วันพุธ, มกราคม 31, 2550

กลอนโดย โชติ วงษ์ชน : "คนละทาง"

คน ละ ทาง


กลับมา ตรงที่เก่า ที่พวกเรา เคยต่อสู้
สามัคคี ตีศัตรู ตะโกนสู้ อยู่ด้วยกัน
ผ่านร้อนฝน กี่คืนหนาว แต่ละก้าว สู่ความฝัน
มองตา รู้ใจกัน ความเชื่อมั่น ไม่สั่นคลอน
นั่นคือภาพ ในอดีต ยังตามติด เฝ้าหลอกหลอน
ทุกระยะ ทีละตอน ยังสะท้อน วีรกรรม
อนิจจา อนิจจัง ไม่จีรัง ดั่งสายน้ำ
จะดีชั่ว ยากชี้นำ ได้แต่พร่ำ ช้ำทรวงใน
ขอท้าชน คนละหมัด มึงจะซัด กับกูไหม
เลือดเพื่อน มีสีใด จึงรับใช้ เผด็จการ
เป็นเสาหลัก ศักดินา เป็นขี้ข้า ขุนทหาร
ทรยศ อุดมการณ์ คนละบ้าน คนละทาง
พูดไป ก็ไร้ค่า เสียเวลา จะงัดง้าง
ไม่มี ทางสายกลาง ความคิดต่าง ระหว่างเรา
กลับมา ตรงที่เดิม จะฮึกเหิม ยิ่งกว่าเก่า
ไม่มีไพร่ ไม่มีเขา มีแต่เรา สามัญชน
สหาย วัยครึ่งร้อย มีไม่น้อย บนถนน
แม้หนัก จักอดทน เพราะไม่สน ใครอีกแล้ว

โชติ วงษ์ชน

๓๐ มกราคม ๒๕๕๐

วันอังคาร, มกราคม 30, 2550

หนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับวันที่ 26-31 มกราคม 2550










ท่านสามารถดาวโหลดหนังสือพิมพ์เสรีชน ฉบับ PDF ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้
http://001.uploadblaster.com/file_hosting/Seri_14.rar

แจ้งข่าว บรรณาธิการลากิจ

เรียนท่านผู้สนใจติดตามข่าวสาร

เนื่องจากคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตขัดข้อง ไทยอีนิวส์จึงขออนุญาตพักกิจกรรมข่าวเป็นการชั่วคราว (ไม่เกินสัปดาห์)

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

ขอแสดงความนับถือ
Thai E-News

วันศุกร์, มกราคม 26, 2550

คนมาเลย์ชี้ "หนังสือพิมพ์ไทยเป็น daily garbage"

ที่มา เว็บประชาไท
โดย Tiger101
26 มกราคม 2550

คุณ Tiger จากเว็บประชาไท ได้หยิบมุมมองของประชาชนชาวมาเลเซียท่านหนึ่งที่มีต่อสื่อไทย และคณะเผด็จการของไทย มาแสดงให้เห็น เป็นการชี้ให้เห็นถึงมุมมองที่ของเพื่อนบ้านชาวต่างชาติที่มีต่อเหล่าเผด็จการและสื่อสารมวลชนในบ้านเมืองเรา

"ขยะรายวันและพวกนักปฏิวัติชาวไทยซึ่งกำลังเที่ยวหาแพะรับบาป รัฐบาลชั่วคราวกับหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่ทำตัวเป็นบ่าวรับใช้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Nation) คอยหาเรื่องทักษิณ ฉันแทบจะอาเจียนทุกครั้งที่ได้อ่านบทวิเคราะห์์เรื่องทักษิณในหนังสือพิมพ์พวกนี้

ในฐานะที่เป็นชาวมาเลเซียคนหนึ่ง ได้โปรดอย่าดึงเราให้ต่ำลงไปสู่ระดัู่บมาตรฐานของไทย ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือบล็อกเกอร์ ในฐานะของคนอ่าน ฉันให้คุณค่ากับบทความที่เคารพสติปัญญาของเรา ไม่ใช่น้ำมูกน้ำลายของนักข่าวที่ยึดถือตัวเองโดยใช้ "เสรีภาพทางการพูด" เพื่อที่จะหลอกลวง ทำลายชื่อเสียง หรือใส่ความผู้อื่น โดยไม่รู้จักเลิกเมื่อยามที่ตัวเองผิด โปรดกลับสู่ความเป็นจริงเสียที

การฟ้องร้องน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่จะเป็นเครื่องเตือนให้เรารู้ว่ายังมีระบบถ่วงดุลที่จะช่วยบรรเทาความไม่เป็นธรรมและความช้ำใจจาก นักสื่อสารมวลชนผู้ไร้ศีลธรรมผู้คิดว่าตัวเองจะเขียนอะไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แก้ไขหนังสือจดหมายของคนอื่นให้ เหมาะกับตัวเองและความต้องการของตัวเอง หรือเก็บจดหมายที่มีความคิดและทัศนคติดีๆ ของคนอื่นเอาไว้เพื่อสวมรอยเป็นของตัวเอง

ฉันจะบอกให้ว่าไม่มีเสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบ"

แปลจากต้นฉบับด้านล่างนี้

Legal suits a good reminder
Anak Malaysia
Jan 25, 07 4:11pm

I find Jeffrey's comments very sensible and down to earth. I read essentially to build up a certain amount of human capital in terms of knowledge and intelligence; not to be driven moronic by inane and irrational diatribes by people with vested interest.

Witness for example, the daily garbage and scapegoating put out by the Thai junta, the interim government there, and their lackey newspapers, particularly The Nation, on the Thaksin matter. I could just about throw up every time I read any of their ‘news’ or their so-called ‘analytical’ articles on Thaksin.

As a Malaysian, kindly do not drag us down to the Thai standard of journalism. It matters not who the journalists or bloggers are. As a member of the reading public, I value writing that respects our intelligence, not drivel by journalists with inflated egos abusing unfettered ‘freedom of speech’ to slander, defame, and libel others without knowing when to stand down when they are wrong. Please get your feet back on the ground.

Legal suits are a good way to remind us that there's still checks and balances in the system to redress any injustice and grievances by unscrupulous journalists who think they can say what they like, when they like, how they like, edit other people's letters to suit themselves and their agenda, or withhold interesting letters containing original thoughts and views for their own plagiarising later on.

No freedom without responsibility I say.

วิจารณ์ได้เจ็บ 'สุดท้ายจะมีแต่คนกรุงเทพฯกลุ่มเล็กๆ เขียนรัฐธรรมนูญ'

26 มกราคม 2550

อ้างอิงจากสำนักข่าวเอเคไอ (25 ม.ค.) มร.ไมเคิล เนลสัน อาจารย์จุฬาฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเคไอ เกี่ยวกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เหล่าเผด็จการกำลังจัดการงุบงิบทำกันเองว่า

"นอกจากกระบวนการที่กินระยะเวลายืดยาว เต็มไปด้วยขั้นตอนต่างๆ ซับซ้อนยึกยักไปมา ในการสรรหาผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายเราก็ได้กลุ่มคนเดิมๆ ที่คาดเดาเอาได้ล่วงหน้าแล้ว นั่นก็คือกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่มาจากกรุงเทพฯ ทั้งกลุ่มข้าราชการและที่มาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ "

"ผลลัพธ์คือ คุณจะได้กลุ่มคนศักดินากลุ่มเล็กๆ ที่เป็นคนกรุงเทพฯ มาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเอาคนชนบทที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศมาลงเสียงผ่านๆ ไป"

รายงานได้กล่าวคำวิจารณ์ของ มร.เนลสันต่อว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศจะไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่า อะไรบ้างที่น่าจะถูกนำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ "แม้จะมีการทำประชาวิจารย์ และการโฆษณาให้ประชาชนรับทราบถึงกระบวนการดังกล่าว แต่ก็ดูเหมือนว่า ประชาชนตัวเล็กๆ ธรรมดาๆ จะสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ในเมื่อความเข้าใจของประชาชนต่อเรื่องดังกล่าวมีขีดจำกัด"

รายงานข่าวดังกล่าวยังได้พูดถึงเรื่องที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตหน่วยข่าวกรองของไทย และเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกลุ่มทหาร ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะเป็นการทำให้รัฐธรรมนูญที่จะได้มาถูกแทรกแซงจากทหาร

อ่านรายงานข่าวดังกล่าวฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่
THAILAND: CONSTITUTION DRAFTING COMMITTEE'S HEAD IS CLOSE TO MILITARY JUNTA
สำนักข่าว adnkronosinterantional
http://www.adnki.com/index_2Level_English.php?cat=Politics&loid=8.0.380061370&par=0

สื่อนอกรายงาน'ทหารสูญเสียความนิยมในหมู่คนไทย'

ที่มา tehrantimes.com
26 มกราคม 2550

เดอะคริสเตียนไซแอนส์มอนิเตอร์ (25 ม.ค.) พาดหัวข่าวว่า "ทหารสูญเสียความนิยมในหมู่คนไทย" รายงานได้อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเผด็จการเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเซ็นเซอร์ภาพข่าวของซีเอ็นเอ็น ความพยายามที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ การเพิกถอนพาสปอร์ตการทูตและการเล่นงานสิงคโปร์เนื่องจากมีการนัดพบเป็นการส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐกับคุณทักษิณ

รายงานได้กล่าวว่าเหตุการณ์ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาที่สุด ได้แก่การจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 15 ราย ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องกับทหาร โดยก่อนหน้านี้เผด็จการได้กล่าวหาว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดคือกลุ่มอำนาจเดิม การจับกุมดังกล่าวสุดท้ายกลับลงเอยด้วยการปล่อยตัว และไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ

แรงสนับสนุนของเผด็จการแท้จริงแล้วมีจำกัดมาก คุณทักษิณยังมีผู้สนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงข้าราชการและฝ่ายความมั่นคง การได้รับความสนับสนุนจากประชาชนต่อเผด็จการได้มาจากการกล่าวหาเรื่องต่างๆ ต่อคุณทักษิณนั่นเอง

การเข้ายึดครองอำนาจโดยอ้างว่าเกิดขึ้นจากการคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่ แต่เผด็จการทหารกลับไม่สามารถที่จะหาหลักฐานที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาของตนเองได้เลย สื่อดังกล่าวยังได้สรุปด้วยว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของการเรียกร้องความถูกต้อง แต่เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า

รายงานดังกล่าวยังได้กล่าวถึงความเชื่องช้าต่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับประชาชนผู้ที่ต้องการให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบการปกครองอย่างประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด

สื่อรายงานด้วยว่าประเทศยังอยู่ภายใต้กฏอัยการศึก เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าจำเป็นที่จะต้องควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกฯ สื่อยังอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ อ.ธงชัย วินิจฉัยกุล โดยกล่าวว่า "การทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ มันกลับสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ว่าทักษิณจะแย่แค่ไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่หนทางออกที่ถูกต้อง"

ท่านสามารถอ่านรายงานดังกล่าวฉบับเต็มได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

"Generals lose popular ground with Thais"
http://www.tehrantimes.com/Description.asp?Da=1/25/2007&Cat=4&Num=002

สมาพันธ์ประชาธิปไตยส่งสัญญาณอันตรายในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550

ที่มา ประชาไท
26 มกราคม 2550

50 สมาพันธ์ประชาธิปไตยออกแถลงการณ์เตือนสัญญาณอันตรายในการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นอกจากบางประเด็นจะถอยหลังแล้วอาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรงในสังคมไทย

ทั้งนี้ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)คงตระหนักว่านาวาอากาศตรี(น.ต.) ประสงค์ สุ่นศิริ มีแนวคิดไปในทางแข็งกร้าวมากเกินไปไม่เหมาะที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้ลงมติในบ่ายวันที่ 22 มกราคม 2550 ให้ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้ที่มาจากส่วนของส.ส.ร.เท่านั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งมาจากส่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ไม่ให้มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯไปโดยอัตโนมัติ

แต่ในวันที่ 23 มกราคม 2550 คนของคมช.ได้ส่งสัญญาณให้ส.ส.ร.เปลี่ยนมติดังกล่าว หลังจาก น.ต.ประสงค์ ได้เข้าพบคนของคมช.บางคนและพลเอกเปรม ติณสูณลานนท์ ประธานองคมนตรี ส.ส.ร.จึงได้ทำการพลิกมติของที่ได้ลงไปแล้วให้ยอมรับ คนที่อยู่นอกเหนือส.ส.ร.มาเป็นประธานคณะกรรมมาธิการยกร่างฯได้ซึ่งก็หมายความว่า เปิดทางให้นายประสงค์ มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯได้ ต่อมาเป็นไปตามที่สื่อและประชาชนจำนวนมากคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า น.ต.ประสงค์ ได้มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า คมช.บงการส.ส.ร.ได้ และ แนวโน้มของรัฐธรรมนูญจะออกมาในทิศทางเผด็จการไม่ใช่ทิศทางประชาธิปไตย

ทางสมาพันธ์ประชาธิปไตยจึงยืนยันให้ใช้รัฐธรรมนูญ2540และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย
สัญญาณอันตรายในการร่างรัฐธรรมนูญ


นอกเหนือจาก การนำเสนอประเด็นที่ถอยหลังหลายประเด็นโดยบางท่านในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(หรือส.ส.ร.ชุดรัฐประหารนี้)แล้วในขณะนี้มีสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญ2550ที่กำลังจะร่างกัน จะนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรงในสังคมไทย

ส.ส.ร.ชุดรัฐประหารคงจะตระหนักเช่นเดียวกับสนช.บางท่านที่มีความเห็นว่าคุณประสงค์ สุ่นศิริมีแนวคิดไปในทางแข็งกร้าวมากเกินไปไม่เหมาะที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงได้ลงมติในบ่ายวันที่22 มกราคม 2550ให้ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้ที่มาจากส่วนของส.ส.ร.เท่านั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นคุณประสงค์ สุ่นศิริ(ซึ่งมาจากส่วนของคมช.)ไม่ให้มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯไปโดยอัตโนมัติ

แต่ในเช้าวันที่ 23 มกราคม 2550(ยังไม่ทันพ้น24ชั่วโมง) ก็มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วว่า คนของคมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ)ได้ส่งสัญญาณให้ส.ส.ร.เปลี่ยนมติดังกล่าว ภายหลังจากที่คุณประสงค์ สุ่นศิริได้เข้าพบคนของคมช.บางคน(ตามรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์)และเข้าพบท่านประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูณลานนท์

ที่ไม่น่าเชื่อเป็นอย่างยิ่งก็คือ ส.ส.ร.ชุดรัฐประหาร ได้ทำการพลิกมติของตนเองที่ได้ลงไปแล้วให้ยอมรับ คนที่อยู่นอกเหนือส.ส.ร.มาเป็นประธานคณะกรรมมาธิการยกร่างฯได้ซึ่งก็หมายความว่า กลืนน้ำลายของตนเองที่ได้ลงมติไป เปิดทางให้คุณประสงค์ สุ่นศิริมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯได้

แล้วก็เป็นไปตามที่สื่อและประชาชนจำนวนมากคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า คุณประสงค์ สุ่นศิริได้มาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับของคณะรัฐประหาร

ทั้งหมดนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า

1. คมช.บงการส.ส.ร.ได้

2. แนวโน้มของรัฐธรรมนูญจะออกมาในทิศทางเผด็จการไม่ใช่ทิศทางประชาธิปไตย

สมาพันธ์ประชาธิปไตยยังยืนยันให้ใช้รัฐธรรมนูญ2540และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

สมาพันธ์ประชาธิปไตย
25 มกราคม 2550

บทความ: เผด็จการครองเมือง สื่อทรยศประชาชน

โดย จอร์จ บางกะปิ
ที่มา 19 กันยาฯ ต้านรัฐประหาร
26 มกราคม 2550

สื่อลิ่วล้อหรือกระบอกเสียง คมช.พยายามประโคมข่าวสุรยุทธ์โต้กลับทักษิณ "ไม่มีธรรมาภิบาลจึงโดนปฏิวัติ" พอเห็นพาดหัวข่าว (มติชน) แล้วหดหู่และนึกสงสารประเทศของตัวเองขึ้นมาจับใจ ประเทศไทยกลายเป็นเผด็จการไปแล้วหรือนี่ แม้แต่สื่อที่จะฝากผีฝากไข้ก็กลายเป็นทาสรับใช้พวกยึดอำนาจอย่างเต็มตัว

จริงๆ แล้ว สื่อควรจะให้คำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้เกี่ยวกับการเข้ามายึดอำนาจของ คมช. ไม่ใช่กำปั้นทุบดิน บวก แผ่นเสียงตกร่องว่า "ทักษิณไม่ดีสักอย่าง" มันจะต้องมีอะไรลึกลงไปกว่านี้แน่นอน สื่อเองก็รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเกมแย่งชิงอำนาจในลักษณะวงจรอุบาทว์ แต่ไม่ยอมเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้

สื่อบางฉบับ พยายามจะโยงการปฏิวัติครั้งนี้ไปเทียบกับ "อิมพีชเมนต์" ของสหรัฐฯ คือการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีที่ถือว่าเป็นรูปแบบการแก้ปัญหาแบบประชาธิปไตยก้าวหน้า มันคนละเรื่องกับ "การปฏิวัติ" โดยสิ้นเชิง" เพราะอิมพีชเมนต์เป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขาใช้ต่อเนื่องกันมากว่าสองร้อยปี ส่วนการปฏิวัติของ คมช. คือการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจพร้อมกับฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งผิดกฎหมายเต็มๆ

มีคำถามมากมายว่า ทำไมไม่ปล่อยให้กระบวนการประชาธิปไตยตัดสินใจปัญหาของทักษิณ ถามตรงนี้ คมช.และสื่อรับใช้ทั้งหลายมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พวกเขาก็จะอ้างว่าทักษิณไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ และถามต่อว่า ทักษิณไม่ดีทำไมคนส่วนใหญ่จึงเลือกเข้ามาบริหารประเทศ พวกเขาก็จะอู้อี้ เอาสีข้างเข้าถูต่อไปว่า ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่รู้ไม่ทันทักษิณ พูดง่ายๆ ว่าโง่นั่นแหละ บางคนก็เลี่ยงไปว่ารัฐธรรมนูญปี 40 ไม่สมบูรณ์จึงต้องฉีกมันทิ้งแล้วเขียนใหม่

