วันอาทิตย์, ตุลาคม 30, 2565

แก้ ไม่แก้ ไม่ชัดเจน : จุดยืนพรรคการเมืองกับ ม.112


OCT 28, 2022
The Momentum

ฉับพลันที่พรรคก้าวไกลประกาศจุดยืนแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ตามมาด้วยปฏิกิริยาจากหลากหลายพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งใน ‘จุดยืน’ ของพรรคตัวเอง ต่อมาตรา 112 ที่มีเนื้อหาสั้นๆ ว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

มาตรา 112 ถูกแก้ไขและเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่าในวันที่มีกระแสเรียกร้อง ‘ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์’ โดยคนรุ่นใหม่เป็นวงกว้าง มาตรา 112 ถูกใช้อย่างกว้างขวางขึ้น และมีประชาชนถูกดำเนินคดีกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะจากการอภิปรายในที่สาธารณะ การแต่งตัวเลียนแบบ หรือแม้กระทั่งการทำโพล

“ถ้าเรานิ่งเฉยแล้วเงียบ เราจะเป็น ส.ส. ไปทำไม หรือจะมีพรรคนี้ไปทำไม นี่คือจุดเริ่มต้นในการนำเสนอเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2564 เรารู้เลยว่าถ้าเสนอออกไปต้องเสียคะแนนนิยมแน่ เช่นเดียวกับการประกาศเป็นนโยบายการเมืองของพรรคในครั้งนี้” ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีไทย

ทว่าหลังจากประกาศนโยบายออกไป สิ่งที่ตามมาคือการแถลง ‘จุดยืน’ ของแต่ละพรรคการเมืองต่อมาตรา 112 ไม่ว่าจะเป็น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะคัดค้านให้ถึงที่สุด ไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือการแสดงท่าทีไม่ชัดเจน ผ่านหลากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 112 ไม่ใช่ปัญหา เป็นกฎหมายปกติที่ประเทศอื่นก็มี คนทำผิดเท่านั้นถึงกลัว และพรรคการเมืองเป็นพรรคที่เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์

The Momentum รวบรวมจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 ไว้ดังนี้



พรรคเพื่อไทย – จุดยืนไม่ชัดเจน เน้นปากท้องเศรษฐกิจเป็นหลัก

สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ตอบคำถามถึงจุดยืนของพรรคต่อ มาตรา 112 ว่า เรื่องนี้เป็นจุดยืนของแต่ละพรรค ไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ อยู่ที่ประชาชนจะพิจารณา พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้องและการสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดกับสังคมเป็นหลัก

ส่วน แพทองธาร ชินวัตร ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับประชาชาติธุรกิจว่า ทุกเรื่องต้องผ่านกระบวนการสภาฯ ต้องมาลองคุยกันว่าบทกฎหมายมีปัญหาหรือเปล่าเพื่อตกลงกันว่าจะเอาอย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์ – ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ขัดใจผู้คิดไม่ดี

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงจุดยืนของพรรคว่ามาตรา 112 ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรมหรือรัฐธรรมนูญ แต่อาจจะขัดใจผู้ที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมือง หากพรรคการเมืองใดยื่นแก้ไขก็ขอให้กลับไปอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ดี เพราะเคยวินิจฉัยอธิบายความสำคัญของมาตรา 112 ไว้แล้ว นอกจากนี้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค กล่าวว่าไม่มีประเทศไหนไม่มีบทคุ้มครองประมุขของประเทศ

พรรคเสรีรวมไทย – ต้องแยก ‘ดูหมิ่น หมิ่นประมาท’ ออกจากอาฆาตมาดร้าย

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรค ได้แสดงจุดยืนว่า พรรคมีแนวทางแบบกลางๆ โดยเห็นว่าไม่ควรยกเลิก แต่ต้องปรับแก้รายละเอียด เช่น ไม่ใช่ใครก็ไปแจ้งความก็ได้ ควรให้ตัวแทนสำนักพระราชวังดำเนินการ ลดจำนวนปีในการรับโทษจำคุก และแยกดูหมิ่น หมิ่นประมาทออกจากอาฆาตมาดร้าย

พรรคภูมิใจไทย – คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหากับมาตรานี้

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค กล่าวว่า อุดมการณ์แรกเริ่มของการก่อตั้งพรรคมาจากความต้องการปกป้องสถาบันสำคัญแห่งชาติ พรรคจึงไม่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 พร้อมเดินหน้าคัดค้านขัดขวางให้ถึงที่สุด และขอไม่ร่วมงานกับพรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดที่เสนอแก้กฎหมายมาตรา 112

“ถ้าเราไม่คิดทำผิดกฎหมาย ทำไมต้องกลัวรับโทษทางกฎหมาย ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่ากฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นปัญหาอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ใช้ชีวิตประจำวัน จะมีก็แต่กลุ่มคนที่คิดจะท้าทาย คิดจะทำผิดกฎหมาย แต่ก็กลัวโทษตามกฎหมาย จึงมาเรียกร้องให้แก้กฎหมาย เพื่อสิ่งที่ตนจะทำเป็นสิ่งไม่ผิดกฎหมายไม่ต้องรับโทษ” อนุทินกล่าว

พรรคพลังประชารัฐ – เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงจุดยืนต่อการแก้ไขมาตรา 112 ว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการแก้ไข เพราะพรรคพลังประชารัฐชัดเจนต่อจุดยืนการเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมาตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

พรรคไทยภักดี – การมีกฎหมายมาตรานี้เป็นเรื่องปกติ

สุขสันต์ แสงศรี โฆษกพรรคไทยภักดี กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายคุ้มครองประมุข-พระมหากษัตริย์ที่ใช้กันทั่วโลก การมีกฎหมายนี้เป็นเรื่องปกติ และการเสนอให้สำนักพระราชวังเป็นโจทก์แจ้งความเองเป็นการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวของกับสถาบันฯ มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ พรรคไทยภักดียังส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบกรณีพรรคก้าวไกลเสนอนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ว่าผิดบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่

พรรคชาติไทยพัฒนา – รอให้ดินกลบหน้า ไม่ยอมแก้มาตรา 112

วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึง มาตรา 112 ว่าไม่ใช่มาตราที่หาเรื่องใคร แต่ใช้เพื่อปกป้องสถาบันฯ อันเป็นที่รัก หากมีใครอุตริไปหาเรื่อง เราต้องมีอุปกรณ์หรือกฎหมายปกป้องสถาบันฯ

“มาตรา 112 มีมาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ไม่เห็นใครมีปัญหา หัวเด็ดตีนขาดก็ต้องมีมาตรา 112 รอให้ดินกลบหน้า ผมไม่ยอมแก้มาตรา 112 แน่นอน”

พรรคไทยศรีวิไลย์ – ไม่แก้ไขมาตรา 112 เพราะอาจทำให้เกิดสงครามกลางเมือง

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรค กล่าวว่า ไม่มีนโยบายแก้ไข มาตรา 112 จำเป็นต้องมีกฎหมายคุ้มครองประมุข ถ้าไม่มีกฎหมายคุ้มครองจะทำให้ประเทศเสื่อมลงจนเป็นช่องว่างให้คนบางกลุ่มรับข้อมูลด้านเดียว หากปล่อยให้มีการรณรงค์แก้ไข จะเกิดความสั่นคลอนในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ทำให้เกิดสงครามทางความคิด จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้

พรรคก้าวไกล – แก้ให้โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี

พรรคก้าวไกลเสนอนโยบาย ‘เห็นต่างไม่ติดคุก’ แก้ไขมาตรา 112 โดยลดโทษเหลือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในกรณีความผิดต่อพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แก้ไขโทษจำคุกเหลือไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ให้ย้ายมาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง ให้เป็นความผิดที่ยอมความได้ โดยมีสำนักพระราชวังเป็นผู้แจ้งความเท่านั้น รวมถึงเพิ่มบทบัญญัติคุ้มครองไม่ให้ใช้กฎหมายดังกล่าวแก่กรณีวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ติชม และแสดงความเห็น เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขได้ และเพิ่มเหตุเว้นโทษกรณีพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์เรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

คำถามต่อมาซึ่งต้องพิสูจน์ก็คือ แล้วมาตรา 112 ไม่มีปัญหาใดๆ จริงหรือไม่..

“ไม่มีประเทศไหนไม่มีบทคุ้มครองประมุข แต่ไม่มีประเทศไหนกำหนดอัตราโทษสูงเหมือนประเทศไทย และไม่มีประเทศไหนมีจำนวนการดำเนินคดี 200 คดีเท่าประเทศไทย” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยสถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563-17 ตุลาคม 2565 พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 216 คน ใน 235 คดี

ในจำนวนคดีทั้งหมด แยกเป็นคดีที่มีประชาชนเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำนวน 108 คดี คดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร้องทุกข์กล่าวโทษจำนวน 11 คดี คดีที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีร้องทุกข์กล่าวโทษ 9 คดี คดีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองร้องทุกข์กล่าวโทษ 1 คดี ส่วนที่เหลือเป็นคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กล่าวหา

พฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาแยกเป็นคดีที่เกี่ยวกับการปราศรัยในการชุมนุมจำนวน 46 คดี คดีการแสดงออกอื่นๆ ที่ไม่ใช่การปราศรัย เช่น การติดป้าย พิมพ์หนังสือ แปะสติ๊กเกอร์ จำนวน 58 คดี คดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ จำนวน 123 คดี และไม่ทราบสาเหตุ 8 คดี

ผู้ถูกดำเนินคดีเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี จำนวน 17 ราย ในจำนวน 20 คดี ศาลมีการออกหมายจับ อย่างน้อย 84 หมายจับ (กรณี เดฟ ชยพล นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกศาลจังหวัดธัญบุรีออกหมายจับ แต่ต่อมาตำรวจไปขอยกเลิกหมายจับ และไม่ได้ดำเนินคดี) มีการจับตามหมายจับเก่าตั้งแต่ช่วงปี 2559 อย่างน้อย 2 หมายจับ คดีที่อยู่ในชั้นศาลแล้ว จำนวน 155 คดี ยังไม่มีแม้แต่ 1 คดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี

หากย้อนไทม์ไลน์ของกฎหมายมาตรา 112 จะพบว่าอัตราโทษ มาตรา 112 ถูกปรับเพิ่มในช่วงรัฐประหารปี 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้เหตุผลว่า อัตราโทษในความผิดต่างๆ เหล่านี้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงสมควรแก้ไขอัตราโทษให้สูงขึ้น ซึ่งมาตรา 112 เดิมมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2499 ถูกปรับเพิ่มอัตราโทษขั้นต่ำเป็นจำคุก 3-15 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราโทษหมิ่นประมาทที่สูงกว่าสมัยประเทศไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ปิยบุตรชี้ให้เห็นปัญหาของมาตรา 112 ไว้ว่า

1. มีอัตราโทษที่สูงเกินไป และกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ที่จำคุก 3 ปี ซึ่งไม่ว่าศาลจะพิพากษาอย่างไรก็มีอัตราโทษขั้นต่ำรอรับไว้แล้ว หากเปรียบเทียบกับกฎหมายอาญาฐานความผิดต่างๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำเพื่อเปิดทางให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการตัดสินโทษ เช่น จำคุก 1 วัน 3 เดือน หรือ 1 ปี

2. ไม่มีการแยกตัวบท ดูหมิ่น หมิ่นประมาทอาฆาตมาดร้าย ส่งผลให้เกิดการคลุมเครือใน 3 ความผิด นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษที่ไหนก็ได้ส่งผลให้คนที่ถูกฟ้องต้องเดินทางข้ามจังหวัด ซึ่งแตกต่างจากโทษหมิ่นประมาททั่วไป ที่เจ้าทุกข์ต้องประเมินเองว่าเสียหายหรือไม่ บางคนอาจประเมินแล้วไม่เสียหาย หรือเสียหายแต่ไม่อยากเอาความ

ไม่มีประเทศไหนไม่มีบทคุ้มครองประมุข

ในปี 2564 ประเทศไทยเป็น 1 ใน 13 ประเทศที่คณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามระยะ ครั้งที่ 3 (Universal Periodic Review: UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยตัวแทนจากชาติประชาธิปไตยตะวันตกต่างๆ ได้แก่ เบลเยียม แคนาดา ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี นอร์เวย์ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ได้เรียกร้องในที่ประชุมให้ดำเนินการแก้ไขหรือทบทวนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยกล่าวว่ากฎหมายมาตรานี้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก

กฎหมายหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐ ของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรบ้าง?

สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. ประเทศที่มีประมุขแต่ได้ยกเลิกการบังคับกฎหมาย

2. ประเทศที่มีกฎหมายหมิ่นประมาทประมุขแห่งรัฐ ยังไม่ได้ยกเลิก


ประเทศที่มีประมุขแต่ได้ยกเลิกการบังคับกฎหมายมาตรานี้

1. ประเทศอังกฤษ – ยกเลิกมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติความยุติธรรมทางอาญาและการออกใบอนุญาต (สกอตแลนด์) 2553 ยกเลิกกฎหมายอาญาทั่วไปเกี่ยวกับการปลุกระดมและความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกล่าววิจารณ์พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร การฟ้องร้องครั้งสุดท้ายสำหรับความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อ ค.ศ. 1715

ประเทศญี่ปุ่น – ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1947 ได้ยกเลิกกฎหมายการล่วงละเมิดจักรพรรดิเป็นอาชญากรรม เพราะญี่ปุ่นมีคดีการตัดสินการล่วงละเมิดจักรพรรดิครั้งล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 1946

ประเทศนอร์เวย์ – นอร์เวย์เคยกำหนดโทษของการหมิ่นประมุขไว้สูงสุด คือการประหารชีวิตด้วยการตัดหัว ซึ่งเป็นวิธีการในช่วงทศวรรษ 1600-1700 แต่เมื่อสังคมมนุษย์พัฒนา จึงมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายใหม่เป็นปรับโทษไม่เกิน 5 ปี และต้องให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้รับสั่งให้ดำเนินคดีเองถึงจะสามารถดำเนินคดีได้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่ทุกคนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษที่ไหนก็ได้

ประเทศที่ยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุข

เนเธอร์แลนด์ – ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 111 ซึ่งมีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1818 ระบุว่า ผู้ที่ดูหมิ่นกษัตริย์อาจถูกจำคุกได้สูงสุด 5 ปี ส่วนการดูหมิ่นพระราชินี รัชทายาท หรือคู่สมรสของรัชทายาท มีโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ตามมาตรา 112

เว็บไซต์ Overheid.nl ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ ระบุว่า มาตรา 111 และ 112 สิ้นผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 นั่นหมายความว่าบุคคลที่ดูหมิ่นประมุขจะถูกตัดสินด้วยโทษเดียวกับประชาชนทั่วไป ย้อนกลับไปใน ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายครั้งล่าสุด และศาลตัดสินให้จำคุก 30 วัน

เดนมาร์ก – มาตรา 268 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า บุคคลใดที่ว่าร้ายผู้อื่นโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงอาจถูกจำคุกสูงสุด 2 ปี แต่หากเป็นการว่าร้ายกษัตริย์โทษจะเพิ่มเป็น 2 เท่า แต่หากเป็นการละเมิดไม่ร้ายแรงจะมีโทษจำคุก 4 เดือน

เบลเยียม – ใน ค.ศ. 1847 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในเบลเยียม ได้กำหนดให้ผู้ทำผิดมีโทษจำคุก 3 ปี แต่เมื่อปลายปี 2021 ศาลรัฐธรรมนูญเบลเยียมตัดสินว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเพราะไม่ให้ความเคารพต่อเสรีภาพในการแสดงออกและก็ยังขัดต่ออนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European Convention on Human Rights: ECHR)

มาเลเซีย – การกระทำการซึ่งก่อให้เกิดความเกลียดชัง ต่อรัฐบาล ศาล ประมุขแห่งรัฐ (สุลต่าน) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 ริงกิต (ประมาณ 4 หมื่นบาท) นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์เดอะสเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ รายงานเมื่อปี 2019 ว่า เลียว วุย เคียง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียในขณะนั้น ไม่มีแผนจะเดินตามรอยออกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบไทย แต่ในปีเดียวกันหน่วยงานที่วิเคราะห์เศรษฐกิจ ( Economist Intelligence Unit: EIU) ได้ให้คะแนนมาเลเซียเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยบกพร่อง

กัมพูชา – มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และปรับเป็นเงิน 2,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 77,500 บาท)

Author
พาฝัน หน่อแก้ว

Graphic Designer
ชมพูนุท สะราคำ

ที่มา The Momentum

ชวนลงชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหาแนวทาง “หยุดการนองเลือดในเมียนมา” #ประชุมเอเปก2022


พริษฐ์ ชิวารักษ์ นักกิจกรรมทางการเมือง started this petition

แพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวในขบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย - ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียน นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา

[English version, please see below]

กว่า 20 เดือน ของความรุนแรง ตั้งแต่กองทัพเมียนมาทำรัฐประหารเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มีพลเรือน นักศึกษา นักเคลื่อนไหว คนทำงานด้านสาธารณสุข เเละนักการเมืองที่ไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร ถูกสังหารกว่า 2,000 คน อีกเกือบ 15,000 คน ถูกจับกุม และยังมีประชาชนกว่า 1.3 ล้านคน ที่ต้องพาครอบครัวหนีออกจากบ้านเรือนของตนเอง และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สัญญาณความโหดร้ายได้ก่อตัวขึ้นอีก เมื่อกองทัพกลับมาประหารชีวิตนักโทษการเมืองอีกครั้งหลังหยุดใช้โทษนี้ไปกว่า 50 ปี

การนองเลือดในเมียนมาจะหยุดลงได้ก็ต่อเมื่อเรายืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมา และกระตุ้นให้รัฐบาลทั่วโลก หยุดส่งเสริมให้กองทัพมีช่องทางทำร้ายและละเมิดสิทธิมนุษยชน ร่วมกันแสดงจุดยืนกดดันให้คนและหน่วยงานที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

และที่กองทัพใช้ความรุนแรงได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก็เพราะกองทัพมีธุรกิจที่ได้กำไรมหาศาล เป็นทุนหนุนหลัง

นับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2564 มีรายงานว่าชาวเมียนมาออกมาชุมนุมประท้วงมากกว่าล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่รัฐบาลทหารเมียนมากลับสังหาร ลักพาตัว จับกุมคุมขัง ทรมาน ข่มขืน จนไปถึงการใช้โทษประหารชีวิตเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

กองทัพยังก่อความรุนแรงและอาชญากรรมสงคราม (โดยใช้อาวุธสงคราม รวมทั้งปืนกล พลแม่นปืน และปืนกึ่งอัตโนมัติ) ต่อผู้ประท้วงอย่างสงบและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนต้องบาดเจ็บ ทรมาน เสียชีวิต และต้องหลบหนีเพื่อเอาตัวรอดไปยังถิ่นฐานอื่น นอกจากนี้ กองทัพยังสั่งตัดอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล เผาทำลายหมู่บ้าน จำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไม่ให้ประชาชนเข้าถึง

“แม้จะเกิดการปราบปรามนองเลือดเช่นนี้ แต่ชาวเมียนมาหลายล้านคนยังคงต่อสู้ยืนหยัดอย่างกล้าหาญต่อไป ผมจึงอยากเชิญชวนทุกคนร่วมลงชื่อเพื่อยืนหยัดเคียงข้างการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนเมียนมา เช่นเดียวกับที่พวกเขาร่วมยืนหยัดเคียงข้างการต่อสู้ของประชาชนไทยที่ผ่านมา และเพื่อยืนยันว่าสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตยเป็นสมบัติร่วมกันของคนทุกชาติ โดยไม่มีเส้นพรมแดนใดกีดกั้น หากประชาธิปไตยมาถึงเมียนมา ก็จะมาถึงไทยเช่นกัน” เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวในขบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย

ร่วมลงชื่อตอนนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการกดขี่นองเลือดของกองทัพในเมียนมา   เเละยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเมียนมาที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในชีวิต

เราขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย
  1. ในฐานะเจ้าภาพผู้จัดการประชุมเอเปก (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) รัฐบาลไทยต้องใช้วิธีการทุกอย่างที่เป็นไปได้ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างชายแดน
  2. ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน กลุ่มพหุภาคี และองค์การระหว่างประเทศเช่นหน่วยงานในสหประชาชาติเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและด้านมนุษยธรรมในเมียนมา
  3. รับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและประกันการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในประเทศไทย รวมทั้ง ละเว้นจากการเนรเทศหรือการส่งกลับของผู้ขอลี้ภัยชาวเมียนมาจากความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะถูกประหัตประหาร และให้ความคุ้มครองแก่ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและหยุดการดำเนินคดีกับพวกเขาระหว่างพำนักในประเทศไทย
  4. หน่วยงานของรัฐต้องออกประกาศ ระเบียบ หรือกฎกระทรวงอย่างเป็นทางการแก่ผู้ประกอบการธุรกิจและรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามหลักการของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) ที่ลงนามโดยประเทศไทย เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบของบริษัทอย่างเต็มที่ที่จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ หรือมีส่วนร่วมในกองทัพเมียนมาและหน่วยงานในเครือในฐานะผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐเหล่านี้จะต้องกำหนดมาตรการคว่ำบาตรโดยเจาะจงต่อบริษัทในเครือทางทหาร และระงับความช่วยเหลือทางการเงินและการลงทุนในโครงการระหว่างรัฐในเมียนมา
ติดตามการอัปเดตข้อมูลผ่านเพจเฟสบุ๊ก Amnesty International Thaland

Invite people/ you to sign the petition calling for Thai government, as the APEC host country to facilitate the APEC discussion " to stop bloody crackdown in Myanmar " #APEC2022

Over twenty violent months have passed since the Myanmar military staged a coup on February 1, 2021. Since then, they have killed over 2,000 people, and arrested almost 15,000 people – including media workers, healthcare workers, students, activists and politicians. The rising conflict and insecurity have forced over 1.3 million people from their homes. In July, the military started executing people again, which last occurred in the 1980s.

How can this bloody repression in Myanmar end? Only when we stand firmly with the people of Myanmar and urge governments and businesses across the world to deny the military the means to continue its country-wide abuse and to hold perpetrators accountable for human rights atrocities.

