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2538


14.15 – 15.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ตฤณ ตัณฑเศรษฐี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), ประธานมูลนิธิ OpenCare

15.15 – 15.30 น. พัก 15 นาที

15.30 – 16.30 น. บรรยาย และ ถามตอบ“สื่อและรูปแบบทางสังคม (Social Model) ในทศวรรษหน้า: มุมมองจากผู้ด้อยโอกาส”โดย ต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณงค์

16.30 – 17.00 น. สรุปปิดการบรรยาย


*สอบถาม 08-91232296, 0823392121
ลงทะเบียนการเข้าร่วมล่วงหน้าได้ที่ www.media4democracy.com www.thainetizen.org

เสาร์ที่ 8 สิงหาคม-เสื้อแดงนนทบุรีจัดงาน“รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย"สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด...จากสามเหลี่ยมดินแดงถึงสามเหลี่ยมบ้านบัวทอง" ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสิณธร ฯ ม. บัวทอง ตั้งแต่เวลา14.00 น.ถึง24.00น.

พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475


ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน

โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.


วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com

อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-รำลึกวันประกาศสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม ปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้-แกนนำเสื้อแดงทั่วภาคใต้ จะประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขยายมวลชน โดยจัดงานที่จังหวัดตรัง มีแกนนำ 3 เกลอร่วมเป็นวิทยากร ตอนนี้ยังติดต่อแกนนำจังหวัดระนองไม่ได้(ขาดจังหวัดเดียว)ใครรู้จักแดงระนองช่วยส่งข่าวด้วย ( ดูรายละเอียด คลิ้ก )

อาทิตย์ที่ 23 ส.ค.แดงขอนแก่นสัมมนาภาคประชาชน

ชมรม เสื้อแดง ขอนแก่น 51 เชิญพี่น้องจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ ภาคประชาชน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ได้แก่
-คุณวิสา คัญทัพ
-คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
-คุณไพจิตร อักษรณรงค์
ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องประชุมศาลาประชาคม จังหวัดขอนแก่น

สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ 085-0033318

เดือนกันยายน 2552


เสาร์ที่ 5 กันยายน-แดงระยองรวมพลังครั้งแรก

เราจะมีการจัดโต๊ะจีนในวันที่5 กันยายน 2552นี้ที่บริเวณมาบยา แถวๆมาบตาพุดนะครับ ค่อนข้างจะแน่นอนแล้วครับ ตอนนี้ผมอยากได้จำนวนนะครับ อยากให้ทุกคนติดต่อมาที่ผม ที่เบอร์โทร 081-7616525 ถ้าเป็นคนใน บริษัท IRPC ติดต่อได้ที่แผนก ADU2 เบอร์ 2104 /2103 กะ A อยากให้ทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ต่อ และรวบรวมจำนวน แล้วแจ้งมาที่ผมนะครับ ตามเบอร์โทรที่ให้ไปนะครับ

คนละ 200 บาท นะครับ ถ้าเป็นโต๊ะจะตก 2000 บาท/ 1โต๊ะ สำหระบท่านที่มีรายได้น้อย เราจะจัดโต๊ะให้ แต่จะมีอาหารจำหน่ายในราคาถูกครับ อยากให้เสื้อแดงทุกคน ได้มาร่วมแสดงพลังกันเยอะๆนะครับเพื่อความมั่นคงและเติบโตของแดงระยองครับ คาดว่าแกนนำจากส่วนกลางจะมากันครบนะครับเพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้น ในระยอง ขอความร่วมมือจากทุกๆท่านนะครับ/ คุณหนึ่ง ผู้ประสานงานแดงระยองแจ้งข่าว

31ก.ค.วันแห่งชัยไทยประกาศปลดแอกIMF

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
31 กรกฎาคม 2552

ขอแสดงความยินดี และดีใจกับประชาชนคนไทย สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ ใช้พันธกรณีที่ปลดหนี้จากไอเอ็มเอฟได้ ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง วันนี้เราต้องมีกำลังใจ และประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง ไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีก หากผมยังอยู่



หมายเหตุ - เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สถานะการเงิน-การคลังของประเทศไทย รวมทั้งการชำระหนี้งวดสุดท้ายให้กับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งสามารถชำระก่อนครบกำหนด 2 ปี มีรายละเอียดดังนี้(เป็นหมายเหตุโดยหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 1 ส.ค. 2546)

วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชำระหนี้ก้อนสุดท้าย เมื่อเย็นวันนี้ ได้ชำระก้อนสุดท้ายคืนไอเอ็มเอฟจำนวน 6 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งได้กู้ยืมมาในช่วงเกิดวิกฤตเมื่อปี 2540

โดยไอเอ็มเอฟอนุมัติวงเงินให้ไทย 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เบิกมาใช้จริงเพียง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลชุดที่แล้ว(รัฐบาลนายชวน หลีกภัย) ได้ชำระไป 1 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลนี้ได้ชำระครบทั้ง 5 แสนล้านบาท

ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ ประเทศไทยเคยเข้าโปรแกรมของไอเอ็มเอฟมาแล้วหลายครั้ง คือ เมื่อปี 2524, 2525, 2528 ทั้ง 3 สัญญาเป็นเงิน 982 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้หมดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 แต่หลังจากนั้น 7 ปี เกิดวิกฤตอีกครั้ง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

ถ้าวิเคราะห์แล้ว วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดหรือคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการสะสม ที่เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์ ไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ได้ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ไม่ได้รับรู้ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดอีก ครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย ที่ต้องเข้าโปรแกรมของไอเอ็มเอฟ

รัฐบาลนี้พยายามแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่าง เพื่อให้เกิดความมั่นคง ดูทิศทางทุกอย่างไม่ให้เกิดปัญหาอีก เชื่อว่าในปี 2540 จนถึงวันนี้ ยังมีหลายคนยังไม่หายเจ็บปวด บาดเจ็บอยู่ เป็นบทเรียนของหลายคนในประเทศ ต้องร่วมคิด ร่วมกันแก้ปัญหา ประเทศต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เป็นเหยื่อของการแข่งขันทุนนิยมที่เราไม่รู้เท่านั้น รัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่ เพื่อวางกติกา วางระบบ และพัฒนาทุกๆ อย่าง เพื่อให้เรารู้เท่าทันได้อย่างทันท่วงที

วันนี้ ทำไมเรากล้าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนครบกำหนดเวลาล่วงหน้าถึง 2 ปี ก็เพราะเราสามารถปรับพลิกสถานการณ์ได้แล้ว และมีเงินทุนเพียงพอ ไม่ต้องเก็บหนี้ไว้ การใช้หนี้ครั้งนี้ทำให้ประหยัดดอกเบี้ยถึง 5 พันล้านบาท และยังสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้น


ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา ภาคเกษตร รายได้เกษตรกรจากพืชผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อปลายรัฐบาลที่แล้ว รายได้ติดลบ 3.4% ปี 2544 เพิ่มขึ้น 8.1% ปี 2545 เพิ่ม 11.7% ในปี 2546 เพิ่มขึ้น 25% ในภาคอุตสาหกรรม ปี 2544 ติดลบ ในปี 2545 เพิ่มขึ้นมา 59.5% ครึ่งปีแรกของปี 2546 เพิ่มขึ้นถึง 66.6% ตัวเลขมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่อัตราการว่างงานปี 2546 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกดีขึ้นมาก ปี 2544 ติดลบ 1.7% เพราะเหตุการณ์ 11กันยายน ในสหรัฐอเมริกา ส่วนปี 2545 สามารถเติบโตได้ 5.7% ปีนี้เพียงครึ่งปีแรก โตได้ถึง 19% ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2543 มีกำไร 4.15 หมื่นล้านบาท ปี 2544 มีกำไร 1.12 แสนล้านบาท ปี 2545 มีกำไร 1.7 แสนล้าน และปี 2546 ไม่น่าจะน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท

ส่วนรายได้ภาครัฐบาล รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมเพียง 9 เดือนแรกของปี 2546 มีถึง 9 แสนกว่าล้าน พอๆ กับปี 2543 ทั้งปี ส่วนดุลงบประมาณ การขาดดุลกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2543 ประเทศไทยขาดดุล 1.2 แสนล้าน ปี 2544 ขาดดุล 1.1แสนล้าน ปี 2545 ขาดดุล 1.26 แสนล้าน แต่ในปี 2546 เพียงแค่ 9 เดือนแรก ก็เกินดุลแล้ว 1.46 หมื่นล้าน สถานการณ์ด้านงบประมาณดีขึ้นมาก

ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศ ปี 2543 มี 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2544 เพิ่มเป็น 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2545 เพิ่มเป็น 38,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2546 เมื่อชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดแล้ว จะมีทุนสำรอง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไทยมีสถานะการเงินแข็งแกร่งมาก

รัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยวันนี้ ผมอยากจะบอกให้พี่น้องประชาชนให้มีความมั่นใจ และภูมิใจในความเป็นคนไทย ว่าวันนี้เราไม่มีพันธะใดๆ สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือว่า จะต้องทำประเทศให้เข้มแข็ง


ปี 2545 ผมตั้งเป้าเศรษฐกิจ 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่มีใครเชื่อ ตอนนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาตั้งว่าจะโตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ต่างกันถึง 150 เปอร์เซ็นต์ แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ทำได้คือโต 5.2 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2546 ผมตั้งเป้า 6 เปอร์เซ็นต์ แม้จะประสบปัญหาโรคซาร์ส แต่มั่นใจว่าไม่เกินความสามารถ เชื่อว่าจะทำได้ใกล้เคียงคือเกิน 5.5 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะข้าราชการและเอกชน ประชาชนมีกำลังใจ และไม่ใช่วิสัยของรัฐบาลนี้ที่จะงอมืองอเท้า เราต้องกำหนดชีวิตเราเอง ตั้งใจว่าปีหน้าจะทำให้ดีกว่านี้อีก คนไทยต้องมีงานทำ ต้องกระจายความเจริญไปสู่รากหญ้า ให้ความเจริญกระจายไปอย่างทั่วถึง ต้องปรับเศรษฐกิจให้ได้

รัฐบาลนี้ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ 2 แนวทาง คืออาศัยทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและการส่งออก จากเดิมที่เราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รัฐบาลนี้ได้กระจายเศรษฐกิจไปยังรากหญ้า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีกำลังใจ ไม่สู้ แต่รัฐบาลมีทิศทางที่จะทำให้ท่านสู้ และสิ่งนี้จะเกิดไม่ได้ ถ้าราชการไม่ทุ่มเท 2 ปีครึ่งของรัฐบาลชุดนี้ข้าราชการเหนื่อยกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ทุกคนทุ่มเท และทำให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

การใช้หนี้วันนี้ทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลายๆ อย่าง เราไม่ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องทำตามคำสั่งของไอเอ็มเอฟ เราสามารถที่จะเลือกยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง

ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะดำรงภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ไม่ขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ การพ้นจากไอเอ็มเอฟ ทำให้รัฐบาลสามารถจะแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ(ซึ่งออกในสมัยนายชวน หลีกภัย) ที่หลายฝ่ายห่วงใยกันอยากให้มีการแก้ไข

ซึ่งรัฐบาลได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยและสรุปว่าจะแก้ไขกฎหมายบางฉบับ คือ 1.กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตามข้อกำหนดของไอเอ็มเอฟต้องขายมาใช้หนี้ แต่เราจะกระจายหุ้นในตลาด เพื่อขยายตลาดอย่างมืออาชีพ และตรวจสอบด้วยระบบจะเข้มแข็ง ทำให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ขายมาใช้หนี้ เพราะไม่จำเป็น จึงจะมีการออก กม.ปรับปรุงพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อปรับปรุงองค์กร 2.กฎหมายล้มละลาย ให้มีความเป็นธรรมลูกหนี้และเจ้าหนี้ 3.กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รักษาผลประโยชน์ประชาชน พันธสัญญาต่างตอบแทน 4.กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 5.กฎหมายอาคารชุด 6.กฎหมายประกันสังคม ซึ่งจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ต่อไปนี้รัฐบาลมีภารกิจทำต่อ เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ต่อไป ที่ผ่านมาขาดดุลและหนี้มาก แต่ปัจจุบันหนี้ลดลงและปรับเป็นบวก เพราะส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า ไม่ส่งเสริมการนำเข้า เพื่อมาแทรกแซงการส่งออก รัฐบาลท่องคาถา "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส"

เราจะเดินหน้าต่อไปในเรื่องการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เพื่อให้ดินที่รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นทุนได้ เพื่อนำมาต่อยอดให้กองทุนหมู่บ้านที่ดี กลายเป็นธนาคารประจำหมู่บ้าน ใช้ระบบเทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ใช้ผู้ว่าฯซีอีโอมาพัฒนาประเทศ เร่งปฏิรูปการศึกษาในทุกๆ ด้าน พร้อมเร่งปราบปรามยาเสพติด ใช้ความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายหยุดการกระทำที่ผิดกฎหมาย ให้ธุรกิจใต้ดินถูกจัดการเสียภาษีให้อย่างถูกต้อง ไม่มีระบบมาเฟีย