คนที่เพิ่งฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งไปหมาดๆ แสดงว่าไม่เห็นคุณค่าของสิ่งสำคัญนี้ แต่สะเออะจะเขียนขึ้นมาใหม่ มันสมเหตุผลหรือไม่ที่ผด็จการจะร่างรัฐธรรมนูญ ไปๆ มาๆ ก็โทษทักษิณ โทษประชาชน โทษรัฐธรรมนูญ แต่แปลกที่สื่อไม่เคยโทษ คมช. ทั้งๆ ที่ทำผิดอยู่ตรงหน้า บางคนในคมช. บอกว่า จำเป็นต้องปฏิวัติเพื่อล้มระบอบทักษิณ

...ระบอบทักษิณ (สื่อตั้งขึ้นเอง) ก็คือระบอบประชาธิปไตย การปฏิวัติครั้งนี้ก็คือการล้มประชาธิปไตย เพราะทักษิณเข้าสู่อำนาจด้วยกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลที่ คมช.จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ทิ้งไปด้วย เพราะรัฐธรรมนูญปี 40 รับรองสถานะของทักษิณ ถ้าไม่ฉีกทิ้ง คมช.ก็จะเป็นกบฏทันทีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ถ้าจะล้มระบอบทักษิณอย่างเดียวเพราะเห็นว่าเขาผิดร้ายแรง คมช.ก็ไม่จำเป็นจะต้องฉีกรัฐธรรมนูญ จริงไหมครับ สวมรอยเป็นนายกฯต่อไปจนครบวาระก็ได้ แต่เพราะเป็นการปฏิวัติรัฐประหารอันเป็นกลไกนอกรัฐธรรมนูญ จึงฟังไม่ขึ้นที่อ้างว่า พวกเขาเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ เพื่อสร้างธรรมาภิบาล คมช.และสุรยุทธก็ยอมรับกลายๆ ว่านี่ประชาธิปไตยของไทยแก้ปัญหาไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเว้นวรรคประชาธิปไตย

ธรรมาภิบาลโดยคณะปฏิวัติฟังแล้วทะแม่งๆ แต่ก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ย้อนยุคไปถึงสมัยปี 2475 คิดง่ายๆ ทักษิณเป็นายกฯ สองสมัยโดยพลการหรือไม่ ชนะเลือกตั้งเสร็จก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้นำประเทศใช่ไหมครับ แต่ คมช. และนายสุรยุทธ บอกว่านายคนนี้ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ มา ไม่มีธรรมาภิบาลจึงต้องปฏิวัติ พวกคุณมองข้ามช๊อต "โปรดเกล้าฯ" ไปหรือไม่ และด้วยเหตุใด

ในมุมมองของสื่อต่างประเทศ ทักษิณจึงเป็นฝ่าย "ถูกกระทำ" มากกว่าจะเป็น "ผู้กระทำ" เพราะเขาไม่ยอมรับกระบวนการนอกกฎหมายที่เรียกว่า "การปฏิวัติ" และมันก็ต่างกันสุดกู่กับ "อิมพีชเมนต์" ของอเมริกาเสียด้วย สื่อไทยจะยกย่อง คมช.อย่างไร แต่ศักดิ์ศรีของโจรปล้นอำนาจประชาชนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไหร่ แถมยังถูกนานาชาติต่อต้านทั้งโดยตรงและโดยอ้อม อีกทั้งคนไทยส่วนใหญ่ก็เฉยๆ และไม่ให้ความร่วมมือ การบริหารประเทศของคนกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงสูงมากในทุกย่างก้าว

แต่ก็น่าเสียดาย ที่โจรยึดอำนาจกลุ่มนี้ไม่แคร์กระแสรอบด้านเพราะถือว่าสื่อมวลชนยอมศิโรราบเป็นกระบอกเสียงให้อยู่แล้ว พวกเขาจึงบริหารประเทศด้วยความหยิ่งลำพองและคึกคะนองโดยใครก็ไม่สามารถจะเข้าไปตรวจสอบได้เลยว่า ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างไรและคิดเป็นมูลค่ามหาศาลเท่าใด

ประชาชนด่าแหลก ปิดรันเวย์ช่วงเที่ยวบินคับคั่ง

26 มกราคม 2550

ไม่เนียนกับแผนการสร้างภาพใส่ร้ายสนามบินสุวรรณภูมิของคนไทยด้วยกันเอง ด้วยการปิดซ่อมลู่วิ่งและแท็กซี่เวย์วบางส่วนของสนามบินสุวรรณภูมิ จนส่งผลให้เที่ยวบินเกิดการกระจุกตัว ไม่สามารถลงจอดได้ทันท่วงที ซ้ำบางเที่ยวบินต้องบินไปจอดที่อู่ตะเภา

ปิดพื้นที่ แต่วางแผนไม่รัดกุม

ข่าวจากสำนักข่าวอื่นๆ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดังนี้

"20:26 น. นายภาสกร สุระพิพิธ รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ทอท.ได้ออกใบแจ้งข้อมูลประกาศผู้ทำงานในอากาศ (โนแทม) ให้สายการบินรับทราบเมื่อเวลา 14.45 น. เพื่อให้สายการบินรับทราบว่าจะปิดพื้นที่ทางวิ่งตะวันตกบางส่วน ส่งผลให้เครื่องไม่สามารถลงจอดได้ แต่ยังสามารถทำการบินขึ้นได้ตามปกติ และได้ออกประกาศอีกครั้งในเวลา 17.00 น. และคาดว่าทางวิ่งด้านตะวันตกจะใช้งานได้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 22.00 น.เป็นต้นไป เบื้องต้นได้รับรายงานว่ามี 4 เที่ยวบินที่ต้องไปลงสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นท่าอากาศยานสำรอง โดยเป็นของการบินไทย 2 เที่ยวบิน, แอร์เอเชีย และนกแอร์ โดยทั้ง 4 เที่ยวบินมีกำหนดจะลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิระหว่าง 16.00 น.-17.00 น. โดยได้ออกจากอู่ตะเภาเพื่อกลับมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกครั้งในช่วง 18.30 น.

ด้าน เรืออากาศโทสุรพล อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารภาวะวิกฤติ บริษัทการบินไทย กล่าวว่า เที่ยวบินการบินไทย 2 เที่ยวบินที่ต้องทำการบินไปยังท่าอากาศยานอู่ตะเภา คือเที่ยวบินทีจี 621 เดินทางจากมะนิลา กำหนดถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 16.35 น. และเที่ยวบินทีจี 414 เดินทางจากสิงคโปร์ กำหนดถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 16.45 น. สาเหตุที่ต้องทำการบินไปท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อเติมน้ำมัน

ทั้งนี้การบินไทยได้รับแจ้งจาก ทอท.ว่ามีการปิดซ่อมทางวิ่งด้านตะวันตกบางส่วน ส่งผลให้ระยะทางของทางวิ่งสั้นลง จากปกติเครื่องบินต้องใช้ทางวิ่งฝั่งตะวันออกเพื่อบินลง แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวการจราจรทางอากาศในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิคับคั่งมาก ประกอบกับทั้ง 2 เที่ยวบินมีน้ำมันจำกัด จึงจำเป็นต้องขออนุญาตไปลงที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โดยทั้ง 2 เที่ยวบินได้บินกลับมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วเมื่อเวลา 18.35 น.และ18.40 น." (ที่มา พันทิป)

ความผิดของผู้บริหารสนามบิน

ประชาชนที่ได้ทราบข่าวดังกล่าวต่างก็ชี้ตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่รอบคอบในการบริหารสนามบิน โดยไม่กำหนดช่วงเวลาดำเนินการให้ดี ทั้งๆ ที่สามารถดำเนินการดังกล่าว ได้ในช่วงเวลาที่การจราจรของเครื่องบินไม่คับคั่ง ประชาชนได้ก่นด่าถึงความไม่เอาไหนดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงประเด็นดังนี้: -

"บริหารกันยังไง...จะปิดจะซ่อมอะไรไม่มีการวางแผนรองรับไว้ล่วงหน้าเลยเหรอ...กรรม!"
- คุณกระบี่ไร้พ่าย

"เครื่องบินเขามีเวลาลงที่แน่นอน คนบริหารก็ต้องรู้แล้วว่าช่วงเวลาใดที่เหมาะสมแก่การซ่อมบำรุง ขนาดรถเก็บขยะเขายังรู้เวลาที่เหมาะสมแก่การทำงานเลย คนซ่อมทางเขาก็ยังเลี่ยงเวลาที่การจราจรมันคับคั่ง เรื่องแค่นี้คิดกันไม่ออกนะ ขอร้องนะท่าน ถ้าท่านมีใจที่จะพัฒนาบ้านเมืองจริง ก็อย่างสร้างกระแสทำลายประเทศเลย มันไม่คุ้มนักหรอก"
- คุณ murdoch

"ข่าวเขาก็ชัดเจนนะครับ ว่ามีปัญหาช่วงตอนเย็นซึ่งมีการจราจรสูง แล้วผู้บริหารจัดการใช้อะไรคิดไม่ทราบ ถึงมาซ่อมในเวลานี้ อย่างนี้ เรียกว่า บริหารจัดการไม่เป็นครับ"
- คุณ Juomaru

"ตามข่าวเขาปิดซ่อมช่วงเย็นแค่ไม่กี่ชั่วโมง วันเดียวเสร็จ ไม่มีบอกว่าต้องปิดซ่อมยาวเป็นเดือนซะหน่อย ไอ้เรื่องเจาะมันก็เป็นคนละจุด เลือกเจาะจุดที่ไม่กระทบแค่นั้นเอง หรือเจาะตอนดึกก็ได้ ผมสงสัยว่าทำไมไม่ปิดซ่อมช่วงดึกๆ เวลาทำงานได้เท่าๆ กัน อย่าบอกอีกนะ ว่าค่า OT แพง ..ฮ่าๆๆๆ"
- คุณ Barai15

ประชาชนรู้ทัน ต้องการจะดิสเครดิตใครบางคน สุดท้ายทำลายชาติไทยกันเอง

ประชาชนไม่ได้เป็นหมูในอวย ปล่อยให้สื่อ หรือเผด็จการทหารหลอกได้อีกต่อไป เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีการตีข่าวต่อเนื่องติดต่อกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการล็อบบี้เพื่อย้ายไปดอนเมืองใหม่ ดังเช่นที่มีคนบางคนกล่าวว่า นั่นคือผลประโยชน์มหาศาล ความพยายามที่จะสร้างภาพร้ายๆ ให้กับสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อต้องการดิสเครดิตใครบางคน ทั้งนี้ประชาชนได้ชี้ประเด็นต่างๆ ดังนี้: -

"แผนเด็กๆ ว่ะ พรั่งเอ้ย!! ใครๆ ก็รู้ว่ามันควบคุมบอร์ดการบินไทยอยู่ แค่สั่งให้เครื่องไปลงอู่ตะเภาซัก 2 ลำ แล้วเอามาออกข่าวว่าลงสุวรรณภูมิไม่ได้ก็หลอกคนไทยได้แล้ว แน่จริงไปบอกให้สายการบินต่างชาติไปลงที่อื่นสิอาจมีปัญหาใหญ่ก็ได้ เล่นอะไรกันนี่เหมือนเด็กเล่นขายของ"
- คุณอยากเม้าส์

"แค่ต้องการดิสเครดิตผลงานทักษิณ เล่นกันเข้าปายยยยยย ชาวบ้านชาวช่อง เขาเดือดร้อน กูไม่สน"
- คุณโต้มอญ

เสียงเรียกหาประชาธิปไตยจาก'ทักษิณ'ดังขึ้นเรื่อยๆ

แปลโดยศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
26 มกราคม 2550

เสียงเรียกร้องประชาธิปไตยจากนายกฯทักษิณ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
สำนักข่าวโยมิอุริ ชิมบุน/จุนอิชิ อินาคากิ
ลิงค์ โยมิอุริ ชิมบุน
(25 ม.ค. 50)

อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย คุณทักษิณ ชินวัตร กล่าวที่โตเกียวในวันอังคารว่า เขาไม่มีแผนจะกลับคืนสู่การเมืองอีก -นัยยะคือเขาจะไม่ลงสู่สนามเลือกตั้งถ้าเขากลับประเทศไทย- แต่รัฐบาลทหาร “จะต้องคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”

คุณทักษิณฯ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามกฎหมายของการรัฐประหารที่ปราศจากการนองเลือด ในเดือนกันยายน ซึ่งปลดเขาออกจากตำแหน่งผู้นำ และยังกล่าวอีกว่า พวกเขาได้ทำการขับไล่รัฐบาลซึ่งประชาชนไทยชื่นชอบและสนับสนุน

หลังการรัฐประหาร คุณทักษิณยังไม่ได้กลับประเทศ และใช้เวลาอยู่ในประเทศต่าง ๆ หลายแห่ง

เมื่อถามถึงเรื่องรัฐประหาร เขากล่าวว่า “ผมเชื่อว่า คนที่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร จะไม่ทำสิ่งนี้ในศตวรรษที่ 21 แต่เรื่องนี้เกิดขึ้น เพราะประชาธิปไตยของไทย ยังไม่เติบโตเพียงพอ” เขายังกล่าวเสริมอีกว่า การระบุเรื่องคอรัปชั่นของรัฐบาลภายใต้การนำของเขา เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของฝ่ายทหาร เพื่อต้องการยึดอำนาจเท่านั้น

ขณะนี้ทาง คมช. คตส. กำลังสอบสวนข้อหาคอรัปชั่นของคุณทักษิณ รวมทั้งเรื่องความร่ำรวยของครอบครัวชิoวัตร อยู่

เมื่อถามถึงข้อกล่าวหา คุณทักษิณตอบว่า “ผมเชื่อในความบริสุทธิ์ของผม มันเป็นการกล่าวหาฝ่ายเดียว และไม่มีเหตุผล ถ้าคดีนี้ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาล-ที่มีมาตรฐานตามหลักสากล- ผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมได้โดยง่าย”

เขาปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะกลับสู่วงการเมืองอีก โดยกล่าวว่า “ที่ผ่านมา มันมากเกินไปสำหรับผมและครอบครัว ผมจะไม่เป็นนักการเมืองอีกแล้ว”

คุณทักษิณได้แสดงความปรารถนาว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาต้องการกลับสู่ประเทศไทยอย่างประชาชนธรรมดา เขาบอกว่า “ผมอยากทำกิจกรรมการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ยาก และสนับสนุนการศึกษาของชาติ”

หลังการรัฐประหาร เขาได้เก็บตัวเงียบมาจนกระทั่งต้นเดือนนี้ จึงเริ่มปรากฏตัวต่อสื่อต่างชาติมากขึ้น เขาตัดสินใจทำเช่นนี้ภายหลังจากมีข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิด ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ที่ทำให้มีคนตายเกิดขึ้น

“เมื่อพวกเขาชี้นิ้วมาที่ผม (ว่าเป็นผู้บงการ) ผมจะเงียบต่อไปอีกไม่ได้ พวกเขาทำกับครอบครัวผม และ ลูก ๆ ของผมมากเกินไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่…………..เจ็บปวด”

เขายังได้กล่าวเป็นห่วงเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจปรากฏตัวต่อสื่อบ่อยขึ้น “ผมรู้ว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มหมดความเชื่อถือประเทศไทย มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องพูด (กับนักการเมืองและนักธุรกิจต่างชาติ)”

เขาได้พบปะนักธุรกิจและนักการเมืองญี่ปุ่นด้วย

ทางฝ่ายสมาชิกคมช. ซึ่งประกอบไปด้วยนายพลหลายคนที่ตบเท้าออกมาก่อรัฐประหารในเดือนกันยายน มีทีท่ากังวลต่อการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณ และมีความสนใจเป็นอย่างมากว่าเขาจะกลับไทยเมื่อไร

“ถ้าผมกลับเมืองไทย ผมควรมีส่วนช่วยให้เกิดการสมานฉันท์ ผมไม่ต้องการถูกปรักปรำว่า เป็นต้นเหตุของการนองเลือด สืบเนื่องจากการเผชิญหน้าระหว่างคนไทยด้วยกัน”

เขากล่าวว่า เขายังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินทางกลับไทยเมื่อไร เพราะยังต้องต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวด้วย

Thaksin's calls for democracy growing louder
Shuichi Inagaki / Yomiuri Shimbun Staff Writer
(Jan. 25, 2007)

Ousted Thai Prime Minister Thaksin Shinawatra said Tuesday in Tokyo that he does not plan to return to politics--implying he will not seek to rally opposition if he returns home--but that the military-installed government "has to return democracy back to the people as soon as possible."

Thaksin questioned the legitimacy of the bloodless coup in September that removed him from his post and said that its leaders had overthrown "the popular government" supported by Thais.

Since the coup, Thaksin has been in exile and has been spending time in a number of countries.

Discussing the coup he said: "I believed that a decent man would not do [such a thing] in the 21st century...[But Thai democracy] was not mature enough." He added the military's claim that his administration was corrupt was just an excuse to remove him from power.

An investigation has been launched in Thailand by the National Counter Corruption Commission and the Assets Examination Committee into alleged corruption during the Thaksin administration and the suspected accumulation of wealth by the Thaksin family.

Asked about such allegations, Thaksin said: "I believe in my innocence. It's a one-sided allegation without reasons...If [the case] is brought to court--maybe by international standards--I can prove my innocence easily."

He denied there was any possibility of him returning to politics, saying: "It's been too much for me and my family...I will not be a politician."

Thaksin did, however, express his desire to eventually return to Thailand as a private citizen. "I should do some charitable activities to help the unfortunate people and to promote education," he said.

Until recently, he has remained largely silent since the coup. However, since earlier this month he has made an increasing number of appearances in the foreign media. He decided to do so following accusations that he was somehow involved in the deadly bombings in Bangkok on New Year's Eve.

"When they finger-pointed me [as responsible for the bombings], I had to leave my political silence," he said. "They do a lot of things to my family, my children, which...hurt."

He also said concerns over the Thai economy led him to decide to appear more frequently in the media. "I know many international investors started to lose confidence in Thailand...It's my duty to talk [to foreign private sectors and politicians]."

He has met several business people and politicians in Japan, he said.

Members of the Council for National Security, composed of the generals who staged the September coup are aware of Thaksin's recent moves and there is a great deal of interest as to when he will return to Thailand.

