วันพุธ, เมษายน 30, 2551

การ์ตูนจาก The Irrawaddy สะท้อนภาพการเมืองไทย



ภาพแรกเป็นภาพของคณะรัฐประหารใช้รถถังยิงอดีตนายกฯทักษิณซึ่งมีปีกตกลงมาโดยระบุว่าเป็นวันที่ 19 กันยายน 2549
ภาพถัดมาเป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยมีสตรีถือคันชั่งเป็นแทนสัญลักษณ์ของตุลาการ ทำการตัดแขนทั้งสองข้างของคุณทักษิณ โดยสื่อถึงเหตุการณ์การตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้คนเขียนการ์ตูนได้เขียนผ้าผูกตาไว้ที่ตุลาการด้วย

อนึ่งหนังสือพิมพ์ The Irrawaddy เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษจากประเทศพม่า

สายแจ้ง เปรมหกล้มเพราะหน้ามืด

30 เมษายน 2551

คุณ AlienET สายข่าวประชาชน แจ้งข่าวเกี่ยวกับสาเหตุของการล้มลงในห้องน้ำของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ตนเองได้รับมาว่า "ได้รับการยืนยันว่าเปรมหกล้มจริงๆ ครับ เป็นการหกล้มที่ไม่ใช่หกล้มเพราะขาขัดกัน เพราะเดินบนพื้นที่ต่างระดับ แต่เป็นการหกล้มเพราะหน้ามืดครับ"

บทความ: ศักดินาหน้ามืด

โดย วโรทาห์
ที่มา พันทิป
30 เมษายน 2551

เชื่อแล้วหละว่าหน้ามืด ถ้าลงถึงขนาดว่าเก็บทุกเม็ด ซิวทุกดอก จิกทุกเรื่องแม้แต่เรื่องธง ถ้าไม่เรียกว่าหน้ามืด ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ขนาดว่างานแป๊ะสัมพันธ์ครั้งที่ 2 วางแผนปาคี่เพื่อป้ายสีฝ่ายตรงข้าม นั่นถือว่าสิ้นคิดสุดๆแล้วนะ แต่ยังแพ้งานนี้ ที่ส่ออาการสมองพิการหนักข้อเข้าไปอีก

โถ..มันจะอะไรกันนักกันหนา กะแค่แฟนบอลเขียนชื่อทักษิณลงบนธงชาติไทย จะว่าเค้าตั้งใจลบหลู่หรือก็เปล่า กลับจะให้เกียรติซะด้วยซ้ำไป แหม..ทำเป็นจะเป็นจะตายกันซะให้ได้ แล้วก็แปลกแต่จริง ไม่ว่าใครเป็นคนทำก็แล้วแต่ มันต้องโยงมาเล่นทักษิณให้จงได้ เล่นอย่างนี้มันไม่ส่อเจตนาไปหน่อยหรือพวก แล้วทีงานยามเผาเมือง มันเอาธงชาติไปห่อนม ไม่เห็นมีใครจะดิ้นตายซักคน

พวกกองเชียร์นี่ก็ยิ่งหน้ามืดไปกันใหญ่ ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ปลุกไม่ขึ้น ทำเป็นรักชาติจนใจจะขาด น้อยๆหน่อยเหอะ มันจะอะไรกันนักกันหนา ชาติบ้าชาติบออะไรมันถึงจะบอบบางซะขนาดนั้น แตะเป็นยุบ เจออะไรไปหน่อย มันจะสิ้นชาติลงไปซะให้ได้ นี่สงสัยว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะอวดได้แล้วซิท่า นอกจากความรักชาติกับความภักดี ที่ยังทำให้พอดูเป็นผู้เป็นคนกะเค้าอยู่

แม๊..พูดเรื่องนี้แล้วความดันมันจะขึ้น หันมาหาข่าวสังคมเบาๆกันดีกว่า รวบยอดข่าวเด่นประเด็นดัง ประจำเดือนเมษาอันร้อนแรง ที่กำลังจะจากไป นอกจากงานอภิมหายักษ์ ยามเผาแผ่นดินครั้งที่ 2 วันที่ 25 ที่รายงานไปแล้ว...

@ พูดถึงงานดียามนี้ไม่มีใครเกินแป๊ะ ขนาดไม่ใช่หน้าข้าวหน้าเหล้า ยังงานเข้าอุตลุด จะไม่รับหรือมันก็ไม่ได้ ศาลท่านอุตส่าห์จัดให้ ถ้าไม่รับไว้เป็นได้เจอคุก แค่วันที่ 23 วันเดียวแท้ๆ มันอัดกันเข้ามา 2 งาน เล่นเอาหลังแอ่น วิ่งรอกกันจนขาขวิด ช่วงเช้างานน้าอุ๋ยเข้าที่กรุงเทพฯ แต่ตกบ่ายงานเฮียหมงดันไปเข้าที่ระยอง

นี่ยังไม่นับงานน้องนพฯ ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ ยังค้างเติ่งเคลียร์กันไม่จบ แต่มาคิดอีกที โอกาสอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะมีบ่อย ค่อยทำค่อยไปยังยื้อได้อีกหลายยก ถ้าลุ้นดีๆยังมีทางรุ่ง แจ็คพ็อทแตกเมื่อไหร่เป็นได้มีเฮ กินฟรีดื่มฟรี ที่พักพร้อม ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด สบายแป๊ะไปทั้งชาติ เอาเหอะ..ยังไงก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับแป๊ะไว้ก่อนก็แล้วกัน

@ ฮ็อตฮิตติดชาร์ทขึ้นมาทันที สำหรับซีดีเพลงรักป๋านะตาโง่ เมื่อได้โปรโมเตอร์มือเก๋าอย่าป้ารัญจวน ลงทุนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับหนุ่มมาดเข้ม ผิวดำปี๋ หน้าตาติงต๊องอย่างเทพทวย คู่หูดูโอ้ เพื่อนซี้ต่างวัย ออกมาแฉโพยกันยกใหญ่ นอกจากขนแล้วยังมีซีดีเป็นหลักฐาน เห็นว่าด่าหยาบด่าคาย ด่าซะไม่มีดี ถ้าไม่จัดการให้ เป็นได้เห็นดีกัน

โถ..นึกว่าเพลงใหม่แกะกล่องมาจากไหน ที่แท้ก็เก๋ากึ้กตั้งแต่สมัยคมช.ครองเมืองแล้ว เนื้อเพลงนั้นสรรเสริญป๋าจนควันออกหู เด็กร้องได้ผู้ใหญ่ร้องดี ร้องมาหลายปีจนลืมหมดไม่เหลือซากแล้ว เคราะห์ดีที่ป้าจวนหยิบเอามาปัดฝุ่น ทบทวนความทรงจำ ถึงได้ฮ็อตฮิตติดลมบนขึ้นมาอีกครั้ง

จะว่าไปแล้วป้าจวนแกก็หวังดี ไม่อยากให้ใครไปด่าป๋าที่เคารพ เรียกว่าทวงความเป็นธรรมให้ป๋าว่างั้นเหอะ ออดอ้อนประชาชนจนของขึ้น หาก็อปกันยกใหญ่ อยากจะรู้ว่ามันจะหยาบกันซักแค่ไหนกัน แต่แล้วก็ผิดคาด พอฟังเสร็จพยักหน้ากันหงึกหงัก ยกนิ้วให้ว่าไม่หยาบๆ มันด่าได้ละเอียดดี ก๊ากกก...

คราวนี้เลยกลายเป็นไฟลามทุ่ง ลือกันไปสามบ้านแปดบ้าน อัลบั้มดีๆ ใครๆก็อยากจะได้ไว้ในครอบครอง จากที่ไม่เคยฟังก็เลยได้ฟังเป็นบุญหู ดูท่าว่าจะกลับมาดังใหญ่ ร้อนถึงป๋าต้องออกมาโอดโอย ว่าขอเสียทีเถอะแม่รัญจวน เลิฟมีเลิฟมายด๊อก ถ้ารักป๋า อย่าออกมาช่วยบ่อย

@ ส่งท้ายเมษาฮาวายยังพอมีเรื่องดีๆมาให้ชื่นใจ หลังจากที่แช่งชักหักกระดูกกันมา นับเป็นเวลาก็ตั้งหลายปี ในที่สุดคำอธิษฐานก็เป็นจริงจนได้ เมื่อจู่ๆตาแก่ก็เกิดอาการหน้ามืดเสียศูนย์ ล้มคว่ำคะมำหงายในห้องน้ำ เป็นเหตุให้ได้ลุ้นกันตัวโก่งตัวงอ ป้าดติโท้ ถ้าโถส้วมไม่เบี่ยงหลบไปได้หวุดหวิดละก้อ งานนี้ได้มีเฮ ป่านนี้ได้นอนหงายรดน้ำกันชุ่มฉ่ำๆ ฉลองสงกรานต์กันยังไม่เสร็จ

รอดตายมาได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดสิบสองตลบ เลยต้องเปิดแน่บเข้าโรงพยาบาล ขึ้นขาหยั่งสอดสาย เช็คเครื่องใน ตับ ปอด เซี่ยงจี๊ ยังอยู่ดีหรือไฉน ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ไม่มีส่วนไหนบุบสลาย หรือเคลื่อนย้ายผิดที่ผิดทาง นอกจากคอที่เอียงเพิ่มอีก 1 องศา 20 ลิบดา

แต่ผลการเอ๊กซเรย์สมองนี่สิน่าทึ่ง เอ๊กซ์แล้วเอ๊กซ์อีกดันไม่เจออะไร นอกจากทักษิณ ทักษิณ แล้วก็ทักษิณ หมอเลยสั่งจ่ายยาลดทักษิณให้ไปกิน แล้วก็ไล่กลับบ้านเก่า เอ๊ยให้กลับบ้านได้ แต่แหมกว่าจะตรวจเสร็จล่อซะดึกดื่น รถเมล์หมดเลยต้องนอนโรงพยาบาลซะ 1 คืน

ขนาดนั้นกระจอกข่าวยังเอามาเม้าท์ต่อ ว่าแน่ะในที่สุดก็ความแตก แอบเป็นโรคอื่นอยู่ด้วยก็ไม่บอก นอกจากความดันทุรังสูงที่เป็นมาแต่กำเนิดแล้ว หมอเจ้ากรรมก็ดันมาแฉโพย ว่ายังมีต่อมทอนซิลอักเสบอีกต่างหาก แล้วโรคนี้ก็ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงได้ตามปกติซะด้วย

มิน่าล่ะ พักหลังมานี้ ไม่มีใครได้ยินเรื่องจ๊อกกี้อีกเลย

หมายเหตุ: มีประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าว รวมไปถึงได้กรุณาส่งภาพลักษณะของธงที่แฟนฟุตบอลอังกฤษใช้เชียร์ในสนาม และภาพการใช้พื้นแบคกราวน์เป็นธงชาติในการต่างๆ ซึ่งก็รวมไปถึงกิจกรรมที่กลุ่มพันธมิตรฯ หรือเผด็จการคมช. ได้ใช้อีกด้วย

ภาพการตกแต่งขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยอาศัยพริ้ตตี้ที่แต่งกายโดยเสื้อที่มีพื้นเป็นธงชาติไทย จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีการฟ้องร้องจากนายวีระต่อกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นความจงใจที่จะสร้างเรื่องวุ่นวายในบ้านเมืองของสื่อกลุ่มดังกล่าว และสมาชิกพันธมิตรฯ

ป้ายแบนเนอร์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

ภาพกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นที่ถือธงชาติไทยพร้อมกับชื่อนักชกไทยในเหตุการณ์การเชียร์นักชกไทยที่กำลังขึ้นตะบันหน้าคู่ชกที่ประเทศญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวของแฟนมวยได้ให้เกียรติกับความเป็นชาติไทยมากกว่าการแสดงความไม่เคารพต่อคนไทย

ภาพของธงที่ปรากฏที่ขอบสนามแมนฯซิตี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า "แตกต่าง" กับภาพที่สื่อได้แก่สำนักข่าวมติชน เป็นต้น นำมาเสนอ โดยมีสมมติฐานว่า มีการทำรีทัช เพื่อเสริมความแรงของข่าวโดยขาดจรรยาบรรณ จากภาพจะเห็นว่า ในธงมีคำว่า "Welcome" แต่ในภาพที่สื่อนำเสนอ ไม่ปรากฏคำดังกล่าว เพื่อเสริมให้ข่าวมีโทนไปในทิศทางที่ว่า "ชาติไทยคือทักษิณ" แทนที่จะเป็น "ยินดีต้อนรับ(คนไทย)ที่ชื่อทักษิณ"

ภาพวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของชาวอังกฤษ โดยการใส่ข้อความลงในผืนธงชาติอังกฤษ จากภาพจะเห็นว่ามันคือวัฒนธรรมตามธรรมดาไม่เป็นความผิด ที่แตกต่างจากเนื้อหาที่ถูกระบุในกฏหมายไทย

ภาพการชุมนุมสัมนาของกลุ่มพันธมิตรฯในอเมริกา จากภาพจะเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯก็มีการประดับธงในแนวตั้ง พร้อมกับนำชื่อของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯมาวางซ้อน

จิตบอด ความโสมมในสำนึก ส่งต่อขบวนความคิด แล้วระเบิดออกมาทางปาก

โดย คุณอ่างขาง
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 เมษายน 2551

ถามตัวท่านเองดูกันครับ ว่าคิดอย่างไร

ดีใจไหม.. เมื่อเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน ปรากฏในหนังสือต่างประเทศ
ดีใจไหม.. เมื่อเห็นชาวต่างชาติ บวชเป็นพระ
ดีใจไหม..เมื่อเห็นธงไตรรงค์อยู่บนเสา เคียงข้างกับอีกหลายประเทศ โบกสะบัด ในสถานที่อยู่ต่างแดน

ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนดีใจมากๆ เมื่อเห็นภาพเหล่านั้น

ถามว่า ทำไมถึงดีใจ มันตอบยากใช่ไหมครับ แต่ลึกๆ มันรู้สึกดี เมื่อเห็นภาพที่เรารัก ปรากฏอยู่ในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ประเทศของเรา

ภาษาของเรา วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่น แต่ละความเชื่อ ไม่เหมือนกัน

ฝรั่งมังค่า เอาธงชาติมาใส่เป็นชุดชั้นใน นุ่งใส่โชว์ ถือว่าคนนั้นรักชาติมาก ขนาดชุดชั้นในยังเอาธงชาติมาตัดใส่ สังคมเห็นแล้ว ปลื้ม ภาพนั้นถูกถ่ายขยายไปทั้งโลก ให้ได้ชม

หลายครั้ง ที่เราเห็นชาวต่างชาติ เอาพระพุทธรูปของเราตั้งไว้ในสถานที่ไม่เหมาะสม

หลายครั้ง ที่เรารู้สึกไม่ดีกับหนังสือต่างประเทศ ที่เขียนบทความไปในทำนอง ไม่เข้าใจในองค์พระประมุขของเรา