For decades, the military has committed human rights violations with impunity, with its huge business profits funding violence against the people of Myanmar.

Since the 2021 coup, an estimated one million people from across Myanmar have flooded the streets in overwhelmingly peaceful protests. Myanmar security forces have responded to protests with killings, abductions, imprisonment, torture, rape, and the death penalty.

The military continues to carry out violent reprisals using battlefield weapons including machine guns, sniper rifles, and semi-automatic rifles against peaceful protesters and bystanders. They continue to commit war crimes, resulting in civilian casualties, torture, deaths, and displacement. The military has also cut off the internet in some regions to suppress freedom of information, and burned down villages, restricted humanitarian aid and destroyed properties. Despite these bloody crackdowns, millions of Myanmar people continue to bravely struggle for their rights. Join us today and stand together with the people of Myanmar – for rights and for freedom.

“ Even with such a bloody crackdown, millions of Myanmar people continue to fight bravely. So, I would like to invite everyone to join and sign the petition to stand by the grievance of the people in Myanmar just like their support for Thai people in the past. More importantly, this will assert the rights, liberties, and democracy which place the common ground of people of all nations without any boundaries. If democracy arrive to Myanmar, so it will to Thailand. Parit “Penguin” Chiwarak , Thai activist

Sign now – Ask Thai government to end the bloody oppression by the military in Myanmar.

Thai government to: 
  1. As the host of the APEC Summit (Asia-Pacific Economic Cooperation), Thai government must deploy all possible means to enable an environment for humanitarian assistant to cross the border.
  2. Collaborate with ASEAN states and dialogue partners, and international organisations such as UN agencies to resolve human rights and humanitarian crisis in Myanmar.
  3. Accept Asylum seekers and guarantee access to humanitarian aid in Thailand. Refrain from the deportation or return of Myanmar asylum seekers from well-founded fear of persecution. Provide protection for Myanmar asylum seekers and halt prosecution against them during stay in Thailand.
  4. Government agencies must issue an official announcement or regulation to business enterprises and state enterprises to comply with the principles of the United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights (UNGP) signed by Thailand in a bid to take full company's responsibility to not be affiliated with or be involved in the Myanmar military and its affiliated bodies as human rights violators. Further, these state agencies must impose the targeted sanctions on military affiliated companies and suspend financial assistance and investment in interstate projects in Myanmar.
Follow updates on Facebook Amnesty International Thailand.

ร่วมลงชื่อ กดที่ลิงค์นี้

LIVE🛑 ทะลุวัง- ไผ่ ทะลุฟ้า- แก๊ป ทะลุแก๊ส ร่วมเสวนา “รวมพลเยาวชน ทะลุ…” ณ งานพิพิธภัณฑ์ 46 ปี 6 ตุลา #6ตุลา




กิจกรรมงานรำลึก 92 ปี ชาตกาล จิตร ภูมิศักดิ์ ชวนฟังคำกล่าวรับรางวัล "จิตร ภูมิศักดิ์" ด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2565 ของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์


92 ปี ชาตกาล จิตร ภูมิศักดิ์
Yesterday

28 ตุลาคม 2565 ครบรอบ 69 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ ถูกโยนบก
.
งานรำลึก 92 ปี ชาตกาล จิตร ภูมิศักดิ์ เริ่มขึ้นแล้ว !
.
ณ ลานเสรีภาพ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คนไทยบริโภคแอลกอฮอล์มากแค่ไหน ?



คนไทยบริโภคแอลกอฮอล์มากแค่ไหน?

By Manuchet Boonsomboonsakul
1 วัน ago
ที่มา Agenda

Highlight

เปิดสังคมแอลกอฮอล์ไทยพุ่งสู่ 15 ล้านคนในรอบปี
จำนวนนักดื่มของไทยกำลังพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
.
จากการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชากร โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี พ.ศ. 2564 ประชากรไทยอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป มีอัตราการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จำนวน 15.96 ล้านคน หรือคิดเป็น 28% โดยลดลงเล็กน้อยจากปี พ.ศ. 2560 จากเดิมที่ 28.41% โดยพบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10.6% ในปี 2560 เป็นร้อยละ 10.8 ในปี 2564 ในขณะที่ผู้ชายมีอัตราการดื่มฯ ลดลงจากร้อยละ 47.5 ในปี 2560 เป็นร้อยละ 46.4 ในปี 2564
.
ทั้งนี้พบว่า บรรดานักดื่มไทยมีค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยต่อคนประมาณ 1,677.23 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากร ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.7 ลิตรต่อคนต่อปีเลยทีเดียว
.
เมื่อสำรวจปัจจัยการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศพบว่า มีผู้ผลิตรายใหญ่เข้าครอบครองส่วนแบ่งในตลาด เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย อีกทั้งกฎระเบียบและมาตรฐานโรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงเป็นอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมของผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิตสุราและเบียร์ โดยมีคู่แข่งบริษัทคือครองตลาดรายใหญ่ คือ บจก.บุญรอดบริวเวอรี่ และ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึงกว่า 80% คิดเป็นมูลค่าการส่งออกสูงถึง 370 ล้านบาท
.
วันนี้ #Agenda จะพาไปสำรวจสัดส่วนปริมาณนักดื่มไทยในแต่ละภาคในรอบปีที่ผ่านมา และวิเคราะห์ถึงสาเหตุและพฤติกรรมที่โดดเด่นในแต่ละภาคกัน
.
โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบ่งได้หลายปัจจัย คือ
– ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น เพศ อายุ รายได้ต่อเดือน ทัศนคติที่มีต่อแอลกอฮอล์
– ปัจจัยด้านครอบครัว เช่น อิทธิพลจากพ่อ แม่ หรือบุคคลในครอบครัว ส่งผลให้เกิดการลอกเลียนแบบ
– ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เช่น อิทธิพลจากเพื่อน สื่อ หรือการเข้าถึงแหล่งซื้อ – ขายได้
.
นอกจากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แล้ว ยังมีวัตถุประสงค์ในการดื่มเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย โดยส่วนใหญ่การดื่มมักเกิดจาก 2 วัตถุประสงค์ คือ ดื่มเพื่อลดความเครียดหรือเพื่อหลีกหนีจากปัญหาของตนเอง และ การดื่มเพื่อเข้าสังคม โดยทั้ง 2 วัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนหันมาดื่มแอลกอฮอล์กันมากขึ้น
.
โดยพบว่า ยิ่งมีระดับความเครียดมากเท่าไหร่ อัตราการดื่มก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการดื่มเพื่อเข้าสังคม ยิ่งระดับการเข้าร่วมและจำนวนคนในสังคมนั้นมากเท่าไหร่ อัตราการดื่มก็ย่อมสูงตามไปด้วยเช่นกัน
.
ภาคเหนือ 33%
– เหตุผลที่ทำให้ภาคเหนือมีสัดส่วนนักดื่มเยอะเป็นอันดับหนึ่งของประเทศนั้น คาดว่าเป็นเพราะ ภาคเหนือเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมประเพณีที่มีความหลากหลาย ส่งผลให้เกิดการดื่มเฉลิมฉลองในบางเทศกาลหรืองานรื่นเริงบ่อยครั้ง นอกจากนี้ด้วยบรรยากาศ ทัศนียภาพ ประกอบกับภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อให้เกิดกิจกรรมอื่น ๆ มากนัก ทำให้ผู้คนในชุมชนจึงมักเลือกการสังสรรค์เป็นกิจกรรมในการเพิ่มระดับความสัมพันธ์ของพวกเขา
.
รวมทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจในระดับภาคยังมีความกระจุกและเติบโตน้อย ส่งผลให้สัดส่วนคนจนมีเยอะ ซึ่งสภาพเศรษฐกิจเหล่านี้เองที่ส่งผลต่อระดับความเครียดของผู้คนและอาจทำให้เกิดการดื่มเพื่อบรรเทาความเครียดได้เช่นกัน ประกอบกันจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือ มีการทำสุราท้องถิ่นมากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกด้วย โดยจังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนนักดื่มเยอะมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีมากถึง 43% เลยทีเดียว
.
ภาคอีสาน 32%
– อีกหนึ่งภาคที่ถือว่ามีสัดส่วนนักดื่มในปริมาณมากเช่นกัน โดยคาดว่า ส่วนหนึ่งเกิดมาจากสภาพสังคมส่วนใหญ่ในภาคอีสานมีจำนวนผู้ใช้แรงงานสูง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะรวมกลุ่มดื่มกันเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าหรือเพื่อสังสรรค์หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาการทำงาน นอกจากนี้ยังขาดการพัฒนาในส่วนต่าง ๆ ของภาคอีสานจนทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบการศึกษา ส่งผลต่อมุมมองที่มีต่อเครื่องดื่มและก่อให้เกิดอิทธิพลภายในครอบครัวอีกด้วย
.
และเช่นเดียวกันกับภาคเหนือ ภาคอีสานเองก็มักมีการจัดงานรื่นเริงและสังสรรค์บ่อยครั้ง ทำให้การดื่มเพื่อสังคมเกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นกัน รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจของภาคอีสานก็มีขนาดเล็กสวนทางกับจำนวนประชากรที่หนาแน่นเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดและนำไปสู่การดื่มเพื่อหลีกหนีปัญหาเช่นกัน
.
ภาคกลาง(ไม่รวม กรุงเทพฯ) 27%
– สัดส่วนของนักดื่มในภาคกลางมีจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากความเจริญในภาคกลางที่มีการขยายตัวจากกรุงเทพฯ ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มได้ง่าย และทำให้สภาพเศรษฐกิจเติบโตและเมืองคึกคักมากขึ้นด้วย แต่การขยายตัวก็นำมาซี่งปัญหาเช่นกัน โดยก่อให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตมากขึ้น ทั้ง ปัญหาความแออัด การจราจร ความสะอาด เป็นต้น
.
ภาคใต้ 17%
– ภาคใต้มีระดับสัดส่วนนักดื่มน้อยที่สุด เนื่องจากภาคใต้เป็นภาคที่มีสัดส่วนคนนับถือศาสนาอิสลามมากที่สุด ซึ่งเป็นศาสนาที่มีข้อห้ามในการข้องเกี่ยวกับสิ่งมึนเมาโดยเด็ดขาด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเคร่งครัดของแต่ละบุคคล ท้องที่ หรือจังหวัดนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย จนอาจกระทบต่อการสังสรรค์หรือรื่นเริง ทำให้ผู้คนในภาคใต้ไม่ตัดสินใจเลือกที่จะมานั่งดื่มกินกัน
.
ทำให้ ปัตตานี กลายเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนของนักดื่มน้อยที่สุดในประเทศ โดยอยู่ที่ 2% เท่านั้น โดยสาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจาก ศาสนา และ ความไม่สงบ ประกอบกับปัตตานีอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ปัจจัยทางศาสนาและความไม่สงบยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นอีกด้วย
.
กรุงเทพฯ 27%
– แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมาก แต่สัดส่วนนักดื่มในเมืองกรุงก็ยังคงเทียบเท่ากับภาคกลางและมากกว่าภาคใต้ โดยส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากการที่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมความเจริญ มีแหล่งการค้ามากมาย ส่งผลให้ผู้คนสามารถเข้าถึงแหล่งซื้อ-ขายเครื่องดื่มได้โดยง่าย ทั้งในส่วนของ ร้านค้า ไปจนถึง ผับ บาร์ ต่าง ๆ นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังเป็นแหล่งสังคมขนาดใหญ่ ทำให้การดื่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคมไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
.
นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ถือว่ามีผลอย่างมากคือ อิทธิพลจากสื่อ โฆษณา ต่างๆ ในเมืองที่ผู้คนเข้าถึงโซเชียลมีเดียกันเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้มีย่อมส่งผลต่อทัศนคติเชิงบวกต่อการดื่ม การเลือกแบรนด์ในการดื่ม และการตัดสินใจดื่มของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่างมากเช่นกัน
.
เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนนักดื่มในแต่ละภาค พบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ส่งผลให้ผู้คนตัดสินใจที่จะบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ในอนาคต ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็มีผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนหนึ่งครองส่วนแบ่งในตลาดเท่านั้น จึงทำให้สังคมต้องมองย้อนกลับมาว่าทำไมจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักดื่มไทย ถึงสวนทางกับโอกาสการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มของไทยที่มีคู่แข่งเพียงไม่กี่รายเท่านั้น
.
ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ สงขลา, ศูนย์ข้อมูลกลางทางด้านศาสนาม, แผนพัฒนาภาค พ.ศ.2560-2565, National Library of Medicine