"If I go back I should be able to help unite the country. I should not be an excuse for bloodshed...[resulting from] confrontation among the Thais," Thaksin said.

He said he has not decided when to return, but that he will take into account his and his family's safety.

ทหารภาค 3 เกณฑ์ชาวบ้านมาล้างสมองต่อเนื่อง

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
25 มกราคม 2550

ได้มีพลเมืองดีแจ้งข่าวให้กับนักข่าวของเราว่า วันนี้กองทัพภาคที่ 3 ค่ายเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการจัดรถจีเอ็มซีไปเกณฑ์ชาวบ้านทุกตำบล ในเขตจังหวัดพิษณุโลก เพื่อมาฟังการอบรมเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนหลายพันคน

สายได้แจ้งว่าเนื้อหาในการอบรมนั้น เป็นความพยายามในการปฏิบัติการเชิงจิตวิทยา สร้างกระแสให้ประชาชนมีความจงเกลียดจงชัง พ.ต.ท.ทักษิณ และเชิดชูรัฐบาลเผด็จการ ในการอบรมมีการพยายามที่จะล้างสมองให้เห็นว่า พล.อ.สพรั่งเป็นฮีโร่กอบกู้บ้านเมือง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ทั้งนี้ยังมีรายงานที่ยังไม่ยืนยันด้วยว่า มีการแถมน้ำจิ้มติดปลายนวมให้กับผู้มาร่วมชุมุนมด้วย แต่ผู้เข้าร่วมชุมนุมจะต้องอยู่รับการอบรมจนเลิก

การปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นคำสั่งมาจากศูนย์กลางเผด็จการ ที่ต้องการให้ประชาชนยอมรับการทำรัฐประหาร และอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการศักดินา ทั้งนี้ยังมีรายงานการดำเนินการทำนองนี้ อีกเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น มีการเปิดวีดีโอ "ตาดูดาว เท้าติดดิน ทำสิ้นชาติ" ให้นักศึกษารักษาดินแดนชม ในขณะที่เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งวีดีโอดังกล่าวเป็นเครื่องมือล้างสมอง ให้นักศึกษาวิชาทหารมีความจงเกลียดจงชังบุคคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ

ทั้งนี้หากมีรายละเอียดเพิ่มเติมใดๆ เราจะพยายามนำเสนอแก่ท่านโดยเร็วที่สุด

เผด็จการทำความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ย่ำแย่

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
25 มกราคม 2550

ข่าวจากสำนักข่าวแชลนอลนิวส์เอเชีย (25 ม.ค.) รายงานว่า ไทยได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อสอบสวนกรณีการกล่าวหาว่ามีการดักฟังทางโทรศัพท์ โดยไม่แยแสต่อผลลัพธ์ว่าจะกระทบความสัมพันธ์ทางการทูตของประเทศทั้งสอง

สื่อดังกล่าวได้อ้างอิงคำพูดของนายสิทธิชัย โภไคยอุดม ร.ม.ต.ไอซีที ที่กล่าวว่า "ผมจะตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา โดยมีประธานจากกระทรวงไอซีทีเพื่อที่จะสอบสวนกรณีการดักฟัง"

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสิงคโปร์ได้แสดงท่าทีในทันที โดยตอบกลับรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยถึงกรณีดังกล่าว (อ่านได้ที่ "สิงคโปร์ตอก'สนธิ' ไม่มีการดักฟัง") อย่างไรก็ตาม ก็ดูเหมือนว่า นายสิทธิชัยจะไม่สนใจผลกระทบทางการทูตใดๆ เลย

ตามรายงานของสื่อ นายสิทธิชัยกล่าวอย่างเจ็บแสบและไม่มีความรับผิดชอบว่า "สิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์กล่าว ไม่ได้มีผล หรือเกี่ยวข้องกับกระทรวงไอซีที นั่นเป็นสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศต้องดูแลมากกว่า ผมไม่สนใจหรอกว่ารัฐบาลสิงคโปร์เค้าจะคิดอย่างไร"

"เขากล่าวว่าประเทศสิงคโปร์เป็นเประเทศเอกราช ประเทศไทยเองก็เป็นประเทศเอกราชมีอธิปไตยของตนเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ประเด็น"

รายงานฉบับดังกล่าวได้กล่าวต่อว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและสิงคโปร์ได้ตกต่ำลงอย่างมากนับตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ทำรัฐประหารเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากการทำตัวเข้าไปสอบสวนบริษัทเทมาเซ็ค ที่ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ประเทศสิงคโปร์ไม่พอใจอย่างมากที่ทางการไทยกล่าวหาสิงคโปร์ในเรื่องเกี่ยวกับศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการโทรคมนาคม เนื่องจากเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบโดยตรงต่อภาพพจน์ของธุรกิจทั้งระบบ

รายงานฉบับภาษาอังกฤษ

Thailand to probe eavesdropping in Singapore row
Posted: 25 January 2007 1346 hrs

BANGKOK: Thailand announced the creation of a special panel on Thursday to probe eavesdropping claims against a Singapore-owned telecom and vowed to pursue the case regardless of the diplomatic consequences.

In a spiralling diplomatic spat, military government leader General Sonthi Boonyaratglin has voiced concern that Singapore could be listening in to confidential calls after its state-linked Temasek Holdings purchased Thai telecom Shin Corp last year.

Singapore's government and Shin Corp's mobile phone company AIS have denied the allegations.

But Sitthicahi Pookaiyaudoom, the Thai minister responsible for information and communication technology, said Thursday he was setting up an investigative committee to probe the case.

"I will today authorise the creation of a special committee chaired by the ICT ministry's permanent secretary to conduct an investigation into eavesdropping," Sitthicahi told reporters.

Sittichai said the investigation would focus not only on Temasek and Shin Corp but would look broadly at possible security lapses in Thailand's telecommunication system.

Singapore has responded sharply to Sonthi's allegations, but Sittichai said he was not concerned by the potential diplomatic fallout.

"What the Singapore government said does not affect the ICT ministry. That's for the foreign ministry to deal with, and I don't care about the comments by Singapore's government," he said.

"They say Singapore is a sovereign state. Thailand is also a sovereign state. That's not an issue."

Sittichai refused to rule out the possibility that the findings could result in the government rescinding concessions granted to Shin Corp.

"We have to carefully consider whether the terms of the concession allows state to confiscate the concession and on what ground."

He said the panel would be made up of representatives of Thailand's local and international telephone operators as well as the National Telecommunication Commission, he said.

They will have 60 days to report their findings.

The Thai military government, which ousted prime minister Thaksin Shinawatra in September, has reportedly reverted to using walkie-talkies after voicing concerns over the foreign ownership of Thai telecom firms.

Ties between Thailand and Singapore have plunged since the military coup, and the army-installed government in Bangkok has opened several investigations into Temasek's controversial purchase of Shin Corp, founded by Thaksin before he entered politics.

In an indication of the tensions, Singapore accused Thailand of questioning its integrity as a global telecoms hub.

The city-state's foreign ministry said it had responded publicly to Sonthi's concerns because he "implied that Singapore could compromise Thai security".

The implications "went beyond the commercial realm," its statement added.

"It is also entirely appropriate that the Singapore government elaborate on its regulatory principles to address concerns raised about its integrity as an international telecommunications hub."

In remarks to a forum in Thailand last week, Sonthi alleged that Singapore could be spying on private conversations by the Thai military.

Relations have been further strained after an unofficial meeting between Thaksin and Singapore Deputy Prime Minister S. Jayakumar during a recent visit by the deposed premier. - AFP/so

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Thailand to probe S'pore 'eavesdropping'
http://www.todayonline.com/articles/168114.asp

วันพฤหัสบดี, มกราคม 25, 2550

วิเคราะห์นาทีต่อนาที ... ระเบิดบึ้มกรุง !!

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
25 มกราคม 2550

พบกับการวิเคราะห์เหตุการณ์การวางระเบิดระดับนักสืบคินไดอิจิ เล่าเป็นฉากๆ ถึงความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ ในกลุ่มอำนาจที่เป็นต้นเหตุ วิเคราะห์เจาะลึกทุกประเด็นนาทีต่อนาทีถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เพรียบพร้อมด้วยภาพเหตุการณ์และข่าวอ้างอิง จับตา"สื่อร้าย"คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อการสำคัญในคืนนั้น พลาดไม่ได้กับการแฉชนิดที่ผู้คนต้องตกตะลึงกับข้อมูล
ดาวโหลดการวิเคระห์เหตุการณ์การระเบิดเมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้
http://www.savefiles.net/d/pcfre4rt.html

พิเภภร้อง "ปลายมีนา ประวัติศาสตร์ต้องจารึก"

25 มกราคม 2550

พิเภภ Inter นามแฝงของบุรุษท่านหนึ่งที่โด่งดัง และโลดแล่นอยู่ในวงการการเมืองบนอินเตอร์เน็ตมานานหลายปี ได้กล่าวปริศนา รวมถึงได้ส่งสัญญาณออกมาให้กับฝ่ายต้านรัฐประหาร ไว้บนเว็บบอร์ดของประชาไทในขณะนี้ โดยมีเพื่อนประชาชน ต่างมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันมากมาย

เรื่องแรก พิเภภกล่าวขอร้องให้ทหารเกษียรอายุราชการนายหนึ่ง ที่ใครๆ ก็ทราบดีว่าหมายถึงใคร ว่าอย่ามาขยันกล่าวทวงบุญคุณประชาชน สิ่งต่างๆ ที่นายทหารนายนี้ได้กอบโกยไปมีมากมายอยู่แล้ว พร้อมทั้งตำหนิที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร และท้าทายให้ลาออกจากตำแหน่ง

พิเภภยังได้กล่าวเตือนให้ประชาชนที่ต่อต้านเผด็จการทหาร ให้ระมัดระวังความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ เข้มงวดเข้ามาทุกขณะ ในขณะที่อดีตนายกฯทักษิณ ได้เปิดโอกาสให้พวกเผด็จการเหล่านี้ดำเนินการแก้ไขตนเองมานานมากพอแล้ว แต่ถ้าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง พิเภภก็เชื่อว่าน่าจะมีการขยับครั้งใหญ่ของฝ่ายต่อต้าน

พิเภภได้เรียกร้องให้ประชาชน อย่าอดทนต่อเผด็จการ "ปลายมีนา ประวัติศาสตร์ต้องจารึก" คือกรอบเวลาที่เขาเห็นว่าสมควร และถึงเวลาแล้วที่ประชาชน จะต้องกำจัดระบอบเผด็จการ อนาธิปไตย และเรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา

พิเภภได้เรียกร้องให้ประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง เห็นแก่ประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ รักความยุติธรรม ไม่เห็นด้วยกับการกลั่นแกล้งใส่ร้ายอดีตนายกฯ และต้องการสร้างชาติให้กลับไปสู่จุดก่อนการรัฐประหาร รวมถึงเรียกร้องกลับมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 40 รวมใจพร้อมกันออกมาเดินขบวน เพื่อกำจัดบรรดาเผด็จการ ทรราชย์

กระแสของประชาชนที่จะมาทั้งจาก ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และรวมถึงภาคใต้ ทุกภาคส่วน จะสามารถเอาชนะรถถัง ปืนใหญ่ และกำจัดศัตรูที่คิดทำลายชาติได้อย่างง่ายดาย

อ่านรหัสต่างๆ ของพิเภภ พร้อมร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บประชาไท

http://www.prachatai.com/webboard/topic.php?id=3667&&page=7

วันพุธ, มกราคม 24, 2550

'กนก' 'ธีระ' และทีมเนชั่นอาจโดนแซะ ข่าวลือจากพันทิป

24 มกราคม 2550

ข่าวลือยืนยันกันหลายฝ่ายจากผู้แสดงความคิดเห็นในพันทิป โดยกล่าวตรงกันว่ารายการที่คุณธีระและคุณกนกทำอยู่ ได้รับความนิยมลดลง จนอาจมีผลทำให้รายการต้องถูกยุบ และแทนที่ด้วยคนอื่น "เรื่องเด่นเย็นนี้ช่อง 3 เรตติ้งตกวูบ ตัดสินให้ ธีระ และพิธีกรสาวออก และเอาสรยุทธ์มาแทน" เป็นหัวข้อกระทู้ที่มาของข่าวลือดังกล่าว

ในขณะที่ข่าวลือที่เกี่ยวกับคุณกนก พาดหัวกระทู้ว่า "ข่าววงในช่อง9 อสมท. กำลังประเมิณเรตติ้ง กนก ธีระ และทีมเนชั่น"

มีเพื่อนทำงานอยู่ที่ อสมท. ได้บอกว่า สปอนเซอร์กำลังประเมิณและพิจารณาว่าจะซื้อเวลาต่ออีกหรือไม่ เพราะเรตติ้งไม่สู้ดี มีคนโทรมาต่อว่าเยอะ รวมถึง sms ที่ไม่อนุญาตให้แสดงบนจอทีวี และรวมถึงผังรายการใหม่รอบดึก ตอนห้าทุ่มทั้งห้ารายการที่มีคนชมน้อยมากๆ นี่เป็นผลของการเข้ามาแบบไม่ถูกต้องและอ่านวิเคราะข่าวแบบไร้จรรยาบรรณ
- คุณ tigertic

คุณกนก และคุณธีระ รวมถึงบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยทำงานกับทีมข่าวเนชั่น ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากทางด้านความเอียงของการนำเสนอข่าว รวมถึงการขาดจรรยาบรรณของสื่อที่ดี ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองต้องวุ่นวายเช่นนี้

"ยินดีมาก วันหลังจะได้ดูช่อง 3 บ้าง หลังจากไม่ได้ดูมาร่วมครึ่งปี" คือเสียงหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นหลังจากได้ทราบข่าวลือว่า อาจจะมีการปรับเปลี่ยนดังกล่าว ทั้งนี้มีประชาชนได้แสดงความคิดเห็นมายังกระทู้ดังกล่าว ดังที่เราจะคัดมาให้อ่านดังนี้: -

"ช่อง 9 พลาดตั้งแต่เหมาสัปทานข่าวให้เครือเนชั่นแล้ว"

"จากผอ.แสงชัย มาผอ.มิ่งขวัญ กลับเข้ามาวังวนแดนสนทยาอีกแล้ว"

"จริงหรือเปล่า ถ้าออกไปได้ยิ่งดี ไปช่องไหน ช่องนั้นมัวหมองหมด เกลียดพวกชอบแขวะคนอื่น พวกนักข่าว Nation ไม่เป็นกลาง พวกทำลายชาติ สร้างความแตกแยก ยังเหลือ กนก อีกคน"

"ถ้ามัน(คุณธีระ)ออกไป จะได้ดูรายการนี้บ้าง ไม่งั้นพอจบละคร ต้องเปลี่ยนช่องหนีทุกที ไม่อยากเห็นหน้ามัน"

"ไม่ได้ดู ข่าวเที่ยง และเย็นของช่อง 3 มานานหลายเดือนแล้วเหมือนกัน ฝากบอกผู้บริหารช่อง 3 ถ้าอยากได้คนดูเพิ่ม 1 คนช่วยเปลี่ยนผู้ประกาศข่าวช่วงเย็น ครับ"

เก็บตกเรื่องขำๆ: ช่องทีวีสำหรับ คมช.

ช่องทีวีสำหรับ คมช. ใช้อักษร ค. (ควาย) แสดงสัญลักษณ์

05.00-05.30 รายการธรรมเทศนาเพื่อ คมช. อักษรย่อ ค.13 (ควายอายุ 13 ปี ขึ้นไปและควรมีผู้ใหญ่ชี้แนะ)

05.35-06.00 รายการกินที่ดินอย่างพอเพียง วันนี้ตอน "เขายายเที่ยงพอเพียงหรือพอใจ" อักษรย่อ คท.(ควายทั่วไปดูได้ทุกเพศทุกวัย)

06.00-08.00 รายการข่าวคมช.เช้านี้ รับฟังข้อกล่าวหาอดีตนายกฯ วิเคราะห์สถานการณ์ อาวุธ เพื่อนในระแวกใกล้เคียง รับฟังความเห็นประชาชน โดยทีมงาน ผู้จัดการ เนชั่น อักษร ฉค.(เฉพาะควาย)

08.00-09.00 รายการกระเทยแก่ถึงผู้หญิง พบกับ 4 หนุ่ม สนธิ ชลิต สพรั่ง อนุพงศ์ อักษรย่อ ฉก.(เฉพาะเกย์)

09.00-11.00 รายการเที่ยวพม่ารายวัน ศึกษาระบบการปกครองแบบเผด็จการ การกักตัวอองซานซูจี การปิดกั้นสื่อ

11.00-13.00 ข่าวเผด็จการภาคเที่ยง รวมคำประกาศ คมช. อวดภาพรถถังรุ่นใหม่ โจมตีสิงคโปร์ และข่าวเพื่อนบ้านพม่า อินไซด์

13.00-14.00 รายการสีม่วงบันเทิงสด รายการบันเทิงแห่งชาวเกย์ แนะนำสถานที่พัฒนพงษ์ พัทยา

14.00-15.00 รายการ เซียนคาราโอเกะเพลงปลุกใจ ทหาร

15.00-16.30 การ์ตูน รถถังเจ้าพายุ เฮลิคอปเตอร์เจ้าพยัคฆ์ อักษร คด.(ควายเด็ก)

16.35-17.00 รายการวิเคราะห์ตลาดหุ้นพม่าและไทย วิเคราะห์ดัชนีการซื้อขายอาวุธรายวัน

17.30-18.00 รายการ ชมโจรใต้วันละคำ อักษรย่อ คงง. (ควายโง่โง่)

18.00-20.00 ข่าวเผด็จการภาคค่ำ เป็นการรายงานข่าวภาคเที่ยงอีกครั้ง ตามคอนเซ็ปโปรดฟังอีกครั้ง และมีร้องทุกข์ทหาร อีกแล้วครับเจ้านายยย ใช่ครับท่าน ดีครับผม

20.00-22.00 ละครแรงฤทธิ์ริษยา อิจฉาทักษิณ

22.00-22.10 รายการปืนกูรู รวมเทคนิคยิงปืนโดย พิศนุ

22.10-23.30 รายการแฟน คมช.พันธ์แท้

23.30-24.30 รายการ แฉทักษิณยามดึก

24.30-02.00 รายการไดเร็กเซลล์อาวุธ พระเจ้าจอรช์ ปืนนี่ ยิงดีจริงๆเลย อะฮ้า......