หลายครั้ง ที่เราต้องทำเรื่องประท้วง

และหลายครั้ง ที่เราถูกเขาตอบกลับมาว่า ประเทศของเขา ชุมชมของเขา ไม่ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เขาจึงไม่อาจทำตามที่เราประท้วงได้

ผมไม่พูดถึงเรื่องกฎหมายว่าผิดหรือถูกแต่.. ผมพูดถึงเรื่อง จิตใจของคน ว่า แต่ละคนมองอย่างไร คิดอย่างไร

คนที่จิตใจดี จะคิดจะมองแต่ในสิ่งที่ดี หาเหตุผลมาประกอบ มองโลกด้วยความเป็นจริง ไม่ผูกขาดของความเป็นคนท้องถิ่นที่ตนเองกำเนิด และไม่เอาความไม่เข้าใจต่างภาษา ต่างท้องถิ่น มาเป็นตัวกำหนด พร้อมให้อภัยในสิ่งที่เขาไม่ได้ตั้งใจกระทำ และความผิดนั้นเป็นแค่เรื่อง มองคนละมุม

คนที่จิตใจต่ำ ก็คิดแต่จะมองอะไรที่ต่ำไปหมด มองอะไรก็เลวร้ายไปหมด จ้องทำลายล้าง มากกว่ามองโลกในแง่ดี จนหมักหมม กลายเป็นจิตสำนึกที่ฝังรากแน่น แกะไม่ออก เมื่อสบโอกาส จิตสำนึกอันนั้น ก็ส่งต่อมาที่สมอง กลายมาเป็นความคิด สุดท้ายปลายทางของความคิด ก็ระบายออกมาที่ปาก เพื่อให้ความคิดของตนเองนั้นสัมฤทธิ์ผล ได้มีคนได้รับรู้ หาพวก หาแนวร่วม สนองตอบ จิตสำนึกอันต่ำของตนเอง

ครั้งหนึ่ง.. มีการกระทำที่เลวร้าย กับคนไทย กับประเทศไทย ในต่างแดน ถึงขนาดมีการเผาสถานทูตไทย มีการไล่ล่าคนไทย เผาธงชาติไทย เหยียบย่ำหัวใจคนไทยในหลายรูปแบบ

วันนั้น..ได้มีคนๆ หนึ่ง ได้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ให้

เขาคนนั้นสั่งการ เครื่องบิน พร้อมทหารครบชุด ส่งตรงไปยังประเทศนั้น เป็นการบินข้ามฟ้าผ่านน่านน้ำต่างประเทศ ไปช่วยเหลือคนไทยที่ติดอยู่ที่นั่น เพื่อรับกลับบ้าน เพราะสำนึกในความเป็นคนของเรา เป็นคนไทยเหมือนกับเรา จะผิดหรือถูกในช่วงนั้น คนๆ นั้นไม่รู้

เพียงรู้แต่ว่า เขาต้องการเอาคนไทยของเรา ออกมาจากที่นั่นก่อน อะไรจะเกิดก็ให้รู้กัน ไม่หวั่น ไม่เกรง

วันนี้.. ชื่อของคนๆ นั้น คนที่สั่งการให้เข้าไปช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนในวันนั้น ปรากฏชื่อของเขา อยู่บนธงชาติไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในต่างประเทศ ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่า ใครเป็นคนเขียน ใครเป็นคนทำ

พวกบรรดาจิตบอดทั้งหลาย เล่นงานเขาซะแล้ว โดยไม่ต้องถามไถ่ที่มาที่ไป มีทั้งนักการเมือง นักหากินกับการประท้วง นักหากินกับการเอาปากกาข่มขืนชาวบ้าน นักพูดที่ใช้ปากโสมมพ่นผรุสวาทออกทีวี และที่อ้างตัวว่า เป็นนักวิชาการ โดยการหากินนอกสถานศึกษา แล้วใช้ปากประจบสอพลอรองเท้าบู๊ท เอาลาภยศเงินทองใส่กระเป๋าตนเอง ดาหน้ากันเข้ามา กล่าวหาเขาแล้ว ไม่รีรอที่จะเอาเรื่องนี้ ระเบิดออกมาทางปากอย่างเมามัน กล่าวหาคนๆ นั้น สารพัด เอากระทั่งถึงขนาดกล่าวหาว่า เขาบังอาจจะครอบครองเป็นเจ้าของประเทศไทยแต่ผู้เดียวกันซะเลย

ไม่พอแค่นั้น เปิดตำรากฎหมายหาช่องทางเล่นงานเขา เอาให้เขาเสียชื่อเสียงให้จงได้ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น คนจิตบอดพวกนี้ไม่รู้อยู่ที่ไหนกัน หรือความรักชาติ ยังไม่ก่อกำเนิด ก็ยังไม่ทราบ

ไม่เคยถามหาเลยว่า ธงชาติไทยถูกเผา ถูกคนเอาฉี่รด ได้อย่างไร เงียบกันหมด ทั้งที่เป็นเรื่องของธงชาติมาเกี่ยวข้องเหมือนกันมันอะไรกันนี่ เป็นอะไรกันไปหมด ทีเขาทำความดีไม่พูดถึง เพียงแต่แค่มองต่างมุม ก็จะเล่นงานเขา เอากันถึงเป็นถึงตาย วิภาคออกสื่อกันทุกแขนง

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กับคนบางกลุ่มในประเทศนี้

ฤาว่า..จิตบอด ครอบครองกันหมดแล้ว

เอาเลยครับ ทำกันไปเลยครับ เราไม่ว่ากัน แล้วก็อย่าลืมสั่งสอนลูกหลานของตนเองไว้ด้วยว่า ทำแบบไหนถูกแบบไหนผิด เขาจะได้จดจำเอาไว้ใช้เมื่อยามแก่เฒ่า เหมือนกับพวกท่าน

ผมปลงแล้วครับ ไม่รู้มันคิดอะไรของมัน แก่แล้วกันทั้งนั้น ทำไปเถอะไม่ว่ากัน ทำไปเลยครับ

ผลงานของรัฐบาล กับ มารผจญ

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
30 เมษายน 2551

วันนี้ คงต้องเล่นบทเตือนความจำกันสักเล็กน้อย เพราะเมืองไทยเดี๋ยวนี้ มีคนที่คอยยุแยงตะแคงรั่ว ให้มองอะไรสั้นๆ และจำอะไรได้น้อยอยู่โดยทั่วไป

เอาประเด็นเดียวนี่ก็ได้ครับว่า รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช มีความแตกต่างในเชิงผลงาน และการทำงาน จากรัฐบาลเผด็จการภายใต้ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ อย่างไร

มิฉะนั้นหน้าหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ และคลื่นวิทยุ ก็จะเต็มไปด้วยมลภาวะ เศษซากขยะที่ชี้ว่า มีข้อวิวาทบาดหมาง หรือมีข้อที่ควรสงสัยในตัวคนอื่นอยู่ร่ำไป จนลืมมองประเด็นที่เป็นหัวใจก็คือ ผลงานของรัฐบาลไหน ที่โดนใจประชาชนที่สุด

จำได้ใช่ไหมครับว่า รัฐบาลสุรยุทธ์เริ่มต้นด้วยเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเหนือ และบางส่วนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ปรากฏว่า เป็นรัฐบาลมาแล้วครบเดือนเต็ม ประชาชนที่ลอยคออยู่กลางน้ำ สูญเสียอะไรไปเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง จากมหาภัยในครั้งนั้น ต้องรอรัฐบาลชุดนั้นอีกเกือบสามเดือน จึงจะมีความเคลื่อนไหว และความเคลื่อนไหวนั้นก็เป็นไปแบบสูตรเดิม คือแจกของเล็กๆ น้อยๆ จนน้ำลดลงไปโดยธรรมชาตินั่นแหละครับ ประชาชนจึงลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งหนึ่ง หาใช่ความช่วยเหลือจากรัฐบาลแต่ประการใดไม่

โทรทัศน์สาธารณะ ที่มีชื่อว่าไอทีวี เขาอยู่ของเขาดีๆ แท้ๆ ก็เกิดมีนักมายากล คิดคำนวณค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐ จนกลายเป็นเงินค่าปรับเป็นแสนล้านบาท ตัวเลขแบบนี้ ย่อมเหนือกว่าความสามารถของใครทั้งหลายทั้งปวง ในการแสดงความรับผิดชอบได้ ในที่สุด ก็เลยยึดใบอนุญาตสถานีเขาไป

เศรษฐกิจในภาพรวมและเศรษฐกิจจุลภาค ก็ย่ำแย่ตกต่ำ ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติ รีบหอบข้าวหอบของหนีจากประเทศไทยกันอย่างจ้าละหวั่น กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว และกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคนั้น ทำให้ชาวต่างประเทศ เกิดความรู้สึกว่าเมืองไทยไม่ต้อนรับเขาอีกต่อไป

ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในกรอบความริเริ่มต่างๆ ในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งไม่ต้องเอ่ยอ้างในที่นี้ ก็กลายเป็นข่าวเงียบ และเหมือนองค์กรที่ตายแล้วกันเป็นระนาว ประชาชนรู้สึกกันโดยทั่วไปว่า ประเทศชาติชะงักงันอยู่กับที่ และตกต่ำลงในหลายมิติ หลายด้าน ในห้วงเวลานั้น


รัฐบาลประชาธิปไตยชุดนี้ เป็นรัฐบาลผสมแท้ๆ มีพรรคถึง ๖ พรรคเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งก็สัประยุทธ์กันมา ระหว่างการเลือกตั้งอย่างถึงพริกถึงขิง ถึงขั้นแบ่งออกเป็นพรรคสนับสนุนทหาร และพรรคฝ่ายประชาธิปไตย แต่จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาจนสำเร็จ แล้วทำงานมาได้จนบัดนี้ ก็ไม่มีความร้าวฉานอะไร ตามแบบที่เคยเป็นสำหรับรัฐบาลผสม

รัฐบาลมุ่งหน้าประกาศ และดำเนินนโยบายสำคัญๆ ที่ไม่เคยได้ยินกันเลย ในรัฐบาลชุดที่แล้วหลายเรื่อง

การสร้างระบบจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแนวความคิดของนายกรัฐมนตรีเอง ก็เป็นสิ่งที่จะปฏิรูปการนำน้ำ มาสู่ผู้บริโภคของประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน นี่ก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สถานีโทรทัศน์ที่เคยถูกคนมองข้ามดูหมิ่นดูแคลนอย่างช่อง ๑๑ ก็กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ใหม่ ในรูปแบบที่โดนใจประชาชนมากขึ้น และก็เดินหน้าไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเป็นรายวัน ขวัญกำลังใจของคนทำงานก็ดีขึ้น เป็นเงาตามตัว

ประเด็นที่เป็นข่าวนั้น เป็นเรื่องผลงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นหมู ปุ๋ย จนถึงข้าว ซึ่งถึงแม้ราคาจะพุ่งสูงขึ้น ราวกับติดปีก อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นในระดับโลก รัฐบาลก็หยิบแต่เรื่องเหล่านี้ มาพูดจาปราศรัย และมุ่งหน้าสู่การแก้ปัญหา

ตลอดสองเดือนเศษที่ผ่านมานี้ มีแต่เรื่องงานในหัวสมองทั้งสิ้น แทบจะไม่มีเวลาให้กับเรื่องอื่นเลย

ขณะเดียวกันฝ่ายแค้นทั้งหลาย ก็ตั้งกลุ่มจับผิด และหาเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน เรื่องนี้จุดติดก็ปล่อยให้ลุกลามต่อไป เรื่องนี้จุดไม่ติด ก็หาเรื่องใหม่มาแทนที่ เทียวไล้เทียวขื่อ ทำตัวเป็นวายร้ายที่คอยรังควานประเทศ เหมือนกับผีที่มาจากขุมนรก ซึ่งมีความอาฆาตแค้นกันมาตั้งแต่ชาติภพก่อน

นานๆ ที ต้องนำมาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ว่า รัฐบาลเผด็จการ กับ รัฐบาลเลือกตั้งนั้น มันมีศักดิ์ศรีที่ต่างกันมาก


รัฐบาลเผด็จการ ย่อมไม่สนใจประชาชน เพราะเขาได้อำนาจมาโดยประชาชนไม่ต้องอนุญาต แต่รัฐบาลประชาธิปไตยนั้นตรงกันข้าม ถ้าไม่มีประชาชนให้กำลังใจ และให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะไม่สามารถทำงานบ้านเมืองได้ประสบผลสำเร็จแม้แต่ชิ้นเดียว

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่ของจีรังยั่งยืนหรอกครับ ในพุทธธรรมก็บอกแล้วว่า ลาภ ยศ และสรรเสริญ เป็นของที่มีขึ้นและลง วูบมาแล้วก็หายไป แต่การเปรียบเทียบรัฐบาลชุดที่แล้ว กับชุดนี้ ย่อมจะมีความจีรังยั่งยืนมากกว่า

นักประชาธิปไตยทั้งหลาย อย่าได้ห่วงเลยครับ ภายใต้การใช้ภาษาที่หยาบคาย ท่าทีที่ก้าวร้าวจาบจ้วง และการหาเรื่องกันไม่หยุดหย่อนนั้น ในที่สุดแล้ว ถ้ารัฐบาลมุ่งหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลงานนั้นเองจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครเป็นหมู่ใครเป็นจ่า

ประชาชนกำลังมีโอกาสที่ดี ในการมองไปข้างหน้าว่า ตัวแบบไหนที่ตนต้องการ สำหรับการรับผิดชอบชีวิตของประเทศในอนาคต เพราะรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้บริหารงานจากปลายลิ้นของคนที่ใช้วิชามาร

ลิ้น และน้ำลายที่ว่านั้น ก็จะไม่สามารถทำลายพลังประชาธิปไตย อันเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของประชาชนได้

คนที่มีอำนาจได้ โดยไม่ผ่านวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยนี่สิครับ ที่ต้องสดับตรับฟังเสียงให้ชัดเจน นอนตะแคงเอาหูแนบพื้นดิน เพื่อฟังเสียงก็ได้ว่า ประชาชนกำลังเดินไปทางไหน เป็นไก่อ่อนให้กับเผด็จการ อย่างที่เคยเป็นมาอีกหรือเปล่า หรือบัดนี้กลายเป็นวัวกระทิง ซึ่งมีความมุ่งมั่นประจัญบาน พุ่งชนอุปสรรคขัดขวางทุกอย่างได้ เพื่อบรรลุถึงประชาธิปไตยอันเป็นยอดปรารถนา

ผลงานของรัฐบาลครับ คือตัวตัดสินทุกอย่าง อย่าได้ห่วงไปเลย.