นโยบายเหล้าเบียร์เสรีนี้เป็นนโยบายที่ประเทศเสรีประชาธิปไตยต้องทำ หยุดเอื้อทุนผูกขาดที่เอาเปรียบเอาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว




ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
15h

ข้อมูลปี 2563 คนไทยดื่ม 13,000 ล้านลิตร มูลค่าตลาดเครื่องดื่มรวม 720,000 ล้านบาท คนไทยดื่มแอลกอฮอล์ 21% หรือ 26,130 ล้านลิตร แต่คิดเป็นมูลค่าถึง 460,800 ล้านบาท ดื่มเบียร์ 71.3% คิดเป็นมูลค่า 54.3% ของตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็นมูลค่า 250,200 ล้านบาท ที่เหลือเป็นเหล้าและไวน์เป็นหลัก
นโยบายให้ผลิตและขายเบียร์ขายเหล้าเสรี ภายใต้การควบคุมมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่คุมเกณฑ์ผลิตขั้นต่ำ เพื่อส่งเสริมการสร้างธุรกิจท้องถิ่นชุมชน จากตัวอย่างของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส ยี่ห้อเหล้าเบียร์เล็กๆ นั้น สร้างเสน่ห์แก่การท่องเที่ยวของชุมชน สร้างธุรกิจและความภาคภูมิใจให้ชุมชน แต่อัตราส่วนแบ่งจากเหล้าเบียร์ยี่ห้อใหญ่นั้น ทั้งประเทศมีไม่มากนัก
นโยบายเหล้าเบียร์เสรีนี้เป็นนโยบายที่ประเทศเสรีประชาธิปไตยต้องทำ เพราะหากไม่ทำ ประเทศนั้นจะเป็นเผด็จการชนส่วนน้อยและทุนผูกขาดที่แย่มากๆ เอาเปรียบเอาประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ใครสนับสนุนแนวทางผูกขาดเหล้าเบียร์คือสิ่งที่สังคมไทยต้องกำจัดแนวทางดังกล่าวออกไป เพื่อสร้างเหล้าเบียร์ในสังคมไทยแบบดั้งเดิม คือ ชุมชนผลิต ชุมชนร่วมดื่ม กระจายรายได้และสร้างความภาคภูมิใจสู่ชุมชน

ต่างชาติซื้อที่ดิน : กฎกระทรวงที่ ครม.เพิ่งเห็นชอบ ต่างจากฉบับเดิมเมื่อปี 2545 (ยุคทักษิณ) อย่างไร



ต่างชาติซื้อที่ดิน : กฎกระทรวงที่ ครม.เพิ่งเห็นชอบ ต่างจากฉบับเดิมเมื่อปี 2545 อย่างไร

26 ตุลาคม 2022
บีบีซีไทย

กฎกระทรวงเรื่องให้สิทธิต่างชาติศักยภาพสูง 4 กลุ่ม ถือครองที่ดินได้ไม่เกิน 1 ไร่ โดยต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท อย่างน้อย 3 ปี ที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการไปแล้วนั้น เป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎกระทรวงการซื้อที่ดินของต่างด้าว ฉบับที่ออกมาตั้งแต่ปี 2545 โดยปรับลดเวลาการลงทุนของต่างชาติลงจากกฎหมายเดิมที่กำหนดไว้ 5 ปี เหลือ 3 ปี

กฎกระทรวงว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. .... ที่เสนอโดยกระทรวงมหาดไทย เป็นการยกร่างกฎกระทรวงเดิมที่ออกตั้งแต่สมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มีการปรับปรุงเกณฑ์บางส่วน

“เข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้ ต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจากวิกฤตโควิดที่ยาวมา 3 ปี” นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทาง อสมท เช้านี้ (26 ต.ค.)

เกณฑ์ที่เปลี่ยนไปจากกฎกระทรวงเดิม คือ มีการเพิ่มประเภทของกลุ่มต่างชาติ 4 กลุ่ม และปรับปรุงประเภทการลงทุนของกองทุนต่าง ๆ ที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น เพิ่มประเภทการลงทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลไทย กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์เพื่ออสังหาริมทรัพย์ และต้องถือครองการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี

สาระสำคัญของกฎกระทรวงใหม่ที่ ครม. เห็นชอบ

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย พ.ศ. …. ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้ จะมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

จากการแถลงของนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า สาระสำคัญของกฎกระทรวงไว้ดังนี้
  • ต่างชาติที่ซื้อที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ ต้องเป็นกลุ่มคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท ที่ ได้แก่ 1.กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง 2.กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ 3.กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย และ 4.กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ
  • จำนวนเนื้อที่ที่ได้รับสิทธิ ไม่เกิน 1 ไร่ ตามมาตรา 96 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งต้องใช้ที่ดินนั้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับตนเอง
  • ลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 3 ปี
  • ประเภทการลงทุน เช่น ใน พันธบัตรรัฐบาลไทย การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน
  • หากถอนการลงทุนในธุรกิจหรือกิจการก่อนครบกำหนดเวลาการดำรงทุน ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ถอนการลงทุน
  • เป็นที่ดินภายในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา หรือเขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง และต้องอยู่นอกเขตปลอดภัยในราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร
เป็นการยกร่างจากกฎกระทรวงต่างด้าวซื้อที่ดิน 2545

จากเอกสารมติ ครม. ที่อยู่บนเว็บไซต์รัฐบาล ระบุรายละเอียดของกฎกระทรวงที่รัฐบาลเห็นชอบในหลักการ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงทุนจากกฎกระทรวงเดิมปี 2545 ที่กำหนดว่าต้องดำรงการลงทุนไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี เป็นไม่ต่ำกว่า 3 ปี ขณะที่จำนวนเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาทคงเดิม

ส่วนการนำเงินมาลงทุนในธุรกิจหรือกิจการประเภทหนึ่งประเภทใด กฎกระทรวงปี 2545 กำหนดไว้ 4 ประเภท แต่ร่างกฎกระทรวงที่ ครม. เห็นชอบ มีการเพิ่มเติมและปรับปรุงรวม 5 ประเภท ส่วนที่เพิ่มเติมมา คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์


สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงการได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดคนต่างด้าวที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย

สอดคล้องกับที่นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวกับรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เช้านี้ (26 ต.ค.) ว่า เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงเดิมในเรื่องของกองทุนบางประเภทที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และปรับเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาการลงทุน

"พอไปแตะต้องเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ก็จะมีปัญหาว่าเป็นการขายชาติหรือเปล่า แต่หลายเรื่องที่ได้มีการประกาศออกมาก่อนหน้านี้เช่น การลงทุนบีโอไอ (คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ก็เป็นหลักการเดิมที่มีมาก่อนของรัฐบาล แต่เนื้อหามีการปรับปรุง จาก 5 ปี ก็ให้มีการดำรงการลงทุน 3 ปี ส่วนที่บอกว่ามีการลงทุนในกองทรัสต์ บางกองได้ปิดไปแล้ว และมีการแก้ไขบางกองที่เป็นปัจจุบันอยู่ขณะนี้" นายอิสระ กล่าว

ต่างชาติมีศักยภาพ 4 กลุ่ม

เมื่อดูสาระสำคัญของกฎกระทรวงเดิมปี 2545 ไม่ได้มีการกำหนดกลุ่มต่างชาติ กำหนดเพียง “คนต่างด้าวซึ่งประสงค์จะได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้” ส่วนร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่กำหนดว่า ต้องเป็นกลุ่มคนต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท

แม้ประชากรต่างชาติ 4 กลุ่มนี้ สอดคล้องกับมาตรการเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา คือ การอนุญาตให้ต่างชาติในกลุ่ม 14 ประเทศ อาศัยในประเทศไทยได้ 10 ปี หรือมาตรการ “ลองเทอมวีซ่า” แต่นายอิสระ มองว่า กฎกระทรวงที่ระบุเงินลงทุนอย่างน้อย 40 ล้านบาท รองรับเพียงแค่กลุ่มผู้มีความมั่นคั่งที่สามารถลงทุนได้ แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มเกษียณอายุ กลุ่มผู้มีรายได้ประจำ กลุ่มทำงานออนไลน์ กลุ่มที่ทำงานเทคโนโลยีเอไอหรือยานยนต์สมัยใหม่

“มาตรการยังไม่ได้พูดถึงกลุ่มที่ 3-4 เลย ที่เป็นวัยทำงาน ต้องการหางานทำในประเทศไทย”

นอกจากนี้ ร่างกฎกระทรวงเดิมเมื่อปี 45 ไม่ได้กำหนดกรอบของที่ดินที่ซื้อได้เอาไว้ แต่กฎกระทรวงใหม่มีวัตถุประสงค์ ไม่ต้องการให้ลุกล้ำในพื้นที่เกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม กลุ่มอสังหาฯ มีความเห็นว่า ควรต้องกำหนดให้ซื้อได้เฉพาะในเขตที่มีการจัดสรรถูกกฎหมาย

มาตรการ 20 ปี ที่ใช้ไม่ได้ผล

"ที่ผ่านมา มาตรการที่ผ่านมากระตุ้นการลงทุนในช่องทางนี้ได้ไม่มาก ทั้งที่มาตรการออกมา 20 ปี แล้ว (ปี 2545) ผมเข้าใจว่ารัฐบาลจึงแก้เงื่อนไขระยะเวลาเงินลงทุนไว้จาก 5 ปี เป็น 3 ปี" นายอิสระ กล่าว