(ที่มา: mthai)

ไทยเงียบฉี่ ทักษิณสัมภาษณ์สื่อยุ่น

24 มกราคม 2550

หนังสือพิมพ์ทูเดย์ออนไลน์ (24 ม.ค.) พาดหัวข่าว "ไทยเงียบ ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อญี่ปุ่น" โจมตีท่าทีของไทยที่ปฏิบัติตัวไม่สง่างาม ทำตนเป็นเพื่อนบ้านที่ก้าวร้าว โดยเนื้อข่าวเล่าว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพิ่งเสร็จจากการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวชั้นนำของญี่ปุ่น ได้แก่ อาซาฮี ชิมบุน และสำนักข่าวเกียวโด หลังจากเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้านี้ได้ให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น และวอลล์สตรีทเจอร์นอล โดยผู้สังเกตการณ์ต่างก็จับตาท่าทีของไทย ว่าทางการไทยจะออกมายึกยักประท้วงประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับที่เคยประท้วงประเทศสิงคโปร์หรือไม่ หลังจากที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นทำการสัมภาษณ์คุณทักษิณ รวมถึงมีการพบปะกันเป็นการส่วนตัวกับรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยได้เลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ กับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งห่างไกลเหลือเกินกับท่าทีที่ได้ทำกับทางการของสิงคโปร์ นักวิเคราะห์ได้ให้ข้อมูลในเชิงเยาะเย้ยเพิ่มเติมว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศผู้บริจาคของไทยอันดับต้นๆ รวมถึงมีสัดส่วนในการลงทุนในประเทศไทยเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์

รายงานฉบับดังกล่าวยังได้บอกด้วยว่า สื่อไทยก็ทำตัวนิ่งเงียบเช่นเดียวกัน โดยไม่มีการรายงานใดๆ เกี่ยวกับการที่ คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่น

ทั้งนี้สามารถอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ "Thais mum as Thaksin talks to Japanese media"

ข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมของรอยร้าวที่สุวรรณภูมิ

ที่มา พันทิป
23 มกราคม 2550

"คุณหนูเอง" ข้าราชการกระทรวงแห่งหนึ่ง ออกโรงอธิบายอีกครั้งหลังจากคราวที่แล้วได้เปิดโปง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด อย่างแจ่มแจ้งชนิดหาคนค้านไม่ได้ มาครั้งนี้พยายามชี้แจงและยกหลักฐานต่างๆ เชิงวิศวกรรมมากล่าวอธิบายถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับพื้นแท๊กซี่เวย์ (ช่องทางเดินของเครื่องบินเพื่อไปยังรันเวย์) และรันเวย์ (ช่องทางขึ้นลงของเครื่องบิน)

คุณหนูเองได้ทำการยกบทวิเคราะห์ชิ้นแรก ซึ่งมาจากคณะผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท)มีรายละเอียดดังนี้: -

รายงานคณะผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท)

คณะผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้รับการติดต่อให้เข้าสำรวจสถานที่ที่เกิดรอยแตก (cracks)และร่องล้อ (Rutting) ที่ผิวทาง Taxi Way โดยมีข้อสรุปเบื้องต้น ดังนี้

(1) น้ำที่พบในวัสดุชั้น Asphaltic Concrete Base Course และ ผิวบนของ Cement Treated Base เกิดจากน้ำซึมจากด้านล่าง ถ้าการควบคุมระดับน้ำและเกณฑ์การออกแบบโครงสร้างผิวทาง ไม่สอดคลัองกัน ในกรณีนี้ น้ำอาจซึมผ่านชั้น Cement Treated Base ขึ้นมาจนถึงชั้น Asphaltic Concrete Surface ได้

(2) วัสดุ Asphaltic Concrete ถ้าชุ่มน้ำเป็นเวลานาน อาจสูญเสียกำลังได้

(3) ตามเกณฑ์ปฎิบัติทั่วไป ต้องควบคุมระดับน้ำไม่ให้ขึ้นสูงถึงด้านล่างของโครงสร้างผิวทาง (Pavement Structure) คือ ชั้น Cement Treated Base ในกรณี Taxi Way.

(4) คณะผู้เชี่ยวชาญ แนะนำมาตรการเฉพาะหน้า ดังนี้

ก. ควบคุมระดับน้ำไว้ ตามการออกแบบระบบระบายน้ำในสนามบิน

ข. ตรวจวัดระดับน้ำในพื้นที่ปูลาดพื้นผิว (Paved Area) ด้วยอุปกรณ์ เช่น บ่อสังเกตุระดับน้ำ (Observation Well) หรือ เครื่องวัดแรงดันน้ำ (Piezometer)

ค. ตรวจสอบกำลังรับน้ำหนักซ้ำซ้อน (Repeated Loading) จากล้อเครื่องบินต่อโครงสร้างผิวทาง ในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน

แนวทางการแก้ไขอย่างถาวร

ต้องควบคุมการใช้งาน (operation) และระดับน้ำอย่างเคร่งครัดตามหลักวิชาการ การเพิ่มของระดับน้ำใต้สนามบิน จะที่ทำให้วัสดุที่ใช้ คือ Asphaltic Concrete สูญเสียกำลังไป เมื่อต้องรับน้ำหนักตามที่ออกแบบไว้ จึงเกิดการแตกร้าว ณ ตำแหน่งต่างๆ

ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เกิดขึ้นได้เสมอ

"Taxi way crack ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เกิดเพราะช่วงน้ำท่วมใหญ่ เจ้าหน้าที่ บทม. ไม่กล้าปล่อยน้ำออก กลัวชาวบ้านเดือดร้อน น้ำเลยขังเป็นเวลานาน ความดันน้ำรอบนอก ดันน้ำใต้สนามบิน ซึมไปเจอแอสฟัลท์ ทำให้เสียกำลัง เลยแตกร้าว"

"คิดง่ายๆ เหมือนเรากดขันน้ำเปล่าๆ ให้จมลงไปในอ่างน้ำ (ดูรูป) น้ำด้านนอกขันสูงกว่า ก็จะเกิดเป็นแรงดันน้ำที่ก้นขัน ถ้าขันมีรูเล็กๆ ที่ก้น ก็จะเกิดแรงดันน้ำเป็นน้ำพุภายในขัน คิดเหมือน Taxi Way และ Run Way เหมือนพื้นที่ในขัน และน้ำที่สูงรอบๆ คือ ระดับน้ำที่เกิดจากน้ำท่วมในขณะนั้น" "ความจริง Runway ก็อาจจะมีปัญหาเดียวกัน เพียงแต่ โครงสร้างผิวทางของ Runway จะแข็งแกร่งกว่า และดินใต้ Runway ได้รับการอัดแน่นมาก น้ำจึงยังซึมไม่ถึงส่วนที่เป็น Asphalt Concrete Base Course"

ซ่อมง่าย เรื่องทางวิศวกรรมไม่ควรนำเป็นการเมือง

คุณหนูเองได้อธิบายกรณีนี้ว่า "ซ่อมง่ายนิดเดียว ที่เมืองนอก crack ที่ Runway ก็เกิดบ่อย และมีวิธีการซ่อมที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ลองเข้าไป Google สิคะ แล้วใส่ Cracked Runway เข้าไป จะเห็นตัวอย่างมากมายของ runway ที่ crack คะ"(Results 1 - 10 of about 485,000)

"อย่านำ เรื่องทางเทคนิค มาเป็น issue ทางการเมืองเลยคะ คมช. ควรปล่อยให้วิศวกรของสนามบิน จัดการเรื่องนี้ไปคะ"

'ทักษิณ' ให้สัมภาษณ์อาซาฮีชิมบุน

Thaksin: Thailand's credibility at stake
01/23/2007
Link http://www.asahi.com/english/Herald-asahi/TKY200701230122.html

BY ATSUSHI YAMADA, THE ASAHI SHIMBUN

Thaksin Shinawatra, ousted as Thailand's prime minister in a military coup last September, said Monday it is essential for Thailand to regain international trust by showing it is a proper democracy.

"The respect of the rule of law and the justice system (by international society)" is at stake, he said. "What international society worries about is that if the government under a coup d'etat abolishes the Constitution, the rule of law will not be observed."

Thaksin told The Asahi Shimbun in an interview in Tokyo that he hoped he will not have to live in exile much longer. He said he could play a "useful" role in restoring unity and international trust in Thailand.

Thaksin, who has been living in Beijing and London since September, said the bloodless coup had damaged his country's standing with the international community and that Thais, along with foreign investors, would not tolerate a military regime over the long term.

"I am waiting for the situation to go back to normal, because I want to urge the military government to restore unity to the Thai people," he said.

"I think I can be useful for the country. I can tell my supporters, 'OK, it's time that we should unite.'

"Thailand is still a good place to work and make money. This is what I would tell the investors, foreign governments and the private sector," he said.

The coup occurred while Thaksin was visiting New York. He has not been allowed to return.

Since he arrived in Japan last Friday, Thaksin has been looking up acquaintances in Japanese political and business circles.

While he has refrained from making political statements, Thaksin said he felt compelled to make it clear that he was in no way involved in a terrorist bombing in Bangkok on New Year's Eve.

Thaksin said the September coup was notable in that it resulted in a populist leader being toppled from power.

This, he said, highly damaged the country's credibility in the international community.

"Thais have enjoyed democracy and never want to be under a dictatorship or a non-democratic government," he said. "But they can be patient and tolerate such things to some extent, but not for too long."

If the military junta postpones holding general elections, public and foreign investors will likely shy away from Thailand, he warned.

Thaksin likened the military leaders to bureaucrats, saying they do not have the mind-set to catch up with intensifying global competition.

Thaksin said he would seek assurances that he will be safe if he is allowed to return. He insisted that he has no intention of going back into domestic politics.

He added that he is willing to let younger members of his Thai Rak Thai Party lead the country.(IHT/Asahi: January 23,2007)

หมายเหตุ คุณจิ๋ม นางเลิ้ง ได้กรุณาแปลข่าวเดียวกันนี้ แต่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุนภาคภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีเนื้อหาบางส่วนเพิ่มเติม แตกต่างกันบ้างดังนี้

"เมื่อกลับประเทศ จะให้ความร่วมมือเพื่อความสมานฉันท์"
"อดีตนายกฯของไทย กล่าวถึงรัฐบาลปัจจุบัน"

23 มค.2007 14.17น.

อดีตนายกฯทักษิณผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่งด้วยการปฏิวัติของทหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ให้สัมภาษณ์เดี่ยวกับหนังสือพิมพ์อาซาฮีที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 22 นี้

อดีตนายกฯกล่าว "สิ่งที่ประเทศชาติต้องสูญเสียไป เพราะการปฏิวัติครั้งนี้คือความเชื่อมั่น" และยังย้ำด้วยว่า สังคมนานาชาติไม่ยอมรับรัฐบาลที่นำโดยทหาร

"หากได้รับคำยืนยันเรื่องความปลอดภัย ก็จะกลับประเทศไทย และจะให้ความร่วมมือในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ขัดแย้งกันอยู่ และจะให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากนานาประเทศด้วย" อดีตนายกฯพูดถึงความตั้งใจที่จะกลับประเทศ

อดีตนายกฯถูกปฏิวัติในระหว่างเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ยังกลับประเทศไม่ได้นี้ ก็ปักหลักอยู่ที่ปักกิ่งและลอนดอน ปัจจุบันได้เดินทางมาเยือนประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 18 ด้วยเหตุผลเพื่อการท่องเที่ยว โดยได้มีการพบปะกับนักการเมืองและนักธุรกิจที่คุ้นเคย

หลังการปฏิวัติได้ระมัดระวังที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองไประยะหนึ่ง เหตุที่มาพบกับสื่อมวลชมมากขึ้นนั้น อดีตนายกฯบอกว่า "ปลายปีที่แล้วมีเหตุวินาศกรรมเกิดขึ้น และมีการกล่าวอ้างว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงคิดว่าน่าจะมีการชี้แจงถึงความคิดของผมต่อโลกภายนอกบ้าง"

หลังจากการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 1932 ประเทศไทยก็มีการปฏิวัติอย่างต่อเนื่องมาอีกหลายครั้ง อดีตนายกฯย้ำว่า ไม่มีครั้งใดที่ทำความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของสังคมโลกเท่าครั้งนี้

"รัฐบาลทหารคงได้รับการยอมรับอย่างมากไม่เกิน 1 ปี ไม่เพียงแต่ประชาชนที่ต้องถูกกดดัน จนรู้สึกไร้อิสระเสรีเท่านั้น สังคมโลก โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ความอดทนจะมีขีดจำกัด ประเทศไทยจะปรับตัวไม่ทันกับลักษณะของสังคมในยุคศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว" อดีตนายกฯชี้ว่า ประเทศไทยควรรีบมีรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

เกี่ยวกับการกลับประเทศ ทักษิณกล่าวว่า "ยังไม่ได้มีการหารือกันอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยเรื่องนี้กับลูกน้องเก่าที่มีตำแหน่งในรัฐบาลนี้บ้าง"

เกี่ยวกับการกลับเข้าสู่การเมือง เขาปฏิเสธชัดเจน "ผมจะเลิกเล่นการเมือง ผมไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองอีกแล้ว"

"ถ้าได้กลับประเทศ จะขอถวายบังคมเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นลำดับแรก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ท่านด้วย จากนั้นก็จะทุ่มเทในกิจกรรมที่เป็นสาธารณกุศลทางศาสนาพุทธต่อไป"

เมื่อถามถึงการใช้อิทธิพลทางการเมือง ทักษิณให้คำตอบที่น่าสนใจ เนื่องจากเขาได้รับความนิยมอย่างมากจากคนยากคนจนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายพัฒนาหมู่บ้านต่างๆ อาทิ โอท็อป เป็นต้น "ผมจะเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนผม ให้ความร่วมมือกับการสมานฉันท์ กรุณาอย่าผลักให้ผมเข้าสู่มุมห้อง"

เกี่ยวกับคำสัญญาของรัฐบาลปัจจุบันที่จะให้มีการเลือกตั้งภายใน 1 ปีนั้น ทักษิณกล่าวว่า "หากมีการเลือกตั้ง คิดว่าพรรคไทยรักไทยน่าจะได้รับชัยชนะ" เขายังได้เอ่ยถึงบุคคลที่จะเป็นผู้นำพรรคในอนาคตด้วย เช่น จาตุรนต์ พงษ์เทพ และสุดารัตน์

สำหรับสาเหตุที่รัฐบาลที่ได้รับเสียงสนับสนุนมากมายจากสภาต้องถูกปฎิวัตินั้น ทักษิณกล่าวว่า "เราทำการเปลี่ยนแปลงเร็วไป แม้ว่าเราจะให้ความสำคัญกับเสียงของคนยากคนจน และพยายามพัฒนาเศรษฐกิจให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่เราก็ทำเร็วเกินไป จึงถูกต่อต้าน"

วันอังคาร, มกราคม 23, 2550

สัญญาณจากเผด็จการ 'ไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้'

โดย ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
23 มกราคม 2559

อ้างอิงจากข่าวหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ประจำวันอังคารที่ 23 มกราคม 2550 หน้า 3 คอลัมน์ยิ่งเกายิ่งคัน ของ ดอกเตอร์ทอง ชื่อเรื่อง สัญญาณไม่ค่อยดี

สรุปเนื้อหาแจ้ง "ข่าวสำคัญ" ที่บอกถึงกลิ่นและสัญญาณไม่สู้ดีของการเมืองไทย กรณีที่ทาง กกต.ออกมาให้ข่าวว่า "งบประมาณจำนวนประมาณ 7 พันล้านบาทสำหรับตระเตรียมจัดการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีขึ้นนั้น ทาง คมช.ได้แนะนำมายังรัฐบาลให้ตัดงบดังกล่าวทิ้งไป เนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะมีการเลือกตั้งได้เร็วเพียงนั้น"

ข่าวดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแล้วว่า เผด็จการทหารชุดนี้ ตั้งใจที่จะอยู่ยาวข้ามปี ประชาชนท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลสำทับข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมดังนี้

"ถ้าไปดูที่ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 หน้า ๖๒ มาตราที่ ๒๖ จะพบว่า มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายสำหรับ กกต. ไว้แค่ 1,735 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะใช่ "งบฯจัดการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ" ซึ่งต้องใช้เงินมากกว่านั้นมาก

เมื่อลองเปรียบเทียบดูกับ งบฯของ กกต. ในปี 2547 "ซึ่งมีแต่การเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นฯ" ได้ตั้งงบฯไว้เพียง 981 ล้านบาท และ งบฯของ กกต. ในปี 2548 "ซึ่งมีการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ" ได้ตั้งงบฯไว้ถึง 3,326 ล้านบาท จะพบว่าสิ่งนี้เป็นการยืนยันข้อมูลดังกล่าวอย่างชัดเจน"

ผู้สังเกตการณ์การเมืองท่านหนึ่งได้กล่าววิเคราะห์จังหวะการเดินเกมของเผด็กจารเอาไว้ว่า "เป็นไปไม่ได้ที่ คมช จะปล่อยให้มีการเลือกตั้งในขณะที่ฐานเสียงพรรค ทรท. ยังแน่นอยู่ และยังไม่ได้ยุบพรรค ทรท. แต่เรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้นำกบฏ เชื่อไอ้สนธิลิ้มสนิทใจในเรื่องข้อกล่าวหาต่างๆ จึงเชื่อว่าจะเล่นงานนายกฯ และพรรค ทรท. ได้ภายในหกเดือน ตอนนี้พวกมันคงกลุ้มใจชิบหายเลย อยากรู้จริงๆ ว่ามันจะพูดอะไรกับไอ้กะทิลิ้มบ้าง และที่อยากเห็นที่สุดคืออยากเห็นพวกทหารคิดบัญชีไอ้เจ๊กกบฏโทษฐานที่หลอกให้ทหารร่วมกันก่อกบฏ ต้องเอาชีวิตมาทิ้งรอคอยรับโทษจากประชาชน"