วันนี้ เป็นอีกวาระหนึ่ง ซึ่งผมเพิ่งลงนามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการใช้ การชักธงชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถที่จะชูธงชาติได้สะดวกขึ้น ไม่มีข้อกฎหมายอะไรห้ามไว้ ผมเห็นนานาประเทศใช้ธงชาติอย่างชัดเจน

ผมขอถือโอกาสนี้ ใช้พันธกรณีที่ปลดหนี้จากไอเอ็มเอฟได้ ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง เหมือนประเทศทุนนิยมที่ประสบผลสำเร็จ ที่จะมีเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของผลประโยชน์แห่งชาติ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศชักธงชาติเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราได้หมดหนี้จากไอเอ็มเอฟแล้ว โดยทุกส่วนราชการได้สั่งให้ปักธงไว้แล้ว


ส่วนสินค้าที่เหมาะสม ก็สามารถใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ได้ ขอให้ชูธงเพื่อชูชาติ วันนี้ อยากจะบอกว่า รัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และเพิ่มบทบาทในระดับนานาชาติ เพื่อให้คนไทยมีงานทำ และในสิ้นปีนี้ เราจะมีทุนสำรองที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ วันนี้ถือโอกาสขอบคุณมิตรประเทศ ที่ให้ไทยได้กู้ยืมเงินในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า เพื่อนยามยาก โดยญี่ปุ่นให้เรากู้เท่ากับไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางของจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย และแคนาดา รวมถึงอินโดนีเซียที่เอ่ยปากให้ไทยกู้เงินจำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทุกวันนี้ ไอเอ็มเอฟไม่ได้ผิดอะไรกับเรา การให้ยารักษาเราในช่วงปี 2524-2525 เป็นการให้ยาที่ถูกต้องถูกสมัย เพราะช่วงนั้น เรามีคนไทยไปร่วมทำงานกับไอเอ็มเอฟด้วย เขายินดีรับฟังคนของเรา แต่งวดนี้ ยาของไอเอ็มเอฟผิด ทำให้เราต้องเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น

แต่ขณะนี้ ความเสียหายในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน เป็นวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่ได้ตกลงกันแล้วว่า จะจัดการหนี้เหล่านี้ให้เรียบร้อย โดยจะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศไทย ทีแรกธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงเจตจำนง จะนำรายได้ของธนาคารแห่งประเทศไทยไปใช้หนี้ โดยกำหนดว่าจะใช้เวลาประมาณ 29 ปี แต่วันนี้แนวโน้มเหล่านี้ หนี้ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินคาดว่าจะสามารถชำระหนี้คืนได้หมดโดยเร็ว เพราะหนี้เหล่านี้เป็นหนี้เงินบาท ไม่มีปัญหา เหมือนเงินสกุลต่างประเทศ แต่วันนี้หนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศเราใช้หนี้หมดแล้ว

วันนี้เราต้องมีกำลังใจ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำธุรกิจ ครอบครัว และกิจวัตรอย่างดีที่สุด ด้วยความทุ่มเท และประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง ไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีก หากผมยังอยู่ ผมจะวางระบบและจะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้คนที่มารับงานต่อจากผม มาทำงานอย่างเป็นระบบ โดยจะได้ไม่ต้องพาคนไทยเข้าไอเอ็มเอฟอีก ขอแสดงความยินดีและดีใจกับประชาชนคนไทย สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้

กิจกรรมเสื้อแดง สิงหาคม 2552

โดย ทีมข่าว thaienews
30 กรกฎาคม 2552

อาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552

ขอเชิญคนไทยใน USA
พบปะพูดคะยกับ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คุณจาตุรนต์ ฉายแสง

เริ่มงานเที่ยงตรง
ที่ห้องอาหารไทยแลนด์พลาซ่า
5321 Hollywood Blvd., ชั้น 2, Hollywood, CA 90027

บัตรช่วยงาน $30(รวมอาหารบุฟเฟ่ต์)

สอบถามรายละเอียดได้ที่
(323)467-6048 ,(323)681-3829
(562)739-5652 , (818)731-1738, (818)378-1324

คุณ reporterinusa จะถ่ายทอดสัญญานสด ตามเวลาเมืองไทย ตั้งแต่ เวลา 5 ทุ่ม คืนวันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม นี้ ผ่านทางเวบไซต์
http://www.serichon.com/ สถานีที่ 3
http://norporchorusa.com/
และ ผ่าน camfrog ห้อง TodayFact

แล้วพบกันนะครับ ในเวลา เที่ยงคืน พบกัน การ พูดคุย กับ คุณ เอนก ซานฟราน ที่แฟน คลับทั่วโลกคิดถึง



อาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2552

สัมนา 'ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ'

โดย คุณม้าเร็ว2
ที่มา เวบไซต์ ฟ้าใหม่
30 กรกฎาคม 2552

เรียนเชิญผู้สื่อข่าวและผู้สนใจ

เข้าร่วมสัมนา เรื่อง
"ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"

ณ.มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย (นางเลิ้ง)

ในวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552
เวลา 9.30-12.30 น.


วิทยากร
1. นักกฏหมาย : คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา
2. ทนายความ : คุณธนา เบญจาธิกุล, คุณคารม พลกลาง
3. ตำรวจ : พล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน
4. เศรษฐกิการคลัง : คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์

ประชาธิปัตย์ 'ขาลง' : เมื่อ ปชช.รับไม่ได้กับการแก้ปัญหาชาติแบบ 'ขอไปที'


โดย คุณสองคม
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
30 กรกฎาคม 2552

การเข้ามาเป็นรัฐบาลอย่างเปะปะ ขาดการวางแผนที่ดีในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้พรรคการเมืองนี้ กำลังเข้าสู่สภาพ “ขาลง” เพราะประชาชนมากมายไม่อาจรับได้ กับการแก้ปัญหาแทบทุกปัญหาของชาติ ด้วยการ “ขอไปที”

ขาดงบประมาณก็ กู้ยืมมา 800,000 ล้าน กู้ไม่ได้ เพราะเคยกู้มาเต็มเพดาน ก็ ออกกฎหมายมาข่มขืน ข่มเหงเอาตามใจชอบ ต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ผมเห็นว่า เป็นอันตรายต่ออนาคตของชาติ อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ และอนาคตของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอง

ผมอยากให้ประดาผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปลี่ยนทัศนคติใหม่ ในการเลิกมองโลกในแง่บ้าเสียที

ทุกวันนี้ ...โลกเจริญก้าวหน้าไปมาก ประชาชนคนรากหญ้าทั้งหลายต่างรู้ว่า ...ใครคือคนที่เขาควรจะเคารพนับถือ??

จึงไม่น่าแปลก ทั้งที่มันแปลกมาก ในการที่โพลล่าสุดชี้ออกมาว่า ณ วันนี้ คะแนนนิยม ของ ทักษิณ ชินวัตร เหนือกว่าคะแนนนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งที่คนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี มีทั้งอำนาจและโอกาสในการสร้างผลงานมากกว่าอีกฝ่ายที่เป็นเพียง “ผู้ลี้ภัย” จากการถูกกฎหมายจาก คมช. หรือคณะปฏิวัติ รุมกันล้อมกรอบ!!

ผมอยากให้อภิสิทธิ์ที่เป็นนักเรียนนอก มีชาติตระกูลที่ดี คิดเรื่องดีๆ ที่เป็นมงคลต่อตัวเอง ดีกว่าการจ้อง “ตีสำนวน” เหมือนลำตัด หรือพวกทอล์กโชว์

ณ วันนี้ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงประชาชนหรือราษฎรคนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของอภิสิทธิ์เช่นกัน แต่เพราะ“ทักษิณ” เหนือกว่าอภิสิทธิ์ในทุกกระบวนท่า คนไทยค่อนประเทศและชาวโลก จึงมอง “มาร์ค” เหมือน “มือใหม่หัดขับ”

คนที่ทำให้อภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ คือ สุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะผิดวิธีผิดแนวทางประชาธิปไตย แต่อภิสิทธิ์ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

เมื่อเป็นแล้ว ก็ควรทำจิตให้นิ่ง นั่งทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เปลี่ยนแปลงทัศนคติ บุคลิก และการวางตัวกับคำพูดเสียใหม่

อย่าแดกดัน!! อย่าแฝงความริษยาลงไปในคำพูด อย่างที่พูดถึงทักษิณด้วยคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม”??

คนที่น่าจะต้องพยายามทำให้ตัวเอง “ดวงตาเห็นธรรม” คือ อภิสิทธิ์เอง!! ไม่ใช่ทักษิณ!!

อยากให้มาร์คหันมามองสุเทพ ซึ่งเปรียบเหมือนพี่และลูกพี่ จะเห็นสุเทพเปลี่ยนไปมากในระยะนี้ หลายคำถามที่ถูกนักข่าว “ถามนำ” คุณสุเทพไม่ตอบ แต่จะบอกว่า “ผมไม่ตอบเรื่องอย่างนี้”

สุเทพพูดถึง ผลสำรวจความเห็น เรื่องการทำงานของรัฐบาล ที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีคะแนนนิยมมากกว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ถือเป็นเรื่องปกติ ที่ในแต่ละช่วงเวลา คะแนนนิยมจะมีขึ้นลงบ้าง ในอดีต นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็เคยมีคะแนนนิยมมากกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องน่าวิตกขณะนี้ ...

คนในครอบครัว “เทือกสุบรรณ” คุณดำรง เทือกสุบรรณ ผู้สมัครหมายเลข 1 เจ้าของพื้นที่เดิม และเป็นหลานนายสุเทพ ยังแพ้การเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานี ถือเป็นการ “ล้มช้าง” และเป็นลางร้ายสำหรับสุเทพ และ ปชป.ต่างๆ

เหล่านี้ ...คือ “การเตือนครั้งสุดท้าย” สำหรับ “คนใต้” ที่มีต่อ “บางคนใน ปชป.”

เลิกเหิมเกริม แล้วมาสร้างสามัคคีในชาติ สร้างความปรองดองตามที่ทักษิณ ชินวัตร เสนอแนวทางมาดีกว่า!!

ก่อนที่จะถูกประชาชน “พิพากษา”!!

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 30, 2552

Bhum Jai Thai and the business of protests slightly gone wrong

โดย Nick Nostitz
ที่มา เวบไซต์ new mandala
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2552

The Bhum Jai Thai party announced a movement against the million signature campaign of the Red Shirts. There was a buzz when it was announced that the Blue Shirts were to protest at Royal Plaza today (July 30). Was it the same guys as in Pattaya? Were there soldiers in Blue Shirts? PAD guards in disguise?

At about 8 am there were 30 to 40 taxis parked at Royal Plaza, the same number of red colored subarus – small passenger vehicles, all from Thonburi – one loudspeaker wagon, and at least a dozen intelligence officers. Slowly more taxis arrived, maybe 100 to 200 altogether. No Blue Shirts though. But a few people in Bhum Jai Thai shirts and jackets, and several ministry officials.

Stickers were handed out to put on the cars, “Don’t pull the sky down low – stop the petition!”, and similar slogans.

พรรคภูมิใจไทย ประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนับล้าน โดยมีเสียงลือกันหึ่งว่า จะมีคนเสื้อน้ำเงินเดินทางมาแสดงพลังที่ลานพระบรมรูปฯ ในวันที่ 30 กรกฎาคม จะเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่พัทยาหรือไม่ ? เป็นพวกทหารใส่เสื้อน้ำเงินหรือไม่? เป็นการ์ด พธม.แฝงตัวมาหรือไม่ ?

เวลาประมาณ 8.00 น. ที่ลานพระบรมรูปฯ มีแท๊กซี่จอดอยู่ 30-40 คัน เป็นรถ subaru สีแดงเหมือนกันหมด - รถยนต์รับส่งผู้โดยสารขนาดเล็ก จากธนบุรี - รถบรรทุกพร้อมเครื่องขยายเสียงหนึ่งคัน และเจ้าหน้าที่ทางการอีกไม่น้อยกว่า 12 คน จากนั้น ก็มีแท๊กซี่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้ามา รวมแล้วคงจะประมาณ 100-200 คัน ไม่มีคนเสื้อน้ำเงินเลย แต่มีคนจากภูมิใจไทยใส่เสื้อเชิร์ตและแจ๊กเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอีกหลายคน

มีการแจกสติ๊กเกอร์ให้ติดบนตัวรถ " หยุดดึงฟ้าต่ำ - หยุดล่ารายชื่อ " และ อื่นๆ ทำนองนี้



At about 9 am the show began. First the taxi drivers were called to get breakfast. They lined up, received a stamp on the arm, a coupon, and food. The Bhum Jai Thai party song was played on loudspeakers.