ในประเด็นเงินลงทุนที่กำหนดไว้ขั้นต่อ 40 ล้านบาท นายอิสระ กล่าวว่า ในยุคสมัยนี้ 40 ล้านบาท อาจเป็นตัวเลขที่น้อยได้ แต่เข้าใจว่า รัฐบาลไม่อยากแตะต้องกฎกระทรวงเดิมมาก แต่เป็นการแก้ไขข้อมูลเรื่องกองทุนอสังหาริมทรัพย์บางกองทุนที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทบทวน คือ ที่ผ่านมามาตรการนี้ไม่ค่อยได้ผลนัก และควรประชาสัมพันธ์ให้นักลงทุนชาวต่างชาติได้ใช้ช่องทางนี้ดีกว่าใช้ช่องทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การตั้งบริษัทในประเทศไทยแล้วมาซื้อที่อยู่อาศัย การซื้อผ่านสามีหรือภรรยาคนไทย หรือการหลบเลี่ยงด้วยวิธีต่าง ๆ

ราคาอสังหาฯ จะพุ่งขึ้นหรือไม่

นายอิสระมองว่า มาตรการนี้ไม่น่าจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์แพงขึ้น เพราะเป็นการออกมาตรการให้กับชาวต่างชาติเพียงกลุ่มเดียว

"ผมคิดว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น เพราะมาตรการที่ผ่านมา เป็นแค่คนกลุ่มเดียว ซึ่งในขณะนี้ ถ้าชาวต่างชาติ ก็สามารถซื้ออาคารชุดได้อยู่แล้ว 49% และไม่จำกัดราคา ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกมาตั้งแต่ปี 44-45 เหมือนกัน เดิมที่อาคารชุดซื้อได้แค่ 40% ตอนนี้ไม่จำกัดราคาเลย"

ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ อยากเห็นการจำกัดราคาซื้อขั้นต่ำของต่างชาติมากกว่า ให้ซื้อเฉพาะอสังหาฯ ที่ราคาสูงเท่านั้น เช่น ต้องมีราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จึงจะสามารถซื้อได้ เพื่อไม่ให้กระทบความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของคนไทย

นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในพัทยารายหนึ่งบอกกับบีบีซีไทยว่า ในช่วง 1-2 ปีมานี้ตั้งแต่มีสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ลูกค้าต่างชาติลดลงอย่างมาก ต่างจากเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว ที่มีลูกค้าต่างชาติมากถึง 50-70% แต่ในระยะหลังไม่ว่าจะเป็นชาติไทยหรือต่างชาติก็ไม่มีเข้ามา

เขายังไม่เห็นว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้มีลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะทุกชาติได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลก และมาตรการเดิมที่มีมา 20 ปีแล้ว ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการซื้อขายจากต่างชาติเท่าใดนัก

โดยทั่วไปแล้ว ต่างชาติที่ซื้ออสังหาฯ หากเป็นกลุ่มที่มีภรรยาเป็นคนไทยจะเน้นบ้านในหมู่บ้านจัดสรร ส่วนมากซื้อผ่านบริษัท หากมีบุตรร่วมกันก็ใช้เป็นชื่อบุตร ส่วนกลุ่มต่างชาติที่ไม่ได้มีภรรยาคนไทย จะเน้นอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยสะดวกอย่างคอนโดมิเนียมที่กฎหมายอนุญาตสิทธิการครอบครองได้
.....

วันเสาร์, ตุลาคม 29, 2565

“ดีลข้ามขั้ว” เขี่ย 'ตู่' กับ 'ก้าวไกล' ตามมาด้วย 'คอแดง' กำลังจะใหญ่

‘เฮียป้อม’ ไม่ตอบ ได้แต่ส่ายหัวเมื่อถูกถามจี้เรื่อง ‘เสี่ยแป้ง’ ธรรมนัส พรหมเผ่า จะกลับ พปชร.โดยตั้งเงื่อนไขต้องไม่มี ‘ตู่’ อยู่ด้วย Prachaya Nongnuch @Prachaya_Ice นักข่าวสายวงในทหาร ค่ายมติชน เรียกว่า “ดีลข้ามขั้ว”

เธอบอกดีลนี้ “สอดรับ ‘ชลน่าน’ ตั้งเงื่อนไข เพื่อไทยไม่ปิดประตูจับมือ พปชร. แต่ต้องไม่มีบิ๊กตู่” นี่เป็นกระแสที่มาแรงในช่วงนี้ ขณะที่คอลัมนิสต์มติชน ปราบต์ บุนปาน กล่าวถึงสมมุติฐานการเมืองแบบไทยๆ ว่า ‘สายกลาง’ กำลังฮึด

เขาบอกว่าพวกนักเลือกตั้งเวลานี้ที่กระจายอยู่ในพรรคต่างๆ แต่ละขั้ว มองว่า ‘ประยุทธ์’ และ ‘ก้าวไกล’ ต่างเป็น ‘สุดโต่ง’ ของแต่ละฟากที่ต้องเขี่ยทิ้งไป เหลือแต่พวกที่ตั้งหน้าประนีประนอม เพื่อให้การเมืองในสภาเลือกตั้งราบรื่น

กระนั้นผลวิเคราะห์ยังลงเอยว่า อย่างไรเสียก็ไม่สามารถกำจัดได้ทั้งประยุทธ์และก้าวไกล ฐานเสียงของทั้งคู่ยังมีเป็นน้ำเป็นเนื้ออยู่ เลยต้องมองข้ามช็อตจากตรงนี้ไปที่สภาพการณ์หลังเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้ขั้วเดิมๆ ซึ่งองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

ในขั้วอนุรักษ์ศักดินา พลังหนุนสีเขียว-กากี มีเปลี่ยนมือตามยุคสมัยจาก ‘ทหารเสือฯ’ มาสู่ ‘คอแดง’ หากติดตามข่าวคราวการโยกย้ายนายทหารประจำปี พบว่าพวกเสือๆ รุ่นต่อไปของสีเขียว เป็นสายเดียวกับ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน คือ ‘คอแดง’

ในสีกากีสองวันนี้ได้เห็นบทเด่นของตำรวจคอแดงด้วยเช่นกัน “ตร.ประกาศเอาจริง เชือดผับ-บาร์...‘รองต่อศักดิ์’ รับดาบ ‘บิ๊กเด่น’ จัดระเบียบสถานบริการ สถานบันเทิงทั่วประเทศ” รายการ ‘กวาดบ้านตัวเอง’ ที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ บอกไว้เริ่มแล้ว

หลังจากอื้อฉาวบุกจับ ‘ผับจีน’ อัพยา ได้นักท่องเที่ยวจีนมั่วสุมเสพจนฉี่ม่วงนับร้อย วันนี้ส่งฟ้อง ๗๑ คนทั้งหญิงชายจำนวนพอๆ กัน ซึ่ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ประกาศเข้ม ระดับ “ผกก.หรือหัวหน้าสถานี ต้องลงไปดูด้วยตนเอง...

หากพบว่าที่ใดปล่อยปละละเลย จะต้องดำเนินการทางปกครองและวินัยกับท้องที่ด้วย ส่วนสถานบริการที่ทำผิดกฎหมาย หากเข้าเงื่อนไขตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องเสนอผู้มีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต” เอ๊ะไทยรัฐเขียนข่าวผิดหรือเปล่า

เขายังใช้ ‘คำสั่งหัวหน้า’ คสช. อยู่อีกหรือ ชาวบ้านทั่วไปไม่ยักรู้ เอาเถอะ มาดูบทบาท ‘รองฯ ต่อ’ ช่วงนี้เบาะๆ จับงานใหญ่ ๓ เรื่องแน่ะ นอกจากสถานบันเทิง ‘แหล่งส่วย’ แล้วยังเรื่อง “จับกุม พ.ต.ท.เข้ารหัสดูฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์...

เอาข้อมูลจดทะเบียนการค้า ขายให้ #แก๊งคอลเซนเตอร์ มีรายได้วันละ ๒ หมื่น” ร่วมมือกัน ‘ทุจริต’ อย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์” เท่านั้นไม่พอมีอีกเรื่อง “รองฯ ต่อ เผยพบเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยหัวใส ใช้ใบ ป.๓ เวียนซื้ออาวุธปืนขายตลาดมืดนับพันกระบอก”

สามคดีหนับๆ นี่พอดันทั่นรองฯ ขึ้นไปรับช่วงเป็นผู้บัญชาการคนต่อไปได้สนิทเชียวละ ขณะรัฐบาลใหม่จะยิ่งคอแดงกว่าเดิม ไม่ว่าสูตรผสมมาจากแดนใด

(https://policetv.tv/archives/28351, https://www.matichon.co.th/local/crime/news_3642539, https://pbs.twimg.com/media/FgJAHL8aAAAnASe?format=jpg&name=large และ https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2538810) 

ประเทศเฮงซวย ประชาชนอยู่อย่างต้องทน ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเป็นเวลาหลายเดือน การเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก


บีบีซีไทย - BBC Thai
17h

“น้ำท่วมก็ต้องทนเพราะเกิดเป็นคนบางบาล” เสียงสะท้อนจากชาวบ้านที่ต้องอยู่กับน้ำเป็นเวลาหลายเดือน
.
ที่ตั้งของ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นพื้นที่ต่ำที่ต้องรับน้ำที่ไหลมาจากทางภาคเหนือแทนชาวกรุงเทพฯ อยู่ทุกปี แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ชาวบ้านเริ่มตั้งข้อสงสัยกับระดับน้ำที่นับวันจะมีแนวโน้มสูงขึ้น
.
จากระดับน้ำที่สูงขึ้นในทุกปี ทำให้การเตรียมตัวรับมือในฤดูน้ำหลากยากลำบากขึ้น การขนของหนีน้ำขึ้นที่สูงยากขึ้นจากที่เคยใช้อิฐหนุนเพียงไม่กี่ก้อนก็ต้องหันมาใช้อิฐจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนสิ่งของขนาดใหญ่เช่นตู้เสื้อผ้า ถ้าขนไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้น้ำท่วมเสียหายไป
.
นอกจากนี้ชาวบ้านยังต้องเผชิญกับสัตว์มีพิษที่มากับน้ำที่มีให้เห็นทุกวัน พวกเขาต้องตื่นขึ้นมากลางดึกคืนละหลายรอบ และนอนด้วยความหวาดระแวงทุกคืน
.
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทนใช้ชีวิตอยู่กับน้ำเป็นเวลาหลายเดือน การเดินทางก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก จะออกไปข้างนอกก็ต้องหันมาใช้เรือแทน
.
“น้ำท่วมต้องอยู่แบบนี้ปีละ 3-4 เดือนมันทรมาน เจ็บป่วยเมื่อไรก็ต้องพายเรือออกไปหาหมอ ยิ่งคุณยายพายเรือไม่เป็นก็ต้องลอยคอออกไป” ตาธงชัยและยายแสงล่ากล่าว
.
พวกเขาต้องย้ายขึ้นไปอาศัยอยู่บนหลังคาบ้าน โดยตัดพ้อว่าพืชสวนที่เคยปลูกไว้หวังที่จะเก็บกินผลก็มีอันต้องเสียหายจากการที่น้ำท่วมเป็นเวลานาน
.
ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ ชาวบ้านต่างให้ความเห็นว่า เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ไม่ดี จากสมัยก่อนที่ยังไม่มีประตูระบายน้ำ น้ำที่ไหลมาก็จะไหลผ่านไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งชายฝั่งและชายทุ่งแล้วก็ไหลผ่านไป จะไม่ท่วมสูงและยาวนานเท่านี้ ชาวบ้านคิดเห็นว่าการสร้างประตูระบายน้ำที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่กลับสร้างปัญหาเพิ่มเติม