ในขณะที่ประชาชนได้กล่าวถึงกระแสของชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นว่า กระแสความนิยมคุณทักษิณยังไม่ได้เสื่อมลงเลย "ท้องถิ่นที่ผมมาอยู่(จ.เชียงราย ) ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ขาย ส่งเสียงเดียวกันเลยครับว่าอยากให้ทักษิณกลับมา และหากมีการเลือกตั้งใหม่ก็จะเลือกทักษิณอีก แต่สิ่งที่ไม่น่ายินดีเลยคือ ประชาชนในต่างจังหวัดพากันเข้าใจว่าคนกรุงเทพฯไม่ชอบทักษิณ ผมก็ได้แต่อธิบายว่าเป็นเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ ที่ถูกเป่าหูโดยไอ้สนธิลิ้ม ส่วนทหารก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติซะทั้งหมด เวลาผมเจอใครที่เข้าใจว่าอย่างนั้น ก็ต้องอธิบายอยู่ทุกคราไป เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านเข้าใจผิด"

สิงคโปร์ตอก'สนธิ' ไม่มีการดักฟัง

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
23 มกราคม 2550

สำนักข่าวสเตรทไทม์ (23 ม.ค.)- สิงคโปร์ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำพูดของ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ที่กล่าวว่าการพูดโทรศัพท์ในประเทศไทย อาจจะถูกดังฟังได้ในสิงคโปร์

"เราไม่ทราบว่า สิ่งที่พล.อ.สนธิ กล่าวนั้น จริงๆ แล้วมันหมายถึงอะไร" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวตอบผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้

"โทรศัพท์ภายในประเทศไม่ได้เดินสายผ่านมาสิงคโปร์ มันไม่เมคเซ๊นส์ที่สายภายในประเทศจะต้องผ่านประเทศอื่น ไม่ว่าจะมองในแง่ทางธุรกิจ หรือแง่ทางเทคนิค"

"การทำอย่างนั้น ยิ่งจะไปเพิ่มความคับคั่งในการสื่อสาร เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร และลดคุณภาพไปโดยใช่เหตุ"

ทั้งนี้ พล.อ.สนธิ ได้กล่าวต่อที่ประชุมแห่งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัทโทรคมนาคมที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ อาจจะสร้างปัญหาความมั่นคงให้กับประเทศได้

เขากล่าวว่า "กองทัพของเรากำลังประสบปัญหานี้"

"เมื่อใดที่เรายกหูโทรศัพท์ขึ้นมา สายนั้นจะวิ่งตรงเข้าสู่สิงคโปร์ทันที ไม่ว่าเราจะคุยเรื่องใดๆ ที่เป็นความลับหรือเรื่องทางการอะไร สัญญาณดังกล่าวจะวิ่งไปสิงคโปร์"

ยังไม่แน่ชัดว่าสิ่งที่เขากล่าวนั้นหมายถึงอะไร รวมถึงไม่แน่ใจด้วยว่าสิ่งที่เขาพรรณานั้น เขาจงใจพูดถึงอะไร

อย่างไรก็ตาม หนึ่งวันถัดมา ผู้นำของไทยได้กล่าวเตือนบริษัทโทรคมนาคมต่างๆ ว่าใบอนุญาตอาจถูกยกเลิก ถ้าเขาถูกจับได้ว่ามีการดักฟัง

คำพูดดังกล่าวเป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงบริษัทโทรคมนาคมสองแห่งในไทย ซึ่งเทมาเซคได้ครองถือหุ้นอยู่

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัท ได้แก่ เอไอเอส และชินแซตเทิลไลต์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น

เมื่อวานนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ได้กล่าวย้ำว่า การปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด เป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพและรักษาจรรยาบรรณ ในภารประกอบกิจการโทรคมนาคมในประเทศ

"ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางทางด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศ สิงคโปร์ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ในการดำเนินการทางโทรคมนาคมอย่างเคร่งครัดและอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างปัจจัยต่อความปลอดภัยของการสื่อสารทั้งที่วิ่งตรงมายังสิงคโปร์ และวิ่งผ่านออกไป"

"ในยุคที่เศรษฐกิจเกิดจากการโลกาภิวัฒน์และอิงกับปริมาณการสื่อสารอย่างมหาศาล ประเทศหลายๆ ประเทศได้เปิดเสรีทางโทรคมนาคม รวมถึงการอนุญาตให้บริษัทชาติต่างๆ ทั่วโลก เข้ามาประกอบกิจการอย่างเสรีเต็มที่"

"ระบบการให้ใบอนุญาตที่ดี รวมถึงกฏระเบียบต่างๆ ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้ในการปกป้องระบบในประเทศเจ้าบ้าน จะสามารถขจัดความกังวลต่างๆ ในเรื่องความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

"เรามีความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยเองจะสามารถสร้างสิ่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน"

ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านข่าวฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งคัดลอกจากหนังสือพิมพ์ The Straits Times ฉบับวันอังคารที่ 23 มกราคม 2550 โดยคุณ 'secret' ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_29hhm6vg

อ่านเพลินๆ : "ข่าวสั้นๆ เช้าวันนี้"

โดย Klass
ที่มา พันทิป
23 มกราคม 2550

ข่าวสั้นๆ เช้าวันนี้
08.00น. 23/01/50

การประชุมคมช. ในเช้าวันนี้ มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการหารือถึงคดีลอบวางระเบิด 9 จุดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะสมาชิก คมช. จะรายงานความคืบหน้าการสืบปากคำผู้ต้องสงสัยต่อที่ประชุม คมช.

ขณะเดียวกันก็จะมีการหารือถึงการตั้งคณะทำงาน ติดตามความคืบหน้าของคดี ควบคู่ขนานกับการทำงานของตำรวจ ภายหลัง คมช.

หลายคนออกมาแสดงท่าทีไม่ไว้วางใจของตำรวจ เพราะเกรงว่าจะมีการจับแพะ จนประธาน คมช.ต้องออกมาคาดโทษผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าจะต้องรับผิดชอบถ้ามีการจับแพะจริง


เก้าอี้ ผบ.ตร. ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การไม่เข้ารายงานตัวในคืน 19 กันยา 49 จนถึงการใส่เกียร์ว่าง และเรื่องแพะ ล้วนเกี่ยวข้องกับ ผบ.ตร. โดยตรง สังคมรับรู้กันมาตลอดว่าจะมีการเด้ง ผบ.ตร. นับตั้งแต่มีการปฏิวัติ จนถึงนาทีนี้ ข่าวการเด้ง ผบ.ตร. ก็ยังมีแลบๆ แพลมๆ ออกมาตลอดเวลา รวมทั้งการยุการไล่ส่งจากคอลัมนิสต์บางคน หลายๆ คน และนักจัดรายการลิ้นกระดาษทรายน้ำลายแล็คเกอร์อีกหลายคน

ให้สงสัยนักว่า อำนาจอยู่ในมือ คมช. เต็มๆ ทำไมไม่เด้งไปให้รู้แล้วรู้รอด มันก็เป็นเรื่องฟามลับฟามแล้บนั่นแหละ แต่ละคนนั่งทับอะไรๆไว้มาก (เซ็นเซอร์)

ทีนี้เรื่องระเบิด ถามว่า

1. ทำไมใส่เกียร์ว่าง?

ตอบว่า ข้างหน้ามีตอใหญ่ขวางทางจราจรอยู่ เดินหน้าไม่ได้ การใส่เกียร์ว่างนั้น เพื่อเตรียมถอย แล้วค่อยเบี่ยงหลบตอนั้น

2. ถามว่า ตอนั้นสำคัญไฉน?

ตอบว่า ตอนั้น สำคัญเท่ากับความเป็นความตายของตัว ทั้งครอบครัวลูกน้องบริวารทั้งหมดทั้งสิ้น

3. ถามว่า ถ้าเบี่ยงหลบตอนั้น จะพ้นผิดหรือ?

ตอบว่า ความผิดอันเนื่องมาจากการเบี่ยงหลบตอนั้น ย่อมเบาบางกว่าการเดินหน้าชนตอ

4. ถามว่า ตอนั้น จะขยับเขยื้อนออกนอกทางจราจรได้หรือ?

ตอบว่า ตอนั้น ทั้งใหญ่โต หนาหนัก เกินกว่ากำลังของลูกน้องทั้งกรมจะชักลากไหว

5. ถามว่าเหตุใด ตอนั้น จึงได้โผล่ขึ้นมาขวางทางจราจรเช่นนี้

ตอบว่า ตอนั้น มิได้เดินทางมาด้วยตนเอง แต่เป็นการเซ็ทอัพ

6. ถามว่า เมื่อเบี่ยงหลบพ้นตอไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น

ตอบว่า เมื่อหลบพ้นตอไปแล้ว เท่ากับว่าพ้นทางจราจร นั่นหมายถึง ทำงานไม่สำเร็จ ต้องถูกเด้ง

7. ถามว่า ทำไม คอมอชอ ต้องตั้งกรรมการร่วมสอบระเบิด

ตอบว่า กลัวจับถูกคน

8. ถามว่า คอมอชอ บอกว่ากลัว ตอรอ จับแพะมิใช่หรือ ทำไม ตอรอ บอกว่า กลัวจับถูกคน?

ตอบว่า ข้างหลังตอใหญ่นั่นแหละ มีหลักฐานเชื่อมโยงเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งนั้น และการออกข่าวในครั้งนี้ คอมอชอ ก็เกรงว่า ตอรอ จะจับจริง จับถูกคน

9. ถามว่า กรรมการร่วมจาก คอมอชอ จะมาทำอะไร

ตอบว่า คงจะมาดูว่า พวกของตัวอยู่ในข่ายต้องสงสัยหรือไม่ จะได้หาทางป้องกันช่วยเหลือ

10.ถามว่า ผบ.ตร.จะทำอย่างไร ในเมื่อจับตัวจริงก็ไม่ได้ จับแพะก็ไม่ได้ สภาทนายควายก็ตั้งท่าทางแข็งขัน เตรียมช่วยเหลืออุ้มชูผู้ต้องหาแพะ

ตอบว่า ผบ.ตร. ก็ล้มเหลว ไม่มีผลงาน ต้องถูกเด้งอยู่ดี เพราะ ผบ.ตร. คือเป้าหมายหลักในการเด้งตั้งแต่แรกแล้ว

บทสัมภาษณ์'ทักษิณ'กับซีเอ็นเอ็น ฉบับเต็ม

22 มกราคม 2550

ต่อเนื่องจากข่าว "-'แป๊ะลิ้ม'ดึงเบื้องสูง คนไทยแค้น!-" บัดนี้ซีเอ็นเอ็น ได้ทำการโพสต์บทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้ให้ไว้กับสำนักข่าวดังกล่าวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา (22 ม.ค.)โดยสามารถเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้

http://edition.cnn.com/2007/WORLD/asiapcf/01/22/talkasia.thaksin.script/index.html

หรือสามารถดูฉบับเต็มพร้อมคำแปลโดยคุณ เอื้องอัยราวัณ (23 ม.ค.) ได้ที่ลิงค์นี้

http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_28gh27s5&revision=_published


ทั้งนี้เมื่อตัดบทสัมภาษณ์ส่วนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องการดึงเบื้องสูงลงมา โดยกล่าวตู่ เพื่อสร้างความแตกแยก กล่าวร้าย เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของนายสนธิเอง จะมีเนื้อหาดังนี้

BLOCK B

DR: I'm with the former Thai Prime Minster Thaksin Shinawatra. We've been talking about your calls for unity in Thailand. What do you think is going to happen in Thailand now?

TS: Well I have confidence in benevolence of His Majesty the King and the spirit of forgiveness of the Thai culture and the people. And I really want to see the amnesty for, to the all Thais, all Thais, that's in the past, the transgression might happen in imagine or in real. So it's time to reconcile and this may happen soon. If this happens it's means that okay we forgive each others. Things come back to normal and if I were to be able to go back to Thailand, my fervent desire is to bring unity to the country. I'm not going to go back to make, to create problems. I want to go back to bring back the unity to the Thais.

DR: But will you go back to go back into politics?

TS: No, no.

แปลความได้ดังนี้

การสัมภาษณ์ช่วงบี

แดน: ขณะนี้ผมอยู่กับอดีตนายกฯของไทย คุณทักษิณ ชินวัตร: เราได้คุยเกี่ยวกับการเรียกร้องของคุณ ในความเป็นหนึ่งเดียวสมานฉันท์ในประเทศไทย คุณคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นในไทยในขณะนี้ต่อไป?

ทักษิณ: ผมเชื่อมั่นต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการให้อภัยต่อกันและกันที่อยู่ในวัฒนธรรมไทยและในคนไทย ผมต้องการอย่างยิ่งที่จะเห็นการให้อภัยกันและกันในระหว่างหมู่คนไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อกันจริงๆ หรือจะเกิดขึ้นเป็นมโนกรรม ดังนั้นมันจึงถึงเวลาแล้วที่จะสมานฉันท์ และมันน่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ หมายความว่า โอเค เราอภัยกันและกันนะ สิ่งต่างๆ จะกลับมาสู่ภาวะปรกติ และถ้าผมมีโอกาสกลับประเทศไทย ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของผมคือการนำความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาสู่ประเทศ ผมจะไม่กลับไป เพื่อไปสร้างปัญหา ผมต้องการกลับไปเพื่อนำความสมานฉันท์กลับไปสู่คนไทย

แดน: แต่..แล้วคุณจะกลับไปสู่การเมืองอีกหรือไม่?

ทักษิณ: ไม่ ไม่

วันจันทร์, มกราคม 22, 2550

'ทักษิณ'บอกสื่อญี่ปุ่น ไม่อยากเป็นนายกฯอีก

แปลโดย คุณจิ๋ม นางเลิ้ง
ที่มา หนังสือพิมพ์นิชินิปปอน
22 มกราคม 2550


หนังสือพิมพ์นิชินิปปอน ฉบับวันที่ 22 ม.ค. 2007 ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีใจความดังนี้: -

"ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว"
รัฐบาลชั่วคราวมีทีท่าผ่อนปรน

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกให้ออกจากตำแหน่งจากการปฏิวัติที่ประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์นิชินิปปอน ณ สถานที่พัก ในกรุงโตเกียว

"ผมเป็นนายกรัฐมนตรีมา 6 ปีแล้ว ผมพอแล้ว.."
"อยากให้คนรุ่นใหม่มารับหน้าที่นี้"
"ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว"

เป็นคำยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แกนนำของรัฐบาลชั่วคราวได้ประสานมายังครอบครัวว่าอยากหารือเรื่องการกลับประเทศของตนในเร็วๆนี้

สาเหตุที่รัฐบาลชั่วคราวมีท่าทีผ่อนปรน น่าจะมาจากการเข้าพบของผู้แทนรัฐบาลสหรัฐที่แจ้งว่าอยากเห็นการเลือกตั้งภายใน 4 เดือนข้างหน้า และการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาคมโลกที่มีมากขึ้น รวมถึงกระแสต่อต้านในวงการระหว่างประเทศถึงการกระทำของรัฐบาลไทยที่ยกเลิกการเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ จากเหตุที่อดีตนายกฯทักษิณ พบปะกับรองนายกฯสิงคโปร์

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการที่ตำรวจเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับกองทัพในคดีลอบวางระเบิดเมื่อปลายปีที่แล้ว ทักษิณกล่าวว่า "เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ก็มีความพยายามจะสังหารผมโดยการระเบิดรถยนต์ ผมได้รับแจ้งว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนในกองทัพ" การกล่าวเช่นนี้คงเพื่อยืนยันว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับการลอบวางระเบิดดังกล่าว

"ก่อนการปฏิวัติ อย่างน้อยมีการวางแผนจะสังหารผมถึง 3 ครั้ง"

"ผมไม่อยากให้การกลับประเทศของผม ก่อให้เกิดการปะทะกันจนประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ ผมจะไม่กลับประเทศจนกว่าสถานการณ์จะสงบเรียบร้อย" ทักษิณกล่าวในที่สุด

หมายเหตุผู้แปล
1. เป็นการแปลแบบเอาใจความ ที่อาจไม่ถูกต้องตามคำศัพท์ร้อยเปอร์เซนต์
2. เข้าใจว่าในฉบับที่เป็นหนังสือพิมพ์ คงมีเนื้อหามากกว่านี้
3. ยังไม่พบข่าวอื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของคุณทักษิณ อาจเป็นไปได้ว่า เป็นข่าวที่ไม่ได้ใส่ไว้ในเว็บ

ที่มาภาพ (AP Photo/Nishinippon Shimbun, Akiko Kato)

กลอนโดย "โชติ วงษ์ชน"

ระบอบเปรม

เปรมา ธิปไตย ผู้ยิ่งใหญ่ ก็คือเปรม

หักหลัง เล่นนอกเกม อิ่มเอมนัก ศักดินา

มาเฟีย คุมซ่องส่วย เปิดบ่อนหวย รวยยาบ้า

ลุกลาม ดั่งหญ้าคา ชาวประชา น้ำตาริน

ค.ม.ช. คนมันชั่ว เกลียดและกลัว คุณทักษิณ

บิดเบือนข่าว ว่าโกงกิน ใช้เล่ห์ลิ้น ปลิ้นหลอกเอา

ประชา ธิปไตย ผู้เป็นใหญ่ ใช่พวกเขา

ฟางแห้ง แห่งผองเรา ร่วมกันเผา ระบอบเปรม

โชติ วงษ์ชน
๒๑ มกราคม ๒๕๕๐

กลุ่มไม่สร้างสรรค์ ทำบอลจุฬา-ธรรมศาสตร์ "ถ่อยและลามก"

22 มกราคม 2550

ด่ากันระงมทั้งอินเตอร์เน็ต เมื่อขบวนล้อการเมืองในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์ – จุฬาฯ ครั้งที่ 63 (20 มกราคม 2550) นำภาพซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประกอบด้วยคำที่ลามก เท็จ และไม่เหมาะสมกับสถานที่ สร้างความเสื่อมเสียให้กับชนกลุ่มใหญ่และสถาบันฯ

การกระทำดังกล่าว เชื่อว่าเกิดขึ้นโดยคนกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่ง ที่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง โดยใช้สถาบันการศึกษา รวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่ยังเยาว์วัย ง่ายต่อการชักจูง และใช้ในการเป็นเครื่องมือ


ประชาชนต่างก็แสดงความคิดเห็นในเชิงตำหนิต่อการกระทำดังกล่าว โดยย้ำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันโดยรวม แต่กล่าวตำหนิต่อคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และอาจทำไปด้วยความคึกคะนอง ทั้งนี้เราได้นำความคิดเห็นของประชาชนบางส่วนที่ต้องการเสนอแนะ และตำหนิด้วยความห่วงใย มาแสดงดังนี้: -

"ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือการแสดงออกของผู้ที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชน คำๆ นี้มันเป็นคำที่หยาบคายสุดๆ เลยนะ แล้วคุณยังเอาตราสัญลักษณ์ของประเทศเพื่อนบ้านมาล้อเลียนอีก ลองนึกดูบ้างสิ ถ้ามีใครเอาตาสัญลักษณ์ของประเทศเรา/ตราสัญลักษณ์ของสถาบันคุณมาล้อเลียนบ้าง หรือสร้างคำผวนที่หยาบคายดูถูกสถาบันคุณ คุณจะรับได้ไหม"
- คุณ sound of water

"คิดดูนะถ้าสิงคโปร์เค้าเอาตราครุฑไปทำเป็นตัวตลกมั่งคุณว่าจะเป็นยังไงครับ ?"
- คุณ STEP-PANDA

"อย่าโทษสถาบันเลยครับ มีคนในสถาบันจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับคนพวกนี้ แต่คนพวกนี้ส่วนหนึ่งเป็นแค่อาจารย์บางคนที่ควบคุมการทำดังกล่าว อย่าเอาชื่อมหาลัยไปแอบอ้างเลย ยอมรับว่าทำอย่างนี้ เสื่อมเสีย ครับ"
- คุณ Block Block Block

"สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล ในฝูงหงษ์บางครั้งก็มีกาดำหลงอยู่ฉันใด ในกลุ่มแกะขาวๆ ก็มีพวกแกะดำหลงอยู่ฉันนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล ประเภทฝนตกขี้หมูไหลคนจัญไรมาพบกัน อย่าเหมารวมทั้งสถาบัน"
- คุณ PlantsMania

"ในฐานะรุ่นพี่ ขอแสดงความเสียใจต่อสถาบัน อยากให้น้องๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง และรู้จักกลั่นกรองมากกว่านี้"
- คุณ กะต่อ

"ถ้าเรามีน้อง มีหลาน แล้วเห็นน้องเห็นหลานเราไปด่าคนอื่น หยาบๆ คายๆ เราคงเตือนน้องเราหลานเรา เพราะหวังดีต่อเขา คงไม่ได้เตือนเพราะห่วงคนที่โดนด่า คนที่โดนด่าอย่างหยาบคาย คงไม่ได้เลวลงเพราะคำด่า แต่คนด่าเองจะถูกมองว่าขาดการอบรม ด้อยการศึกษา"
- คุณ มือใหม่DSM

"เศร้าครับ สถาบันที่ผมเคยเรียนทำใมมันช่างถ่อยลงได้ขนาดนี้ สีชมพูไม่เหลือความภาคภูมิใจแล้ว"
- คุณ firefoxC4

ที่มา : พันทิป

สมาพันธ์ประชาธิปไตย ประเมิน 4 เดือนหลังรัฐประหาร ดีขึ้นหรือเลวลง?

ที่มา ประชาไท
22 มกราคม 2550

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย
สี่เดือนภายใต้คณะรัฐประหาร ประเทศไทยดีขึ้นหรือเลวลง?
(ตีพิมพ์ครั้งแรกในประชาไท เมื่อ 20 มกราคม 2550)


คณะรัฐประหารซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้บริหารประเทศภายใต้ปากกระบอกปืนหรือกฎอัยการศึกมาครบสี่เดือนแล้ว ควรมาพิจารณากันดูว่าคมช.ได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติบ้านเมืองบ้างโดยขอแบ่งออกเป็นห้าด้านด้วยกัน

1.ด้านเศรษฐกิจ
ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสภาวการณ์ของตลาดหุ้น ในวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เพียงวันเดียว ดัชนีตกต่ำกว่า 140 จุดหรือกว่า 20% มูลค่าการตลาดหายไปทันทีกว่าแปดแสนล้านบาท จากการใช้นโยบายผิดพลาดในเรื่องกักเงินทุน 30% อย่างไม่มีการจำแนกเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินแข็งเกินจริง ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายได้เสนอให้ลดดอกเบี้ยลงเพื่อลดแรงจูงใจเงินตราต่างประเทศที่จะมาหากำไรและเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่คณะรัฐประหารก็ไม่รับฟัง

การผันผวนอย่างรุนแรงในดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันเดียวกันดังกล่าวยังมีข้อกล่าวหาว่า มีกลุ่มบุคคลที่รู้ทิศทางล่วงหน้าได้ประโยชน์นับหมื่นล้าน

นอกจากนี้การแก้กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ทำให้บริษัทต่างชาติที่ประกอบกิจการในประเทศไทยมาหลายสิบปีอีกหลายพันบริษัทต้องเดือดร้อน และกำลังพิจารณาเพื่อถอนการลงทุนออกไป ส่วนบริษัทใหม่ที่จะนำเงินมาลงทุนก็รอไว้โดยไม่มีกำหนด

ความไว้วางใจทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีต่อไทยเลวร้ายลงเป็นลำดับ

ประชาชนที่ได้รับภัยน้ำท่วม จากการกระทำของรัฐบาลที่ผันน้ำไปท่วมชาวไร่ชาวนาเพื่อป้องกันกรุงเทพฯมาเป็นเวลาหลายเดือน ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือตามสมควรและกำลังประสบกับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส

เกษตรกรชาวไร่ชาวนาจำนวนไม่น้อย กำลังจะเดินทางมาชุมนุมใน กทม.เพราะความยากจน แต่ทาง คมช.กลับไปสกัดกั้นการชุนนุมเรียกร้องของพวกเขา

2.ด้านการเมือง
คณะรัฐประหารยังไม่ได้ยกเลิกกฎอัยการศึกตามที่ประกาศต่อสาธารณชนคงถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังข่มขู่บังคับสื่อทุกชนิดไม่ให้ทำข่าวเรื่องของคุณทักษิณ ชินวัตร เพียงเพื่อต่อสู้กับคนคนเดียวคณะรัฐประหารถึงกับต้องนำเอาสิทธิเสรีภาพของสื่อซึ่งถือเป็นลมหายใจของระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเครื่องบูชายัญเลยทีเดียว

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)และสภาร่างรัฐธรรมนูญล้วนเป็นสภาภายใต้ปากกระบอกปืนไม่ใช่เป็นตัวแทนของประชาชน

สถานการณ์ในสามจังหวัดภาคใต้แทนที่จะดีขึ้นกลับเลวร้ายยิ่งขึ้นทุกที

3.ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แม้ประเทศสิงคโปร์จะต้อนรับคุณทักษิณ ชินวัตร แต่การตอบโต้อย่างรุนแรงเกินเหตุอาจเป็นการสร้างศัตรู ทำให้สิงคโปร์ถอนการลงทุนจากไทย และอาจให้คนงานไทยในสิงคโปร์นับแสนคนที่ส่งเงินกลับบ้านปีละหลายหมื่นล้านบาทกลับไทย ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดย่อมเป็นประชาชนที่ยากจน

เพียงเพื่อปิดช่องทางของคุณทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียวคณะรัฐประหารถึงกับเอาผลประโยชน์ของประเทศไปสังเวย หากคุณทักษิณ ชินวัตรไปพบเพื่อนเก่าที่ดำรงตำแหน่งในประเทศอื่นๆ ประเทศไทยมิต้องไปทะเลาะกับทุกประเทศทั่วโลกหรือ

แม้ในการประชุมอาเซียนเองก็เริ่มมีกฎบัตรอาเซียนที่ได้เตรียมร่างกันไว้ ระบุชัดว่าอาเซียนรังเกียจรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ท่านไม่รู้สึกขายหน้าเขาบ้างหรือไร

4.ด้านสังคม
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยอมรับต่อสาธารณชนว่าที่ดินบนเขายายเที่ยงต้องเสีย ภบท.ทุกปีและตนก็ไม่ได้บุกเบิกที่ดังกล่าวก่อนหน้าที่ทางราชการจะประกาศเป็นป่าสงวนหรือป่าเสื่อมโทรมซึ่งเท่ากันยอมรับโดยปริยายว่าตนไม่มีสิทธิครอบครองที่ดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ท่านจะเรียกร้องให้ประชาชนไทยทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร

พลเอกสนธิ บุณยรัตกลินจดทะเบียนสมรสซ้อนซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าได้ทำผิดกฎหมาย แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนว่าเป็นเรื่องส่วนตัว สำหรับบุคคลสาธารณะแล้วการประพฤติปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างไม่ดีจะถือเป็นเรื่องส่วนตัวไม่กระทบส่วนรวมย่อมไม่ได้ และในกรณีที่ผิดกฎหมายด้วยแล้ว ควรจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็น “นิติรัฐ”

5.ทางด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ต้องถือว่าเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะพลเอกสุรยุทธ์แถลงสาธารณะว่ารู้เรื่องระเบิดในคืนส่งท้ายปีเก่าก่อนหน้าเกิดเหตุกว่าสัปดาห์แต่ไม่อาจจะป้องกันได้ และแม้จะยกเลิกงานเคานต์ดาวน์แล้ว ก็ยังมีระเบิดอีกสองลูกที่สี่แยกราชดำริแสดงให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของคณะรัฐประหารในการดูแลสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยสิ้นเชิง

สรุปแล้วสถานการณ์ในประเทศไทยเสื่อมทรุดเกือบทุกด้าน อันเนื่องมาจากการบริหารของ คมช. สมาพันธ์ประชาธิปไตยยังยืนยันให้ คมช.ยกเลิกกฎอัยการศึกในทันที คืนอำนาจอธิปไตยที่ปล้นไปจากประชาชนโดยพลัน จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศโดยใช้ กกต.ชุดปัจจุบัน แล้วให้รัฐสภาชุดใหม่เป็นผู้ประสานงานให้ประชาชนร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะได้สืบเนื่องต่อไปไม่ถอยหลังเข้าคลองดังที่เป็นมาและจะเป็นไป

อนึ่งในปี 2550 นี้จะครบวาระ 15 ปีเหตุการณ์พฤษภา35 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังของประชาชนทั้งประเทศต่อสู้กับเผด็จการ รสช. ดังนั้นสมาพันธ์ประชาธิปไตยจะเป็นผู้ประสานงานเชื่อมโยงองค์กรต่างๆ ที่ต่อต้านเผด็จการและรักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงมาประชุมปรึกษาหารือกันเพื่อจัดงานรำลึกและสืบทอดเจตนารมณ์ในการต่อต้านเผด็จการและสร้างสานประชาธิปไตยโดยจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สมาพันธ์ประชาธิปไตย
20 มกราคม 2550

บทความทวีวุฒิ: เวลาหย่ากัน “ฝ่ายที่ได้เพื่อนไปมากที่สุด ชนะ”

โดย ทวีวุฒิ จุลวัจนะ
ที่มา ทันคนทันข่าว
22 มกราคม 2550

คงจะไม่มีอะไรเหมือนการ “หย่ากัน” ของคนไทยอีกแล้ว ระหว่างฝ่ายรักทักษิณ และฝ่ายรักใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทักษิณ เอาเป็นว่าเหมือน “ลูกหม้อ” สนธิ ลิ้มทองกุลบอกผมไว้ ครึ่งประเทศเข้าข้างทักษิณ อีกครึ่งเข้าข้างใครก็ได้ ที่ไม่ใช่ทักษิณ ลงเป็นอย่างนี้ ใครจะออกมาชนะล่ะ ก็อย่างที่ฝรั่งเขาว่ากันมาตั้งแต่โบราณ ในการหย่ากัน “ใครได้เพื่อนไปมากที่สุดชนะ” แล้วงานนี้ ในการหย่ากันของคนไทย ใครได้เพื่อนไปมากที่สุดล่ะ

ในประเทศไทย มองผิวเผินแล้วก็ ครึ่ง ครึ่ง อย่างลูกหม้อสนธิ ลิ้มทองกุลบอกไว้ แต่นั่นมันตอนหย่ากันตอนแรกๆ มาวันนี้ ภายในไทย การแย่งเพื่อน มันกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างสองปรัชญาใหญ่ คือ “จริยธรรม และ เศรษฐกิจ” อย่างที่โพลออกมาบอก คณะปฏิวัติ ได้คะแนนไปเต็มๆ เรื่อง ความ “ดี” แต่ “สอบตก” เรื่อง เศรษฐกิจ มันก็ขึ้นอยู่กับคนทั่วๆ ไปแล้ว ที่จะเลือกอะไร ระหว่าง “ความดีของคณะปฏิวัติ หรือ มือเซียนด้านเศรษฐกิจ คือทักษิณ” แต่ตรงนี้ ตรงเศรษฐกิจ ก็ต้องแบ่งเป็นส่วนๆ และ “ตีค่ายเล็กนี้ให้ได้มากที่สุด” คือถึงเศรษฐกิจไม่ดี แล้วใครก็ตามที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองแทนทรท ก็คงทำให้ดีเท่าทรททำไม่ได้ เพียงแต่ว่า เอฟทีเอ นั้น หลายอุตสาหกรรมกลัวกันเช่นก่อสร้าง คือถ้าให้เลือก เอาเศรษฐกิจไม่ดีไปสักห้าปี ก็ยังดีกว่ามีคู่แข่งฝรั่ง แต่ในมุมกลับ ก็มีคนได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ คือตรงเศรษฐกิจนี้ “อีรุงตุงนังไปหมด”

แล้วเรื่องระเบิดกรุงเทพฯอีก ที่ไปๆ มาๆ ชักจะไม่ใช่กลุ่มอำนาจเก่าเสียแล้ว แต่กลายเป็นพลพรรคที่ลอบสังหารทักษิณ เรียกว่าตอกหน้า โพลเลยที่ออกมาบอกว่า คนส่วนมากเชื่อว่าอำนาจเก่าอยู่เบื้องหลัง แล้วการปิดกั้นสื่ออีก เรียกว่าแทบทุกวันที่ผ่านไป คนที่รักอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทักษิณ เลยหันมารักคณะปฏิวัติ ชักจะลังเล ไม่มีอะไรให้รักมากนักอีกแล้ว มาตอนนี้ มันก็ขึ้นอยู่กับทรทและทักษิณเท่านั้น ที่จะทำให้คนกำลังลังเลพวกนี้ “หันกลับมารักทรทและทักษิณอีกที” และขึ้นอยู่กับปชป. และพันธมิตร ที่จะทำให้คนพวกนี้ เกลียดทรท.และทักษิณต่อไป แล้วแย่งคนกำลังลังเลไปให้ได้

ฟังดูแล้วมันก็ค่อนข้างยากนะ สำหรับทักษิณและทรท. ถ้ามองกันภายในประเทศ ที่จะมาแย่งคน “ลังเล” มาให้รักทรท.และทักษิณ เพราะพวกนี้ กำลัง “รุมยำ”ทรท.อย่างต่อเนื่อง คงไม่ต้องบอกว่าทำกันแรงขนาดไหน คือกล้าปลุกกระแสเกลียดคนสิงคโปร์ขึ้นมาเล่นกัน จนความปลอดภัยนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ในไทย หดหาย ด้วยเรื่อง เอไอเอส ดักฟังและทำลายความมั่นคงไทย ลงกล้าปลุกกระแส “รักชาติ” เพื่อ “ฝัง” ทักษิณขนาดนี้ พูดง่ายๆ “คนลังเลคงจะลืมเรื่องปากท้องไปนาน” แล้วการถูกกล่าวหาว่าโกงกินอีก กระสุนพวกนี้ “อยู่ในปืนของคณะปฏิวัติทั้งสิ้น” รับรองได้ “คณะปฏิวัติ เลือกที่จะปล่อยออกมาในจังหวะที่ ทำความเสียหายได้มากที่สุดแน่นอน”

แต่ภายในประเทศ ถึงมันจะดูไม่ดีนัก แต่ “ระเบิดปรมณู”ลูกใหญ่ในมือ ทรท.และทักษิณ ก็มี ปัญหามันคือ ระเบิดแบบนี้มันสร้างความเสียหายได้มากมายนัก และมันมีลูกเดียว ระเบิดนั่นก็คือการกลับไทยของทักษิณ “ไม่ต้องพูดเป็นร้อยคันหลอกครับ ทักษิณกลับมาแท็กซี่เป็นพันเป็นหมื่นจะไปรับ” นี่ก็ส่วนเล็กๆเหลือเกิน ทั่วไทย สมาชิกพรรคทรทสิบกว่าล้าน รับรองได้ “รวมกลุ่มกันเร็วแน่นอนหลังจากหมดหวังกันมานาน” แต่รับรองได้ ทักษิณจะเลือก “ไม่ปลุกอะไรขึ้นมามาก” เรียกว่าตอนนี้ ทุกฝ่าย “มองเกมอีกฝ่ายออก และเลือกที่จะไม่วางหมากกันใหม่เพื่อเอาชนะกันในประเทศ” เรียกว่าต่อสู้กัน “ในสมองและอากาศเป็นส่วนใหญ่” ตอนนี้เดินกันแค่ “ทหารตัวเล็กๆ” ไม่กระทบกระดานมากมายนัก เรียกว่าตอนนี้ ถึงคนไทยจะหย่ากันเป็นสองกลุ่ม แต่พวก “นางเอกพระเอกผู้ร้ายตัวอิจฉา” กำลังนั่งกิน “หูฉลามสมานฉันท์กัน” เพราะหนังเรื่องที่แล้วจบลงไปแล้ว ถึงเวลาสร้างหนังใหม่กันอีกที มีแต่ปชป.ดาวค้างอารมณ์บทเก่า ที่กลับไม่ได้บทในหนังเรื่องใหม่ ที่ยังอาระวาดไปทั่ว

แต่ต่างประเทศสิ สมรภูมินี้ เป็นของทักษิณแบบเบ็ดเสร็จ นี่รอยเตอร์ก็ออกข่าวไปทั่วโลกแล้ว ว่าแหล่งข่าวในคณะตรวจสอบทักษิณเองของคณะปฏิวัติ บอกว่าคำกล่าวหาต่อทักษิณ “จริงๆ แล้วมีแต่น้ำไม่มีเนื้อหรือความจริงเลย เป็นการตีความเสียส่วนมาก” ต่อด้วยการจ้างลอบบี้ยิสต์ระดับโลก มาสร้างภาพพจน์ และเส้นสาย ต่อด้วยการ “ทำลายเครดิตตัวเองของคณะปฏิวัติ ด้วยการปิดกั้นสื่อ” รับรองได้ ภายในปีเดียว ทักษิณกลายเป็น “ออง ซาน ซูจี” แล้วคณะปฏิวัติกลายเป็น “ระดับพม่า” และนี่ก็เป็นสาเหตุของสมุด “ปกดำ” ของปชป. ที่จะร่อนไปทั่วโลก ถึงการโกงกินของทักษิณ ปัญหามันคือ “ฝรั่งไม่โง่เหมือนคนไทย” เห็นชื่อปชป. “ก็รู้แล้วว่าเพื่อการเมือง” รับรองได้ ในการสวนกระแสโลกแบบนี้ “ปชป.เสียรังวัดเพียบ” และจะถูกหาว่า “เข้าข้าง” คณะปฏิวัติ มันสุดจะง่ายเลย ที่ทรท.และทักษิณ จะเพียงเอาประวัติจุดยืนของปชป มาตีแผ่ให้ฝรั่งเห็น แล้วอีกกี่มาตรการของคณะปฏิวัติ ที่ทำให้ฝรั่งนั้น “กลัวและตีตัวออกห่างกันไปหมด”

เรียกว่าการหย่าของคนไทยหนนี้ “เพื่อนสนิทแตกเป็นสองฝ่าย เพื่อนฝรั่งเลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว”

กวาดจับคนสนามหลวงเพียงเพื่อเอาหน้าคู่สมรสคณะรัฐมนตรี

โดย อิสรชน ฅนเดินทาง
ที่มา ประชาไท
22 มกราคม 2550


ประชาไทเว็บบอร์ด (21 ม.ค.)- วันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ท้องสนามหลวงมีงานใหญ่ เกณฑ์หน่วยงานราชการทุกกระทรวงทบวงกรม จัดงานให้คู่สมรสคณะรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ ทุ่มเงินเพื่อละลายไปกับงานนี้หลายล้านบาทเพียงเพื่อจัดงานวันเดียวจริง ๆ ?? ยิ่งกว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียอีก แถมมีประเด็นสมอ้างเพื่อเทิดพระเกียรติ???