ลือ ส.ส.พร้อมลงชื่อแก้รธน. 311 คนแล้ว

น้ำหนักข่าว 4
ที่มา เว็บบอร์ดชมรมฟ้าใหม่
30 เมษายน 2551

ข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแจ้งว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกว่า 311 คน ได้ลงชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 และเตรียมยื่นเข้าสภาในอีกไม่กี่วันนี้

เต้าข่าวลบหลู่สถาบัน

โดย คุณพร ภัทร
ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
30 เมษายน 2551

แทนที่จะหยุดยั้ง ... แทนที่จะเตือนสติ อย่าให้คนกลุ่มใด “ดึงฟ้าต่ำ”

แต่กลับรับลูก ป้ายสีให้ดูเป็นจริงเป็นจังขึ้นไปอีก หวังปลุกกระแสมวลชน ให้ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และพาไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล

ที่ต้องออกมากล่าวเช่นนี้อีก เพราะรู้ว่าสังคมไทยถ้วนทั่ว คงมิมีใครกล้าบังอาจกระทำเยี่ยงที่กำลังถูกป้ายสี

แต่ก็ยังมีสื่อชั่วบางฉบับ .... บางค่าย .... บางคน ยังไม่ยอมหยุดยั้ง โหมกระพือให้กลายเป็นเพลิงเผาไหม้สังคมไทยขึ้นมาอีก

การกระทำเยี่ยงนี้ของสื่อ และกลุ่มก๊กการเมืองนอกระบบ จึงสมควรที่สังคมไทย จะต้องออกมาประณามให้เห็นดำเห็นแดงกันเสียทีว่า “ใครกันแน่ที่บังอาจลบหลู่สถาบัน”

เพราะหากปล่อยให้กลุ่มคนพวกนี้แอบอ้าง ป้ายสีคนอื่นอยู่ร่ำไป ผลเสียจะตกอยู่กับสังคมไทยอย่างไม่ควรจะเป็น จากฝีมือของ กลุ่มคนเลี้ยงแกะ

และก็กำลังเห็นเค้าลาง เชื่อมต่อป้ายสีเรื่องเลวร้ายแบบนี้ มาให้กลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช.ที่กำลังเดินหน้าผนึกประชาชนทั่วประเทศ ให้ลุกขึ้นร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร

หนึ่ง .... เชื่อมต่อ นายชาญวิทย์ จริยานุกูล จากกรณีแจกใบปลิวที่ท่าน้ำนนท์ เป็นคนของ นปช.

สอง .... เชื่อมต่อนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง จากกรณีไม่ยืนตรงขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ เป็นสมาชิกของ นปช.

สาม .... เชื่อมต่อกลุ่มคนที่ออกไปชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาฯที่พำนักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นคนของ นปช.

ทั้งหมดเพื่อให้สอดรับกับแก๊งพันธมิตรฯ ที่ปูดเรื่องนี้ขึ้นมาบิดเบือนเจตนาที่แท้จริง ของกลุ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ก่อนหน้านี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างบันไดมาให้แล้วขั้นหนึ่ง ใบปลิวโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

และทั้งหมดก็เป็นเรื่อง จับแพะชนแกะ ของสื่อชั่วทั้งสิ้น ....!!!

จับแพะชนแกะ มาแล้วตั้งแต่เมื่อครั้งเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ยังยืนหยัดต่อสู้กับ เผด็จการ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ที่ท้องสนามหลวง

เสนอข่าวทั้งที่ไม่มีผู้สื่อข่าวอยู่ในสนาม เสนอข่าวผิดๆ ถูกๆ จากรายงานภาคสนาม ที่ทำกันอย่างฉาบฉวย

เพราะหนึ่ง หากผู้สื่อข่าวติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิดแล้วจะรู้ว่า แม้ชายที่ชื่อ ชาญวิทย์ จะเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านเผด็จการ คมช.ที่ท้องสนามหลวง ที่อาจเคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ้าง

แต่ ชาญวิทย์ ก็เป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มาร่วมชุมนุมด้วยเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของแกนนำ นปก.และ นปช.ในเวลาต่อมา แม้แต่น้อย

เพราะ คนที่ชื่อ ชาญวิทย์ ก็ไม่เคยโผล่หน้าค่าตาให้เห็นสักครั้ง ในการประชุมแกนนำ หรือแม้แต่ ชาญวิทย์ เองจะดำเนินการอย่างใด ก็ไม่เคยเห็นเข้ามาปรึกษา นปช.อีกด้วยซ้ำ

ส่วนเรื่อง โชติศักดิ์ ก็เป็นการเต้าข่าวอย่างฉาบฉวย เพียงเพราะเคยเห็นภาพ โชติศักดิ์ เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่ม 19 กันยาต่อต้านรัฐประหาร ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คมช.

แต่ความจริงแล้ว หากติดตามทำข่าวอย่างจริงจังแล้ว จะต้องทราบว่า กลุ่ม 19 กันยาฯ แม้จะเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คมช.กลุ่มแรก

แต่ภายหลังแกนนำหลายคน มีแนวคิดเห็นไม่สอดคล้องกันจึงแยกกันออกมา ซึ่ง โชติศักดิ์ ก็ไม่ได้เข้ามาร่วมทีม ทั้งเมื่อเป็น นปก.และ นปช.

จวบจน เมื่อ นปช.มีทิศทางรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นจุดร่วมหนึ่งของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในขณะนั้น โชติศักดิ์ จึงกระโจนออกมาช่วยกันรณรงค์ เหมือนคนอื่นๆ ทั่วๆ ไป แต่ก็เป็นครั้งเป็นคราว จึงไม่ผิดหากจะเห็นภาพ โชติศักดิ์ ยืนคู่กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ หนึ่งในแกนนำ นปช.ขณะนั้น

แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดร่วมต่อการรณรงค์ แดง ไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 เพียงเท่านั้น ไม่ได้เลยเถิดถึงขั้น โชติศักดิ์ ผันตัวเองเข้าไปเป็นแกนนำ นปช.

ยิ่งหนักเข้าไปอีกที่นำเสนอข่าวอย่างไร้ข้อมูล เมื่อกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ออกไปแสดงบทบาทที่หน้าบ้านสี่เสาฯ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า เหมาเป็นกลุ่มเสื้อแดง พลเมืองภิวัฒน์ หนึ่งในแนวร่วมของ นปช.

เพราะเต้าข่าวเสียจนเคยตัว .... เพราะป้ายสีเสียจนเป็นสันดาน จึงไม่รู้ว่าใครคือแกนนำตัวจริงของกลุ่ม

เพราะพลันที่เพียงเห็นคนไปชุมนุมเท่านั้น ก็แปะข่าวเหมาเอาเสียดื้อๆ หยิบโยงเพื่อให้สอดรับกัน ตามแผนอุบาทว์ที่วางไว้....!!!

ที่เล่าให้ฟังก็ไม่ใช่เพราะผมเป็นแกนนำ นปช. แต่เพราะผมเป็นนักข่าว ที่ติดตามสถานการณ์การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มาอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเอง

ต่อเนื่องมาจนรู้ว่า ใครบ้างที่ใช้วิชาชีพสื่อ.... ใช้หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ .... ใช้คลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์ที่เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ มากระทำความชั่วร้ายให้กับสังคมไทย

หากมีคนเอา ชื่อท่าน พล.อ.เปรม ไปใส่ธงชาติไทย ที่สนามแมนยู พวกคุณจะด่าท่านแบบเสียๆ หายๆ ไหม

โดย คุณลมเพลมพัด
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 เมษายน 2551

คือเรื่องธง ผมไม่ค่อยได้ออกความเห็น เพราะถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และผมเคยอยู่อังกฤษ เห็นเรื่องธงชาติแบบนี้ คือ พวกแฟนบอลทั้งหลายเขาเป็นคนทำ และที่อังกฤษ เขาก็มีเสรีภาพที่จะทำและไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรของเขา

แต่พวก "เกลียดทักษิณ" ทั้งหลาย พอเห็นแบบนี้ ก็หยิบมาโจมตี แบบทำเกินไป คือ "วิญญูชนทั้งหลาย เห็นเรื่องนี้" หากฉลาดและมีสมอง ก็จะรู้ว่า นายกฯทักษิณไม่ได้เป็นคนทำ หรือสั่งให้ทำ

แต่พวก เกลียดทักษิณ ทั้งหลาย ก็ด่าเขาเสียๆ หาย ๆ แบบมีเจตนา ผมว่าแบบนี้มันก็หลอกได้แต่พวกตัวเอง ที่เกลียดทักษิณอยู่แล้วนั่นแหละ ส่วนคนอืนๆ เขาคงรู้สึกสมเพชการกระทำเสี้ยม สร้างความแตกแยกไม่รู้จักจบจักสิ้นนี้

หากฝ่ายที่เกลียดท่าน พล.อ.เปรม ซึ่งผมเชื่อว่ามีอยู่นับล้านคน ทำแบบเดียวกันคือ หนามหยอกเอาหนามบ่ง เอาชื่อ พล.อ.เปรม ไปพิมพ์ บนธงชาติบ้าง แล้วเอาไปโชว์ในสนาม พวกคุณจะด่า พล.อ.เปรม แบบที่ด่าทักษิณหรือไม่

หากมีสติ ก็คงรู้ว่า พล.อ.เปรมไม่ได้ทำ แต่คนอื่นทำ มันก็กรณีเดียวกัน แต่แกล้งทำเนียน หวังจะสร้างสถานการณ์สร้างความเกลียดชังกันยิ่งขึ้น ยุแหย่ให้คนเกลียดชังกันยิ่งขึ้น

ทำไมเมืองไทย มีคนชั่วช้าไม่รู้จักจบจักสิ้น คนชั่วยังลอยหน้าลอยตา สร้างความแตกแยกไม่รู้จบ

กรรมของประเทศไทยที่มีคนชั่วเยอะเหลือเกิน

***********************************

...อีกความเห็นจากคุณ saipin...

คนเราคิดอะไรได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ กับคนคนเดียวกัน ในกรณีเดียวกัน

หากอคติเข้าครอบงำ ไม่ว่าผู้อื่นจะทำดีแค่ไหน ก็หาข้อตำหนิ ติเตียน ด่าทอให้เข้าทางร้ายให้ได้

ถ้าหากคนที่เราด่าทอ ให้ร้าย เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ คนที่ไปด่าว่า และให้ร้ายเขา ก็จะได้รับผลกรรมติดตัวไป เป็นบาปนะค่ะ บาปกรรมคงตกอยู่กับแต่ละบุคคลเอง

สำหรับดิฉันเอง เมื่อเห็นภาพธงไตรรงค์ที่ฝ่ายตรงข้ามนำมาโจมตีท่านทักษิณ ดิฉันกลับรู้สึกสมเพช พวกใจคอคับแคบและมีอคติพวกนั้น

มีคำถามขึ้นในใจว่า การที่เขาแสดงออกกระเหี้ยนกระหือรือล้น เหมือนจะมาปกป้องธงไทย จะเอาความท่านให้ได้พวกเขาเกิดรักประเทศชาติขึ้นมาในบัดดล มันจริงหรือ

หรือแค่เพียงอยากจะหาเรื่องมาใส่ร้ายป้ายสี จับผิดกับคนผู้หนึ่ง ก็แค่นั้นเอง

มีผู้นำภาพ สาวผู้หนึ่งผู้ร่วมเดินขบวนในกลุ่มพันธมิตรมาเปรียบเทียบ เธอมีผ้าผืนน้อยปิดไว้บางส่วน ในผ้าผืนน้อยนั้น เป็นรูปธงไทย มีตัวอักษรเขียนไว้ด้วย ภาพนี้ต่างหาก ที่ทำให้ดิฉันรู้สึกละอายใจแทนรู้สึกว่า มันเป็นการไม่ให้เกียรติและลบหลู่ประเทศชาติมากมาย..... แต่ดิฉันกลับไม่รู้สึกโกรธแค้นผู้หญิงในภาพแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเธอคงถูกใช้มาอีกทีหนึ่ง ตกเป็นเครื่องมือ ถ้าเธอมีสติ และคิดได้เอง เธอคงไม่ทำเช่นนั้น.....หรือแต่งตัว เช่นนั้นมาเดินถนนด้วยซ้ำ

มันต่างกับการเชียร์ฟุตบอล เชียร์ประเทศชาติตัวเองโดยสิ้นเชิง

แต่สำหรับธงไทยที่ผงาดบนอัฒจรรย์ ในสนามกีฬาของการแข่งขันระดับโลกนั้น ตัวดิฉันเอง กับรู้สึกภาคภูมิใจในตัว อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ค่ะ

นอกจากจะท่านจะกำหัวใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศชาวรากหญ้า คนยากคนจนได้แล้ว ยังข้ามน้ำข้ามทะเลไปกำหัวใจบรรดาแฟนบอลชาวอังกฤษได้ด้วย

เห็นแล้วอยากตะโกนว่า นั่นไง เห็นไหมชื่อนั้นล่ะ TAKSIN ประธานสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซีตี้

นายกรัฐมนตรีของไทย....คนไทย เก่งใช่ไหมล่ะ

คุณก็ชื่นชมเขาเหมือนเราคนไทยด้วยล่ะสิ

ขอบคุณท่านนายกทักษิณฯ ที่ไม่เคยลืมประเทศไทย ที่นำพาชื่อเสียงของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปพร้อมๆ กับชื่อเสียงของท่าน

วันอังคาร, เมษายน 29, 2551

จากดิวตี้ฟรี ถึง รธน.ปิศาจ

โดย คุณดาวประกายพรึก
ที่มา เวบไซต์ เดลินิวส์
29 เมษายน 2551

ไปเกาหลีกับคุณ วิชัย รักศรีอักษร และคณะ จากกลุ่ม “คิงเพาเวอร์” มืออาชีพหนึ่งเดียวของไทยในธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี หรือดิวตี้ฟรี เที่ยวนี้

ทำให้หูตาสว่างขึ้นแยะ รู้ว่าเกาหลีรถติดเป็นบ้าเป็นหลัง จากสนามบิน “อินชอน” ซึ่งเกาหลีสร้างตอนเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และเป็นสนามบินใหม่สุดก่อนที่จะหลีกทางให้สนามบินสุวรรณภูมิขึ้นมาแซงหน้า เพราะใหม่กว่านั้น ระยะทางที่จะเข้ากรุงโซลแค่ 50-60 กม. แต่พวกเราต้องติดแหง็กอยู่ในรถบัสซะ 2-3 ชั่วโมง เหลือเชื่อเลย

สนามบินสุวรรณภูมิยุค “คมช.” ครองเมือง ซึ่งเกือบถูกพวกบ้าคลั่ง บีบให้รัฐบาล “ขิงแก่” ปิดตาย เอามาทำเป็น “สุสาน” ฝังระบบทักษิณ ด้วยอคติสุดโต่งมาแล้ว ดีที่ “ขิงแก่” ไม่บ้าจี้ตาม และสื่อยังมีสติดีอยู่ สนามบินสุวรรณภูมิจึงรอดมาได้ ทำให้ได้เห็นความจริงหลายอย่าง

คงจำได้ สนามบิน “ฮีทโธร์ว” ซึ่งมีเครื่องบินขึ้นลงมากสุดแห่งหนึ่งในโลกของอังกฤษ เปิดใช้อาคารผู้โดยสารหรือเทอร์มินัล 6 ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ปรากฏว่า เกิดการขัดข้อง ระบบ คอมพ์มีปัญหา การ “เช็กอิน” สะดุดไปหมด ผู้โดยสารตกเครื่องเป็นแถว กระเป๋านับพัน ๆ ใบติดแหง็กอยู่ที่สนามบิน ถึงขณะนี้ผู้โดยสารมาใช้บริการได้แค่ 20-30% และมีกระเป๋าตกค้างอยู่อีกจำนวนหนึ่งด้วย ???