So far so good.

But then several taxi drivers approached me, and complained:

“They said they will give us 300 Baht petrol coupons, but we got nothing, just those food coupons!”

“I can’t even get my taxi out – they blocked our cars with these subarus.”

“They cheated us, they said we should come because of mother’s day, and said nothing of Bhum Jai Thai. Now they put stickers against the petition on our cars, and tomorrow I want to go to the Red Shirt rally – how can I get these stickers off?!”

การแสดงเริ่มขึ้นที่เวลา 9.00 น. โดยมีการเรียกคนขับแท๊กซี่ให้มารับอาหารเช้า พวกเขาเข้าแถวยาว รับติดสแตมป์ที่แขน รับคูปอง และอาหาร มีการเปิดเสียงเพลงของพรรคภูมิใจไทยทางลำโพง

มีคนขับแท๊กซี่หลายคนมาบ่นกับผมว่า "พวกเขาบอกว่า จะให้เงินค่าน้ำมันเรา 300 บาท แต่ไม่เห็นได้เลย มีแต่คูปองอาหาร"

"ผมจะเอารถออกไปก็ไม่ได้ พวกเขาบล๊อครถของเราไว้ด้วยรถ subarus พวกนี้"

"พวกเขาโกงเรา พวกเขาบอกให้พวกเรามาเนื่องในโอกาสวันแม่ ไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องพรรคภูมิใจไทยเลย ตอนนี้ก็มาติดสติ๊กเกอร์ต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาบนรถเรา และพรุ่งนี้ ผมจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง - ผมจะแกะสติ๊กเกอร์พวกนี้ออกได้อย่างไรกันนี่"



Supamas Issarabhakdi, deputy spokesperson for Bhum Jai Thai appeared, handed out stickers, posed for the cameras while applying stickers to a taxi, and gave an interview.

ศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย แสดงตัว แจกสติ๊กเกอร์ ให้ช่างภาพถ่ายรูปขณะติดสติ๊กเกอร์บนรถแท๊กซี่ และให้สัมภาษณ์



A not very enthusiastic crowd of taxi drivers formed a line in front of the loudspeaker wagon, a speech was held, an oath to the monarchy was spoken, songs were sung, and after the Royal anthem everybody disappeared quickly.

คนขับแท๊กซี่ตั้งแถวหน้ารถขยายเสียงอย่างเนือยๆ มีการพูดปราศรัย กล่าวคำถวายสัตยาบัน ร้องเพลง และหลังจบเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนก็แยกย้ายหายตัวไปอย่างรวดเร็ว


A few officials still hung around. One man with a plastic bag handed a large wad of cash to a man from a taxi organization, who quickly slipped the money into his pocket when he saw me taking photos. The bagman soon got into the back of a Mercedes and disappeared.

เจ้าหน้าที่อีกสองสามคนยังคงเดินไปมา ชายคนหนึ่งถือถุงพลาสติกที่บรรจุเงินสดปึกหนึ่งส่งให้คนที่จัดการเรื่องรถแท๊กซี่ ซึ่งเมื่อเขารับแล้ว ก็รีบยัดเงินปึกนั้นใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผมกำลังถ่ายรูปเขาอยู่ ส่วนคนถือถุงก็รีบขึ้นรถเบนซ์แล้วขับหนีหายไป





At about 10.30 the show was over.

การแสดงทุกอย่างจบสิ้นลง ที่เวลาประมาณ 10.30 น.

บิลบอร์ดไซเบอร์ตบหน้าไอ้ห้อย-แมงสาบขี้ข้าช่วงใช้อำมาตย์



บิลบอร์ดไซเบอร์-เนื่องจากไม่ได้เนรคุณประชาชนที่เลือกมา แล้วย้ายข้างไปร่วมกับโจรวิ่งราวเพื่อร่วมรัฐบาล ทำให้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวง แล้วนำงบหลวงมาถลุงขึ้นป้ายคัตเอาต์ข้างทางด่วน และจ้างแท็กซี่ติดป้ายทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน แต่คนในโลกไซเบอร์ก็มีกึ๋นขึ้นป้ายบิลบอร์ดแบบนี้ในโลกไซเบอร์กระจายไปทั่วโลกแทน ส่วนด้านล่างเป็นสติ๊กเกอร์กำลังระบาดในกลุ่มเสื้อแดง(ภาพ:บอร์ดราชดำเนิน พันทิป)

ทักษิณทีวี : ต่างจากที่นึก ลึกกว่าที่คิด


แนวร่วมREDฉบับพระเมตตาฯ-หน้าปกของนิตยสารแนวร่วมREDฉบับล่าสุด พาดปก"พระเมตตาจากฟ้าสุรารัยสู่แดนดิน"ในวาระประชาชนไทยร่วมใจถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษ กำหนดวางแผงวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.นี้ทั่วประเทศ

ที่มา นิตยสารแนวร่วมRED
30 กรกฎาคม 2552

นอกจากมิ่งขวัญแล้ว อีกคนหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะหวนกลับมาเป็นแม่ทัพสำคัญ ก็คือ ทรงศักดิ์ เปรมสุข โคตรเซียนการตลาดที่ปลุกปั้น ไอทีวี จนโด่งดัง ทรงศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลมือฉมังที่ทักษิณเชื่อมั่นอย่างมาก ทรงศักดิ์เก่งแค่ไหน นักสื่อสารมวลชนอย่าง”กาแฟดำ” สุทธิชัย หยุ่น น่าจะรู้ดี!



กลายเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ย่อยๆฉลองแซยิด 60 ปีหนีไม่พ้นกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะทำสถานีโทรทัศน์ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ประมาณ 100 ช่อง โดย 2-3 ช่อง จัดทำเพื่อคนไทยเป็นพิเศษ


ช่องหนึ่งเป็นเรื่องเศรษฐกิจ โดยการขายสินค้าโอท็อปผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ และให้โอกาสนักธุรกิจขนาดย่อมที่ไม่มีกำลังทำการตลาดมาโฆษณา โดยคัดสินค้ามาโฆษณาขายให้ ทำให้น่าซื้อ

อีกช่องคือเรื่องคนจน จะทำเป็นเรียลลิตี้ ไปถ่ายทำชีวิตคนจนว่าจะหายจนได้ต้องทำอย่างไร ซึ่งบางครอบครัวใช้เงินเพียง 5 หมื่นบาทก็หายจนได้ เพียงแค่คนรวยหยุดกินไวน์ขวดละ 8 หมื่นสักขวดก็มาช่วยได้แล้ว นอกจากจะทำให้เลิกกินเหล้ายังได้เรื่องสุขภาพ ส่วนครอบครัวคนจนก็จะหายจน และเลี้ยงตัวเองได้ เป็นการเอาคนที่มีกำลังไปช่วยคนอ่อนแอ อาจจะเป็นคนไทยในต่างประเทศ คนไทยในต่างแดน หรือคนต่างชาติก็ได้

อีกเรื่อง คือการศึกษา ซึ่งทุกวันนี้พ่อแม่ต้องเสียเงินให้ลูกไปกวดวิชา ตนจึงอยากจะหาครูดีๆ มาติวผ่านโทรทัศน์ให้ โดยจะเป็นทีวีสองทาง( Inter active T.V.) โต้ตอบกันได้เหมือนมีครูมาติวให้ที่บ้าน เพียงเข้ามาในเซิร์ฟเวอร์ ก็เลือกเวลาดูได้ตามใจ


นอกจากนี้ ยังจะเผยแพร่วิธีการเรียนการสอนต่างๆ เพราะแต่ละที่ก็มีวิธีการสอนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นที่สวนกุหลาบ เตรียมอุดม หรือมงฟอร์ต ทุกแบบที่สอนก็ดีทั้งนั้น ดังนั้นจึงจะเปิดโอกาสให้เลือกนำมาใช้ นอกจากนี้จะเอาตำราจากต่างประเทศมาร่วมด้วย เอารายการเหล่านี้ใส่ใน thumb drive อยากเรียนเมื่อไหร่ก็จะได้เรียนได้ และจะได้ไม่แพ้ต่างประเทศ

ต้องบอกว่านี่เป็นหมัดเด็ดที่น่าติดตามอย่างยิ่ง !

ยิงกระสุนกระตุ้นต่อมความสนใจของนายกทักษิณเที่ยวนี้ นกร่วงระนาว ที่ได้แน่ๆก็คือ นายกทักษิณสามารถสร้างช่องทางสื่อสารกับชาวบ้านได้มากขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะทีวีช่องการศึกษา ซึ่งจะกุมหัวใจได้ทั้งคนเป็นพ่อแม่ และเด็กรุ่นใหม่ และถ้าเติม Contents ให้มีความหลากหลาย เหมือนที่นายกทักษิณบอกว่า Contents is King ก็จะสร้างการยอมรับได้ง่ายขึ้นอีก

นักสื่อสารมวลชน (ประเภทกบในกะลา) บอกว่า มันก็งั้นๆ ทีวีดาวเทียมกลายเป็นของเล่นเก่าไปแล้ว ขณะที่เสนาบดีกระทรวงศึกษาตอบกลับทันควันเลยว่า ไม่กลัว จะทุ่มเงินอีก 6,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา ETV (ทีวีช่องการศึกษา) ให้เป็นเหมือนฟรีทีวี ไม่ต้องติดจานรับ เพื่อขยายโอกาสการรับรู้มากขึ้น


ไม่ยากหรอกที่จะใช้เงิน 5-6 พันล้าน ปรับปรุงทีวีสักช่อง แต่ถามว่าจะสร้างเสน่ห์ของช่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแท้จริงนั้น ผูกติดกับการทุ่มงบมหาศาลเพื่อทำทีวีอย่างนั้นหรือ?

ภาษานักเลงเขาเรียกว่า งานนี้นายกทักษิณต้อนรัฐบาลเข้ามุม ถลุงด้วยการวัดเชาวน์ปัญญาจนยับเยิน !

ที่น่าสนใจของทีวีดาวเทียมที่นายกทักษิณจะทำขึ้นนั้น น่าจะอยู่ที่คีย์แมนคนสำคัญๆว่า จะเป็นใครกันบ้าง เท่าที่รู้มาบอกได้ว่า โคตรเซียนตัวจริงของวงการทีวี เช่น มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตแม่ทัพใหญ่ อสมท.ที่ใช้เวลาไม่กี่ปีในการประกาศศักดา ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ให้เป็น Knowledge Society ขนาดใหญ่

เถียงกันไม่ได้เลยว่า ช่อง 9 ยุคมิ่งขวัญนั้นได้รับการตอบรับมากมายเพียงไร ทั้งในแง่ผู้ดู โฆษณา

มิ่งขวัญไม่ได้มาคนเดียวแน่นอน ขุนทัพนายกองที่ร่วมมหกรรมงานสร้างกับช่อง 9 อสมท.ดูเหมือนจะรอนกหวีดสัญญาณดังขึ้นเท่านั้น

นอกจากมิ่งขวัญแล้ว อีกคนหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะหวนกลับมาเป็นแม่ทัพสำคัญ ก็คือ ทรงศักดิ์ เปรมสุข โคตรเซียนการตลาดที่ปลุกปั้น ไอทีวี จนโด่งดัง ทรงศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลมือฉมังที่ทักษิณเชื่อมั่นอย่างมาก

ทรงศักดิ์เก่งแค่ไหน นักสื่อสารมวลชนอย่าง”กาแฟดำ” สุทธิชัย หยุ่น น่าจะรู้ดี!

นั่นเป็นเรื่องของขุนพลที่จะแบกรับภารกิจสำคัญ คราวนี้กลับมามองดูช่องทางของทีวีดาวเทียมนี้อย่าง ช่องที่จะใช้โปรโมทขายสินค้า Otop ที่คอลัมน์นิสต์อย่าง “กาแฟดำ” วิจารณ์ว่า จะทำแข่งกับทีวีไดเร็กอย่างนั้นหรือ ?

ถ้ามุมมองของนักสื่อสารมวลชนใหญ่มองได้แค่นี้ เห็นทีต้องเก็บก้อนขื่นขมไว้ในใจ!

เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ถึงหรอกว่า ห้วงเวลาสองสามปีมานี้ นายกทักษิณและทีมงานได้เร่งสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้า Otop ในต่างประเทศเอาไว้มากมายเพียงไร เช่น ในสมัยที่ สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ได้เจรจากับสนามบินฮาห์น ประเทศเยอรมนี ซึ่งสนามบินแห่งนี้เป็นศูนย์กลางโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

ผู้บริหารของฮาห์นตอบรับที่จะให้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามบินจัดทำเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้า Otop ของไทย คิดดูว่าวันหนึ่งๆ ปริมาณผู้โดยสารใช้บริการสนามบินแห่งนี้มีหลายแสนคน นั่นคือลูกค้ารายใหญ่ของ Otop

ความสำเร็จของการวางรากฐานอย่างนี้เป็นเพราะได้มือดีอย่างอดีตผู้บริหารคาร์โก้ของการบินไทยคนหนึ่งมาช่วยตั้งแต่ยังอยู่ในตำแหน่งเลยทีเดียว ขอให้จับตากันไม่กะพริบถึงการมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ประสานรับกันอย่างกลมกลืนระหว่าง..