“ตอนนี้เราสามารถพูดได้ว่า 3 ป. อยู่ในฐานะที่ขาลง เว้นเสียแต่ว่าจะมีอภินิหารใดๆ” ชวนอ่านเกมอำนาจและนัยทางการเมืองของโผกองทัพสำหรับการเลื่อนลดปลดย้ายในปี 2565 กับ ‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’ พบ ทหารคอแดงคุมกำลังสำคัญ ลูกรัก ‘ตู่-ป้อม’ หลุดวงโคจร


ประชาไท Prachatai.com
20h

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: กำหนดหน้าที่ของทหาร คือหนทางปฏิรูปกองทัพ

“โดยภาพรวมอำนาจของบูรพาพยัคฆ์ลดต่ำลง ทำไม พลเอกประวิตร ถึงต้องสร้างบารมี ต้องสร้างฐานอำนาจในกลุ่มนักการเมืองด้วยการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ“
“ตอนนี้เราสามารถพูดได้ว่า 3 ป. อยู่ในฐานะที่ขาลง เว้นเสียแต่ว่าจะมีอภินิหารใดๆ หมายความว่าอำนาจที่มากกว่านั้น ยังสนับสนุน 3 ป. อยู่”
ประชาไทชวนอ่านโผทหารไปกับสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อหาคำตอบว่าขั้วไหนคุมกำลังรบไว้ในมือมากที่สุด ผลกระทบต่อทิศทางการเมือง ร่องรอยความบิดเบี้ยวที่ต่อยอดจากรัฐประหาร 2549 สู่คำถามว่า ประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการอำนาจ
อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2022/09/100588
#กองทัพไทย #โผทหาร #ทหารคอแดง #ทหารคอเขียว #ปฎิรูปกองทัพ
.....
อ่านโผทหาร 65 กลุ่มไหนได้ ฝ่ายไหนเสีย เมื่อ ‘ทหารพระราชา’ กำลังแทนที่ 3 ป.

2022-09-19
เยี่ยมยุทธ สุทธิฉายา สัมภาษณ์และเรียบเรียง
ประชาไท

ชวนอ่านเกมอำนาจและนัยทางการเมืองของโผกองทัพสำหรับการเลื่อนลดปลดย้ายในปี 2565 กับ ‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’ พบ ทหารคอแดงคุมกำลังสำคัญ ลูกรัก ‘ตู่-ป้อม’ หลุดวงโคจร สะท้อนขาลงบูรพาพยัคฆ์และบารมีของพี่ใหญ่ 3 ป. ย้อนดูรัฐประหาร 2549 ที่เปิดทางสู่การมีบทบาทของข้าราชการ กองทัพ สถาบันกษัตริย์ จนนำมาสู่การปิดเกมในรัฐประหาร 2557


10 ก.ย. 2565 คือวันที่ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ปรับตำแหน่ง เลื่อนลดปลดย้ายนายทหารจำนวน 765 นาย รู้จักกันในชื่อเล่นว่า ‘โผทหาร’

ท่ามกลางชื่อและตำแหน่งละลานตา มีเพียงไม่กี่ชื่อและไม่กี่ตำแหน่งที่สายตาของผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงจับจ้อง ในฐานะจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะบ่งชี้ได้ว่าขั้วไหน ค่ายใดจะมีกำลังรบสูงที่สุด และในประเทศที่การรัฐประหารเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเมือง โผทหารแต่ละครั้งย่อมถูกประเมินต่อยอดไปถึงอนาคตทางการเมืองในภาคพลเรือนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประชาไทชวนอ่านระหว่างบรรทัดในโผทหารไปกับสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อหาคำตอบว่าขั้วไหนคุมกำลังรบไว้ในมือมากที่สุด ผลกระทบต่อทิศทางการเมือง ร่องรอยความบิดเบี้ยวที่ต่อยอดจากรัฐประหาร 2549 สู่คำถามว่า ประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการอำนาจนี้

โผกองทัพปัจจุบันบอกอะไรกับเราบ้าง

โดยภาพรวมแล้วยังบอกถึงโครงสร้างอำนาจของกลุ่มในกองทัพที่มีลักษณะต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เปลี่ยนรัชกาล ฝ่ายต่างๆ ในกองทัพเปลี่ยนรูปแบบไปนิดหน่อย จากเดิมเราก็ท่องกันอยู่แค่บูรพาพยัคฆ์กับวงศ์เทวัญ หมายถึงนายทหารที่มีพื้นฐานเริ่มต้นรับราชการส่วนใหญ่อยู่ในสองกองพลใหญ่ คือกองพลที่ 1 ในกรุงเทพฯ เรียกว่าวงศ์เทวัญ เป็นกลุ่มที่เคยอยู่ใกล้ชิดศูนกลางอำนาจดั้งเดิมก็คือวังหลวงเป็นสำคัญ กับกองพลที่ 2 ซึ่งอยู่ที่ภาคตะวันออก เราเรียกว่าบูรพาพยัคฆ์ นับจากการขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจจะคั่นด้วย พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลินท์นิดหน่อย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเพราะเป็นการเข้ามาแก้ไขสถานการณ์บางอย่าง แต่สมการกำลังในกองทัพในตอนนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะคนที่คุมกำลังหลักก็คือกลุ่มของ พล.อ ประวิตร ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกลุ่มนายทหารที่มาจากกลุ่มบูรพาพยัคฆ์เป็นส่วนใหญ่

เวลาอ่านข่าวอาจจะงงว่าทหารเสือราชินีกับกลุ่มบูรพาพยัคฆ์เป็นอันเดียวกันหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ กลุ่มทหารเสือราชินีเป็นกลุ่มที่เริ่มต้นชีวิตราชการและใช้ชีวิตราชการส่วนใหญ่อยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 ที่ จ.ชลบุรี ในจำนวนนั้น คนที่ยังมีอำนาจวาสนาอยู่ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ ส่วน พล.อ.ประวิตรเคยอยู่ที่นั่นแต่ข้ามมาคุมกำลังที่กองพลที่ 2 เลยเป็นพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ แต่น้องๆ ส่วนใหญ่เคยเริ่มต้นที่หน่วยทหารดังกล่าวที่มีชื่อตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ว่าเป็นหน่วยรักษาพระองค์ในพระราชินีสิริกิติ์

แต่หลังจากการเปลี่ยนรัชกาลใหม่ รูปแบบฝักฝ่ายในกองทัพมีการเปลี่ยนแปลง การขึ้นมาของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นจุดปฐมบทของความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มในทางการทหารที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดย พล.อ.อภิรัชต์มีความใกล้ชิดกับ ร.10 ทั้งตัวที่มาของบุคคลและปูมหลัง พล.อ.อภิรัชต์มาจากกลุ่มวงศ์เทวัญ เป็นลูกผู้ใหญ่จากนามสกุลคงสมพงษ์ รับราชการอยู่ในกรมทหารราบที่ 1 มาโดยตลอด ที่เคยไปรับราชการในภาคใต้ก็ถูกไปในฐานะที่ถูกส่งไปจากกรมทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นกลุ่มวงศ์เทวัญ

การขึ้นมามีตำแหน่งของ พล.อ.อภิรัชต์ในช่วงนั้นก็ได้ดึงเส้นสายต่างๆ มาจากกลุ่มวงศ์เทวัญเสียส่วนใหญ่ แต่ปัจจัยที่เปลี่ยนสมการกำลังก็คือการที่ พล.อ.อภิรัชต์และทหารจำนวนหนึ่ง ผมนับได้ราว 15 คน ได้รับการฝึกพิเศษในโรงเรียนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่วังทวีวัฒนา ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยตรงของ ร.10 สมัยที่เป็นมกุฏราชกุมาร โดยคนกลุ่มนี้ใส่เครื่องแบบที่มีสัญลักษณ์ว่าใกล้ชิดกับ ร.10 เช่น ใส่เสื้อคอกลมที่แถบสีแดงภายใต้เครื่องแบบ กลุ่มทหารคอแดงเริ่มต้นจากจุดนั้น

21 ก.พ.62 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ นำผู้บังคับบัญชาชั้นสูงและกำลังพลภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) เข้ารับการทดสอบสมรรถภาพร่างกายประจำปี ครั้งที่ 1/2562 โดยสถานีทดสอบร่างกายประกอบด้วย สถานีดันพื้น ลุกนั่ง และวิ่งระยะทาง 2 กม. ณ ลานพื้นแข็ง หน้าพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติภายใน บก.ทบ. (ที่มาภาพ Army PR Center)

คนที่เข้าโครงการอบรมเป็นพิเศษ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าโครงการ 904 จะได้เป็นทหารคอแดง โดยทหารคอแดงสามารถแบ่งได้หยาบๆ เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเรียกว่า elite squad มีจำนวนไม่เยอะ แต่อยู่ในตำแหน่งสำคัญของหน่วยที่คุมกำลังในกองทัพและในเสนาธิการที่เป็นมันสมองของกองทัพ คือเป็นฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มจากการโอนย้ายกรมทหารราบ 1 และราบ 11 ที่มีการโอนกำลังเข้าไปเป็นหน่วยที่อยู่ภายใต้กองบัญชาการถวายความปลอดภัย มีสถานะเป็นข้าราชการในพระองค์ เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังพร้อมรบอยู่พอสมควร และกลุ่มที่สามคือหน่วยทหารเกิดจากการคัดเลือกจากหน่วยรักษาพระองค์ จะมีการทำงานของเครือข่ายที่ไปดึงกลุ่มทหารที่หน่วยก้านดี มีทักษะทางการทหาร รูปร่างดี การแต่งกายเป๊ะ ระเบียบวินัยเป๊ะ จะถูกคัดมาทั้งทหารสัญญาบัตรและประทวนเป็นรอบๆ แต่กลุ่มนี้ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกันในวงกว้างว่ามีอยู่ แต่พวกเขาฝังอยู่ในหน่วยต่างๆ และไม่จำเป็นต้องเข้าไปในวังเว้นแต่ว่าจะถูกเรียกเข้าไปถวายงาน ถวายความปลอดภัย เดินพาเหรดหรือเข้าเวรยามในสำนักพระราชวังบ้าง

การโยกย้ายแต่งตั้งปีนี้ โดยรวมแล้วทหารคอแดงที่ใกล้ชิดกับวังหลวงหรือเครือข่ายที่ทำงานให้ ร.10 เป็นสำคัญ ค่อนข้างที่จะไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ได้หมดในกองทัพ โดยเฉพาะในกองทัพบกและกองบัญชาการกองทัพไทย เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ที่เป็นทหารคอแดงที่ยังรักษาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดไว้ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ที่เป็นทหารคอแดงได้ขยับจากหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาเข้ามาเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด หมายความว่าจะมีโอกาสมากที่จะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน พล.อ.เฉลิมพลที่จะเกษียณในปี 2566 หากไม่มีอุบัติเหตุอะไร