ประเด็นนี่ยังไม่ค่อยติดใจเท่าที่ สองสามวันก่อนจัดงาน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(กรมประชาสงเคราะห์เดิม) ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มี นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการ มี นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป มีนายเอนก นาคะบุตร เป็นเลขานุการและที่ปรึกษา ที่ใครต่อใครก็มองว่าน่าจะเกิดมิติใหม่ในการทำงานของกระทรวงนี้ ???

แต่ที่ไหนได้ การดำเนินการกลับยิ่งกว่ายุคที่ นายวัฒนา เมืองสุข เป็นรัฐมนตรี เสียอีก ก่อนหน้าวันเสาร์ สองสามวัน มีการลงมากวาดจับคนไร้บ้านที่ท้องสนามหลวง จับแยกครอบครัวพ่อแม่ลูกออกจากกัน โดยการจับคนไร้บ้าน เพศชายที่เป็นพ่อ ไปกักตัวไว้ที่ สถานสงเคาระห์คนไร้ที่พึ่ง นนทบุรี แต่ ปล่อยให้ คนไร้บ้านเพศหญิงและลูกวัยเพียง ปีเศษ อยู่ที่สนามหลวงต่อ ?? ไม่แน่ใจว่า เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ พนักงานของรัฐที่ออกทำงานดังกล่าวหัวใจทำด้วยอะไร ??

การกวาดจับที่มีพฤติกรรมไล่จับเยี่ยงการล่าสัตว์ใช้คำพูดและกิริยาราวกับคนที่ท้องสนมหลวงไม่ใช่คน ?? ทั้งที่มีการแสดงตัวแสดงบัตรรับรองว่า กำลังจะพาไปทำบัตรประชาชน และพาไปทำงานและอยู่อย่างมีหลักแหล่ง ก็ไม่ได้รับการสนใจ กลับแสดงกิริยาหยบาบต่ำยิ่งกว่าเดิม รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงรู้หรือไม่ ?? นายกรัฐมนตรี ที่ ว่าใจบุญมีธรรมะ ทำอะไรอยู่ ??

งานจัดใหญ่โต แต่ กวาดล้างคนไร้บ้านเพียงเพื่อต้องการความสะอาดตา การปฏิบัติเยี่ยงนี้มันเป็นการเลือกปฏิบัติ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ในฐานะที่ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กรสาธารณประโยชน์) รับผิดชอบดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาคนไร้บ้านด้อยโอกาสในพื้นที่สนามหลวง ขอประนามการจัดงาน การเตรียมการจัดงานดังกล่าวอย่างรุนแรง แม้ว่า วัตถุประสงค์ของการจัดงานดังกล่าวขจะกล่าวอ้างสถาบันฯในการจัดงานก็ตาม แต่วิธีการเตรียมการ เตรียมงานที่ ไม่ถูกต้องไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ พนักงานของรัฐที่ ลงมากวาดจับคนไร้บ้าน และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมนั้น เป็นคนละเรื่องกัน ขอเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเอาผิดผู้กระทำการดังกล่าวด้วย

รายงานการเดินขบวนต้านรัฐประหาร กลุ่ม19กันยาฯ

ศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ
22 มกราคม 2550

เกาะติดการเดินขบวนต้านรัฐประหาร (21 ม.ค.) โดยช่างภาพของศูนย์ข่าวชาวบ้านบางไซ ได้ส่งภาพเข้ามายังศูนย์ดังนี้










วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2550

'แป๊ะลิ้ม'ดึงเบื้องสูง คนไทยแค้น!

21 มกราคม 2550

สนธิ ลิ้มทองกุล จาบจ้วง หลังจากนำคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อสถานีข่าวซีเอ็นเอ็นมาบิดเบือน โดยกล่าวไว้ว่า

"วานนี้ (20 ม.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ กล่าวในรายการพิเศษ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ชี้แจงและตอบโต้การให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นแบบคำต่อคำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการกล่าวพาดพิงและจาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้ภาษาอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น แปลได้ว่า อยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่คนไทยรักและนับถือ อยากให้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เปรียบเหมือนให้พระองค์ช่วยทำหน้าที่ปิดฉากเรื่องราวในอดีตเพื่อความสมานฉันท์ และเชื่อในนิสัยของคนไทยและวัฒนธรรมของคนไทยที่มักจะให้อภัยเสมอ ซึ่งจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าวยอมรับว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครชั่วและเลวทรามเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือบังอาจมาก

“การที่พูดอย่างนี้กำลังส่อปฏิกิริยาบางอย่าง ส่อความหมายบางอย่างให้ต่างชาติเข้าใจว่าพระเจ้าอยู่หัวมีส่วนเกี่ยวข้องการไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกนอกประเทศ การพูดเช่นนี้เหมือนกับการขอพระราชทานอภัยโทษ เหมือนกับว่าหากพระเจ้าอยู่หัวลืมเรื่องเก่าๆ เรื่องก็จะจบ แล้วมาเริ่มต้นใหม่ด้วยการสมานฉันท์ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเห็นใครซึ่งเลวทรามเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ เลวมาก เลวจริงๆ” นายสนธิกล่าว"

ที่มา Manager Online

ในขณะที่ข้อเท็จจริง ภาษาอังกฤษส่วนดังกล่าว อ้างอิงจากสำนักข่าวรอยเตอร์ มีใจความดังนี้

"I have confidence in benevolence of His Majesty the King and the spirit of forgiveness of the Thai culture and the people," Thaksin said in an interview with CNN broadcast yesterday.

"I really want to see the amnesty for ... all Thais ... It's time to reconcile and this may happen soon," he said in English without elaboration.

ที่มา Reuters (นักข่าวรอยเตอร์ผู้ที่เขียนข่าวนี้, นพพร วงศ์อนันต์, ก็พยายามที่จะสร้างประเด็นที่ไม่บังควร ด้วยการพาดหัวข่าวให้เข้าใจผิดพลาด )

ส่วนภาษาไทย หนังสือพิมพ์มติชนได้แปลความได้อย่างถูกต้องเหมาะสมดังนี้

คุณเรียกร้องให้มีความสามัคคีปรองดองในไทย คุณคิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในไทยขณะนี้ (คำถามที่ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถาม)

ผมมีความเชื่อมั่นต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจิตวิญญาณที่รู้จักให้อภัยในวัฒนธรรมไทย ผมต้องการเห็นการนิรโทษกรรมให้กับคนไทยในอดีตกับความก้าวร้าวรุนแรงที่เกิดขึ้น ขณะนี้เป็นเวลาสำหรับการปรองดองและสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นนั่นหมายถึงสิ่งต่างๆ กลับสู่สภาวะปกติ หากผมสามารถกลับประเทศไทยได้ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของผมคือการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นมาอีกครั้ง ผมไม่ต้องการกลับไปเพื่อสร้างปัญหา ผมต้องการกลับไปเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวสำหรับคนไทย

ที่มา มติชน

การจาบจ้วงอย่างไม่สมควรของนายสนธิ ครั้งนี้ สร้างความปวดร้าวให้กับผู้ที่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่นายสนธิคนนี้ ทำเหตุการณ์เช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ให้สัมภาษณ์สื่อจน สำนักพิมพ์คมชัดลึกต้องเขียนจดหมายขอพระราชทานอภัยโทษ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ค่ายทหารในพิษณุโลก ที่เกิดขึ้นต่อหน้าทหารเป็นจำนวนมาก

ประชาชนแค้น แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เดือด

"ถ้าทุกถ้อยความที่มติชนฯแปลออกมา ถูกต้องตรงไปตรงมา แล้วที่สนธิและสโรชาร่วมกันวิพากษ์คำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ก็เป็นการกล่าวหาเขาอย่างมีอคติเหมือนเดิมด้วยนิสัยเดิมพฤติการณ์เดิมๆ ชอบฉวยโอกาสแอบอ้างเอาเบื้องสูงมาเป็นประเด็นโจมตีและกล่าวหาคนอื่นอย่างไม่เป็นการสมควร

ท่านนายกฯสุรยุทธ คณะรัฐบาล อีกทั้งคมช.ทั้งหลาย พวกท่านไม่มีความรู้สึกในเรื่องนี้เลยเหรอ จะปล่อยให้คนๆ นี้เอาประเด็นที่มีความอ่อนไหวมาสร้างประโยชน์ส่วนตนสร้างความชอบธรรมให้กับตนและพวกพ้อง แต่ผลกระทบในวงกว้างก็คือความแตกแยกร้าวฉานแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคม จะให้ทักษิณหยุดถามว่าพวกท่านหยุดหรือยัง ผิดถูกอย่างไรก็ปล่อยให้ขบวนการทางศาลขบวนการทางยุติธรรมที่ท่านแต่งตั้งขึ้นมาดำเนินการไป อย่าล้อเล่น อย่าเอาชีวิตของประชาชนประเทศชาติมาเป็นเดิมพัน..."
- คุณเมื่อไหร่จะหยุดแอบอ้าง

"คนที่เลวทรามต่ำช้าสามานย์ กล้าทรยศต่อทุกคน คบเพื่อนเพื่อหวังผลประโยชน์ ไม่จริงใจต่อทุกคน บังอาจอ้างเบื้องบน เด็กเลี้ยงแกะ โกหก กุเรื่องต่างๆ นานา ยุคนี้ต้องยกให้เขา "ลิ้มไห่นั้ง ณ ท่าพระอาทิตย์" ยุคนี้เวรกรรมติดจรวดไม่ต้องรอชาติหน้า"
- คุณแต้จิ๋ว

"จากคำพูดนี้ เราจะได้ ปัญญาชน ที่ ฟังภาษาอังกฤษ รู้เรื่อง แปลเป็น รู้จักธาตุแท้ สนธิ เว้นแต่ว่า มันมีเพียงความสามารถในการแปล ขาดการวิเคราะห์ ซึ่งก็ยังมีอยู่มากใน ASTV MGR น่าสงสาร เมื่อไรจะวิเคราะห์ เป็น และหาข้อมูลเป็น"
- คุณ xxxooo

บทความ: จดหมายเปิดผนึกถึงทหารทุกคน

โดย เสียงจากคนตาย
21 มกราคม 2550

ถ้าจะให้บอกว่าผมเข้าใจทหารขนาดไหน คงต้องลากยาว เอาแต่ว่าผมเรียนประสานมิตรและสาธิตจุฬา เลยมีเพื่อนที่โตขึ้นแล้วเป็นทหาร ราวๆสามสิบกว่าคน บางคนก็นายพลกันแล้ว บางคนก็คุมชายแดน ผมก็รักทหารถึงขนาดที่ว่าเพื่อนรัก ชื่อ “จ้อน” ที่เป็นนายพลเร็วที่สุดของยุคนี้ และเป็นลูก “สุ” ถามผมเมื่อหกเจ็ดปีที่แล้วว่าไทยปกครองยังไงดี ผมก็ตอบตรงๆแบบชายรักทหารเลยว่า “ทหาร” ดีที่สุด เพราะเห็นว่าการเมืองมัน “สุดเน่า” จนประเทศล่มจม จ้อนก็มองหน้าผม แล้วไม่พูดอะไร ตอนที่คุยกันนั้น ก็นั่งอยู่กับเพื่อนๆอีกนับสิบ แทบทุกคนมองผมแบบ “สุดชัง” มาตอนนี้ ผมเห็นทักษิณปกครองบ้านเมืองมา จนฟื้นเศรษฐกิจขึ้มมาจากความมืดมิด และเจริญรุ่งเรือง จนช่องว่าระหว่างรวยจนไทยลดลงเป็นครั้งแรก จนองค์กรจัดอันกับระดับโลกบอกว่าการโกงกินสมัยทักษิณ น้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา แล้วเห็นคนจนได้รับการเอาใจใส่ แล้วผมก็ถึงเข้าใจเป็นครั้งแรก ว่าประชาธิปไตยนั้น “ดีกว่าทหารครองเมือง” แล้วเวลาก็ผ่านไป มาวันนี้คนกรุงเทพเลือกทหาร ไม่เอาประชาธิปไตย ส่วนผมนั้นกลายเป็นว่า รักประชาธิปไตย ก็รักขนาดไปร่วมกับกลุ่มคนวันเสาร์ก็แล้วกัน

ที่เขียนมาก็เพราะอยากฝากบอกเท่านั้น ว่า “ตั้งสติให้ดีๆ ผมเข้าใจเรื่องต้องหากิน และการเลื่อนยศ การก้าวหน้า” พวกเราไม่รู้กี่คนต่อกี่คน “คุมประตูไปสู่สิ่งผิดกฎหมายมากมาย” ใครเลือกทำอะไรผมเข้าใจ และพวกเราไม่รู้จะกี่คนต่ออีกกี่คน “ใช้นอมินีถือหุ้นในบริษัทไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ที่ทำธุรกิจกับรัฐ แบบธุรกิจรปภ.” แล้วผมก็เข้าใจว่าเรื่องของ “รุ่นและพรรคพวกและเส้นสายนั้น” มันสำคัญต่อการอยู่รอด และความก้าวหน้า แต่ขอเตือนสติด้วยความหวังดี “รักษาตัวเองให้ดี เพราะมันไม่มีอะไรเที่ยง” ดูชวลิต คนไปยิงกระสุนปืนใหญ่นัดแรกของจีน ที่ออกมาหยุดเวียดนามจากการยึดไทยสิ ทุกวันนี้เป็นตัวตลกของสังคม วิ่งหาที่ลงไม่ได้สักที กลายเป็นคน “นอกคอก” ของทหารคุมอำนาจยุคนี้ หรือดูบิดาเพื่อนรักผมสิ ตอนนั้นเดินไปที่ไหน คนต้อนรับด้วยการ “ถุยน้ำลายลงพื้น” หรือที่น่าตลกที่สุด ดูสิขนาดบริษัทแสนล้านอย่างซีพี หลังบิ๊กสุหมดอำนาจ ซีพีเชิญไปเป็นประธาน จนคนด่าทั้งเมือง มาวันนี้ ซีพีเจอผู้มีอำนาจตอนนี้ ตามจิก เพราะซีพีสนับสนุนทักษิณ แล้วถามว่าบิ๊กสุเสียใจไหมเรื่องนี้ คือมีทหารที่เจ็บๆ กันมามากมายแล้วแบบนั้น

ผมเข้าใจดีว่าตอนนี้ “มันไม่มีอะไรทางทหารที่ล้มประเทศลงได้” พวกเราเลยมีที่หายใจ ที่จะ “มองตัวเองและเพื่อนฝูงและรุ่นไว้ก่อน” ผมเข้าใจดีเรื่อง “ทีใครทีมันและการฉวยจังหวะ” แต่เมื่อวันก่อน ท่านเปรมเรียกพวกเรา ทหารคุมกำลังใหม่ที่มาแทนที่อำนาจเก่า ไม่รู้จะกี่คนต่อกี่คนเข้าพบเพราะอะไรหละ คือศัตรูใหม่ ถ้าไม่ใช่ตัวเราและเพื่อนทหารกันเอง แล้วคือใคร แล้วที่ระเบิดไปจนคนไทยตายและเจ็บ เพื่อนๆ ทหารก็คงจะได้ยินมาแล้วนะว่าจริงๆ แล้วมันเรื่องอะไร คือเลือดของคนที่ตายไป มาจากทหารอีกแล้วนะ ก็ง่ายมากนะที่จะบอกว่านั่นมันเขาทำ แต่ตัวเราเองหละ ต้อนเขาจนตรอก “แหกกฎจปร.ที่ห้ามทหารฆ่ากันเองหรือเปล่า” แล้วที่ท่านชวลิตบอกท่านเปรมไปว่า “ทำไปตามกฎหมาย แต่อย่ามาฆ่าล้างโคตรกัน” นั่นมันสำหรับใครล่ะ ทุกวันนี้ญาติของคนหายไปจากการเผชิญหน้าระหว่าง จปร. สองรุ่น ยังหาไม่พบเลยนะ