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ + การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทีวีดาวเทียม + ช่องทางโลจิสติกส์ใหม่ๆ จากท้องถิ่นไทยถึงต่างแดน

ทีวีช่อง Otop จะทำหน้าที่เป็นกลไกการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้สอดรับกับช่องทางจำหน่ายสินค้าที่วางไว้เกลื่อนโลก !

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงเรื่องทีวี100ช่องว่า ตนได้ไปดูมาแล้ว ที่ดูไบโดยจะใช้เครื่องส่งสัญญาณ ราคา 3 ล้านบาท ซึ่งได้เตรียมไว้แล้ว เพื่อใช้สำหรับยิงสัญญาณขึ้นไปดาวเทียม แล้วส่งสัญญาณกระจายครอบคลุมทั่วโลก และยังมีห้องสตูดิโอขนาดประมาณ 10 คูณ 8 เมตร เพื่อใช้ในการถ่ายทำรายการ และมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องเทคโนโลยีให้

อุปกรณ์พวกนี้ จะเริ่มทำงานได้เลย โดยเทคโนโลยี ใกล้เคียง เอเอสทีวี ระบบป้องกันการตัดสัญาณได้ 100 % ซึ่งเราสามารถที่จะนำสินค้าของเมืองไทย สินค้าพื้นบ้าน สินค้าโอท็อป ไปขาย นำเสนอผ่านช่องทีวีช่องนี้ ให้กระจายไปได้ทั่วโลก

คนที่ดูรายการช่องนี้ ก็จะสามารถสั่งซื้อได้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้วางตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทย เอาไว้ทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนจำหน่าย

บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย


โดย pegasus
30 กรกฎาคม 2552
*บทความเกี่ยวเนื่อง:การขอให้พระมหากษัตริย์ทำในสิ่งที่ไม่ทรงมีอำนาจ เท่ากับ(ขอ)เพิ่มอำนาจให้พระมหากษัตริย์

มาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์ เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป


หมายเหตุไทยอีนิวส์:การถกเถียงเรื่องการถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษให้แก่อดีตนายกฯทักษิณ ได้แตกประเด็นไปหลายเรื่อง หนึ่งในข้อโต้แย้งนั้นคือประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ ผู้เขียนคือpegasusได้นำเสนอเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่เคยระบุไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับแรกหลังการปฏิวัติ24มิถุนายน2475ว่าเป็นแบบเดียวกับอารยะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขว่า ขอบเขตของพระราชอำนาจนั้นมีเพียงใด
***********

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งคณะราษฎรได้ประกาศใช้นั้นเป็นเจตนารมณ์เริ่มแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร

เช่นเดียวกับเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาต่างก็มีการร่างเนื้อหาของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไปจากจุดเริ่มแรกเป็นอย่างมาก

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อมีการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ได้นำเอาหลักคิดของระบอบประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกมาใช้ โดยจะเห็นว่าคณะราษฎรได้ตกลงใจที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เรียกกันว่า Constitutional Monarchy ในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกระหว่างระบอบสาธารณรัฐที่มีประมุขคือประธานาธิบดีหรือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือในขณะนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยเกิดภาวะอดอยาก ข้าวยาก หมากแพง โรคระบาด เงินในท้องพระคลังหมดจนต้องมีการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ในสมัยนั้นซึ่งหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต้องประหยัดการใช้จ่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ยุคเคนส์และนิวดีลของประธานาธิบดีรุสเวลในยุคสมัยเดียวกัน ที่ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงานภายในประเทศสหรัฐ จนในที่สุดกลายเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มาจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในขณะนั้นทฤษฎีนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 7 จึงทรงใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคคือการงดการใช้จ่าย งดการจ้างงานและประหยัด ประชาชนตกงาน ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เดือดร้อนกันไปทั่วจนเกิดเศรษฐกิจหดตัวตามมาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด

เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญและอำนาจของคณะราษฎรและพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดพระราชอำนาจโดยรัฐธรรมนูญนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยได้แก่ อำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการในทางตรงหรือทางอ้อม เป็นได้แต่เพียงพิธีการคือ เรื่องการทรงลงพระปรมาภิไธยได้กรณีเดียวเท่านั้น

ในต่างประเทศจะเขียนไว้ชัดเจนว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นและจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยตามที่เสนอมา บางประเทศกำหนดให้แม้แต่การพระราชทานพระบรมราโชวาทหรือการปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆ ต้องได้รับการลงนามร่วมกับคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งไปกว่านั้นบางประเทศกำหนดให้ก่อนรับพระราชสมบัติ พระรัชทายาทต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา แล้วต้องเสด็จมา ปฏิญาณต่อรัฐสภาว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น กรอบดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดทั่วๆไปของระบอบการปกครองนี้

เมื่อทราบกรอบความคิดของระบอบการปกครองนี้แล้ว การศึกษาพระราชบัญญัติธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ต่อไปจึงเหมาะที่จะพิจารณาว่ามีการบัญญัติไว้ใกล้เคียงกับแนวความคิดหลักเรื่องระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ อย่างไร

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และ โดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น
ฯลฯ
มาตรา ๑ อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย
มาตรา ๒ ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ
๑. กษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล
มาตรา ๓ กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์
มาตรา ๔ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดกให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็น ผู้ใช้สิทธิแทน
มาตรา ๖ กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย
มาตรา ๗ การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎร ผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
ฯลฯ
สิ่งที่เห็นจากธรรมนูญนี้คือ ในคำปรารภได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจได้ในเชิงพิธีการ เช่นการปรากฏพระองค์ในงานรัฐพิธี การลงพระปรมาภิไธยฯลฯ เป็นต้น

มาตรา 1 กำหนดให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และไม่มีการนำตัวอักษรใดมาทำให้อำนาจนี้ลดน้อยลงเช่นคำว่าอำนาจสูงสุดมาจากประชาชน ซึ่งแปลว่าประชาชนไม่มีอำนาจจริงๆตามที่พบในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาตราบจนปัจจุบันนี้

มาตรา 2 น่าสนใจที่แบ่งอำนาจที่เป็นจริงในสังคมออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันและอาจแบ่งแยกและตรวจสอบกันเองต่อไป ซึ่งหากได้มีการใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสักระยะหนึ่งก็น่าที่จะทำให้ระบอบการปกครองของไทยมีความมั่นคงไม่มากก็น้อยประชาชนสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างกว้างขวางและไม่เกิดการผูกขาดอำนาจในแง่มุมใดก็ตาม

มาตรา 3 เป็นเรื่องของพิธีการของการลงพระปรมาภิไธย

มาตรา 4 การสืบราชสันตติวงศ์ ต้องได้รับการประชุม และเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยรูปแบบนี้ เนื่องจากกำหนดไว้ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย และครอบคลุมทุกกิจกรรมในสังคม

มาตรา 5 ในหลายประเทศ ผู้สำเร็จราชการฯ นอกจากเป็นคณะรัฐมนตรีแล้ว บางครั้งก็ให้รัฐสภากำหนดหรือ ประธานสภาฯเป็นเองขึ้นอยู่กับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย แต่โดยหลักการแล้วได้แก่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนดหรือทำการแทนเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้

มาตรา 6 ในมาตรานี้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่พระมหากษัตริย์กระทำผิด แต่ควรจะเป็นเพียงเรื่องสัญลักษณ์เท่านั้น และน่าจะเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น ทั้งสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัยความผิดในเรื่องใดยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น

มาตรา 7 ในมาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่บุคคลใดจะกล่าวว่าร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์เพราะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบอยู่แล้ว เป็นต้น

เรื่องที่ควรสังเกตเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และได้นำวิธีการปฏิบัติมาจากระบอบการปกครองเดียวกันในต่างประเทศไว้เป็นส่วนมาก สมควรที่คนรุ่นหลังจะได้ระลึกและนำมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง

สื่อมวลชน:เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2552
*บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้


ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนถกเถียง ในหัวข้อ
“สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
นำเสนอโดย สาทร ศรีเกตุ
นิสิตป.เอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประเด็น
- นายทุนสื่อมวลชนไทย ผู้แสวงหากำไรสูงสุดและอำนาจการครอบงำ
- กลยุทธการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
- ภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อโฆษณาสินค้า
- ละครน้ำเน่าการผลิตซ้ำของวัฒนธรรมไทยล้าหลัง


ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00-18.00 น.

ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จัดโดยองค์กรสังคมนิยม “เลี้ยวซ้าย” www.pcpthai.org

สอบถามเพิ่มเติม 085-8530329 หรืออีเมล์ turnleft2008@gmail.com

จาตุรนต์:วิกฤตประเทศไทยกับการพูดข้างเดียว(ของรัฐบาล)


ที่มา เครือข่ายจาตุรนต์
30 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุ -นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เปิดตัวหนังสือเสียง (Audio Book ) เรื่อง “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ”ดำเนินรายการโดยนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ สำหรับหนังสือนี้เป็นหนังสือเสียงการเมืองเล่มแรกของประเทศไทย อยู่ในรูปแบบของแผ่นซีดี สามารถใช้เครื่องเล่น MP3 ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ในการรับฟังเนื้อหา สำหรับการผลิตครั้งนี้ ภายใต้การควบคุมของนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ ให้เสียงบรรยายโดย จิราภรณ์ สุมณศิริ - จอม เพชรประดับ ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย ราชเทวี เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2552

“วิกฤตประเทศไทยกับการพูดข้างเดียว (ของรัฐบาล)”


สุรนันทน์ : ที่บอกว่าสถานการณ์วิกฤตตั้งแต่เปิดตัวหนังสือมาจนถึงวันนี้ ความรู้สึกของประชาชนมันรู้สึกอึดอัดมากขึ้น วิกฤตมากขึ้น ทำไมวิกฤตตรงนี้ จึงมีความผสมผสานกันทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้อตอของวิกฤตคืออะไร

เป็นความไม่พอใจกับระบบที่เป็นอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากว่าคนครึ่งประเทศเลือกอีกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมา เกิดกระบวนการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 คน เปลี่ยนรัฐบาลไป 2 รอบ และต่อมาก็กลายเป็นฝ่ายค้าน เขาก็เห็นว่ากติกาแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย


จาตุรนต์ : วิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นความบังเอิญอยู่ด้วย การเกิดวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน อาจจะไม่ได้มาจากเหตุเดียวกัน

เราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่ในขณะนั้นเราได้ผ่านการปฏิรูปการเมือง วิกฤตการเมืองเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว ช่วงปี 2534 - 2535 สังคมไทยก็พยายามแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปการเมือง แล้วมาแก้รัฐธรรมนูญปี 40 ใช้พอดี แล้วเราก็มาเจอวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายก็สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะแก้ไม่ค่อยได้ดี

รัฐบาลหลังจากปี 2540 แก้ไมได้ แต่ก็มีกระบวนการทางการเมืองมาช่วยแก้ปัญหา ในการเลือกตั้งปี 2544 ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ โดยที่ในระหว่างนั้นก็ไม่มีการขัดแย้งอะไรมากๆ ไม่มีการมาประท้วงไล่รัฐบาล หรือรัฐบาลต้องมาคอยแก้ไขปัญหาการเมืองอะไร

พอมาครั้งนี้เราเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจบ้างแล้วจากเรื่องราคาน้ำมัน เรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อกันมาตั้งแต่โรคซาร์ส ไข้หวัดนกเรื่อยมา ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมีบ้างแล้ว

แต่มาเกิดปัญหาการเมืองในช่วงต้นปี 2549 เกิดการยึดอำนาจ และหลังจากนั้นที่เราบอกว่า ยึดอำนาจประชาธิปไตยถอยหลังชั่วคราว พวกที่ชอบอธิบายแทนฝ่ายที่ยึดอำนาจ ก็บอกว่า ถอยหลังชั่วคราวเพื่อจะก้าวไปเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

แล้วหลายคนอีกเหมือนกันที่วิจารณ์ ผมก็วิจารณ์เหมือนกันในหนังสือนี้ว่า ไม่ใช่การถอยหลังชั่วคราว เป็นการถอยหลังก้าวใหญ่ และเป็นการดึงให้ประเทศไทยถอยหลังมากยิ่งขึ้น

มาที่คำถาม หนังสือ เล่มนี้ตีพิมพ์หลังจากได้รัฐบาลนี้มาแล้วระยะหนึ่ง วิเคราะห์ไว้ว่า การที่รัฐบาลนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากการยึด อำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และ ในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ได้ล้มรัฐบาล จะเรียกว่า 2 รัฐบาล ล้มนายกรัฐมนตรีไป 2 คน โดยกลไกตามรัฐธรรมนูญ บวกด้วยการเคลื่อนไหวนอกสภา บีบคั้นรัฐบาล