คุยกับผู้ที่ทำธุรกิจสนามบินชาวเกาหลี เค้าบอกว่า ปัญหาที่เกิดกับสนามบินสุวรรณภูมินั้น ควรได้รับความชื่นชมว่า แก้ไขได้เร็วมาก แค่ 2-3 อาทิตย์ ทุกอย่างก็เข้าที่แล้ว แม้แต่พื้นผิวสนามบิน ที่มีข่าวว่าร้าวก็ซ่อมได้เร็วมาก เปรียบเทียบกับฮีทโธร์วแล้วคนละเรื่องเลย ???

เค้าบอกว่า อังกฤษแค่เทอร์มินัลเดียว ยังโกลาหลขนาดนั้น แล้วอย่าลืมว่าของเรานั้น เป็นการย้ายสนามบินทั้งสนามบินจากดอนเมืองไปอยู่สุวรรณภูมิกันเลยนะ เกิดปัญหาอย่างที่เป็นข่าวไปนั้นจึงเล็กน้อยมาก

ก็นี่แหละหากเอาความอคติ ความเกลียดแบบหน้ามืดตามัวเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็เลวร้ายเกินจริงหมด คงจำได้ช่วงนั้นพวกบ้าคลั่งละเลงข่าว “รันเวย์ร้าว” ถึงขนาดว่า ล้อเครื่องบินจะตกลงไปในร่อง และสะเก็ดหินอาจกระเด็นเข้าไปในเครื่อง ทำให้เครื่องบินระเบิดได้ ส่วนอาคารผู้โดยสารก็อาจพังพาบลงมา เพราะไม่ปลอดภัย

ชื่อเสียงสนามบินสุวรรณภูมิพังยับเยิน แต่หาแมวซักคนที่รับผิดชอบไม่ ได้จนบัดนี้ !!!!

เทียบกับกรณีบอร์ด ทอท.ของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 1 ใน 5 แกนนำ คมช.ที่มีมติให้สัญญาที่ “คิงเพาเวอร์” ทำกับ ทอท.เป็นโมฆะ โดยอ้างว่าทำผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน ก็ไม่ต่างกันมาก ด้วยอคติ หาว่าเป็นพวกทักษิณ ซึ่งพูดก็พูดเถอะ หากคนทำธุรกิจมาเกือบ 20 ปี ก็ต้องสนิทกับทุกรัฐบาลแล้ว ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลทักษิณหรอก การเอาข้อหานี้มาเล่นงานจึงไม่เป็นธรรมยิ่ง !?!

น่าเห็นใจ เพราะตอนนี้ แผนงานทุกอย่างชะงักงันหมด ผู้ร่วมงานกว่า 6,700 คน รวมครอบครัวก็ 3 หมื่นกว่าคน ร้านค้าอีก 277 ร้าน ระส่ำไปหมด ทั้งที่ในระดับโลก “คิงเพาเวอร์” ถูกจัดอยู่ในอันดับ 11 ของธุรกิจดิวตี้ฟรีแล้วย่อมแสดงว่า เค้ามีความเป็นมืออาชีพและเป็นนักบริหารจัดการที่มีฝีมือไม่น้อย แต่กลับต้องเจอวิบากกรรมที่รุนแรงแบบไม่น่าเจอ !!!

คิดแล้ว ไม่ต่างกับรัฐธรรมนูญปิศาจ 2550 ที่ร่างขึ้นด้วยความอคติ เกลียดทักษิณ มองนักการเมืองและพรรคการเมืองในแง่ร้ายสุดขีด เหมือนอคติ ที่จะให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสุสานฝังทักษิณ ยังไงอย่างงั้นเลย

ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว ธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” ที่เป็นของคนไทยคงจะได้รับการพิจารณาจากรัฐบาลและ ทอท.ด้วยมุมมองใหม่ ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ทำมาหากินโดยสุจริตในที่สุด

ไฮ-ทักษิณ แหล่งข่าวของประชาชน : ขอบคุณ และขอให้โชคดี

โดย คุณ secretMAI
ที่มา เวบไซต์ siamfreedom
29 เมษายน 2551

เว็บไซต์ไฮทักษิณเป็นเสาหลัก -แหล่งข้อมูลข่าวสารภาคประชาชน ต่อสู้กับคณะรัฐประหารเผด็จการ อมาตยาธิปไตย ตลอดระยะเวลาร่วมหนึ่งปี

คณะรัฐประหาร อันประกอบด้วยกลุ่มชนชั้นปรสิต แม่ทัพนายกองบางส่วน นักธุรกิจสื่อสารมวลชน(กระแสหลัก)ได้พยายามทุกวิถีทาง ในการหยุดยั้ง "เว็บไซต์ไฮทักษิณ" และได้ทุ่มทุน(ที่มาจากเงินภาษีของประชาชน)ในการค้นหา ทำลายล้างเว็บไซต์ดังกล่าว แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง..

ในสมัยของคณะบริหาร คมช.ซึ่งนำโดยพลเอกสุรยุทธ์ - แม้กระทั่ง ระหว่างการเลือกตั้งเมื่อธันวาคม 2550 เว็บไซต์ไฮทักษิณ.. ก็ยังถูกบล็อกในพื้นที่ภาคใต้ส่วนใหญ่

ยิ่งพยายามกำจัดเว็บไฮทักษิณมากเท่าใด กลับยิ่งส่งผลร้ายต่อคณะรัฐประหาร และพันธมิตรฯ เพราะทั้งหลักฐานเอกสารลับ แผนระยำต่างๆ ของอมาตยาสามานย์ ยิ่งผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

และทั้งหมด - เกิดจากการทำงาน "สื่อสารมวลชน" เพื่อประชาชน ของทีมงานไฮทักษิณ - พวกเขา.. เป็นทีมข่าวทีมเดียวของเมืองไทย.. ในขณะนั้น ที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนได้อย่างแท้จริง .. ทั้งๆ ที่พวกเขา ดูๆ แล้วก็ไม่น่าจะใช่อาชีพสื่อมวลชนด้วยซ้ำ

แต่นั่นแหละ.. ก็ในเมื่อคนที่อุปโลกน์ฐานันดรให้ตนเอง แล้วยกหางตนเป็น"สื่อแท้" มันไม่ทำหน้าที่ของมัน

สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - ไม่เคยยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่เคยปกป้องประชาธิปไตย
สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - เขียนนิยาย แล้วพาดหัวเป็นข่าว
สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - ไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างข่าวดาราบันเทิง กับข่าวบ้านเมือง
สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - เขียนคอลัมน์การเมือง แต่อ่านแล้ว จะรู้สึกว่ากระหรี่ข้างทางรถไฟหลังโรงแรมสยาม(เก่า)น่าจะมีวิชาความรู้มากกว่าคอลัมนิสต์ไทยหลายเท่า ..(เน้นว่าหลายเท่า)
สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - รับใช้เผด็จการ รับใช้อมาตยาธิปไตย

-- ดังนั้นก็เท่ากับว่า--

สื่อมวลชนไทย นักข่าวไทย - ตั้งตนเป็นศัตรูของประชาชน เป็นศัตรูของระบอบประชาธิปไตย

ในอดีต โทมัส เจฟเฟอร์สันเคยกล่าวว่า คนที่ไม่อ่านหนังสืออะไรเลย ก็ยังมีการศึกษาสูงกว่าคนที่อ่านแต่หนังสือพิมพ์ ประเทศไทยปัจจุบัน เราก็กล่าวได้เช่นกันว่า - มีแต่ควาย ที่อ่านหนังสือพิมพ์

คนโบราณกล่าวว่า ถ้าเห็นงู กับเห็นแขก .. ให้ตีแขกก่อน คนสมัยนี้พูดว่า..ถ้าเห็นเหี้ย กับเห็นสื่อมวลชนไทย .. เหี้ยก็คงต้องรอไปก่อน

อย่างไรก็ตาม ในภาวะตกต่ำสุดขีดของสื่อมวลชนไทย ก็ยังมีประชาชนกลุ่มหนึ่ง เพียงสี่ห้าคน ได้พิสูจน์แก่พี่น้องจำนวนมากมายนับล้านๆ ..ว่าศักดิ์ศรีของงานสื่อสารมวลชนนั้น ยังคงมีอยู่

ศักดิ์ศรีที่ว่านี้คือ - การบอกความจริงที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน ค้นหาความจริงอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น และต้องเป็นความจริงที่ยืนอยู่ข้างมวลมหาประชาชน และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริง – ไม่ต้องดัดจริตเสแสร้ง ”เป็นกลาง” อะไรทั้งนั้น

คนที่เลือกข้าง – ก็ยังดีกว่า เพราะมีจุดยืนบนส้นตีน ดีกว่าคนประเภทแกว่งไปทางโน้นที ทางนี้ที ในฉบับเดียวกัน ดันผ่ามีทั้งเชียร์ ทั้งด่า อย่างละครึ่ง ทำเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว แมงดาข่าว ข่มเหงดารานักแสดงเด็กๆ เพราะเด็กมันไม่มีปัญญาสู้ ใส่ร้ายป้ายสีชาวบ้านบนหน้าหนึ่ง เพื่อแลกเศษเงินไม่กี่บาท เป็นเรื่องหักมุม ..

น่าเย้ยหยันเสียเหลือเกินที่.. คนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน ที่ไม่ใช่อาชีพสื่อมวลชน กลับทำหน้าที่ ”สื่อของประชาชน” ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ในยามวิกฤติ แถมยังอ่านฟรีเสียด้วย ..

ในขณะที่ ”สื่อแท้..??..ถ้าไม่ไปรับใช้ใน สนช. ก็หดหัวหายลงรูไปอยู่ไหนกันหมด — ไม่ทราบได้

สิ่งที่ทีมงานไฮทักษิณได้พิสูจน์แก่พี่น้องประชาชนนั้น ไม่ใช่ความเป็นนักข่าวในอุดมคติ ไม่ใช่ความวิเศษเหนือสามัญชนธรรมดา อย่างเราท่าน –

แต่สิ่งที่ทีมงานไฮทักษิณได้พิสูจน์นั้นคือ “ประชาชนเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งให้แก่กัน” ..

ประชาชนไม่ควรหวังพึ่งสื่อมวลชนใดอีกต่อไป เพราะพึ่งไม่ได้ – เมื่อพึ่งมันไม่ได้ ก็พิสูจน์แล้วว่า หนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมา เราสามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดี ..(พอสมควร)

เกินเลยไปกว่านั้น เรายังสามารถหยิบหัวข้อข่าว — ที่พวกมัน — สื่อกระแสหลักเขียนขึ้น แล้วนำมาแจกจ่าย วิเคราะห์ จับผิด โดยที่ไม่ต้องซื้อหนังสือของพวกมันสักฉบับ ไม่ต้องดูโฆษณาที่เอเจนซี่มัน หลอกลูกค้ามาลงในหน้าหนังสือพิมพ์ แถมยังมีคนคอยแปลข่าวภาษาอังกฤษให้เราอ่านกันอีกเป็นระยะๆ ..

คนอ่านไทยรัฐ มติชน ฯลฯ ไม่ได้อ่านอะไรแบบนี้หรอก หรือคนที่อ่าน NATION - BANGKOK POST ก็แค่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น เนื้อความก็ไม่ได้กว้างไกลไปกว่าหนังสือพิมพ์ภาษาไทยฉบับอื่นๆ ..

ดังนั้น การที่เราไม่อ่าน ไม่ซื้อ ไม่ดูสินค้าของพวกมัน เรามิได้เสียประโยชน์อันใดเลย ตรงกันข้าม.. กลับทำให้พวกเรากระตือรือร้นที่จะ “หาข่าว” จากแหล่งต่างๆ เป็นประจำวัน --

หนึ่งปีครึ่งของยุค คมช. ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไปอย่างสิ้นเชิง ช่วงแรกๆ ก็มีมั่วบ้าง แต่ผ่านไปสักพัก.. แต่ละคน ก็เริ่มมีแหล่งอ่านข่าวของตนเอง ได้เนื้อความมากกว่าหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับรวมกัน และผ่านไปสักพัก ทีมงานไฮทักษิณ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า คนไม่กี่คน เว็บไซต์ธรรมดาๆ ไม่ใช่สื่อยักษ์ แต่สามารถเจาะข่าว คุ้ยข้อมูลสะเทือนโลกได้เช่นกัน (ตัวอย่างกรณีเอกสารลับ คมช.)

เราได้ดูการถ่ายทอดสดปราศรัยทางการเมือง จากท้องสนามหลวงทุกค่ำคืน และเว็บไฮทักษิณ.. ก็เป็นหนึ่งในสถานีถ่ายทอดสัญญาณ เราได้ฟังถ่ายทอดวินาทีที่พี่น้องเราที่จังหวัดยโสธร กำลังถูกผู้ว่าฯทำระยำอะไรอยู่ขณะนั้น – คนรากหญ้าแบบพวกเรา..?? ได้ฟังข่าวทั้งสองทาง (แน่นอนว่าเราก็ต้องตามข่าว คมช.ด้วยเหมือนกัน)

ใช้โปรแกรมถ่ายทอดสดสารพัดโปรแกรม เว็บถูกบล็อค – ฟังไม่ได้.. ก็ต้องดิ้นรนหาวิธีเข้าเว็บให้ได้

คนรากหญ้าแบบเราท่าน พริ้นต์ข่าวด้วย ink-jet ถ่ายเอกสาร.. แล้วส่งต่อให้พี่น้องที่ไม่มีอินเตอร์เนต แปลงไฟล์ลงซีดี แล้วส่งให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงในตลาด พฤติกรรมบริโภคข่าวสารที่เปลี่ยนไป ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา –

ขณะที่ชนชั้นกลางในกรุงเทพบางส่วน.. ที่ยังคิดว่าตนเป็นคนมีการศึกษา และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พูดง่ายๆ คือคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าชาวบ้าน – คนพวกนี้ทำอะไรในช่วงที่ผ่านมา ??