คือเราทหารต้องพร้อมออกรบเสมอ และสิ่งสำคัญยิ่ง “คือเห็นความจริงของสมรภูมิรบ” เราไม่เหมือนประชาชน ที่จะปล่อยอารมณ์และความรู้สึก เข้ายึดจิตใจ เราต้องรู้ว่าใครคือเพื่อนจริงและใครคือศัตรู เช่นเรากำลังเสียเพื่อนคือสิงคโปร์ไป เพียงแค่ทักษิณไปพบรองนายกฯเขา แต่เรากลับเลือกที่จะเสนอข่าวออกมาว่า “สิงคโปร์กำลังดักฟังรัฐบาลไทยและทหารไทย” ก็แปลกนะที่ข่าวออกมาตอนนี้ และก็แปลกนะที่ไม่ห่วงอีกบริษัทที่เป็นของยุโรปจะมาดักฟังอะไร แล้วเราทหารก็รู้กันดี “ว่าในแวดวงราชการลับแล้ว ทุกคนดักฟังทุกคน” แต่การมาโหมอย่างนี้ จนกระแสเกลียดชังสิงค์โปร์ลุกลามไปทั่วไทย จนมันเห็นชัด “ว่าเรานักเลงแล้วและชกใต้เข็มขัด” มันจะ “สร้างศัตรู” ขึ้นมานะ มีเรื่องแบบนั้นอีกมากมายนักที่เพื่อนๆ ทหารควรมองให้ดี “ว่าจริงๆแล้ว อะไรกำลังเกิดขึ้น” ว่าสมรภูมิรบแล้วจริงๆ คืออะไร

สุดท้ายก็อย่ากฝากเพื่อนๆ ให้ไปลองหาหนังสือเรื่อง “Animal Farm” มาอ่าน ที่เขาเขียนไว้ดีมากถึงการหลอกลวงด้วนคำพูดสวยๆ ต่างๆ ของพวกผู้นำ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว จากการดูการใช้ชิวิตของเขา เขาไม่ได้ทำตามในสิ่งที่เขาพูดเลย เพื่อนๆ ทหารคงได้ยินกันมามากนะเรื่อง พอเพียง เรื่องปิดประเทศ เรื่องไม่ชอบฝรั่ง เรื่องยืนบนขาตัวเอง เรื่องชาตินิยม และอีกมากมาย ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นพื้นฐานทางปรัชญา ในการกำจัดทักษิณ และใช้สร้างตัวเองขึ้นมา แต่แรกเลย เพื่อนๆ ก็เห็นกันตลอดเวลา ทหารระดับสูงมากมายนัก ที่เลือกที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ มากมายนะที่เลือกที่จะไปให้หมอที่จบนอกที่บำรุงราษฏ์มาดูแล มากมายนะที่ไปท่องเที่ยวสหรัฐฯทุกปี มากมายนะที่ขับรถเบนส์ตากลมคันละห้าล้านกัน มากมายนะที่ส่งลูกไปเรียนต่อนอกกัน แทบทุกคนติดกีฬาคนรวยคือกอล์ฟ และสูบซิการ์และดื่มบรั่นดีนอก หรือมีทรัพย์สมบัติจากการเป็นทหารมาทั้งชีวิตเป็นร้อยล้าน คืออยากให้เพื่อนๆ ทหารเข้าใจว่าตัวเองเลือกที่จะทำอะไรเพราะอะไร จากการมองภาพจริงให้เห็น จะได้ไม่ “ยึดติดและตกเป็นเครื่องมือใคร” เรามาแล้วเราก็ไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สิ่งที่จะคงอยู่หลังเราหมดหน้าที่ และอำนาจ คือชาติของเรา และลูกๆ ที่เราสร้างมา แบบใครจะดูถูกชวลิตอย่างไร ในสายตาผม เขาก็คือคนที่ยิงปืนใหญ่นัดแรกจากจีน เพื่อถล่มเวียดนามและหยุดการบุกไทยเอาไว้ ไม่มีอะไรที่จะไปลบสิ่งนั้นได้ แล้วมาดูผู้มีอำนาจทหารตอนนี้ ก็เพียงเปลี่ยนชื่อโครงการนับสิบดีๆ ของทักษิณ เพื่อกลบทักษิณ และก็ลงประวัติศาสตร์ไปแล้ว เรื่อทำหุ้นตกแปดแสนล้าน และฝรั่งหนีไทย

ระวังไว้ให้ดีว่าตัวท่านเอง กำลังสร้างเวรสร้างกรรม ให้ชาติและลูกๆ หรือเปล่า

ถ้าสนับสนุนการยึดอำนาจ และสิ่งต่างๆที่เขาทำตอนนี้ และเลือกที่จะจับขั้วกับเขา ผมก็เข้าใจ และไม่ได้ว่าอะไร ขนาดเพื่อนๆ ทหารจะรุมยำทักษิณจนตายไปและยึดทรัพย์เขา ผมก็ไม่ว่าอะไรทหาร เราก็โตๆ กันและเป็นผู้ใหญ่กันทุกคน และลือกทางเดินกันเองทุกคน แต่ระวังตัวเองให้ดี ผมเชื่อในประชาธิปไตย เพราะผมเชื่อว่าการปกครองที่ดีคือฟังคนที่เราปกครองและหาทางออกให้ปชช กระสุนแบบนั้นนะมันไม่มีวันหมด แต่กระสุนแบบออกมาตีกลับสิงค์โปร์ ด้วยการบอกว่าเขาใช้ไทยคมที่ซื้อมา ดักฟังพวกเรา กระสุนที่จะมาสร้างความ “ฮืฮาและการสนับสนุน” แบบนั้นนะ มันมีจำกัดนะ

ข่าวสารจากปักกิ่ง: ข่าวของไทยที่ทั่วโลกรู้ แต่ไทยไม่มีโอกาสรู้

โดย Wisuda
21 มกราคม 2550

ข่าวของไทยที่ทั่วโลกรู้ แต่ไทยไม่มีโอกาสรู้

วันนี้เพื่อนจากปักกิ่งมาติดต่อเรื่องธุรกิจ สิ่งแรกที่คุยกันเป็นเรื่องการเมือง เพื่อนเล่าให้ฟังว่า วันที่มีระเบิดกลางกรุงเทพฯ 31 ธันวาคม 2549 CCTV ได้ถ่ายทอดคำสัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ตอนหนึ่งท่านนายกฯถึงกับน้ำตาตกเพราะเสียใจและสงสารประเทศไทย..

ดิฉันบอกไม่เห็นรู้ข่าวนี้เลย เพื่อนจากเมืองจีนบอกว่าท่านนายกฯอยู่ที่เมืองจีนในฐานะแขก วีไอพี ในฐานะที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนมากมายในประเทศไทย ทำให้ชาวจีนสนใจข่าวเมืองไทย โดยเฉพาะข่าวท่านนายกฯทักษิณโดยกล่าวหารายวันจากทหารและคณะรัฐบาลเถื่อน ประชาชนชาวจีนสงสารท่านนายกทักษิณที่โดนทหารแกล้ง ไม่มีใจเป็นธรรมเลย รังแกแม้แต่ลูกๆ และภรรยาของท่าน ไม่สมกับที่เป็นถึงทหาร

ตามกระแส ข่าวจับมือบึ้ม

20 มกราคม 2550

จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรื่องการจับมือวางระเบิดแปดจุดป่วนกรุงฯ ในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่า เราจะพยายามนำภาพและข่าวต่างๆ มาปะติดปะต่อกัน ดังนี้: -

รายงานจากประชาชน

"14:00 ขณะนี้ ตำรวจได้จับผู้ต้องหาวางระเบิดเมื่อตอนปีใหม่ได้15 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่ม พ. และกลุ่มเบ่งบาน จับได้ที่สระบุรีและ กทม. มันกำลังปิดข่าวอยู่"

แหล่งข่าววงใน

"วันที่ระเบิด กลุ่มลงมือแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม รับผิดชอบตั้งแต่นนทบุรีขึ้นไปกลุ่มนึง อีกกลุ่มรับผิดชอบในเมือง ระเบิดถูกประกอบในค่ายใกล้อนุสาวรีย์ นี่คือข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบมาแล้ว หลังวันปีใหม่ไม่นาน"

วิเคราะห์การเบี่ยงประเด็นของสพรั่ง

จากข่าว "ตร.'จัดฉาก'รวบแก๊งค์คาบ๊อง รู้ล่วงหน้า2วัน" (20 ม.ค. 50 21:11 น.) ในข่าว คนใกล้ชิด พล.อ.สพรั่ง พยายามที่จะเบี่ยงเบนประเด็นว่า คนที่ถูกจับเป็นแพะ พร้อมทั้งมีทิศทางในการให้สัมภาษณ์ในเชิง จะปลด พล.ต.อ.โกวิทย์ ทำให้มีผู้วิเคราะห์เพิ่มว่า "2 - 3 วันนี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เผลอ ๆ อาจจะมี(ปฏิวัติ) ซ้ำ" เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่า กำลังสาวใกล้ถึงตัวบงการแล้ว (ที่มา พันทิป)

วิเคระห์การแตกแยกของคมช.

มีผู้ทำการวิเคราะห์ข่าวว่า "หรือว่า พล.อ.สนธิ กับ พล.อ.สพรั่ง แตกคอกันจริงๆ" เนื่องจากการออกมาให้ข่าวของ พล.อ.สนธิ ที่เร่งรัดให้จับมือระเบิดให้เร็วที่สุด ซึ่งย่อมหมายถึงการสาวตัวไปยังคนใกล้ชิด พล.อ.สพรั่ง หรือกระทั่งตัว พล.อ.สพรั่ง เองเลย ในขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวในเชิงมั่นใจ ว่าไม่ผิดตัวแน่นอน (ด้านล่างคือพาดหัวข่าว : ที่มา พันทิป)

"สนธิยันจับมือบึ้มกรุงได้เตรียมตั้งทีมทำงานคู่ ตร. "
"สุรยุทธ์ ย้ำคดีบึ้มกรุงเป็นผลงานสำคัญของ"โกวิท" ระบุ ได้รับรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 10 ราย "

ความเห็นประชาชน ชี้ไปยังทหารนอกแถว และพันธมิตรฯ

"อย่างที่ผมสรุปไว้เมื่อต้นๆ มกราฯเลยครับ อดีต กอ.รมน.เกี่ยวข้องแน่นอน เอาชื่อกันจะจะนะครับ คนที่เกี่ยวข้อง ถ้ามี พ.ล. ก็จะมี ป.ส., จ.ล., ม.น.ก และแกนนำพันธมิตรฯ บางคน สุดท้ายก็ ส.พ. เอง เกี่ยวข้องแน่นอน" (ที่มา พันทิป)

คนห่วงโกวิทย์

"สงสัยเก้าอี้ พล.ต.อ.โกวิทฯ จะหลุดก็ตอนนี้แหละไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาตอนไหน ก็เสธตี๋เป็นผู้ต้องหาคดีลอบสังหารทักษิณ และทหารค่ายสงครามพิเศษ มันก็ฐานกองทัพของ คมช ดีๆ นี่เอง" (ที่มา: 19กันยาฯ)

ให้กำลังใจตำรวจ

"เป็นกำลังใจให้ ผบ.ตร. และเจ้าพนักงานตำรวจทุกท่าน รีบดำเนินคดีเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ การระเบิดเมื่อ 31 ธ.ค.49 ถือว่ากระทบขวัญและจิตใจชาวไทยอย่างยิ่ง และเป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายกฎหมายบ้านเมือง ต้องทำความจริงให้ปรากฎ และลงโทษผู้กระทำผิดสถานหนัก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้ขึ้นอีก" (ที่มา: 19กันยาฯ)

ข่าวยังไม่ตรวจสอบชี้ไปยัง คนผิดหวัง โดยมีแรงจูงใจ คือ ดิสเครดิตแก้แค้น

"กลุ่มผู้ต้องสงสัยกรณีคาร์บอมบ์ที่ตำรวจหมายตา คือ กลุ่มดิสเครดิตรัฐบาล

=มูลเหตุจูงใจ=
ในวันที่ คมช. ได้ทำการปฏิรูปการปกครองในวันที่ 19 กย. 49 ได้จัดให้มีการประชุม ในขณะนั้นได้มีนายทหารระดับสูงของ จปร.7 ได้แต่งชุดลายพรางทหารเข้าร่วมประชุมด้วย แต่ คณะ คมช. ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมประชุม โดยให้รออยู่ข้างนอกห้องประชุมและภายหลัง คมช. มีการแต่งตั้งรัฐบาล และ ตำแหน่งสำคัญต่างๆ ก็ไม่มีนายทหารที่มีบทบาทสูงของ จปร.7 ได้ตำแหน่ง (ยกเว้น พล.ต.จำลอง) นายทหารระดับสูงของ จปร.7 ท่านนั้น จึงเกิดความน้อยใจที่พลาดตำแหน่ง จึงสร้างสถานการณ์ เพื่อหวังดิสเครดิตรัฐบาลโดยการวางระเบิดไม่ประสงค์ต่อชีวิตของผู้ใด เพียงเพื่อก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองเท่านั้น"

Conspiracy Theory ล่าสุด

การที่ตำรวจจับทหารที่ลพบุรีเป็นผู้ต้องสงสัยในการวางระเบิดในกรุงเทพนั้น หากกลับไปหาข้อมูลวงในจริงๆ แล้ว จะพบว่าหัวหน้ากลุ่มที่โดนจับนั้น เป็นนายทหารที่เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

พิสูจน์ ไม่เชื่อลองอ่านลิ้งค์ต่อไปนี้และจำชื่อตัวแสดงที่ถูกจับได้ให้ดี

http://www.tf90.com/History.htm
http://www.tf90.com/Commander.htm
http://www.rta.mi.th/26000u/File/Remember_Command.htm

แล้วลองไปค้นข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ดู แล้วจะรู้ว่าอะไรคืออะไร เหตุใด ผบ.ตร. จึงไม่ยอมให้ตำรวจเปิดเผยความคืบหน้าในคดี ให้กับคมช. และคมช.ถึงได้ร้อนใจนัก เมื่อผบ.ตร.บอกว่า คดีมีความคืบหน้าและพบหลักฐานสำคัญก่อนมีการรวบตัว แต่ตอนนี้ ผบ.ตร.กลับโยนให้ คมช.และ นรม.เป้นผู้แถลงข่าวเอง (ที่มา พันทิป)

Conspiracy Theory ชี้ไปที่คนสองบุคลิก

ข้อมูลตามลิงก์นี้ http://www.tf90.com/Commander.htm และ
http://www.rta.mi.th/26000u/File/Remember_Command.htm ทำให้มองเห็นว่า กลุ่มผู้ต้องหาคาร์บอมบ์และเคาท์ดาวน์บอมบ์ ที่ถูกจับได้ล้วนพัวพันกัน และเป็นลูกน้องเก่า ทั้งสุรยุทธ์ และสนธิทั้งสิ้น

จำที่เสธ.แดงเล่าเรื่องคาร์บอมบ์กล่าวหาฝ่ายตำรวจ ว่าตำรวจเตรียมอ้างข้อมูลสอบสวนใส่ความ สุรยุทธ์และอู้ดเบื้องบนพบกับพัลลภก่อนมีปฏิบัติการระเบิดคาร์บอมบ์ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องนั้นจะถูกโยงถึงป๋า ...อันนี้คือ ทฤษฎีเก่า

ขอย้อนเรื่องเดิมนิดหนึ่ง เรื่องคาร์บอมบ์ ก็อย่างที่เราๆ รับรู้กันอยู่ว่ากลุ่มผู้ต้องแรกหาชี้ไปที่ กอ.รมน. ความคิดเดิมถูกมองไปที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ในฐานะที่เปนผู้ใกล้ชิด-บังคับบัญชาในขณะนั้น คือดูอย่างผิวเผิน และตามบทบาท พล.อ.พัลลภ เข้าข่ายที่สุด

ก่อนการปฏิวัติ ถ้าตามข่าวใกล้ชิดและจำได้ มุมมองเรื่องนี้เปลี่ยนไป เป็นว่าพัลลภไม่น่าเกี่ยวข้อง เพราะจากเบื้องลึกเกี่ยวกับการทำระเบิดกลับชี้ไปที่อีกกลุ่มที่น่าจะเป็นผู้ทำระเบิด กลุ่มทหารจากลพบุรี ??? ทหารหน่วยรบพิเศษ ?? ที่เชี่ยวชาญเรื่องวัตถุระเบิด

ในขณะที่การสืบสวนเริ่มกระชับแน่นจากคำสารภาพของจ่ายักษ์

แล้วการปฏิวัติก็ทำให้เรื่องคาร์บอมบ์เงียบหายไป จนเกิด เคาท์ดาวน์บอมบ์ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ และชี้ลงไปว่าเป็นกลุ่มผู้ทำระเบิดมีสีจากลพบุรี

ตอนนี้ก็เริ่มมีเรื่องเล่า ทำนอง จปร.7 บางคนไม่สมหวังอีกแล้ว เนื่องจากวันที่ 19 ใส่ชุดพรางไปแสดงตัวแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ หลังปฏิวัติ เริ่มเบี่ยงเบนเป้าไปให้พัลลภอีกแล้ว แต่คราวนี้ผมไม่เชื่อแล้ว

ผมเชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนมองภาพทั้งหมดออกแล้ว แต่จะกล้าหาญฟันธงแค่ไหนเท่านั้นเอง ถ้า "The Portrait of the Mastermind" คือภาพเขียนบนผ้าใบที่ชัดเจนขนาดนี้ ไม่ยากแล้วที่จะมองเห็น

ผมคิดว่าคนๆ คนนี้มี 2 บุคลิก เป็นตัวตนของนายทหารที่ดุดันเป็น ผบ.หน่วยรบพิเศษ จิตแข็งขนาดนำทหารย่ำยีคนไทยกันเอง
ชี้นำปฏิบัติการคาบเส้นชีวิตทั้งในเมืองและนอกเมืองมาแล้ว

อีกภาพเป็นการสร้างโดยมือ P.R. ระดับชาติที่ เริ่มกันมานานแล้ว หวังเป็นบันไดทางสังคมให้การยอมรับ ตั้งแต่ เรื่องสนใจธรรมะ เดินป่าปลีกวิเวก ทหารอาชีพ ทหารสุภาพบุรุษประชาธิปไตย จนถึงรับตำแหน่งระดับสูงมาก

มีเรื่องเล่าตลกร้ายขำไม่ออก ที่เจ้าตัวมักบอกว่าอย่ากินเหล้าเป็นสิ่งไม่ดี แม้แต่ตัวเองก็เคยกินมาก่อนและเลิกไปแล้ว พร้อมเล่าถึงภาพสวยหรูดีพร้อม ..ก่อนที่จะหลุดปากว่า ไอ้ที่ว่าเลิกแล้วน่ะ เพิ่งเลิกเมื่อปีที่แล้วนี่เอง ...ฮา