ผสมกับการสนับสนุนของผู้อยู่ในอำนาจที่ควรจะแก้ปัญหา แต่ไม่แก้ เมื่อรวมกันแล้ว ได้มาเป็นรัฐบาล ก็กลายเป็นรัฐบาลที่พูดได้ว่า เป็นรัฐบาลที่ได้มาโดยไม่ชอบ และอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งเกิดกรณีที่ไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นไปตามหลักการของความยุติธรรม

การได้รัฐบาลในสภาพอย่างนี้ ภายใต้กติกาอย่างนี้ ได้บรรยากาศทางการเมือง สภาพแวดล้อมทางการเมืองอย่างนี้ จึงไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาการเมืองได้ นอกจากนั้นจะเป็นระบบคล้ายๆกับกินตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็จะพบกับความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับรัฐบาล

แต่เป็นความไม่พอใจกับระบบที่เป็นอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากว่าคนครึ่งประเทศเลือกอีกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมา เกิดกระบวนการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 คน เปลี่ยนรัฐบาลไป 2 รอบ และต่อมาก็กลายเป็นฝ่ายค้าน เขาก็เห็นว่ากติกาแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยได้ มีกลไกอะไรไม่รู้มาล้มล้างหักล้างประชาธิปไตยของประชาชนไป


สุรนันทน์ : ถ้าฟังไม่ผิด ข้อแตกต่างระหว่างปี 2540 หรือปีนี้ ปี 2540 เรามีวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงด้วย แต่เรามีรัฐธรรมนูญที่มีกติกาที่ทุกคนยอมรับ เลยแก้ปัญหาได้ แม้ในช่วงแรกการบริหารการจัดการจะยังมีปัญหา แต่คราวนี้มีวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทีแรกเราคิดว่า ไม่แรง แต่กติกามันไม่ใช่ เป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ทำให้วิกฤตนั้นแรงขึ้น

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ควรเกิดวิกฤตหนักๆ แบบเรียกว่าติดอันดับไปกับเขาด้วย ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น
แต่ว่าที่เป็นอย่างนั้น สาเหตุที่สำคัญคืออะไร สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด คนไม่อยากมาเที่ยว เสถียรภาพทางการเงินไม่มี


จาตุรนต์ : คือเราไม่ควรเจอกับปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าหลายๆประเทศ เนื่องจากต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องสถาบันการเงิน ธนาคาร ไม่เหมือนครั้งนั้นเลย พอเราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาแล้ว เราเข้มงวดกันมากขึ้น ระบบสถานบันการเงิน ธนาคารมีมาตรการเข้มงวดกวดขันมากๆ การที่จะนำเงินทุนเข้ามามากๆ เหมือนกับการเปิดเสรีทางการเงินสมัยก่อนก็ทำไม่ได้ การที่จะไปให้เครดิตมากๆอย่างที่ต่างประเทศทำกัน ก็ไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ควรเกิดวิกฤตหนักๆ แบบเรียกว่าติดอันดับไปกับเขาด้วย ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น

แต่ว่าที่เป็นอย่างนั้น สาเหตุที่สำคัญคืออะไร สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด คนไม่อยากมาเที่ยว เสถียรภาพทางการเงินไม่มี

คำถามยอดฮิตของคนไทยเอง คนต่างประเทศ นักลงทุน และผู้สื่อข่าวต่างประเทศคือ ต่างวิเคราะห์กันไปว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ถึงสิ้นปีไหม พอเขาถามอย่างนี้ใครจะมาลงทุน การลงทุนไม่มี การส่งออกต่างประเทศมีปัญหา เพราะกำลังซื้อน้อยลง การลงทุนก็น้อย การ ท่องเที่ยวก็น้อย เราก็เจอปัญหาที่หนักกว่าที่เราควรจะเป็น ในการแก้ปัญหาเรามาพบกับสภาพที่รัฐบาลซึ่งที่มีมาแบบพิเศษนี้ จำเป็นต้องพึ่งหลายฝ่ายมาก

รัฐบาลนี้แกนนำรัฐบาลดูแลได้เพียงกระทรวงเดียว ที่เป็นกระทรวงที่มีหน้าที่ทางเศรษฐกิจ คือกระทรวงการคลัง และปัจจุบันการใช้นโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ลำบากมาก ทำได้จำกัดมาก เพราะว่าประเทศเสียหาย เนื่องจากการส่งออกน้อยลงไปมาก ซึ่งการส่งออกในประเทศไทยใหญ่โตมาก ใหญ่กว่ารายจ่ายในภาครัฐบาลมาก และลดลงไป ล่าสุดลดไป 25 เปอร์เซ็นต์ ธรรมดาการส่งออกประเทศไทยขยายตัวปีหนึ่งประมาณ 15 - 17 เปอร์เซ็นต์แทบทุกปีก่อนหน้านี้ เวลานี้นอกจากไม่ขยายตัวแล้วยังติดลบ 20 เปอร์เซ็นต์ หลังสุดติดลบ 25.5 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับต่างกัน 40 เปอร์เซ็นต์ บวก 15 มาเป็นลบ 25 เปอร์เซ็นต์ ต่ำลงไปมากจนน่าตกใจ

การเพิ่มงบประมาณภาครัฐ บอกว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจใช้เงิน 8 แสนล้านบาท ทำไปพักหนึ่ง ผ่านไปครึ่งปี รัฐบาลขาดรายรับจากภาษีต่างๆ 3 แสนกว่าล้าน มีการประมาณการว่า ในงบประมาณปีนี้รัฐบาลไทยจะขาดดุลงบประมาณอยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เงิน 8 แสนล้านที่กู้กันมานี้ บอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การจะกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้ไป 2 - 3 ปี แค่ปีนี้ปีเดียวเอาไปใช้เงินคงคลังก็หมดแล้ว

เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายภาครัฐจำกัดมาก นโยบายการคลังอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีคลังคุยกัน แต่ไม่สามารถดูแลกระทรวงอื่นที่เป็นกระทรวงสำคัญอื่นๆได้เลย เพราะว่ายกให้พรรคร่วม เนื่องจากต้องตอบแทนบุญคุณพรรคร่วมที่อุตสาห์ย้ายข้างมา เพราะฉะนั้นไม่สามารถดูแลอะไรได้

นอกจากเรื่องเซ็นอนุมัติขายข้าว เซ็นก่อนมติครม.หรือไปเซ็นย้อนหลัง แค่นี้นายกฯก็แก้ไม่ได้แล้ว และจะคุยกับรัฐมนตรีต่างๆได้ยังไง กรณีรถเมล์ 4,000 คันเข้าแล้วเข้าอีกอยู่อย่างนั้น เวลานี้กลับไปสภาพัฒน์ฯ ยืดเวลาออกไปอีก ขึ้นป้ายกันไปว่า จะ ทำเพื่อคนกรุงเทพฯยังไง แต่เรื่องยังทบทวนอยู่ การที่รัฐบาลดูแลกระทรวงสำคัญๆทางเศรษฐกิจไม่ได้เลย การแก้ปัญหาก็ยากมาก เหลือกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ทำได้คือขึ้นภาษีกับกู้

มันก็ยากผิดปกติ เสร็จแล้วยังต้องคอยเอาใจกองทัพ กระทรวงกลาโหมของบประมาณบอกซื้อเครื่องบิน รัฐบาลทำท่าขึงขังเอาไว้ก่อน พอเอาเข้าจริงๆ เขาบอกว่า ขออนุมัติหลักการก่อนแล้วกัน ตรงนั้นหลักการแปลว่าอะไร แปลว่าก็เดี๋ยวได้เงินมาชัดเจนอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นการต้องพึ่งหลายฝ่ายอย่างนี้ จะทำอะไรได้ง่ายๆไม่ได้


สุรนันทน์ : หากฟังตอนแรกคือ กติกามันผิด ส่วนที่สองคือการบริหาร การจัดการ เลยเพี้ยนไปด้วย มาส่วนที่สาม เมื่อกติกาผิด หลักการบริหารเพี้ยน คนทำนั้นทำเป็นหรือเปล่า ทั้งสามส่วนนี้ทิ้งน้ำหนักไปที่ไหน

เรื่องสำคัญที่สุด ผมคิดว่ายังอยู่ที่การประชุมหารือ หาข้อสรุปและสั่งการ ไม่ใช่เดินไป หรือแค่ปาฐกถาหรือเปิดงานแค่นี้ไม่ได้..เราจะพบนายกฯไปเปิดงานไปเป็นสักขีพยานในการประกวด ชื่อหมีแพนด้า คือผมเข้าใจว่า การจัดคิวมีปัญหามาก การจัดคิวนายกฯมีปัญหามาก


จาตุรนต์ : การบริหาร การเป็นผู้บัญชาการ ผู้สั่งการในภาวะวิกฤต เราต้องการการบริหารท่ามกลางวิกฤต เพราะว่าต้องมีผู้รับผิดชอบ ต้องมีผู้นำ ต้องสามารถที่จะจัดให้มีการหารือฝ่ายต่างๆ และหารือผู้รับผิดชอบ

ความจริงผู้รับผิดชอบคืออะไร คือรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และข้าราชการระดับสูงๆ หารือตัดสินใจ สั่งการ บัญชาการ ประสานงานว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่เห็นบรรยากาศนี้เลยในช่วง 6 เดือนนี้มานี้ ในครม.มีเพียงแค่ว่า มีเรื่องนี้เข้ามาแล้วก็ตีกลับไป เรื่องนี้เข้ามาเห็นชอบก็แถลงไป แต่ว่าไม่มีบรรยากาศว่า ทำยังไงจะแก้ปัญหาส่งออก

หลังสุดไข้หวัดใหญ่2009 จะ เห็นชัดเลยไม่มีประชุมอะไรเลย เสนอเข้าไปประชุมทีหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาบอกว่า ต้องทำอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งปิดโรงเรียนเลย ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องปิด พอปิดไปทั่วกรุงเทพฯไปแล้ว ใส่หน้ากากจะใส่หรือไม่ใส่ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า เอาไปโฆษณาใหญ่ถ้าป่วยค่อยใส่ นั่ง รถมาตามป้ายก็เห็นผู้ว่าฯกทม.ยังใส่หน้ากากและรณรงค์ให้คนใส่หน้ากาก ไม่ใช่บรรยากาศของการประชุมสั่งการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในเรื่องเศรษฐกิจก็ไม่มี เราจะเห็นภาพที่แปลกมาก เช้าขึ้นมามีข่าวการส่งออกติดลบเท่านี้ เศรษฐกิจติดลบเท่านั้น ในข่าวก็มีติดลบ 7.1 เปอร์เซ็นต์ นักข่าวไปถามนายกฯ ซึ่งเดิมนายกฯบอกว่าคงไม่ติดลบหรอก คงจะได้ซักศูนย์ใช่ไหม ต่อรองกันลบ 2 เปอร์เซ็นต์ ลบ 3 เปอร์เซ็นต์ นายกฯ บอกว่าได้ซักศูนย์ไตรมาสแรก พอติดลบ 7.1 นายกฯบอกว่า ก็ยังดีกว่าบางประเทศ เสร็จแล้วในวันเดียวกันเราจะพบนายกฯไปเปิดงานไปเป็นสักขีพยานในการประกวด ชื่อหมีแพนด้า คือผมเข้าใจว่า การจัดคิวมีปัญหามาก การจัดคิวนายกฯมีปัญหามาก

เรื่องต่างประเทศที่คนบอกว่าทำไมไปประเทศฮ่องกงก่อนประเทศจีนนั้นก็แบบหนึ่ง คือไปประเทศฮ่องกง ประเทศจีนก็ดูอยู่ว่า ทำไมเกิดอย่างนี้ขึ้น ก็อาจจะบอกว่าไปพูด แต่ไปแล้วก็ต้องเจอผู้นำเขา

แต่เรื่องใหญ่มาก เรื่องสำคัญที่สุด ผมคิดว่ายังอยู่ที่การประชุมหารือ หาข้อสรุปและสั่งการ ไม่ใช่เดินไป หรือแค่ปาฐกถาหรือเปิดงานแค่นี้ไม่ได้


สุรนันทน์ : แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็พยายามอยู่ไม่ใช่หรือ ออกรายการความเชื่อมั่นกับนายกฯอภิสิทธิ์ เขาบอกว่าเขาเข้าใจเรื่องสิ่งที่ต้องทำ แต่เขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริงทางการเมือง ก็คือเงื่อนไขที่ทำให้เขามานั่งตรงนี้ และมีพรรคร่วมรัฐบาล และ อาจจะมีผลต่อภาวะการเป็นผู้นำ ถ้าเป็นคุณจาตุรนต์นั่งอยู่ตรงนั้นจะบริหารพรรคร่วมได้ไหม แต่คุณจาตุรนต์เคยนั่งเป็นรองนายกฯอีกก้าวหนึ่งก็เป็นนายกฯ แล้ว