นั่งดูข่าว คมช.ทางโทรทัศน์ แล้วกด SMS กันใหญ่ !!?? แล้วดูภาษาทาง SMS ที่ใช้กัน

แต่ละคนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวกนี้เป็นคนอพยพที่ใช้ภาษาไทยยังไม่คล่องหรืออย่างไร จึงมีประโยคและเนื้อความซ้ำซาก วันแล้ววันเล่า คือไม่แน่ใจว่าพวกเขามีความรู้เท่านั้น หรือรู้จักภาษาไทยแค่ไม่กี่ประโยค ก็เลยพิมพ์ได้แค่นั้น..ทุกวี่ทุกวัน – อย่างไรก็ตาม นั่นคือภาพสะท้อนของสื่อกระแสหลัก และผู้บริโภคหลักๆ ของพวกเขา

ในฐานะประชาชนรากหญ้าที่มีการศึกษา พวกเราจึงมิอาจยอมรับสภาพด้อยปัญญาเช่นนั้นได้ และหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่า เราสามารถมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า.. ในบรรดาสื่อทางเลือก – และเลือกยืนข้างประชาชน .. ทีมงานไฮทักษิณ ได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ทำหน้าที่อย่างน่าชื่นชมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้ 28 เมษายน 2551 เว็บไฮทักษิณ ก็เลือกที่จะหยุดตัวเอง ด้วยเหตุผลทางการเมือง.. หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม เราจะไม่แสดงความโศกเศร้าเสียใจ แต่ยินดีด้วยที่ท่านได้มีโอกาสพักผ่อนเสียที ..
แม้ไม่ใช่เวลาที่แฟนๆ ต้องการให้พัก

แต่เราก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของกันและกัน .. ที่ผ่านมาทีมงานไฮทักษิณ ปฏิบัติงานหนักหนาสาหัส เกินกำลังมากพอแล้ว .. เดินมาถึงตรงนี้

ขอบคุณ..และขอให้โชคดี

ทีพีบีเอส หอกข้างแคร่รัฐบาล ปชต.??

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
29 เมษายน 2551

รายงานข่าวแจ้งว่า มีผู้เสนอตนเองรวม 253 คน ร่วมสมัครและเสนอชื่อเข้าชิงเป็นคณะกรรมการนโยบายองค์กรกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย รวมทั้ง ขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการฯ ชุดชั่วคราว เสนอตัวเข้าร่วมด้วย

และสำหรับรายชื่อผู้สมัครทั้ง 253 ราย ขณะนี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และหากท่านใดมีข้อมูลของผู้สมัครรายอื่นว่า มีคุณสมบัติไม่ถูกต้อง ตามประกาศของคณะกรรมการแล้ว สามารถแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานหน่วยงานธุรการ คณะกรรมการสรรหาฯ สำนักกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ถนนนครปฐม แขวงจิตรลดา เขตดุสิต กทม. 10300

หากตรวจสอบรายชื่อของผู้เสนอตัว เป็นคณะกรรมการนโยบายองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เกือบทั้งหมดรวม 253 คนนั้น คนเหล่านี้เป็นใครมาจากไหน และมีจุดยืนทางการเมืองแบบไหนอย่างไร

ว่าที่ผู้สมัคร และเสนอตัวเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส หากแบ่งแบบหยาบๆ พอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มนักวิชาการ อย่างเช่น นายกมล กมลตระกูล คอลัมนิสต์ นักวิชาการ ศ.เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม นางจิระนันท์ ประเสริฐกุล ผู้เคยเสนอตัวเองเป็น ส.ว.ลากตั้ง

2.กลุ่มเอ็นจีโอ และผู้ที่บอกว่า ตัวเองเป็นตัวแทนภาคประชาชนอย่าง นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นายอภิชาติ ทองอยู่ ผู้เคยถูกเสนอชื่อเป็นคณะกรรมการชั่วคราวไทยพีบีเอส และอีกมากมายหลายคน

3.กลุ่มอดีตนักการเมือง (ส.ว.) ส.ว. รวมทั้งอดีตรัฐมนตรียุค คมช. อย่าง ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีต รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ

4.ฝั่งฝาพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร อาทิ ประพันธ์ คูณมี ที่พ่วงเอาน้องตัวเอง วิฑูรย์ คูณมี มาสมัครด้วย รวมทั้ง นายเติมศักดิ์ สุวรรณศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการทางเอเอสทีวี

5.สื่อมวลชน นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ อดีตผู้สมัคร กสช. นักวิชาการด้านสื่อ ผู้ซึ่งแสดงทัศนคติวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ และสนับสนุนพันธมิตรฯ อยู่เนืองๆ รวมทั้งปรากฏชื่อของ นายสมชัย สุวรรณบรรณ อดีตบรรณาธิการข่าววิทยุบีบีซีภาคภาษาไทยประจำกรุงลอนดอน ซึ่งเคยมีปัญหาแสดงพฤติกรรมชี้หน้านายกรัฐมนตรีสมัครมาแล้ว รวมถึง วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เจ้าของนิตยสารสารคดี แต่มีบทบาทส่วนตัวคือ การเขียนบทงิ้วการเมืองธรรมศาสตร์ ที่แสดงบนเวทีพันธมิตรฯ

เมื่อเปิดเผยรายชื่อ และประวัติดังที่กล่าวมาข้างต้น คงพอจะเดาอนาคตขององค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) หรือทีวีช่องไทยพีบีเอสออกได้ไม่มากก็น้อย

อย่าลืมว่า คมช.และรัฐบาลชุดเผด็จการทหาร เป็นผู้ทำคลอดให้กับไทยพีบีเอส

อย่าลืมว่า ไทยพีบีเอส เกิดขึ้นได้เพราะอำนาจเผด็จการปิดสถานีทีไอทีวี หรือไอทีวีเดิม

อย่าลืมว่า ไทยพีบีเอส คือไข่อีกหนึ่งใบที่เผด็จการออกลูกไว้

อย่าลืมว่า รายการยามเฝ้าแผ่นดินของ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยถูกบรรจุไว้ในผังรายการออกอากาศไทยพีบีเอส

เมื่อไทยพีบีเอสเริ่มออกอากาศ โดยมีคณะกรรมการชั่วคราว ทำหน้าที่กำกับดูแล 5 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องจุดยืน ผลประโยชน์ เพราะเป็นกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ให้ความเห็นล้มรัฐบาลทักษิณ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจต่อข้อมูลข่าวสาร ที่เสนอออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ น้ำหนักของข่าว และเนื้อหาถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนผู้มีจุดยืนรักในประชาธิปไตย

เมื่อเผด็จการพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชนให้เป็นรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตย แต่บทบาทและการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของทีวี ที่อ้างตัวว่าเป็นทีวีสาธารณะ กลับไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนไปแต่อย่างใด

เนื้อหาข่าว เสนอเนื้อหาส่วนใหญ่ไปในทิศทางตรงข้ามกับรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยไม่ได้ทิ้งช่วงเวลาให้รัฐบาลได้เริ่มบริหารประเทศ

นอกจากการนำเสนอข่าวสารการเมือง ที่หนักไปทางโจมตีรัฐบาล ประชาชนที่ดูทีวีสาธารณะช่องนี้ ก็จะได้พบได้เห็นนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่อยู่ และสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร ออกมาให้สัมภาษณ์ เสนอความคิด ผ่านทีวีสาธารณะช่องนี้เป็นประจำ

จนประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย พากันเรียกว่า ทีวีช่องเอ็นจีโอ ทีวีช่องเผด็จการ มากกว่าเป็นทีวีสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน

คุณสมบัติว่าที่ผู้สมัครและเสนอตัวเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ดังตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น หากได้นั่งเป็นกรรมการนโยบายจริง คงเห็นรูปเห็นรอยว่า ไทยพีบีเอสช่องนี้คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ทีวีสาธารณะ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้จริงนั้น คณะกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสต้องมีคุณสมบัติประการสำคัญคือ ต้องเชื่อมั่นและยึดมั่นในประชาธิปไตย

คุณสมบัติข้อนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ประชาชนได้ตรวจสอบ และร้องเรียนต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หาไม่แล้ว ก็จะกลายเป็นทีวีเพื่อประโยชน์โพดผลให้กับกลุ่มเผด็จการ พวกพ้อง และตัวกูเอง กลายเป็นหอกข้างแคร่การทำงานของรัฐบาล และทิ่มแทงฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ร่ำไป

แผนโสมม ของคนอุบาทว์ ชาติชั่ว

โดย คุณ rider
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 เมษายน 2551

สอดรับกันเป็นอย่างดี... สอดรับกัน จนใครๆ ก็เห็นว่า ทั้งหมดคือแผนการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง...

เปิดประเด็นกลุ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมิ่นประธานองคมนตรี โดยพรรคประชาธิปัตย์ รับลูกต่อ สร้างกระแสบิดเบือนหมิ่นเหม่ไปถึงสถาบันเบื้องสูงของคนไทย โดยกลุ่มพันธมิตรฯ

ทั้งหมดก็เพียงต้องการสร้างสถานการณ์ เพื่อให้มีเหตุล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยไม่เป็นไปตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว หลังการเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่พ่ายแพ้ ซึ่งต้องตกเป็นฝ่ายค้าน ย่อมควรต้องแสดงสปิริต ให้เกียรติพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง ใช้นโยบายที่ประกาศหาเสียงไว้มาแปลงสู่การปฏิบัติ สนองตอบต่อเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามา

ที่สำคัญ พรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องให้เกียรติประชาชน เพราะเหนืออื่นใด เสียงของประชาชน คือหัวใจของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่วันหนึ่งวันใด เสียงประชาชนที่ไม่ลงคะแนนเสียงให้ ยังมีโอกาสกลับใจมาสนับสนุน จนฝ่ายค้านพลิกกลับเป็นรัฐบาลได้

ที่กล่าวเช่นนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การแซะ การแซง การแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล ของฝ่ายค้าน ถือเป็นเรื่องปกติ หากอยู่ในทำนองคลองธรรม ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ที่เกิดขึ้น และกำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ หาใช่เป็นไปตามครรลองที่ถูกต้องแต่อย่างใดไม่ ซ้ำร้าย ยังใช้วิธีการสกปรกโสมม ใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามอย่างไร้ความรับผิดชอบ

ที่เลวหนักคือ การใส่ร้ายป้ายสีไปถึงประชาชน ต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพรักยิ่ง...

แม้พรรคประชาธิปัตย์จะแก้ตัวว่า มิได้เป็นผู้เปิดประเด็นต่อสถาบันเบื้องสูง แต่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำมาบิดเบือนเองเมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ภาพสายใยของพรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปรากฏต่อสังคมไทยในห้วงของวิกฤติการเมืองหลัง 19 กันยายน 2549 จนมาถึงขณะนี้ ยากที่จะปฏิเสธได้ว่า ไม่มีส่วนร่วมมือซึ่งกันและกัน

เพราะหลังประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ออกมายื่นหน้ายื่นตา เปิดประเด็นให้สังคม ให้รัฐบาล ดำเนินการกับผู้ออกมาโจมตีประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ คล้อยหลังไม่นานนัก การเปิดเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ

เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา พลพรรคพันธมิตรฯ ต่างก็ทยอยออกมาบิดเบือน เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือกลุ่มที่โจมตี พล.อ.เปรม และป้ายสี กำลังต่อยอดไปถึงมีเจตนาที่ไม่ดี ต่อสถาบันเบื้องสูงของคนไทย

แต่ทั้งนี้ กลุ่มที่ออกมาเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีทั้งรัฐบาลและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จึงเท่ากับว่า การป้ายสีครั้งนี้ มีนัยไปถึงรัฐบาลด้วย ที่ต้องตกเป็นจำเลยกับสังคม ในความเคลือบแคลงต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้น

มิเช่นนั้น ใย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จึงออกมาสวนกลับอย่างถึงลูกถึงคนว่า “คนอย่างผมหรือที่ไม่จงรักภักดี”

ทำให้ต้องย้อนไปถึงเมื่อครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช รับพระบรมราชโองการ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี วลีแรก ประโยคแรกที่กล่าวก็คือ “จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ให้ใครก็ตาม มาแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายผู้ที่มีความเห็นตรงกันข้ามทางการเมือง”

จากวันที่นายกรัฐมนตรี ประกาศกร้าวต่อประชาชนทั่วทั้งประเทศ หลังรับพระบรมราชโองการ มาถึง ณ วันนี้ ไม่ผิดไปจากที่เป็นประโยคที่สำคัญ ต่อการรับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใดเลย

เป็นความนัย เป็นความสลับซับซ้อน ที่บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ต้องการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยไม่คำนึงถึงที่ต่ำที่สูงอยู่จริง โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดตามมาแต่อย่างใดเลย

แม้วันนี้คนไทยจะได้เห็นเพียงคน 2 กลุ่ม คือ พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเล่นนอกบท แต่เชื่อว่ายังมีกระบวนการซ่อนเร้นอยู่หลังฉากอีกอย่างแน่นอน

จึงขอให้รัฐบาลและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จงช่วยกันติดตามการกระทำของกลุ่มคนโสมมพวกนี้ อย่าได้ลดละ...

ปีศาจการเมือง ทำลายโอกาสประเทศชาติ

โดย คุณพญาไม้
ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์
29 เมษายน 2551

รีดเดอร์ส ไดเจสท์ ฉบับล่าสุด มีข้อความประโยคหนึ่งว่า..

“ในทางพันธุศาสตร์ มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เหมือนกัน 99.9 เปอร์เซ็นต์ แต่เรากลับใช้เวลา 90 เปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ หมกมุ่นกับเศษหนึ่งส่วนสิบของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ทำให้เราไม่เหมือนกัน”

ประโยคนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักการเมืองไทย.. ทั้งหลาย ที่กำลังสร้างความไม่ประทับใจให้กับประชาชนคนไทย ในสงครามน้ำลายที่ไร้สาระ ในยามที่โลกทั้งใบกำลังดิ้นรนหนีตาย จากความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่..

ในยามที่พืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นสินค้าขายดีและมีแต่ผู้ต้องการ..

ในยามที่โชคน่าจะเกิดกับประเทศไทย.. ในฐานะชาติที่เป็นแหล่งรวมของสินค้าพืชไร่..

แต่เพราะความบ้าอำนาจและโมหจริตที่มีต่อกัน ทำให้..ประเทศไทย ต้องเสียโอกาสที่ดีในการฟื้นฟูชาติ

ไม่นับถึงปีศาจการเมือง ที่สิงอยู่ตามท้องถนนและห้องประชุม.. อ้ายอีที่อยากจะเล่นการเมือง แต่ไม่อยากตั้งพรรคการเมือง และอาศัยปืนกล และตีนตะขาบรถถังของทหาร เข้ามาครอบครองอำนาจ กลืนกินบ้านเมือง

ไม่นับถึง..ตาแก่ผมขาวที่ยังมีจิตใจวัยรุ่น ขุ่นมัวอยู่กับโมหจริต.. สร้างอัตตาตัวตนจนยิ่งใหญ่ ล้มทำลายระบอบประชาธิปไตยของชาติ.. ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่นับถึง.. ไอ้ฟันดำ.. ที่หลงตนว่าเป็นวีรบุรุษ.. นักสร้างชาติ..ทั้งๆ ที่จิตใจและตัวตนแห่งมันนั้น ผู้คนทั้งหลายเขารู้เช่นเห็นชาติ..