แต่พอผ่านการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา เห็นชัดเจนเลย เวลานี้พรรคร่วมรัฐบาลที่เตรียมหาเสียงทั่วประเทศ บอกกันเรียบร้อยแล้วว่า ยังไม่พร้อม เพราะแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งซ่อม นายกฯก็ต้องบอกว่า จับไต๋ได้


จาตุรนต์ : ถ้าเป็นผมพูดยาก เพราะเป็นนายกฯ อบต. ยังไม่ได้เลย ใน ภาวะวิกฤตมาคิดถึงเรื่องว่า พรรคร่วมจะคิดยังไง เดี๋ยวจะขัดใจพรรคร่วมมากเกินไป ไม่ได้ ไม่ว่าจะยังไงต้องเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาก่อน กรณีพรรคร่วมรัฐบาล

ผมก็เข้าใจว่า 3-4 เดือนแรก นายกฯต้องระวังให้มาก เพราะพรรคร่วมบางพรรคก็ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศเต็มไปหมด ใช้งบประมาณแผ่นดินทั้งนั้น เหมือนเขาส่งสัญญาณว่าพร้อมจะเลือกตั้งเมื่อไรก็ได้ นายกฯซึ่งเพิ่งรวบรวมสมัครพรรคพวกมา รอมาตั้งกี่ปีแล้ว 8 ปี ว่างเว้นไม่ได้เป็นอะไรมา 8 ปี ตั้งท่าจะเป็นคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เหมือนกับได้ไปแล้ว พอประกาศออกมาแพ้เขาอีก เขาก็คงจะมีภาระอะไรเยอะแยะ เขาอยากจะเป็นนานที่สุด พรรคร่วมรัฐบาลขู่มา บอกว่าพร้อมเลือกตั้งแล้วนะ ติดป้ายหาเสียงทั่วประเทศแล้วนะ เตรียมเสื้อเตรียมอะไรใส่กันแล้ว น่าเห็นใจตรงนั้น

แต่พอผ่านการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา เห็นชัดเจนเลย เวลานี้พรรคร่วมรัฐบาลที่เตรียมหาเสียงทั่วประเทศ บอกกันเรียบร้อยแล้วว่า ยังไม่พร้อม เพราะแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งซ่อม นายกฯก็ต้องบอกว่า จับไต๋ได้ เวลา นี้นายกฯต้องจับไต๋พรรคร่วมรัฐบาลได้ ว่าไม่มีใครอยากยุบเร็ว เพราะถ้ายุบเร็ว บางพรรคจะหายไปเลยจากการเมืองไทย เพราะฉะนั้นต้องกล้าตัดสินใจว่า จะทำอะไรต้องขัดใจใครบ้าง

เวลานี้ผมอยากเห็นรัฐบาลเชิญฝ่ายต่างๆมา เชิญภาคธุรกิจมา ภาคส่งออก ท่องเที่ยว เกษตรกร มาฟังความเห็น แล้ว ถ้าจะต้องตัดสินใจยังไง ปรับเปลี่ยนงบประมาณยังไง ปรับเลย ไม่ต้องกลัวว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะตีรวน พรรคร่วมจะไปไหน เมื่อไม่ได้ทำอย่างนี้นานเข้า เหมือนกับถ้าเป็นเรื่องจะไปแถลงข่าว

มันเข้าข่าวไม่ติดแล้ว คือจะไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ บรรยากาศไม่เคยเป็นอย่างนั้นก่อนเลย หมายถึงมานั่งคุยกันบอกว่าเรื่องนี้เป็นยังไง จะเอาอย่างนั้นไหม จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไหม ผมเคาะอย่างนี้ แล้วแถลง ไม่มีแบบนี้ มีแต่ว่าเพิ่มโครงการของคุณที่ค้างอยู่เป็นยังไง ปรับได้ไหม แก้ได้ไหม เป็นเพียงเรื่องย่อยๆ


สุรนันทน์ : ดังนั้นถ้าจะพูดสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่คือ บริหารการเมืองมากกว่าบ้านเมือง

จาตุรนต์ : บริหารการเมืองและต้องบริหารบ้านเมืองท่ามกลางวิกฤต คำว่าวิกฤตคือ วิกฤตประชาธิปไตย เน้นเรื่องประชาธิปไตย

แต่เวลานี้วิกฤตประเทศ มีทั้งวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสังคม ซึ่งมันเป็นวิกฤตใหญ่มาก ซึ่งในภาวะวิกฤต การบริหารจะต้องบริหารวิกฤตท่ามกลางวิกฤต คือจะต้องรับรู้ข้อมูลเร็ว ตัดสินใจเร็ว กล้าตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจแล้วต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริง ไข้หวัดใหญ่2009 จะเห็นชัดเลย เอาอันนี้ประยุกต์ก็ได้


สุรนันทน์ : ถ้าจะแนะนำนายกฯอภิสิทธิ์ นั่งหัวโต๊ะต้องแก้วิกฤตเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ถ้านายกฯอภิสิทธิ์บอกว่าเห็นด้วยกับแนวทางนี้

รัฐบาลยังติดใจไปฮ่องกงก่อนไปจีนอย่างนี้ก็ลำบากแล้ว เพราะคราวที่แล้วที่พัทยา นายกฯจีนงงว่าจะออกจากโรงแรมยังไง หานายกฯไทยไม่เจอ นายกฯไทยไปก่อนแล้ว ก็โกรธค้างกันอยู่


จาตุรนต์ : วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ เรื่องใหญ่มากคือ นโยบายการคลังยังไงเสียก็ไม่สามารถเอามาแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ รายได้หายไปมากขนาดนี้ ถึงขณะนี้มีรายได้มากแล้วก็ยังไม่สามารถส่งผลได้ คือคิดแบบคณิตศาสตร์ได้ รายจ่ายภาครัฐถึงจะมากขึ้นมาอีก เทียบกับรายได้ประชาชาติแล้ว เป็นเปอร์เซ็นต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์กับการส่งออกที่หายไปทีหนึ่งเยอะมาก 20 เปอร์เซ็นต์ สินค้าส่งออกที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มันเทียบกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่ต้องหันมาดูแลคือ เรื่องการส่งออก เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องที่จะทำรายได้เข้าประเทศ การลงทุน ก็หนีไม่พ้นลงทุนแล้วบริโภคกันเองในประเทศกับลงทุนแล้วส่งออก ประเทศไทยเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกมานานแล้ว เรื่องการส่งออกก็ต้องหาตลาด ซึ่งนายกฯไม่ค่อยมีภาพของการเจรจาหาตลาดเท่าไร ซึ่งมีครั้งหลังไปจีนก็ได้มาบ้างเล็กน้อย แต่ว่าไปหลายประเทศไม่ได้ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไปต่างประเทศ ไปตามคนกลับประเทศ แต่ไม่ไปคุยเรื่องส่งออก

เริ่มแรกเลยต้องหาตลาดจริงจัง ระดมคนเลย ออกหาตลาดๆใหญ่ๆที่เขาเสียหายมากๆ ดูจะยาก จะต้องไปหาตลาดที่ประเทศจีน อินเดีย แอฟริกา ประเทศที่ไม่กระทบมาก คือในโลกไม่ใช่กระทบเหมือนกันหมด ประเทศที่เขาไม่ได้มีความเสียหายทางการเงิน ประเทศที่ไม่ได้พึ่งการส่งออกมากๆอีกหนึ่ง สองกลุ่มนี้เป็นประเทศที่ไม่กระทบกระเทือนมาก

ประเทศ จีนทำไมไม่กระเทือนมาก เศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลก ส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมัน แต่การส่งออกของจีนเป็นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จริงแล้วประเทศจีนอาศัยเศรษฐกิจในประเทศมาก เขาจึงไม่กระทบมากจากวิกฤตคราวนี้ จะมีประเทศอย่างนี้อยู่ ประเทศเหล่านี้เป็นมิตรกับเรามาก ประเทศจีนเป็นมิตรกับเรามาก

แต่ถ้ารัฐบาลยังติดใจไปฮ่องกงก่อนไปจีนอย่างนี้ก็ลำบากแล้ว เพราะคราวที่แล้วที่พัทยา นายกฯจีนงงว่าจะออกจากโรงแรมยังไง หานายกฯไทยไม่เจอ นายกฯไทยไปก่อนแล้ว ก็โกรธค้างกันอยู่

การหาตลาดเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องที่ยากมากและเป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาของระบบของประเทศเลย ต้องยอมรับว่านายกฯและรมต.คลังก็แก้ยาก คือ การส่งออก การช่วยการส่งออกที่สำคัญมากคือ เรื่องค่าเงิน นโยบายดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยท่องคาถามาตลอด เรื่องตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศไทยมาเลยในรอบสิบปี และในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศแปลกประหลาดมากเลย ตั้งเป้าอัตราค่าเงินเฟ้อซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถ้าจะตกลงอย่างนี้ รัฐบาลต้องตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ประเทศนี้มีระบบธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีความเป็นอิสระ และหลังจากรัฐบาลสุรยุทธ์แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยยิ่งมีอิสระมาก ด้วยการออกกฎหมายมาแล้ว ใครก็ไปแนะนำธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้

เรื่องที่ทั่วโลกจะต้องทำกัน นอกจากเรื่องการส่งออก มันโยงกันที่ทั่วโลกทำกัน คือการเอาเงินดอลลาร์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอยู่ เขาคำนวณว่า เกินอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่สามารถเอามาใช้ได้ ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเอาเงินก้อนนี้มาตั้งเป็นกองทุนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลายประเทศเขาทำแล้ว

ประเทศไทยคนอย่างอาจารย์โกร่งบ้าง อาจารย์ณรงค์ชัยบ้าง เขาจะพูดเรื่องพวกนี้ เอาเงินก้อนนี้มาใช้ลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐาน ก็เหมือนกับใช้แทนรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่มีเงินเลย เอาเงินมาใช้แบบนี้ มันจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยในตัว นอกจากนั้นเข้าไปดูแลนโยบายดอกเบี้ย นโยบายค่าเงิน เพื่อให้ค่าเงินมันอ่อนลงอีกบ้าง ถ้าเอาเงินนั้นมาใช้ได้ แต่เงินนั้นใช้ไม่ได้ เพราะกฎหมายกันไว้หมดแล้ว เวลานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ชำระหนี้เก่าที่เคยมีปัญหา อยู่เฉยๆไม่ชำระก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรได้ เอาเงินมาใช้ก็ไม่ได้

รัฐบาลนี้คุยกับธนาคารแห่งประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลก่อน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยตามข่าวเขาเอียงข้างรัฐบาลนี้อยู่แล้วทางการเมือง แต่เนื่องจากระบบมันแข็งเกินไป ระบบคือใครก็ต้องการเป็นอิสระหมดในประเทศนี้ เกิดองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะ ก็อิสระจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อิสระจากรัฐบาล อัยการก็อิสระจากรัฐบาล ใครก็อิสระหมด เมื่อเป็นอย่างนี้พอเราเจอวิกฤตขึ้นมา เราแก้ไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีคลังคุยกับแบงก์ชาติไม่ได้ ตอนนี้รัฐมนตรีคลังทำอะไร รัฐมนตรีคลังก็บอกว่า หาทางมาร่วมมือกับธนาคารของรัฐ เพื่อที่จะเอาเงินไปผสมทำให้เป็นซอฟต์โลนสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ซอฟต์โลนธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะร่วมมือกับเอ็กซิมแบงก์ และเอาไปให้กู้ดอกเบี้ยต่ำๆไม่มี สมัยก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 15 ปีที่แล้วมีเยอะ

แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว และรัฐบาลก็ไม่สามารถพูดกับแบงก์ชาติได้ เพราะแบงก์ชาติเป็นรัฐอิสระ ซึ่งอิสระมาจากไหนเพราะเดิมก็อิสระมากอยู่แล้ว สมัยยึดอำนาจนี้แหละ ด้วยความคิดที่ว่าอะไรก็ต้องออกจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เขาก็เตรียมไว้ ออกกฎหมายมาเพื่อที่จะให้แบงก์ชาติยิ่งเป็นอิสระ ทั้งๆที่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ใครไปดูผลการศึกษาก็ได้

คนอย่างอาจารย์อัมมาร สยามวาลา วิจารณ์ไว้เองว่าปัญหาจากการที่แบงก์ชาติมีแต่คนคลุกคลีกันอยู่ภายใน ไม่รับคนใหม่ๆเข้ามาและความรับรู้ ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจคับแคบ และปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ไม่ได้เกิดจากการเมืองเลย อันนี้ชัดเจนไปดูผลการศึกษาที่ไหนก็ได้ แต่ยังคงท่องคาถาว่า ต้องให้แบงก์ชาติเป็นอิสระจากการเมือง เพราะกลัวฝ่ายการเมืองจะแทรกแซง เพราะจริงๆ แล้วก็คือ คุณทำพังกันมา