ถ้า..ชวน หลีกภัย.. จะยอมรับในระบอบประชาธิปไตย.. แค่คนเดียว.. และออกมาปรามนักการเมืองข้างถนน หากอยากจะเล่นการเมือง ก็รวมตัวเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์.. สร้างพรรคฝ่ายค้านให้เป็นพรรคใหญ่ สร้างศรัทธาให้บังเกิดขึ้นคนเบื่อสมัคร ไม่รักเฉลิมเมื่อไหร่.. พรรคประชาธิปัตย์ของ ชวน หลีกภัย ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นมาเอง..

การเมืองประชาธิปไตยที่ไหนๆ ในโลก เขาก็เล่นกันแบบนี้ทั้งนั้น ยกเว้นประเทศไทย..

ไอ้เปอร์เซ็นต์เดียวที่.. ทำให้คนเราต่างกันนี่แหละ ที่เราคนไทยร้อยละ 90 หมกมุ่นสร้างความเป็นกูเป็นมึงขึ้นมา

และความเป็นกูเป็นมึงนี่แหละ นอกจากจะพาประเทศชาติขาดโอกาสที่ดี สำหรับการสร้างชาติแล้ว.. ยังจะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร..

และหากปฏิวัติหนหน้า.. จะเป็นการต่อสู้กันระหว่างทหารกับทหารแล้วล่ะก็ คนรุ่นเราจะอยู่ในประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่สร้างชาติกันมา

ง้างปาก “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” แจง โกงเงินครูโคราช

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
29 เมษายน 2551

จี้ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ชี้แจงความบริสุทธิ์ หลังผลสอบของกรรมาธิการฯ ระบุชัด

เกิดความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำไปจัดสรรของสหกรณ์ครูโคราช ที่เป็นเงินออมของครูถึง 1 พันล้านบาท ระบุมีการซิกแซกจัดซื้อที่ดินผิดระเบียบชัดเจน ในขณะที่ทั้งตัวเองและน้องชาย ร่วมเป็นกรรมการ

“ประชา ประสพดี” จี้รัฐบาลดำเนินการสะสาง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เผยสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อย จ่อยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ฟัน แต่ไปสะดุดเพราะรัฐประหาร

สืบเนื่องจากการเปิดเวทีคู่ขนาน “รู้ทันพันธมิตรฯ” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อเย็นวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ที่นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ได้ออกมาเปิดประเด็นว่า มีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบางคน มีเลศนัยแสวงหาผลประโยชน์จากสหกรณ์แห่งหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินที่มีการตั้งกรรมการที่เป็นพวกพ้อง เข้าไปอยู่ในกรรมการทุกชุดในขั้นตอนการจัดซื้อ นั้น

นายประชา เปิดเผยอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยขยายความเรื่องดังกล่าวว่า เป็นกรณีที่มีผู้ร้องเรียนมายังกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ว่า มีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อที่ดินของสหกรณ์ครูนครราชสีมา จากกรณีที่สหกรณ์ฯ มีเงินฝากอยู่ประมาณ 1 พันล้านบาท และคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ได้มีมติที่จัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้กับข้าราชการครู

โดยที่คณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 36 มีกรรมการทั้งสิ้น 33 คน ได้ตั้งกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อจัดซื้อที่ดิน คือคณะกรรมการยกร่างสัญญา คณะกรรมการจัดหาที่ดิน และคณะกรรมการตรวจรับที่ดิน แต่พบว่ามีการตั้งกรรมการจากบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกรรมการชุดใหญ่ และบางคนยังเป็นกรรมการอยู่ในกรรมการจัดซื้อที่ดินทั้ง 3 ชุด ที่ส่อว่าอาจจะเกิดความไม่ปร่งใสได้

อีกทั้งยังพบว่า ผู้ที่นำเอาที่ดินมาเสนอขายต่อสหกรณ์ครูบางราย ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน หรือเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในกรรมสิทธิ์โฉนดของที่ดินนั้นๆ ซึ่งผิดระเบียบและส่อทุจริต ซึ่งผลการการสอบสวนเรื่องดังกล่าวที่เตรียมจะมีการร้องเรียนต่อไปยัง ป.ป.ช. ได้ระบุเอาไว้ชัดเจน

นายประชา กล่าวด้วยว่าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2548 ได้มีการรับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว และการพิจารณามีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ต่อมาในปี 2549 ก็เกิดการรัฐประหาร และในปี 2550 เป็นช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การดำเนินการเรื่องดังกล่าว จึงขาดความต่อเนื่อง จึงอยากจะให้มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไป เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ดีได้พบความชัดเจนตามเอกสารของคณะทำงาน ในคณะอนุกรรมมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาจำกัด หาประโยชน์จากการซื้อขายที่ดิน จัดทำโครงการจัดสรรที่ดิน เพื่อที่อยู่อาศัย ที่มี พล.ต.ต.ชาครีย์ นาคประไพ เป็นประธานคณะทำงาน

จากการรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อประธานกรรมาธิการฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2548 ในความเห็นของคณะทำงาน ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

“คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคล พยานเอกสาร การตรวจสอบของสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ประกอบการพิจารณาแล้ว เห็นพ้องกันว่า การกระทำของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ ขณะที่กระทำนั้นเป็นข้าราชการครู แต่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการดำเนินการ ไปปฏิบัติหน้าที่ในกิจการสหกรณ์ดังกล่าว ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ กรณีดังกล่าวเชื่อว่า มีการกระทำความผิดจริง โดยทุจริตต่อหน้าที่และแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ...”

ขณะเดียวกันยังมีเอกสารแนบท้ายระบุบัญชีรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดในเรื่องนี้ ลำดับ 3 คือ นายเสรี พงษ์ไพบูลย์ น้องชายนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ที่เอกสารการสอบสวนระบุด้วยว่า นายสมเกียรติ ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปอยู่ในกรรมการจัดซื้อที่ดินทั้ง 3 ชุด จนมีหลายคนตั้งข้อกังวลสงสัย ไม่ว่าจะในแง่ความเหมาะสม หรือประเด็นที่ชวนให้สงสัยว่าจะส่อไปในทางทุจริต

อีกทั้งกรรมการทั้ง 3 ชุดดังกล่าว ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดซื้อที่ดิน ที่การสอบสวนพบว่า มีการทำผิดระเบียบอย่างชัดเจน

แหล่งข่าวระบุว่า เรื่องดังกล่าวที่เงียบหายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสงสัยกันว่า จะมีการช่วยเหลือปิดบังกันหรือไม่ เนื่องจากนายสมเกียรติ ในฐานะกลุ่มพันธมิตรฯ มีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนั้น

อย่างไรด็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ไม่ว่าขอ้เท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายสมเกียรติเป็น ส.ส. เป็นคนของประชาชน ก็ควจะรีบออกมาสร้างความกระจ่างให้สังคม เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาต่อไป อย่าให้เรื่องเงียบหายไป

ผมชักหลงรักท่านสมัคร ไม่น้อยกว่าท่านทักษิณซะแล้วครับ..55555

โดย คุณ ขอขอบใจในความไม่สะดวก
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 เมษายน 2551

จริงใจ ตรงๆ พูดยังไงยังงั้น ไม่มีประดิษฐ์ประดอย ใช้ภาษาที่ต้องปีนหูฟัีง หรือต้องไปนอนกัดสมองซัก 2 วันถึงจะเข้าใจ...ท่านใช้คำง่ายๆ ฟังแล้วโดน...555555...

โพล เฮงซวย...555555 วู๊ววววววววววววววว ชอบมากครับ...

ผมอยากพูดแบบนี้มานานแล้ว แต่ประชาชนเล็กๆ อย่างผม พูดไปก็คงไม่สะใจ.... ท่านสมัครพูดแทนใจผม และประชาชนอีกหลายคน.... เชื่อว่าคงไม่ต่างกัน...

แต่อย่างไรก็ตามยุคนี้ ยุคเหมาเข่ง ให้ถือว่า พูดแทนประชาชน เสียงส่วนใหญ่.... ถ้ามีอะไรไม่เหมาะสม ให้ด่าผม... ด่าประชาชนอย่างผม เพราะท่านสมัครวิจารณ์แทนประชาชนอย่างผม....

ชอบใจจริงๆ ครับ... โพล เฮงซวย......


อะไรกันนักหนา.... มันอะไรกันนักหนา...55555

ปัดโธ่... แก้รัฐธรรมนูญ มันจะเป็นจะตาย.. บ้านเมืองจะพัง

ปัดโธ่..... อะไรกันนักหนา.... บอกว่ารัฐบาลจะเพลี่ยงพล้ำ ไม่มีหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร...

ทำไม... คุณนอนไม่หลับรึไง ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ ห่วงบ้านเมืองขนาดนั้นเลยรึไง....

ฮีโธ่...... อะไรกันนักหนา... กะอีแค่แก้รัฐธรรมนูญ ไอ้ที่ฉีกมาแล้ว ทำไมไม่ห่วงประเทศจะพัง....

ก็เห็นทนกันมาได้ ทนมาดี... นี่เขาแก้ตามระบบ ตามขั้นตอนถูกต้อง ใช้ระบบรัฐสภา

รัฐสภา สส. เขาทำกัน... ไม่้เกี่ยวกับงานรัฐบาล... แต่ในฐานะพรรคการเมือง ก็ต้องคุยกัน เพื่อสนับสนุนรัฐสภาดำเนินการ... มันจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาล..

ปัดโธ่... สภาก็ประชุม เขาก็ว่าของเขาไป...

อะไรกันนักหนา... กะอีแค่แก้รัฐธรรมนูญ ไอ้ที่ฉีกมาแล้ว ทำไมไม่ห่วงประเทศจะพัง....

ก็เห็นทนกันมาได้ ทนมาดี... แล้วโพลทำไมมันไม่ถาม.... ไอ้ตอนฉีก มันทำ

โพลถามมั๊ย.. มันไม่ห่วงกันบ้างเลยหรือ บ้านเมืองวินาศสันตโรถอยหลังไปแค่ไหน....



จริงๆ ก็รักผู้นำที่เราเลือกทุกคนแหละครับ... และไม่เคยผิดหวังกับผู้นำที่เลือก ไม่ว่าท่านทักษิณ หรือท่านสมัคร...

อย่างกรณีท่านทักษิณ สีหน้า บุคคลิกของท่าน ก็แสดงออกถึงความจริงใจ เมื่อเจอกับชาวบ้าน สีหน้าท่านจะออก การพูดจาของท่าน คนละแบบกับท่านสมัคร แต่แสดงออกโดยความรู้สึกไม่ต่างกัน...

ประชาธิปัตย์ : คุณจะเล่นการเมืองแนวนี้จริง ๆ หรือ

โดย คุณสายลมรัก
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
29 เมษายน 2551

ผมตะหงิด ๆ ตั้งแต่ นายสมเกียรติ์ ณ พันธมิตร ไปร่วมเป็นแกนนำกับก๊วนส์ ข้างถนน โดยหยิบยกกรณี สถาบันขึ้นมาโจมตีรัฐบาลหนหนึ่งแล้ว

ตอนนั้นหัวหน้าพรรค (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นหัวหน้าตัวจริงหรือไม่)ได้ออกมาใช้ประโยคเดิม ๆ ในการเอาตัวรอดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว พรรคไม่เกี่ยว

จนกระทั่ง ชวน หลีกภัย นำเอาประเด็นองคมนตรี มาโจมตีรัฐบาล โดยพยานยาม โยง เสี้ยม ทุกวิถีทาง ตามที่ถนัด วิชาพูดดำเป็นขาว พูดขาวเป็นดำ ให้เป็นการพิพาทระหว่างรัฐบาลกับสถาบันลิ่วล้อ ขุนพลายพยัก ประเภทผีเจาะปากมาพูด ทั้งหลาย โดยเฉพาะดาวรุ่งของพรรค ที่คนฉลาดชอบนักชอบหนา อย่างเทพไท ออกมากระตือรือล้น ในการดึงฟ้าต่ำ

เดี๋ยวนี้เล่นการเมืองกันแนวนี้หรือ จะล้มรัฐบาลกันด้วยวิธีนี้หรือ ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา มันไม่เหลือเค้าแห่งความจริง (ที่เหลืออยู่อันน้อยนิด)อีกแล้ว

วันนี้ล้มรัฐบาลทุกวิถีทาง โดยไม่ต้องสนวิธีการ บ้านนี้เมืองนี้ จะเดินหน้าไปได้อย่างไร

ผมอยากให้คุณมาตอบจริง ๆ นะ ชวน หลีกภัย

คุณคิดได้อย่างไร เป็นพรรคการเมืองมา 60 กว่าปี จนปัญญาในการแข่งขัน ต้องกลับมาใช้วิธีย้อนยุคแบบตะโกนในโรงหนังเยี่ยงนี้หรือ

ลองสังเกตุดูดี ๆ นะครับ

ทิศทางในการโจมตีรัฐบาลของ พันธมิตร+92.25+ASTV จะออกมามาแนวเดียวกันกับที่ ประชาธิปัตย์ สร้างพล๊อตเรื่องไว้ให้เดิน

ผมว้าเหว่ จริง ๆ ครับ ประเทศไทย สมัยคุณชวนเป็นนายก ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลพรรคฝ่ายค้าน พรรคไหน เขาใช้วิธีการแบบนี้กับพรรคคุณบ้างครับ

ประชาธิปัตย์คือสถาบันการเมือง อพิโถ......เคยอายปากบ้างไหมครับ

ภาพการรณรงค์ แก้ไขรธน 50 คปพร. ที่ ฉะเชิงเทรา 28/04/08

ถ่ายภาพโดย Wasabi
ที่มา ชมรมฟ้าใหม่
29 เมษายน 2551

วันจันทร์, เมษายน 28, 2551

ยุคเสื่อมของสังคม

โดย คุณวิทยา ตัณฑสุทธิ์
ที่มา เวบไซต์ สยามรัฐ
28 เมษายน 2551

ข่าวสารการเมืองในขณะนี้ สร้างความอิหนาระอาใจแก่ประชาชนอย่างยิ่ง บางคนเดินหนี เมื่อมีใครเริ่มพูดถึงความแตกแยกและการโจมตีด่ากัน บางคนอารมณ์แรงจัด ประชดประชันให้ถล่มกัน จนกว่าจะพังไปข้างหนึ่ง และคนอีกไม่น้อยที่ทำได้แค่ก้มหน้าทำตาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอย่างไร

นี่คือสภาพที่บ่งชี้ว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในยุคเสื่อม ผู้คนแตกสามัคคี ไม่รักใคร่ไม่ปรองดอง ไม่ใช้สติปัญญาช่วยกันแก้ไขปัญหาของชาติ

มีแต่คนที่ปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง บางกลุ่มก็ดึงสถาบันเบื้องสูงมาโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ยำเกรงสิ่งใด พฤติกรรมนี้คนไทยส่วนใหญ่มองว่า เป็นการล่วงละเมิด ดึงสิ่งที่ประชาชนเคารพสักการะ มาเป็นเครื่องทำลายกัน และไม่เคยเกิดขึ้นมากขนาดนี้ไม่ว่าในยุคใดสมัยใด

การตั้งป้อมชนกัน ระหว่างกลุ่มม็อบพันธมิตรกู้ชาติ กับม็อบกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย เป็นการสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับปีพ.ศ.2549 ที่มีม็อบขับไล่ทักษิณและม็อบเชียร์ทักษิณ จนในที่สุดก็ทำท่าจะยกพวกเข้าทำลายกัน ทหารจึงออกมาปฏิวัติ

ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากเสียหายบอบช้ำกันทั่วหน้าแล้ว ยังจะมาเอากันอีก ทำเหมือนกับเป็นศัตรูคู่แค้น ที่จะต้องตามจองล้างจองผลาญกันไม่สิ้นสุด

สิ่งที่ต้องบันทึกไว้ตรงนี้ก็คือ

1. คนที่มีส่วนร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 บางคน ได้ออกมาเต้นแร้งเต้นกา ยุยงให้ทหารทำการปฏิวัติอีกครั้งหนึ่ง คนพวกนี้ ทำเหมือนถ่มน้ำลายรดฟ้า จนน้ำลายตกใส่หน้าตนเอง โดยไม่รู้สึกละอายใจ

2. มีคนพยายามยั่วยุให้ประชาชนลุกฮือ เดินขบวนขับไล่รัฐบาล โดยอ้างว่า รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลชุดก่อนที่โดนปฏิวัติ ยังคิดชั่วทำชั่วไม่เลิก ต้องขับไล่กวาดล้างออกไปให้หมด

3. ข้อเท็จจริง ณ วันนี้ก็คือ ประเทศไทยมีบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย เช่นเดียวกันนานาอารยประเทศ มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง มีรัฐสภาที่ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ และมีรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 เป็นกฎหมายแม่บท สิ่งเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ด้านบวก ทำให้สากลประเทศเชื่อถือไทยและพร้อมจะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจเหมือนเดิม

4. แต่การเกิดความขัดแย้ง แล้วปลุกระดมให้ใช้อำนาจนอกระบบ มาโจมตีข่มขู่จะทำลายกัน ทำให้ภาพลักษณ์ดีๆ สูญหายไปหมดสิ้น ต่างชาติมองว่า ประเทศไทยยังไม่สงบยังเชื่อถือไม่ได้ นักลงทุนคนไทย ไม่กล้าวางแผนพัฒนาขยายงาน สุดท้ายก็นำไปสู่ภาวะทรุดโทรมทางเศรษฐกิจ เกิดปัญหาสังคมวนเวียน เหมือนพายเรือในอ่าง

5. การมีกฎกติกาแล้ว ใช้กฎหมู่ละเมิดหักล้างกติกา เป็นสิ่งที่บ่อนทำลายประเทศชาติ ทำลายระบอบประชาธิปไตย คนเหล่านี้ ทำให้พี่น้องร่วมชาติมีชีวิตยากลำบาก ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้ความเข้มแข็งใช้กฎหมายจัดการกับพวกบ่อนทำลายชาติตามกติกาที่กำหนดไว้

กาเหว่า เขียนในคอลัมน์ บ้านบางเพลง ในสยามรัฐฉบับวันที่ 28 เมษายน 2551 ว่า ถ้าระบบอ่อนแอมีปัญหา ขบวนการนอกระบบจะเติบโตแข็งแรง สิ่งนี้เป็นของคู่กัน และถ้าถึงขั้นใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา ด้วยวิธีใช้กำลัง ชี้ขาดการแพ้ชนะ ประชาชนและประเทศชาติก็คือผู้เสียหาย

บาปกรรมนี้หนักมากเป็นอนันตริยกรรมต้องตกนรกเจ็ดชั่วโคตร อันนี้ผมว่าเองครับ

ใครหมิ่น ?

โดย คุณกาหลิบ
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
28 เมษายน 2551

และแล้วคำว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็หวนกลับมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มที่หวังโค่นล้มรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง

ใช้คำว่า อีกครั้งหนึ่ง เพราะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วในการเมืองไทย ที่เรื่องนี้จะถูกจับมาเป็นประเด็น เป็นครั้งคราว ทั้งๆ ที่การละลาบละล้วง ล่วงเกินสถาบันระดับสูงถึงเพียงนั้น ควรถือเป็นเรื่องใหญ่โตและไม่ธรรมดา

เหตุที่นำมาสู่ความเสื่อมในความสำคัญ ก็เพราะคนบางคน ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากจนเกินไป ก็เลยเฟ้อ เหมือนขนมเค้กที่ใส่ยีสต์เกิน

บนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๕ เม.ย.ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้พูดหลายคนได้ยกเรื่องของเบื้องสูง มาพูดจาว่ากล่าว เพื่อกล่าวร้ายกับคนที่ตัวกำหนดเป็นเป้าหมาย คนที่ได้ไปฟังกลับมาเล่าว่าเขาพูดกันหยาบคายสิ้นดี

เมื่อพูดจาหยาบคาย และพูดเยอะ นัยสำคัญของเรื่อง ก็ออกจะเลือนๆ ไปในใจของหลายคน แต่นั่นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า พันธมิตรฯ ยกเรื่องของสถาบันระดับสูงขึ้นมาทำไมในวันนั้น ตนจะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการ เพราะกลัวบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยก็ทำไป เหตุใดต้องเอ่ยอ้างสิ่งที่ไม่ควรเอ่ยอ้างอย่างไม่ควรที่ เพราะอยู่เหนือการเมืองอย่างไม่เห็นฝุ่นกัน


พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแกนนำอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย พลตรีจำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา ช่วยกันนำสถาบันระดับสูง ลงมาสู่ที่ต่ำ คือลงมาเท่ากับเกมการเมืองของตนเองเพราะเหตุใด?

ครับ วันนี้ต้องถามกลับไปว่า เหตุใดพันธมิตรฯ จึงเล่นการเมืองโดยใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือ?

การยกเรื่องของราชอาณาจักรเนปาล ที่กำลังเกิดโกลาหลในทางการเมือง มาเน้นย้ำซ้ำซาก ทั้งที่เป็นข่าวไปทั่วโลกที่ช่องไหนๆ เขาก็นำมารายงานกัน แต่นำมาย้ำแล้วย้ำอีก บนเวทีพันธมิตรฯในวันนั้น จนเหมือนเป็นเรื่องพิเศษ

น่าสงสัยว่า เขาทำอย่างนั้นกันทำไม? ถ้าถามนักการตลาดผู้ชำนาญ เขาจะฟันธงเลยว่า การกระทำเช่นนั้น เป็นเจตนาที่จะขยายเรื่องนี้ ให้โด่งดังเป็นที่รับรู้กันทั่ว เพราะคนที่ไม่เคยรู้เรื่องเนปาล และไม่เคยสนใจมาก่อน วันนั้นได้ยินแล้ว ก็คงต้องวิ่งไปค้นคว้าว่าเขาพูดเรื่องอะไรกัน กลายเป็นว่า การอภิปรายบนเวทีธรรมศาสตร์ในวันนั้น ช่วยส่งเสริมให้ข่าวนี้กลายเป็นเรื่องกระฉ่อน

สมควรไหมล่ะครับ อะไรเกิดขึ้นในเนปาล ก็เป็นเรื่องของเนปาล ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบ้านนี้เมืองนี้เลย แล้วทำไมบนเวทีพันธมิตรฯ จึงพูดกัน จนทำให้คนเขารู้สึกราวกับว่า เรื่องพรรค์นี้มีความเกี่ยวพันกับประเทศไทย พูดง่ายๆ ว่าทำท่าจะกล่าวหาใครต่อใครว่า กระทำการอันไม่สมควรต่างๆ แต่ซ่อนเอาไว้ด้วยความต้องการเร้นลับ อันเป็นความต้องการอันแท้จริงของตนเอง ใช้คนอื่นเป็นข้ออ้าง ในการทำลายสิ่งที่เขาวางแผนจะทำลายมาตั้งแต่แรก


จำคำพูดก่อนเหตุการณ์ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่คนเหล่านี้เขาเรียกร้องด้วยเสียงอันดัง ให้บุคคลระดับสูงของแผ่นดินลาออกได้ไหมเล่าครับ คนไทยที่ไหน จะทะลึ่งลามปามถึงขนาดนั้น เว้นแต่คนไทยที่สันดานไม่เหมือนคนไทย จิตใจหยาบคายไร้ความกตัญญูรู้คุณ เผลอๆ จะไม่ใช่คนไทย แต่เป็นเศษมนุษย์ต่างด้าว ที่กระเซอะกระเซิงเข้ามาหากินถึงในเมืองไทย เพราะหาที่อื่นซุกหัวนอนมิได้

พวกนี้ทำท่าเจตนาดี แต่ประสงค์ร้ายทั้งนั้น หรือจะไม่พูดว่าประสงค์ร้าย แต่พูดว่าประสงค์เลว ก็จะได้ผลเท่ากัน

ประสงค์เลวเกือบทั้งนั้นล่ะครับ... พวกที่ชอบอวดอ้างว่า จงรักภักดีกว่าใครนั่นแล.

ฤาว่านาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะถูกปลดออกจากหัวหน้าพรรค ปชป. จริงๆ

โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
28 เมษายน 2551

จากการเงียบหายไปในช่วงนี้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับข่าวลือที่ว่า อาจมีการบีบให้นายอภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นั้น

จากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา แม้จะได้ สส.มากที่สุดของ ปชป. คือได้ถึง 165 เสียง แต่ก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล เสียงที่ได้เพิ่มมากขึ้น จึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นับว่ามีปัจจัยเกื้อหนุนมากที่สุดแล้ว นอกจากนี้ การมุ่งลงสู่การเมืองท้องถิ่น ก็แพ้เลือกตั้ง อบจ.หลายจังหวัด ทำให้เชื่อว่า ปชป. นั้นตกต่ำและไปไม่ถึงดวงดาว

หากจะวิเคราะห์ชะตากรรมของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะไปรอดทางการเมืองหรือไม่ เราต้องมาดูว่า นายอภิสิทธิ์ ยังจะมีประโยชน์ต่อพรรคประชาธิปัตย์ ในการต่อสู้ทางการเมืองหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ เป็นจุดขายของพรรค หรือเป็นจุดอ่อนของพรรค

ชื่อของนายอภิสิทธิ์ ยังจะขายได้อีกหรือไม่

หากเราเปรียบเทียบระหว่างพรรคพลังประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ เราจะเห็นว่า หัวหน้าพรรคทั้งสองนี้ คือ นายสมัคร สุนทรเวช กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น จะมีความเหมือนกันคือ ทั้งสองคนนี้ไม่ได้เป็นคนที่มีอิทธิพลสูงในพรรคแต่อย่างใด มีคนที่มีบารมีมากกว่าในทั้งสองพรรคนี้ และทั้งสองคนนี้ ต้องอาศัยการสนับสนุนของผู้มีบารมีในพรรค เพื่อให้ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

สรุปแล้ว ทั้งสมัครและอภิสิทธิ์ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคอย่างแท้จริง

กรณีนายสมัคร สุนทรเวช กับพรรค พปช.นั้น สถานการณ์ขณะนี้ นายสมัครยังมีประโยชน์ต่อพรรค พปช. เพราะพรรคกำลังเผชิญกับศัตรูทางการเมือง ที่จะต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ทางการเมือง และมีความเชี่ยวชาญพอ ที่จะรับมือกับศัตรูเหล่านั้นทั้งในสภา และนอกสภาได้ นายสมัคร จึงยังมีความจำเป็นทางการเมืองสำหรับพรรค พปช. อยู่

สำหรับนายอภิสิทธิ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ เพราะการสนับสนุนจากนายชวน หลีกภัย ผู้มีบารมีตัวจริงในพรรค นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีฐานของตนในพรรค เป็นแต่เพียง "เด็กในคาถาของนายชวน" มากกว่าที่จะเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง
ที่นายอภิสิทธิ์ขึ้นมาได้ เพราะพรรคนี้คิดว่า นายอภิสิทธิ์ภาพดี หน้าตาดี พอที่จะขายได้ ประกอบกับพรรค ปชป. ไม่มีคนอื่น ๆ ที่โดดเด่น จึงคิดว่าหากดันอภิสิทธิ์ ขึ้นมา ก็จะอาศัยความหนุ่มไปหาเสียงว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ประชาชนก็จะเลือก ปชป.มากขึ้น

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์คิดถูกต้อง หากประเทศไทยมีแค่ กทม.ไม่รวมภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลางเข้าไปด้วย
ความหล่อ หน้าตา คุณสมบัติของอภิสิทธิ์ ดึงดูดคน กทม.บางส่วนได้ แต่ไม่สามารถจูงใจชาวนา คนยากไร้ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพราะคนเหล่านั้นไม่เชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ ที่ไม่เคยประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองเลย จะสามารถทำให้พวกเขา มีกินมีใช้ เหมือนยุคที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรทำไว้ได้

นายอภิสิทธิ์จึงขายไม่ได้ ในประชากรกลุ่มหลักของประเทศ

ซึ่งพิสูจน์ในการเลือกตั้งใหญ่หลายครั้งแล้ว แม้แต่ครั้งที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทย โดนกำจัด แกนนำพรรคนับร้อยคนโดนจำกัดสิทธิ์ ต้องส่งมือสำรองลงแทน นายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้

ในแง่การเมือง ตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ จึงหมดประโยชน์สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเสมือนม้าขาหัก ที่แม้จะหุ่นดี ฝีเท้าจัด แต่ก็ใช้การอะไรไม่ได้แล้ว

ประกอบกับนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีฐานที่แท้จริงในพรรค นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีกลุ่มอื่นๆ เช่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ที่ต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค เพราะแพ้เลือกตั้ง แต่กลุ่มนี้ก็ไม่ได้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์
ดังนั้น ฐานะของนายอภิสิทธิ์ ในพรรคประชาธิปัตย์จึงง่อนแง่น อย่างที่ได้รับข่าวลือกันมา

การโดนปลดหรือบีบให้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค จึงเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ไม่ยาก เพราะตั้งแต่เป็นหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ ยังไม่ได้สร้างผลงานให้กับพรรคประชาธิปัตย์เลย กลายเป็นต้นทุน เป็นภาระ มากกว่าที่จะเป็นจุดขายให้พรรคชนะการเลือกตั้งในครั้งต่อไป