ถามว่า คุณทำพังกันมา ใครพูด นักวิชาการพูด ไม่ใช่พวกผมนักการเมืองเป็นคนพูด วันนี้ประเทศนี้มาอยู่ในภาวะที่คุยกับแบงก์ชาติไม่ได้ แบงก์ชาติซึ่งขาดความรู้อย่างมากในเรื่องมหภาค ผมก็เคยทำงานด้านการคลังมาบ้าง แต่ว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลังก็พูดกันอย่างนี้ จนถึงวันนี้เขาขาดความรู้ด้านเศรษฐกิจด้านมหภาคอย่างมาก โดยที่รัฐบาลซึ่งก็ไม่รู้ว่ารู้หรือไม่ รู้แค่ไหนก็ยังเป็นปัญหา ก็ไม่สามารถคุยกับแบงก์ชาติได้

นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องนั่งหัวโต๊ะ เชิญมาหมดเลย และยังต้องคุยกับแบงก์ชาติ คุยยากก็ยังต้องคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนี้แหละ และพูด เอานักวิชาการมา เอานายธนาคารมา เอาผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ นักธุรกิจสำคัญๆมาพูดกัน ว่าคุณจะเอายังไงกับการส่งออก จะช่วยการส่งออกได้ดีกว่านี้ ช่วยการท่องเที่ยวได้ดีกว่านี้ สถาบันการเงินควรทำอย่างไร วันนี้ธนาคารต่างๆบอกว่าไม่กล้าปล่อย นโยบายดอกเบี้ยของแบงก์ชาติก็ไม่ได้หนุนให้เขาปล่อย เขาก็ไม่อยากเสี่ยงอยู่แล้ว ในธุรกิจที่ทำกันอาจจะมี 20 เปอร์เซ็นต์ ทำแล้วก็เจ๊งอีก เขาก็บอกว่าเพื่อปลอดภัย เขาก็ไม่ปล่อยทั้งร้อยเลย สุดขั้วนิดหนึ่ง แต่ว่าเขาจะคิดแบบนี้ ไปปล่อยทำไม

จุดนี้กระทรวงการคลังทำได้ หากองทุนมา หาสถาบันมา แล้วบอกว่า ตรง 20 เปอร์เซ็นต์นี้ มารับผิดชอบร่วมกัน ทางฝ่ายรัฐรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทางธนาคารเขามีความรู้สึกว่า ปล่อยไปแล้วตรงส่วน 20 มันลดลง แล้วเขากล้าปล่อย การปล่อยก็เพื่อให้ 80 มันไปได้ ถ้าเราไม่คุยกับสถาบันการเงิน แล้วสถาบันการเงินบอกว่า อย่างนี้มันปลอดภัยกว่า ผ่านไปอีก 2 ปี อาจจะพบว่า ธนาคารแย่กันหมด แย่กันหมดเพราะว่าอะไร เพราะว่าธุรกิจที่ทำอยู่เขาไปไม่รอด เมื่อเขาไปไม่รอด เขาก็ส่งไม่ได้ ก็กลายเป็นเอ็นพีแอลอีก ถึง ตอนนั้นก็กลายเป็นความเสียหายเกิดขึ้นจริงกับสถาบันการเงินของไทย ซึ่งของต่างประเทศเขาเกิดตั้งแต่เริ่มต้น แล้วมาส่งผลต่อการบริโภค และการลงทุน ของเราเป็นปัญหาจากผู้ลงทุน ผู้ทำธุรกิจก่อน และต่อไปจะไปเกิดต่อสถาบันการเงิน ถ้าไม่อธิบายให้เขาเข้าใจ

อันนี้คือหน้าที่ของคนที่ดูแลด้านมหภาค ดูแลภาพทั้งหมดคือรัฐบาล ต้องเอาความรู้จากที่ต่างๆ แล้วมาอธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณคิดว่า เพื่อความปลอดภัยของคุณเองคือสถาบันการเงิน และทำไมไม่เป็นอะไร ไม่ปล่อยเงินกู้ ออก พันธบัตรมาก็ฮือฮากัน ดอกเบี้ยสูง ดีใจวันเดียวคนมาซื้อพันธบัตร ก็คือรัฐบาลมากู้เงินนั้นแหละ ให้ดอกเบี้ยสูงก็ดีชาวบ้านได้รายได้ รายเล็กๆไม่ค่อยได้


สุรนันทน์: รัฐบาล บอกว่า กู้แล้วก็ไปลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็จะไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนด้วย ถนนไร้ฝุ่นก็จะทำให้ประชาชนมีรายได้ในที่สุดแล้วก็จะกลับมาคืนรัฐ แล้วรัฐก็จะยืนอยู่ได้ ตรงนี้คิดยังไง

จาตุรนต์: ถ้าเงินกู้ 8 แสนล้านเอาไปใช้เรื่องการลงทุนมันก็พอไปได้ ผลจะยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับการส่งออกที่หายไป แต่ เรื่องใหญ่ๆเห็นกันอยู่แล้ว เงินกู้ 8 แสนล้านคุณเอาไปชดเชยเงินคงคลังที่จะหายไป 6 แสนล้านบาท ก็เหลืออยู่แสนกว่าๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแสนกว่าๆ คุณจะเอาไปทำอะไร แต่ว่าก็ต้องเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว และมาพบที่หลังๆจากแจกเงินสองพัน แจกเงินสองพันกันใหญ่จนคนเข้าใจว่า รัฐบาลมีเงิน พอมาวันนี้ขึ้นภาษีก็แล้ว ก็ไม่ได้ มันไม่พอ แล้วเอาไปโปะรายได้ที่หายไปเท่านั้น

การออกพันธบัตรมาไม่ใช่เรื่องที่คนไปซื้อวันเดียวหมด ไปส่งสัญญาณผิด ให้เป็นความสำเร็จของรัฐบาลในการที่คนมาซื้อพันธบัตร คนต้องมาซื้อแน่ เพราะดอกเบี้ย แน่นอนว่ากำหนดดอกเบี้ยไว้สูงหน่อยก็ต้องได้ และ ยังไงก็ต้องได้ดอกเบี้ย เพราะเป็นพันธบัตรรัฐบาล คนก็ไปซื้อ แต่การที่คนไปซื้ออันนั้นก็เป็นเพียงคนที่เขาเอาเงินที่ฝากธนาคารไว้ ถอนออกมาแล้วไปซื้อพันธบัตรแทน กลับกันทางธนาคารเงินก็จะหายไป ภาคเอกชนเงินก็หายไป ความจำเป็นที่จะให้ทางธนาคารให้สินเชื่อ มันมีอยู่แล้วมันก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะฉะนั้นมันมีทั้งบวก และลบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลไปส่งสัญญาณว่า ผมประสบความสำเร็จมากที่มีคนมากู้วันเดียวหมด วันเดียวหมดอยู่แล้ว มากกว่านั้นก็หมด ก็ดอกเบี้ยต่ำๆ มาเป็นดอกเบี้ยสูง ปัญหาของประเทศเวลานี้ทำยังไงไม่ให้ดอกเบี้ยสูงเกินไป โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ ตรงนี้ไม่ได้อธิบาย


สุรนันทน์ : ปัญหา ของเศรษฐกิจตอนนี้ด้านมหภาคเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนที่หาเช้ากินค่ำเขาหนักมาก คนว่างงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะแนะนำนายกฯอภิสิทธิช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร

จาตุรนต์ : โดยตรงที่จะช่วยเลยทีเดียว ยาก แล้ว เพราะไม่มีเงินเลย รัฐบาลไม่มีเงิน ถังแตกจริงๆเลย รายได้หายไป 3 แสนกว่าล้านจากที่คาดการณ์ และทั้งปีงบประมาณจะหายไป 6 แสนล้านมันเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่มาก แล้วคนก็ทำใจดีสู้เสือไม่บอกใคร


สุรนันทน์ : แล้วนายกฯเอาเงินที่ไหนไปแจก 6,500 ล้าน

จาตุรนต์ : ผมไม่แน่ใจไปนับรวมๆกันยังไง งบลงทุนมันน้อยมาก อันนั้นก็มีปัญหา ในนาทีนี้คิดว่า การบริหารแบบวิกฤต นายกฯกับครม.ไม่ต้องคิดเรื่องไปหาเสียงเลย ผมพูดตรงๆ เสื้อแดงเคลื่อนไหวให้ยุบสภาเร็วๆ ในความรู้สึกผมเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อะไรนัก แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะเขาไม่พอใจรัฐบาลก็มีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป แต่ความรู้สึกของผมคิดว่า รัฐบาลไม่ออกเร็ว เขาต้องดื้อ จนกว่าประชาชนเดือดร้อนกันมากๆ ทางเศรษฐกิจจนอยู่กันไม่ไหวแล้ว รัฐบาลเขาเพิ่งมา เขาคาดหวังหลายๆอย่าง ต้องเตรียมให้พร้อม


สุรนันทน์ : เขาอาจจะตั้งใจดี เพราะเขาคิดว่าเขาอยู่แล้วแก้ไขปัญหาได้

ไข้หวัด2009คนวิตกกันทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรีก็กำลังสาละวนกับการไปบุรีรัมย์ เตรียมกำลัง 3 - 4 พันไปป้องกัน นั่งรถอีแต๋นไป มันเป็นภาพการหาเสียง


จาตุรนต์ : ตรงนี้แหละอยากจะพูด อยู่นานหรือไม่นาน ผมไม่อยากเรียกร้อง ตัวผมไม่เรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ยุบไปเร็วๆ ไม่ใช่ ผมยังอยากให้แก้รัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยยุบ แต่เมื่อคุณจะอยู่นาน แต่นานแค่ไหนไม่ทราบ 6 เดือน 9 เดือนก็ไปแล้วก็ได้ แต่ว่าที่ว่าจะอยู่เพื่อแก้ปัญหา

อยากให้อยู่แล้วพยายามแก้ปัญหา แล้วต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดวิกฤตไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดกำลังรุนแรงคนวิตกกันทั้งประเทศ ท่านไปให้ประธานที่ปรึกษาพรรคเรียกประชุมข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีสาธารณสุขก็รู้ เมื่อประชุมไปแล้วซักพักหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งรู้อ๋อมีการประชุม ถามว่าต้องไปไหม ได้ความว่าต้องไป ก็รีบไปประชุมกัน ก็ออกข่าวกัน นายกรัฐมนตรีก็กำลังสาละวนกับการไปบุรีรัมย์ เตรียมกำลัง 3 - 4 พันไปป้องกัน นั่งรถอีแต๋นไป มันเป็นภาพการหาเสียง เสร็จแล้วก็บอกว่าให้กี่พันล้าน นาทีนี้คุณไปบอกว่าให้กี่พันล้าน ให้จังหวัดนี้กี่พันล้าน

ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คุณต้องมาอธิบายว่า จะแก้ปัญหาทั้งประเทศอย่างไร ผมไม่เชื่อว่าการไปทำอย่างนี้จะได้เสียงด้วยนะ สุดท้ายในจังหวัดนั้นอาจจะได้บ้าง แต่ผลต่อทั่วประเทศจะเป็นลบ จะไปคิดว่าหักล้าง “อาจสามารถโมเดล” มันไม่ได้ ใน ภาวะตอนโน้นเป็นอีกแบบหนึ่ง ในภาวะนี้เศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรงมากและคำว่าติดลบ วันนี้ล่าสุด สภาพัฒน์ แบงก์ชาติบอกว่า - 4.5 จากเดิมลบนิดหน่อย อย่างมากพูดอย่างเกรงใจ - 2 ตอนนี้บอก - 4 แล้วก็มีคนพูดแบบปลอบใจอีกว่าพอสิ้นปีเศรษฐกิจก็จะดีแล้ว พูดไปแบบไม่มีหลักฐานอะไรเลย มันคือถ้าบ้านพังก็ไม่ซ่อม ไม่ได้สร้างใหม่ด้วยนะ เศรษฐกิจของเราเล็กลง ประชากรมากขึ้น เด็กก็โตขึ้นมา คนอายุมาก เปลี่ยนมาเป็นคนไม่มีรายได้ มันมากขึ้น ถูกไหม ยิ่งคนในวัยที่ไม่มีคนดูแลสูงขึ้นด้วย และเศรษฐกิจติดลบ สุดท้ายคนไทยเขาก็จะไม่ได้สนใจตัวเอง

คุณพูดตัวเลขจนเขาไม่เชื่อแล้ว ตัวเลข -7 คุณก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่เป็นไรแค่ -3 ก็บอกว่าคงจะ 0 ตอนนี้ - 4 บอกว่าปีหน้าจะฟื้นแล้ว เขา จะเอาจากสิ่งที่เขาสัมผัสจากชีวิตจริง และตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ คุณไปเที่ยวบอกว่า เอางบประมาณไปเทกันบุรีรัมย์ 6 พันล้าน แล้วยังไง แล้วประเทศนี้จะไปยังไงกัน