และหากแกนนำพรรคไทยรักไทย 111 คน กลับเข้ามาเล่นการเมืองได้ นายอภิสิทธิ์ ยังจะสามารถต่อสู้ได้อีกหรือ เพราะแม้แต่ทีมสำรอง ที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าทีม นายอภิสิทธิ์ ยังแพ้อย่างหมดรูป

การหวังที่จะชูนายอภิสิทธิ์ เพื่อนำชัยชนะมาสู่พรรคประชาธิปัตย์ นั้น ผมเชื่อว่าไม่มีใครคาดหวังอีกแล้ว

เมื่อนายอภิสิทธิ์ เป็นต้นทุนมากกว่าจุดขาย ประกอบกับนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้มีฐานทางการเมืองของตนเองในพรรค ดังนั้น เมื่อไม่ได้เป็นจุดขายที่จะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ให้ชนะเลือกตั้งได้ การอยู่เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป รังแต่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เสื่อมถอยมากขึ้น

ดังนั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ในพรรคประชาธิปัตย์ จะมีคนคิดว่า นายอภิสิทธิ์ไม่เหมาะสมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคต่อไปอีกแล้ว

ข่าวลือเรื่องการสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือถูกบีบให้ลาออก จึงเป็นเรื่องที่ประเมินได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก

เก็บดาบ จากคุณ "ประดาบ" : บทความสุดท้ายของเวบไซต์ hi-thaksin

โดย คุณประดาบ
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
28 เมษายน 2551

แล้ววันนี้ก็มาถึง

เร็วกว่าที่คาด แต่ก็ไม่ช้ากว่าที่คิด

อ่านแล้วงงๆ กันไหมครับ

เร็วกว่าที่คาด ก็คือ คาดไว้ว่าจะกลับมาเขียนบทความ เรื่องราวต่างๆ แลกเปลี่ยนทัศนะกับเพื่อนร่วมทาง ไปเรื่อยๆ จนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะลุล่วงไปได้ด้วยดี แล้วจึงจะบอกลาจากไป

ไม่ช้ากว่าที่คิด ก็คือ เดิมคิดไว้ว่า เมื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับมายังแผ่นดินไทย และร่วมทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทยวันใด วันนั้น ประดาบก็จะอำลาจากไป เนื่องเพราะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกแล้ว

เหตุที่ต้องอำลาจากกันไป ก็เพราะว่า มีความพยามที่จะสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีเวปไซต์ Hi-thaksin ว่า เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อันเป็นที่เคารพสักการะของคนไทยทั้งชาติทั่วแผ่นดิน และเชื่อมโยงข้อกล่าวหาไปยัง นายกฯทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้สนับสนุนและเกี่ยวข้องกับการจัดทำเวปไซต์นี้ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง

นับแต่วันแรกที่ เวปไซต์ Hi-thaksin ปรากฎต่อสายตาผู้อ่าน ผู้ชม และเพื่อนร่วมทาง เราได้แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทั้งในส่วนของพวกเรา ผู้จัดทำเวปไซต์ และ นายกฯทักษิณ ผู้ถูกให้ร้ายป้ายสีด้วยข้อกล่าวหาที่ปราศจากพยานหลักฐานมายาวนาน

ผมพร้อมและยินดีที่จะพิสูจน์ว่า พวกเราไม่มีพฤติกรรม และ ทัศนะดังที่ถูกกล่าวหา

ตรงกันข้าม ผมเชื่อมั่นว่าพวกเราทุกคน พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะปกป้องสถาบันเบื้องสูง ไม่ให้ถูกนำไปแอบอ้าง และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายล้างบุคคลต่างๆ ที่มีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง ดังเช่นที่ นายกฯทักษิณ ถูกกระทำมาแล้ว

ด้วยหัวใจที่จงรักภักดีของพวกเราทุกคน ทำให้เราเริ่มก้าวแรก และมายืนอยู่ได้ ณ จุดนี้ ทั้งยังพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หวาดหวั่น

แต่ทว่า.... คุณพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกของนายกฯทักษิณ ชินวัตร แถลงว่านายกฯทักษิณ ไม่ต้องการให้มีการนำชื่อของท่าน ไปกล่าวอ้าง เพื่อเคลื่อนไหวใดๆ ที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ทางการเมืองอีกต่อไป เพราะท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว

ผมเข้าใจความต้องการของนายกฯทักษิณ และยินดีที่จะปฏิบัติตามความต้องการของท่าน ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของท่าน

เจตนาแรกของการจัดทำเวปไซต์นี้ มิได้มีเป้าหมายทางการเมืองแม้แต่น้อย เพราะพวกเราเป็นคนธรรมดา มิใช่นักการเมือง เพียงแต่ต้องการสร้างเวปไซต์ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของนายกฯทักษิณ ให้ประชาชนที่รักและศรัทธา ได้ทราบกัน พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง รวบรวมกำลังใจจากประชาชนคนไทย ส่งให้แก่นายกฯทักษิณ ในวันที่ต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างแดน

ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และการถูกต้อนเข้ามุมอับของพวกเรา ถูกกล่าวหาสารพัดข้อหา ทั้ง “คลื่นใต้น้ำ” “ทำลายกองทัพ” “ภัยความมั่นคง” “ดูหมิ่นจาบจ้วงประธานองคมนตรี” จึงทำให้พวกเราต้องหันหน้าเข้าสู้ และนำมาสู่การค้นหาข้อมูล พยาน หลักฐาน เพื่อเปิดโปงความไม่ชอบธรรม การใช้อำนาจอย่างป่าเถื่อน และการละเมิดกติกาประชาธิปไตย ตลอดจนการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมือง และปกป้องการกระทำความผิดของตนเอง ของคณะรัฐประหาร และ รัฐบาลเผด็จการ

เราพร้อมที่จะแปลงกายตนเองจากเวปไซต์คนรักทักษิณ มาเป็นเวปไซต์ที่มีเป้าหมายทางการเมือง หลังจากที่ได้เห็นร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าจะก่อให้เกิดพิษภัยต่อประเทศชาติและประชาชน แต่คณะรัฐประหาร เผด็จการ คมช. บังคับให้ประชาชนคนไทยต้องลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยข้ออ้างว่า “เพื่อให้มีการเลือกตั้ง” และ “รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง”

พวกเราเรียกร้อง และ ร่วมรณรงค์อย่างสุดกำลัง ว่า “อย่ารับ” เพราะรับไปแล้ว เท่ากับติดกับดักของเผด็จการ และ จะไม่มีโอกาสแก้ไขได้ง่ายๆ เพราะเผด็จการ จะต่อต้านขัดขวางทุกวิถีทาง

แต่เสียงของเราไม่ดังพอ ผลการลงประชามติ จึงเป็นไปตามที่เผด็จการ คมช.ต้องการ แม้จะมีประชาชนจำนวนไม่น้อย เห็นพ้องไปกับพวกเรา แต่ก็ยังไม่มากพอ ที่จะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ ได้

เมื่อแพ้พ่ายในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 พวกเราก็มุ่งหน้าสู่การรณรงค์การเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นปลายปี 2550 ทันที ซึ่งเราเชื่อว่า จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเราได้เห็นการใช้อำนาจทหาร แทรกแซงการเลือกตั้งอย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน และสายตาชาวโลก

เราได้แต่พูด ได้แต่เขียน ได้แต่ตะโกนทุกวันว่า เผด็จการ คมช. ใช้อำนาจแทรกแซงการเลือกตั้ง และสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน

ความพยายามที่จะควานหาพยานหลักฐานของเรา ดูเหมือนจะสิ้นหวัง

จนกระทั่ง วันหนึ่ง เอกสารลับ จาก “ท่านพันเอก” ก็ถูกส่งมาถึงมือผม ราวกับว่าพระสยามเทวาธิราช ไม่ต้องการให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการอีกต่อไป

นับแต่วันที่เรานำเอกสารลับ มาเปิดโปง ให้ประชาชนทุกคนได้รู้เห็นแผนชั่วของเผด็จการ คมช. ชีวิตพวกเราทุกคนก็ตกอยู่ในอันตราย แต่ในเวลานั้น ความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ที่เรากลัว กลับเป็นอนาคตของประเทศชาติ ที่จะต้องอยู่ในมือของเผด็จการไปชั่วกาลนาน มากกว่า

สุดท้าย เผด็จการ คมช.ก็ต้องแพ้พ่ายให้กับพลังของประชาชน อย่างที่ คมช.ก็ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว

ท้ายสุด เวปไซต์ Hi-thaksin ก็ถูกประทับตราว่า เป็นเวปไซต์ที่มีเป้าหมายทางการเมือง เป็นเครื่องมือทางการเมือง ของนายกฯทักษิณ และของพรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่ เราไม่เคยได้รับการสนับสนุนใดๆ จากนายกฯทักษิณ และ พรรคพลังประชาชน

ตรงกันข้าม เรากลับเป็นผู้สนับสนุนช่องทางการสื่อสารกับประชาชน ให้แก่นายกฯทักษิณ และช่วยรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้แก่พรรคพลังประชาชน ด้วยซ้ำ

แม้พวกเราจะเคยคิดกันว่า จะยุติบทบาทและหน้าที่ของ Hi-thaksin หลังจากนายกฯทักษิณ กลับมาถึงแผ่นดินไทย แต่เมื่อถึงวันเวลาที่จะหยุดกันจริงๆ กลับมีเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก บอกให้เราทำต่อไป โดยเฉพาะผม ถูกกดดันจากเสียงของเพื่อนร่วมทางมากที่สุด เพราะหายไปนานที่สุด

เพราะเสียงของเพื่อนร่วมทาง ทำให้พวกเราทุกคน ต้องตั้งหลักกันใหม่ แล้วก็ตกลงร่วมกันว่า หลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านพ้นไป ประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย ทั้งรูปแบบและเนื้อหาแล้ว เราก็จะยุติบทบาทหน้าที่ของ Hi-thaksin แล้วแยกย้ายกันไปทำมาหาเลี้ยงชีพ ตามปกติวิสัยของสามัญชนคนธรรมดา ใช้ชีวิตเรียบง่ายดังเดิม เช่นแต่ก่อนที่เราจะมาสร้าง Hi-thaksin ขึ้นมา

แต่แล้วความตั้งใจของพวกเรา ก็ต้องสะดุดและสิ้นสุดลงก่อนกำหนดที่ได้วางแผนกันไว้ เพราะเป็นการร้องขอจากคนที่เรารัก

แม้จะไม่ใช่การเอ่ยปากด้วยตนเอง และไม่ใช่การบอกกล่าวตรงๆ มายังพวกเรา แต่ก็สัมผัสได้ ถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของท่าน ที่ถูกนำมาโยงใยไว้กับเวปไซต์ Hi-thaksin ที่กำลังตกเป็นเป้าของการทำลายล้างจากฝ่ายตรงข้ามของท่าน

แม้ท่านจะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าท่านเดือดร้อน

แม้ท่านจะไม่ได้พูดตรงๆ ว่าอย่าเอาท่านมายุ่งเกี่ยวอีกเลย

แต่พวกเราก็พร้อมที่จะทำเพื่อท่าน เพื่อความสบายใจ และความปลอดภัยของท่าน

แต่บอกตรงๆ ว่า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของท่าน ผมกลับไม่ใคร่จะสบายใจนัก เพราะรู้ดีว่า การยุติบทบาทและหน้าที่ของเวปไซต์ Hi-thaksin คงมีเพื่อนร่วมทางหลายท่านไม่พอใจ และไม่เข้าใจ ว่าทำไมจึงต้องเป็นเช่นนี้

ทำอย่างไรได้ เมื่อเป็นความต้องการของคนที่เรารัก มากกว่านี้ก็ยังได้ เมื่อเป็นหนทางที่ทำให้คนที่เรารักสบายใจและปลอดภัย

อยากบอกว่า “ใจหาย” ที่จะต้องจากกันไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้

อยากบอกว่า “ใจไม่ดี” ที่จะต้องจากกันไปในวันที่บ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้

อยากบอกว่า “ใจอาวรณ์” ที่จะต้องกล่าวคำอำลากันไป โดยที่ไม่มีโอกาสได้กลับมาเจอกันอีกแล้ว

ใช่ครับ... Hi-thaksin จะยุติบทบาทและหน้าที่ที่ทำมาอย่างยาวนาน 1 ปี กับ 1 เดือน แล้ว

ใช่ครับ... นับจากวันนี้ไป ประดาบ และ ผองเพื่อน จะเป็นเพียงผู้คนในอดีต ที่รอวันเวลามาลบเลือนออกไปจากความทรงจำของทุกท่าน

ใช่ครับ... จะไม่มี Hi-thaksin อีกต่อไปแล้ว

สำหรับ ประดาบ และผองเพื่อน ก็คงถึงเวลาต้องเก็บดาบแล้ว เพื่อไม่ให้ดาบที่สะบัดออกไป ดีดสะท้อนใส่นายกฯทักษิณ ที่เรารัก

มีอะไรที่ผมอยากเขียนอีกมากมายก่อนที่เราจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก

แต่ทุกตัวหนังสือ ทุกถ้อยคำ มันดูยากไปหมดที่จะสะกดออกมาแต่ละตัว แต่ละคำ นิ้วมือทุกนิ้ว มันแข็ง เกร็ง จนยากจะกดลงบนคีย์บอร์ด ได้รวดเร็ว เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มือทั้งซ้ายและขวา ก็อ่อนล้าและชา จนแทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้

สุดท้ายก็เลยต้องคิดใหม่...

ไม่ว่าจะเขียนยืดยาวสักเพียงใด ท้ายสุดก็ต้องจากกันไปอยู่ดี

ใช่ว่าเขียนยาว บอกเล่าความรู้สึกทั้งหมดของหัวใจแล้ว จะไม่ต้องพราก

ใช่ว่าเขียนดี ซึ้งกินใจ น้ำตารินไหลเป็นปี๊บๆ แล้ว จะไม่ต้องอำลา

คิดได้ดั่งนี้แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะต้องเขียนอะไรให้ยืดยาว เปลืองเวลาของเพื่อร่วมทางเปล่าๆ

ก็ได้แต่บอกว่า ขอขอบคุณทุกท่าน ที่อยู่เป็นเพื่อนร่วมทางกับประดาบ และให้กำลังใจกันมาโดยตลอด

หลังจากข้อเขียนชิ้นสุดท้ายนี้ ปรากฎบนหน้าจอ ก็แปลว่า ดาบถูกเก็บ แล้ว และ ภายในเวลา 48 ชั่วโมง Hi-thaksin ก็จะเหลือไว้เพียงความทรงจำที่ดีต่อกันเท่านั้น

ไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านี้จริงๆ นอกจาก...

“ขอบคุณ และ ขอบคุณ”

ด้วยรักและผูกพัน

ประดาบ