สุรนันทน์ : ถ้าอย่างนั้น เท่าที่ฟังวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง วิกฤตเชิงการบริหารภาพสะท้อนในการบริหารเศรษฐกิจ กรณีไข้หวัดใหญ่2009 ก็มีปัญหา เงื่อนไขที่มีปัญหาทั้งหมด กลับมาขมวดที่เงื่อนไขการเมือง ซึ่งจะต้องทำให้เงื่อนไขการเมืองหมดไป ซึ่ง ทำให้คนไม่ว่าใครที่จะไปนั่งในตำแหน่งนั้น บริหารบ้านเมืองมากกว่าบริหารการเมือง เงื่อนไขก็คือ สิ่งที่คุณจาตุรนต์พูดมาแล้วว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่อยากให้ยุบ ถ้าอยู่คือ 1.ต้องตั้งใจทำงาน 2.คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่ต้องแก้จริงๆ ใช่ไหม

กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือ เมื่อได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว คุณสามารถให้ใครก็ไม่รู้ ผมใช้คำว่าใครก็ไม่รู้ ก็คือ กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ พวกใครก็ไม่รู้เหล่านี้ มาหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การเลือกตั้งก็หมดความหมาย


จาตุรนต์ : ต้องแก้ ตอนนี้การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เคลื่อนไหวติดต่อกันมาหลายเดือน มีจุดที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องพูดการแก้รัฐธรรมนูญน้อยเกินไปมาก ประเทศไทยถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ทำกติกาให้ดี เราจะไม่มีการก้าวพ้นจากสภาพประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพ

การเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ คำว่าการเมืองไม่มีเสถียรภาพหมายถึง ไม่รู้ว่าระบบนี้จะอยู่ได้ไหม มี การเปลี่ยนแปลงทั้งประชาชนอยากเปลี่ยน หรือต่อไปทหารเห็นช่องเข้าว่า พรรคการเมืองอยู่อย่างนี้ นักการเมืองอยู่อย่างนี้ก็เน่ากันไปทุกวัน ทหารก็นั่งทำเฉยไปเรื่อยๆ ถึงมาวันหนึ่งก็บอกว่า จำเป็นต้องทำเพื่อประชาชน นั้นก็แบบหนึ่ง ล้วนแต่เป็นเรื่องประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะกติกามันมีปัญหา กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างนี้

ที่มาอย่างนี้ กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือ เมื่อได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว คุณสามารถให้ใครก็ไม่รู้ ผมใช้คำว่าใครก็ไม่รู้ ก็คือ กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ พวกใครก็ไม่รู้เหล่านี้ มาหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การเลือกตั้งก็หมดความหมาย ทั่วโลกทำไมเขาเรียกร้องให้พม่าเลือกตั้ง ถึงแม้การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งคือสิ่งที่จำเป็นขั้นต่ำสุดที่การปกครองระบบประชาธิปไตยต้องมี ในการเลือกตั้งที่ว่านั้น ควรเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถึงในเกณฑ์ที่รับได้ เพื่อกำหนดให้ใครจะมาบริหารประเทศ แต่ของไทยตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา หลังเลือกตั้งมา 23 ธันวาคม 2550 มาถึงปัจจุบันก็ปีครึ่ง

สิ่งที่เกิดกับการเมืองไทยได้ทำลายความหมายของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทยไปเรียบร้อย ก็คือคุณมีการเลือกตั้งได้นายกฯมา เสร็จแล้วก็เอาคุณออก เพราะคุณไปทำครัวออกทีวี เสร็จแล้วคนเดียวทำผิดกฎหมาย ก็ไปยุบพรรคเขา ประเทศไทยมันไม่ได้มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศไปแล้ว เสียงของประชาชนเป็นผู้กำหนด และเสียงประชาชนที่ว่า คือเสียงที่จะกำหนดใครจะมาบริหารประเทศทั่วโลกเขาถืออย่างนี้ แต่ของเราให้ใครไม่รู้มากำหนด เอาออกไป และตั้งกันขึ้นมาใหม่ในค่ายทหาร

คือกติกานี้ไม่เป็นประชาธิปไตย คนกว่าครึ่งประเทศอย่างน้อยที่เขาเลือกรัฐบาลที่แล้วมาเขาก็ไม่พอใจ คนเรียนรู้เพิ่มไปอีกว่ามีการกระทำ 2 มาตรฐาน ทำผิดกฎหมายไม่ต้องถูกดำเนินคดี ถูกดำเนินคดีแล้วก็ลบข้อหาออกได้ เปลี่ยนข้อหาจากกบฏออกนั้น ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยไปแล้ว คราวนี้ทำท่าเอาข้อหาออก ไม่เอาข้อหาออกก็จะเปลี่ยนข้อหาจากก่อการร้ายเป็นก่อการดี

กติกาอย่างนี้อยู่ไม่ได้ กติกาอย่างนี้ประเทศพ้นวิกฤตไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่า แล้วคนไม่พอใจรัฐบาล เขาจะไล่กันแล้ว ผมว่าไล่แล้วรัฐบาลคงยังไม่ไป แต่ปัญหาว่าไปหรือไม่ไปยังไม่น่าห่วงเท่ากับว่า ถ้าเขายุบสภาแล้วเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างปัจจุบัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลอีก คือผมวิเคราะห์ที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นอันดับหนึ่งไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าเขาจะเป็นรัฐบาลก็ต้องไปอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกันอีก คล้ายๆคราวนี้ เขาจะไม่เปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงเกินครึ่ง โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงเป็นอันดับหนึ่งก็ไม่มี พรรคเพื่อไทยเสียงอันดับหนึ่งคงได้ แต่เกินครึ่งหนึ่งหรือไม่ ไม่แน่ ถ้าเกินครึ่งได้ตั้งรัฐบาลแน่ พรรคร่วมรัฐบาลคงกลับมาบางพรรค

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการยุบพรรคอีก ยุบได้ยังไง ง่ายๆแค่มีผู้สมัครคนหนึ่งได้รับใบแดงจากกกต. เพราะเชื่อว่าทุจริตในการเลือกตั้ง มีหลักฐานหรือไม่ ไม่ต้องมี สอบเสร็จหรือยัง ไม่ต้องสอบ เพราะว่าที่ผ่านมา กกต. สามารถตั้งกรรมการขึ้นมาสอบ แล้วก็เอาหลักฐานตามที่สอบ คนของเขาทั้งนั้น และก็วินิจฉัยตามนั้นก็มี ในบางกรณีตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้วในต่างจังหวัด ตั้งกรรมการในกรุงเทพฯพิจารณา กกต.ตัดสินให้ใบเหลือง หรือใบแดงไป โดยยังไม่ได้ฟังผลการพิจารณาของกรรมการทั้งที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯก็ทำได้ เพราะฉะนั้นผู้สมัครซึ่งอาจจะแวะเวียนมาพบท่านโฆษกพรรค เลขาธิการพรรค มาเจออยู่บ่อยๆ จะหาเสียงยังไง มีเอกสารอะไรไหม แวะมาเจอ

แต่ กกต.บอกว่า เชื่อได้ว่า กรรมการบริหารพรรค คือโฆษก หรือเลขาธิการ ปล่อยปะละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจให้ นาย ก.คนนั้นทุจริตก่อนที่จะได้ใบแดง ก็เสนอให้ยุบพรรค ก็เข้าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า กรณีเรื่องใบแดงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร เนื่องจาก กกต.ได้วินิจฉัยเป็นสิ้นสุด ไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐ ธรรมนูญต่อไป เมื่อมีข้อมูลว่า ส.ส.คนนี้แวะเวียนมาพบโฆษกพรรค แล้วนายคนนี้ก็ยังทำอยู่ แสดงว่าโฆษกพรรคปล่อยปะละเลยก็เข้าตามรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ก็ยุบพรรคเพื่อไทยได้แล้ว และคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ไปร้องใครอีกก็ไม่ได้แล้ว มันง่ายเหมือนยกแก้วน้ำแล้ววางลง

ปัญหา คือ แล้วจะเกิดอะไร ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ต้องหาคนใหม่มาเป็นโฆษกพรรค เลขาฯพรรคกันอีกรอบ แล้วก็ต้องไปตั้งพรรคใหม่ ซึ่งจะตั้งพรรคทันหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ว่าแล้วยังไง เขาไปเลือกตั้งซ่อมอีก ก็อาจจะได้อีกถ้าถึงตอนนั้นก็อาจจะชนะอีกก็ได้

แต่ที่ผมพูด ผมกำลังพูดว่า การเมืองไทยมันไม่ได้อยู่แค่พรรคการเมืองไปลงแข่งกับใคร ถ้าอย่างนั้นก็อยู่กับประชาชนอีกนั้นแหละ คราว นี้เขาจะคิดยังไง คุณไล่มาตั้งแต่พวกผม พวกเราถูกตัดสิทธิมาด้วยกัน ไม่ได้ทำผิดเลยซักนิดเดียว ไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าใครไปทำอะไร ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง และตัดสิทธิไปแล้วรวม 150 คน แล้วต่อไปโดนอีก

มันโดนฝ่ายเดียวตลอดแบบนี้ วิกฤตมันต้องรุนแรงขึ้นอยู่แล้ว เวลานี้คนกำลังคิด ผมไปพูดที่ไหน ไปมาหลายจังหวัด พูดในที่ประชุม คนในที่ประชุมลุกขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ถามว่า ที่ผมพูดในบทท้ายๆที่ว่า สู้โดยสันติวิธีเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสันติวิธี เขาก็ลุกขึ้นมาในวงเสวนาบ้าง ลุกขึ้นมาถามว่า สันติวิธีจะชนะได้ยังไง จะไปเปลี่ยนได้ยังไง

ความหมายก็คือว่า ต้องใช้ความรุนแรงบ้างแล้ว ผมก็ต้องอธิบายต่อไปอีกยืดยาว แต่เขาเชื่อหรือเปล่า แต่ ความหมายก็คือว่า คนเขาเริ่มที่จะรู้สึกว่า อย่างนี้มันพึงระบบไม่ได้ อาศัยระบบไม่ได้ คนถึงกับบอกว่า พรรคการเมืองที่จะเลือกตั้งเขาไม่เอาแล้ว เขาไม่เกี่ยวแล้ว เลือกไปก็เท่านั้น เลือกไปเขาก็ยุบพรรคอีก ล้มรัฐบาลไปอีก เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ


สุรนันทน์ : ถ้าสมุมติข้ามไปถึงเลือกตั้ง ตอนนั้นถึงทางตันแน่ ลงเหวแน่ ลงหลุมดำแน่นอน ก่อนที่จะยุบ หากแนะนำนายกฯอภิสิทธิ์ได้ โดยคุณอภิสิทธิ์พูดแล้วนั้นว่า อยากปฏิรูปการเมือง อย่าประเมินแล้วกันว่า โอเคหรือไม่โอเค แล้ว มีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ตั้งโดยรัฐสภาศึกษาออกมาเล่มหนึ่ง มีมาตราต่างๆ ว่าต้องแก้อะไรบ้าง เห็นว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นไม่ให้เราลงหลุมดำนั้นอีกได้ไหม

จาตุรนต์ : มันจะช่วย ในนั้นเขาพูด 6 เรื่องชัดเจนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า 6 เรื่องนี้ ความ จริงเป็นประโยชน์กับรัฐบาลค่อนข้างมาก เช่น มาตรา 190 ต่อไปเจรจากับประเทศไหนก็ไปเซ็นสัญญากับเขาได้ในหลายๆเรื่อง โดยไม่ต้องมาขออนุมัติจากรัฐสภา มันก็จะดีกว่าปัจจุบันที่เป็นประเทศเดียวที่ไปเจรจากับใคร เซ็นสัญญากับใครไม่ได้เลยอยู่ประเทศเดียวนี้แหละในโลกนี้ ส.ส.เป็นเลขาฯ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นประโยชน์กับรัฐบาลนี้

แต่ว่าที่จะช่วยระบบอยู่บ้างก็คือว่าด้วยเรื่องการยุบพรรค ซึ่งก็จะทำให้คนรู้สึกว่า เอาละต่อไปพรรคไหนชนะมาก็จะไม่ถูกยุบพรรค การเลือกตั้งอย่างน้อยก็จะมีหลักประกันว่า จะไม่ทำลายกัน จะไม่กลั่นแกล้งกันด้วยการยุบพรรคอีก

ถ้ามีการมีการเลือกตั้งกติกาแบบนั้นก็ยังจะดีหน่อย เบาขึ้นหน่อย ไม่เป็นวิกฤตการเมืองที่คนรู้สึกว่าต้องหันหลังให้ระบบ