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอยู่ในกองทัพบก ซึ่งเป็นเหล่าทัพที่มีบทบาททางการเมืองมากที่สุดและคุมพื้นที่ของเมืองหลวงเอาไว้ทั้งหมด มีการเปลี่ยนแปลงในแบบที่เรายังเห็นการซ้อนกันของวงศ์เทวัญและบูรพาพยัคฆ์ในลักษณะที่ว่านายทหารทั้งหมดอาจจะเรียกว่าเป็นทหารคอแดง แต่ทหารคอแดงบางคนก็มีเชื้อมูลของวงศ์เทวัญ บางคนมีเชื้อมูลบูรพาพยัคฆ์ หรือไม่ก็มาจากกลุ่มทหารเสือราชินีหรือไม่ก็ใกล้ชิดกับกลุ่ม 3 ป. ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมของทหารไทยที่จะมีคนของตัวเองอยู่ในที่ต่างๆ ช่วยเหลือเจือจาน สนับสนุนอุ้มชูกันมา เราจึงเห็นความเป็นฝักเป็นฝ่ายที่ซ้อนกัน

ในกองทัพบก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ยังรักษาตำแหน่ง ผบ.ทบ. เอาไว้ได้อีกหนึ่งปี ถ้าหากไม่มีอุบัติเหตุอะไร พล.อ.ณรงค์พันธ์ก็คงจะเกษียณได้ตามเกณฑ์ในปี 2566 แม้ที่ผ่านมาจะทราบข่าวลือกระเส็นกระสายเรื่องความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ในแง่ที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ต้องการอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนเกษียณ แต่ พล.อ.ประยุทธ์อยากให้น้องรักคนหนึ่งซึ่งเป็นทหารเสือราชินีเหมือนกัน ก็คือ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ที่จะเกษียณปี 2567 ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ซึ่งหากรอจน พล.อ.ณรงค์พันธ์เกษียณอายุราชการในปี 2566 ก็จะเหลืออายุการเป็น ผบ.ทบ. แค่ปีเดียว ซึ่งคงจะน้อยไปสำหรับการเกื้อหนุนให้ 3 ป. อยู่ในอำนาจต่อไป เหยื่อของความขัดแย้งจะเห็นได้ได้จากปรากฏการณ์การพ้นจากหน้าที่ของผู้อำนวยการ ททบ. 5 ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ และในกรณีลาซาด้า แต่ในที่สุดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ที่ไม่อยู่ในฐานะที่ดีนักก็พ่ายแพ้ พล.อ.เจริญชัยจึงได้เป็นรอง ผบ.ทบ. และคาดว่าก็คงจะต้องรอจนกว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์จะเกษียณ

ในกลุ่มอื่นๆ ที่เราอาจจะเห็นความขัดแย้งอย่างนี้อยู่บ้าง ก็จะมีกรณีของ พล.ท.ธราพงษ์ มาละคำ เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 ซึ่งเป็นที่จับตาในแวดวงผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองและการทหาร พล.ท.ธราพงษ์ เป็นบูรพาพยัคฆ์ และเป็นที่เชื่อว่าเป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร จากแม่ทัพน้อยที่หนึ่ง ปกติแล้วก็ควรที่จะเข้ามาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นอย่างน้อย หรืออาจจะกระโดดเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เลยถ้าหากเส้นสายถึง แต่ พล.ท.ธราพงษ์กลับหลุดจากวงโคจรไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษของกองทัพบก ทำให้เห็นว่าสายบูรพาพยัคฆ์อาจจะถูกกีดกันออกไป

ในขณะเดียวกัน กลุ่มวงศ์เทวัญที่เป็นคอแดงด้วยกันอย่าง พล.ต.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ได้รับปูนบำเหน็จเป็นแม่ทัพภาค 1 ผมเข้าใจว่าเพราะเขามีปูมหลังคล้าย พล.อ.ณรงค์พันธ์ เนื่องจากเคยอยู่ในหน่วยกองการทหารเคลื่อนที่เร็ว กองการทหารราบที่ 31 ที่ จ.ลพบุรี เป็นหน่วยรบพิเศษ ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เขามีปูมหลังที่เกี่ยวข้องกับความเป็นคอแดงค่อนข้างที่จะแน่นหนา เรียกว่าเคยเป็นคนที่อยู่ในอุปถัมภ์ของ พล.อ.อภิรัชต์มาก่อน เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยพิเศษสไตรเกอร์ หลังจากที่กองทัพบกซื้อรถหุ้มเกราะ Stryker มาจากสหรัฐฯ เราจะเห็นว่าภายใต้ความเป็นคอแดง จะเห็นความแตกต่างของกลุ่มวงศ์เทวัญอยู่เล็กน้อย

อีกมุมหนึ่งที่มีการสลับหรือไขว้กัน คือ พล.ต.อมฤต บุญสุยา เป็นบูรพาพยัคฆ์ ที่ขยับจากผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2) เข้ามาเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเข้าใจว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจของกลุ่มวงศ์เทวัญ



สำหรับหน่วยอื่นๆ ที่ไม่มีอำนาจ แต่แสดงออกถึงการต่อสู้กันในเชิงอำนาจก็คือปลัดกระทรวงกลาโหมก็คือ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ที่ขึ้นจากรองปลัดเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สนิธชนก เป็นคนสนิทของ พล.อ.ประวิตร แต่ว่ากระทรวงกลาโหมไม่ได้เป็นหน่วยรบ ไม่มีอำนาจในเชิงการรบจริงๆ เราอาจจะถือได้ว่าโดยภาพรวม อำนาจของบูรพาพยัคฆ์ลดต่ำลง ซึ่งก็ลดลงมาสักพักแล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ พล.อ.ประวิตรต้องสร้างฐานอำนาจทางการเมืองด้วยการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ส่วนกองทัพเรือและกองทัพอากาศก็เป็นไปตามโผ แต่การเปลี่ยนแปลงของเหล่าทัพทั้งสองคงไม่ได้สะท้อนนัยอำนาจทางการเมือง มากไปกว่าการสะท้อนว่าใครเป็นกลุ่มใครในกองทัพ ในส่วนกองทัพอากาศ ก็คงสานต่อโครงการเครื่องบินขับไล่ F-35 ไปให้ตลอดรอดฝั่ง ส่วนกองทัพเรือ โครงการเรือดำน้ำก็ยังไปไม่ถึงไหน อาจจะล้มเหลวด้วยซ้ำไป เพราะเอาเข้าจริงกองทัพเรือก็ไม่มีอำนาจต่อรองอะไรมาก คนที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร เข้าใจว่าไม่ค่อยต่อสู้หรือปกป้องกองทัพเรือเท่าไหร่เพราะว่ามีเหตุผลอธิบายได้อยู่ว่าสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ก็คงไม่ได้ต้องซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดนั้น

ในกรณีของกองทัพอากาศก็เช่นกัน แต่อาจจะมีลักษณะพิเศษตรงที่ระบบอาวุธของกองทัพอากาศเกือบทั้งหมดนั้นใช้ระบบนาโต้ ซึ่งมีภาษีดีกว่ากองทัพเรือที่ไปใช้อาวุธของจีนอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว และกองทัพที่มีความใกล้ชิดกับจีน ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีของจีนมาก สหรัฐฯ เขาจะไม่ขายเทคโนโลยีชั้นสูงให้

เมื่อวัดกำลังกันแล้ว ทหารคอแดงหรือคอเขียวมีอำนาจมากกว่ากัน

เราก็ต้องยอมรับให้เป็นทหารคอแดง ส่วนทหารคอเขียว (ทหารที่ไม่ใช่ทหารคอแดง) อาจจะมีปัญหามากในการสร้างตัวตนทางการเมือง เพราะ 3 ป. อยู่ในฐานะขาลง เว้นแต่ว่าจะมีอภินิหารใดๆ คือมีอำนาจที่มากกว่านั้นมาสนับสนุน 3 ป. แต่ผมคิดว่า 3 ป. หมดภารกิจทางทหารไปแล้ว และภารกิจทางการเมืองก็กำลังจะหมด สิ่งที่เขาควรจะทำในช่วงของการเปลี่ยนผ่านรัชกาลก็ได้ทำหมดแล้ว และส่งต่อภารกิจไปให้รุ่นอื่นๆ ในกองทัพทำหน้าที่ต่อแล้ว จะเห็นว่าทหารคอแดงปัจจุบันไม่ต้องรับฟังคำสั่งนายกฯ รัฐมนตรีกลาโหม และพี่ของเขาที่อยู่ในรัฐบาล ไม่ต้องนับว่าเขาไม่ฟังนักการเมืองอื่น

อาจจะต้องพิจารณาการเข้าถึงวังหลวงได้มากกว่ากัน อาจจะพูดได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ณรงค์พันธ์ อยู่ในฐานะเดียวกันคือการเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจในวังอาจจะพอๆ กัน พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมีภาษีดีหน่อยเพราะเป็นนายกฯ บริหารกิจการมากกว่าการทหาร แต่ถ้าพูดถึงกำลังทหารโดยตรงแล้ว ผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสื่อสารผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ทำในตอนนี้ก็เพื่อให้คนในกองทัพช่วยรักษาอำนาจของตัวเองอยู่ต่อไป เพื่อพิสูจน์กับวังหลวงว่าเขาสามารถคุมได้ทั้งนักการเมืองและนายทหาร ซึ่งในส่วนของทหาร ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องใช้ตัวแทนอีกต่อไป เพราะสไตล์ของ ร.9 กับ ร.10 ในแง่การทหารนั้นแตกต่างกันมาก

หากวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยโมเดล 2M2C (Monarchy, Military, Capital, Civil Society) มองว่าโผกองทัพปัจจุบันมีอิทธิพลกับทิศทางการเมืองอย่างไรในระยะสั้น

นักวิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดีฯ มองว่าโผกองทัพปัจจุบันไม่มีอิทธิพลกับการเมืองระยะสั้น เพราะคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร อยากให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ก็ถูกเตะออกจากวงโคจร ส่วนอนาคตของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะการจะดำรงอยู่ต่อในตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ผ่านตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพิจารณาผ่านประโยชน์ทางการเมืองที่ นักวิจัยจากวิทยาลัยนานาชาติ ปรีดีฯ ประเมินว่า "พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีประโยชน์แล้วแน่ๆ"


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หนึ่ง หลายคนอาจจะคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจจะมีน้องนุ่งในกองทัพ แต่สำหรับกองทัพไทย ถ้าถามให้ถึงที่สุดว่าเขาจะจงรักภักดีกับใครระหว่างนายกฯ กับกษัตริย์ เขาก็คงเลือกกษัตริย์มากกว่า ใครจะเป็นนายกฯ ก็ได้ ถ้าหากว่าพิสูจน์ได้ว่ามีความจงรักภักดีกับกษัตริย์

สอง พล.อ.ประยุทธ์ และทีม 3 ป. บริหารประเทศไม่เข้าตากลุ่มชนชั้นนำ เราจะเห็นปฏิกิริยาของกลุ่มชนชั้นนำที่เริ่มออกมาฟาดหัวฟาดหางกับผลงานทางเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ค่อนข้างชัดเจน เพราะเศรษฐกิจตกต่ำและไม่สามารถฟื้นได้ การบริหารแบบนี้ เมื่อไม่ได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจก็อาจจะมีปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ก็คงไม่มีความสามารถจะฟื้นเศรษฐกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว

พูดได้หรือไม่ว่าในระยะสั้นๆ นี้ ทหารกลับกรมกองกันแล้ว

ไม่เชิง เป็นเพียงเพราะไม่มีความจำเป็นต้องตบเท้าออกมาสนับสนุน 3 ป. และศัตรูของ 3 ป. มีอยู่ในหลายมิติ เพราะกลุ่มทุนบางกลุ่มก็ไม่ได้ชอบ กลุ่มเยาวชนก็ไม่ชอบ ในหมู่ชนชั้นนำก็ไม่ชอบ ในเหล่าทัพอาจจะไม่สามารถพูดได้ชัดเจนว่าต่อต้าน 3 ป. ไปเสียทั้งหมด แต่ความไม่พอใจก็มีอยู่ไม่น้อย ในช่วงที่ผ่านมาก็มีข่าวลือว่ามีคนในกองทัพเรือเริ่มไม่อยากได้เรือดำน้ำจากจีน คลื่นใต้น้ำเล็กๆ หรือแรงต่อต้านก็อาจจะมีอยู่
 
การขึ้นมาของแม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ (พล.ต.พนา แคล้วปลอดทุกข์) จะมีบทบาทกับการคุมมวลชนหรือการรัฐประหารหรือไม่

มี การรัฐประหารในทุกครั้งหากไม่ได้รับความร่วมมืออันดีจากแม่ทัพภาคที่ 1 กรมการทหารราบที่ 1 กรมการทหารราบที่ 11 และกองพลทหารราบที่ 1 การรัฐประหารก็จะไม่สำเร็จ ยังไม่มีทหารต่างจังหวัดก่อรัฐประหารแล้วประสบความสำเร็จเพราะมันเกี่ยวเนื่องกับการวางกำลังที่ต้องเอากำลังเข้ามาจากข้างนอก การรัฐประหาร 2557 อาศัยการที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. สั่งการเอง เอาทหารจากตะวันออกมาเก็บไว้ในกรุงเทพฯ ตั้งนาน แล้วใช้เหตุผลว่าเอามาซ้อม แต่พอซ้อมแล้วก็ไม่เอากลับ ฉะนั้น ใครเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 แล้วให้ความร่วมมืออันดีกับคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหารนั้นก็ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน ถ้าหากแม่ทัพภาค 1 ไม่ให้ความร่วมมือ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่อยู่ในฐานะที่จะรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกองกำลังในพื้นที่ของตัวเองจึงเป็นจุดสำคัญ บุคลิกของแม่ทัพภาคคนที่ 1 คนใหม่ ที่ผมเน้นว่ามีความคล้ายคลึงกับ ผบ.ทบ. ค่อนข้างมาก ก็อาจจะคิดได้ว่าทั้งสองคงคิดคล้ายๆ กัน

กลุ่มลูกป๋าเปรมยังมีอิทธิพลอยู่หรือไม่

ประการแรก กลุ่มลูกป๋าเปรมมีอายุมากแล้ว เกษียณราชการกันไปหมดแล้ว ยุคหลังๆ ที่บูรพาพยัคฆ์มีอำนาจ การไปเข้าหา พล.อ.เปรมก็เพื่อแสดงออก เพราะ พล.อ.เปรมใกล้ชิดกับ ร.9 และวังหลวง ทุกคนก็เกรงอกเกรงใจ แต่ปัจจุบันไม่มี พล.อ.เปรมอยู่แล้วทั้งในทางกายภาพและทางอิทธิพล คนที่สืบทอด พล.อ.เปรมได้ก็คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นประธานองคมนตรี แต่บุคลิกของ พล.อ.สุรยุทธ์ ค่อนข้างเป็นคนเก็บตัว โลว์โปรไฟล์และไม่มีบารมีในกองทัพมากเมื่อเทียบกับ พล.อ.เปรม เนื่องจากเป็นหน่วยรบพิเศษ อยู่ชายแดน ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ในกองทัพก็รู้สึกว่าท่านโน้มเอียงไปทางอเมริกันมากไปหน่อย เลยไม่เป็นที่ชื่นชอบเท่าไหร่นัก คนก็อาจจะเคารพนับถือมากกว่าการมีอำนาจอิทธิพลในการสั่งการ จะพบว่าการเลื่อนลดปลดย้ายสมัยนี้ไม่ต้องไปถึงมือใครอื่น มีเพียง ผบ.เหล่าทัพ รมว.กลาโหม และ รมช.กลาโหมที่จะพิจารณา ซึ่งเป็นทหารทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งก็ถูกล็อกเอาไว้ในกฎหมาย

รัฐประหาร 2549 เป็นมรดกของสภาพที่เป็นปัจจุบันหรือไม่

รัฐประหาร 2549 ไม่เพียงแต่เป็นปฐมบทการหวนกลับสู่การเมืองอย่างมีระบบอย่างมีระเบียบมากไม่เพียงแค่ของกองทัพ แต่เป็นการให้ความสำคัญกับราชการมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีวาระ 4 ปี แต่หลังรัฐประหาร 2549 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในตำแหน่งได้ถึงอายุ 60 ปี ทั้งๆ ที่เรามีหน่วยการปกครองท้องถิ่นเยอะแยะแต่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยังอยู่ ทั้งที่จริงๆ กำนันและผู้ใหญ่บ้านแทบจะเป็นผู้ประสานงานราชการในท้องถิ่นไปแล้ว เพราะงบประมาณหลายอย่างก็ยกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปหมด

พ.ร.บ. กลาโหม ปี 2551 ก็ได้พื้นฐานมาจากสิ่งนั้น เพราะเท่าที่ผมเคยสัมภาษณ์กับคนที่ทำรัฐประหารในปีนั้น (พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน) ก็คือ การจัดความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับพลเรือนเป็นเรื่องที่สำคัญ อุดมคติสูงสุดของกองทัพก็คือไม่อยากให้พลเรือนมายุ่ง ไม่อยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นักการเมือง พรรคการเมืองที่มาจากประชาชนมายุ่งเกี่ยวอะไรในกิจการของกองทัพเลย ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายแต่งตั้ง ถ้าเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากจะทำกันเอง

อีกเรื่องที่เป็นพื้นฐานของมรดกปี 2549 ก็คืออย่างที่เขาพูดกันทั่วไปว่าการรัฐประหาร 2549 นั้นเสียของ จึงต้องมีการรัฐประหาร 2557 อีกเพื่อที่จะทำในสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำ คือทำให้การ militarize ประเทศไทย (ทำให้เป็นกองทัพ) ไปทุกส่วน พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความพยายามอย่างมากในการสืบทอดแนวคิดการเปลี่ยนรัฐไทยให้กลายเป็นรัฐทหารมากกว่าที่การรัฐประหาร 2549 ทำ เราจะเห็นว่ารัฐประหาร 2549 พวกเขาอยู่ในอำนาจหนึ่งปีเศษๆ เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะด้วยบุคลิกของ พล.อ.สนธิ หรือ พล.อ.สุรยุทธ์ก็ดี ก็คงไม่ได้คิดว่าจะต้องทำอะไรยาวนาน

แต่ในปี 2557 มันแตกต่างออกไปในแง่ที่ว่าเขาคิดจะสร้างสิ่งซึ่งปี 2549 ได้เริ่มเอาไว้ให้สำเร็จ ก็คือเปลี่ยนให้ราชการกลับมาเป็นใหญ่เหนือภาคส่วนอื่นๆ อีกครั้ง เราจึงจะเห็น 2M (Military, Monarchy) ค่อยๆ โดดเด่นขึ้นมาเรื่อยๆ ในปี 2549 และมาเต็มรูปแบบในปี 2557 ที่มีการทำอย่างเป็นระเบียบแบบแผนมากกว่า แต่จุดเริ่มต้นมันคือปี 2549 แน่ๆ เพราะคนที่อยู่ในอำนาจก็คือคนกลุ่มเดิม คือ พล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ประยุทธ์ คือคนที่เป็นกลจักรในการรัฐประหาร 2549 ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ก็ยังสามารถรักษาโมเมนตั้มต่อมาจนถึงการรัฐประหารในปี 2557

เราจะเห็นได้ว่า 3 ป. เริ่มเรืองอำนาจหลังปี 2549 หลังจากนั้นบูรพาพยัคฆ์ก็ควบคุมกองทัพได้แม้จะมีรัฐบาลที่เป็นพลเรือนก็ตาม อย่างที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ใช้อำนาจทหารบังคับขู่เข็ญรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ด้วยการออกโทรทัศน์เพื่อขู่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กลุ่มเสื้อเหลือง) เมื่อ 7 ต.ค. 2551 เป็นเหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุดที่ ผบ.ทบ. ใช้อำนาจอย่างชัดเจนว่าต้องการสถาปนาอำนาจทางทหารให้อยู่ต่อไป

อีกอันที่ผมคิดว่าเป็นมรดกที่สำคัญมากๆ และส่งผลมาถึงวันนี้ ก็คือการขับเน้นบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนที่สุด เพราะหลังการรัฐประหาร 2549 ก็มีการต่อต้าน มีขบวนการคนเสื้อแดง และวังหลวงก็ถูกดึงมาโดยกองทัพและคนที่สนับสนุนกองทัพ ให้มามีบทบาทมากขึ้นในการเมืองท้องถนน การปรากฏตัว การสร้างวาทกรรมต่างๆ ระหว่างการประท้วง โดยการสนับสนุนของกองทัพ ยกตัวอย่างเช่นการเขียนผังล้มเจ้า นี่คือการยกบทบาท จนเป็นโมเมนตั้มสำคัญมาสู่การทำให้กองทัพมีหน้าที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะขณะนั้นมีอริราชศัตรูซึ่งถูกสร้างโดยกองทัพ มาต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์

การรัฐประหารปี 2549 ได้สร้างรากฐานอันเป็นอิฐก้อนแรกให้มาสู่สถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจนเรายังหาทาง
เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อย่าว่าแต่จะหวนกลับเลย แค่จะเบี่ยงทิศทางไปบ้างก็ยังประสบความยากลำบาก ตอนเปลี่ยนรัชกาลใหม่ๆ บอกว่าจะไม่ใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ปัจจุบันก็ใช้ ม.112 มากขึ้นเรื่อยๆ และใช้อย่างไร้เหตุผลมากขึ้นเรื่อยๆ นี่คือคุณูปการของการรัฐประหารปี 2549

การรัฐประหาร 2549 ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของกองทัพในแบบที่ไม่อิงกับรุ่น แต่อิงกับสังกัดที่ทำงานหรือไม่

ความเป็นรุ่นโรงเรียนนายร้อย จปร. จบไปพร้อมพฤษภาทมิฬ ช่วงหลังปี 2535-2549 เราแทบจำชื่อ ผบ.ทบ. ไม่ค่อยได้ ข่าวทหารไม่ค่อยมีใครสนใจจนกระทั่งมาถึงสมัยทักษิณ ที่ความเป็นรุ่น แต่ไม่ใช่รุ่นของ จปร. เป็นรุ่นของเตรียมทหาร (ตท.) ซึ่งตอนนี้ก็ยังพอหลงเหลือในฐานะที่ทหารที่มีอำนาจในปัจจุบันก็เป็น ตท. รุ่น 22 23 และ 24 ส่วนของทักษิณเป็นรุ่น 10

ความเป็นรุ่นมาจบที่สมัยทักษิณ ความเป็นเหล่าเพิ่งจะมาสมัยหลังยุคทักษิณ รุ่นก็ยังนับอยู่ แต่ไม่มีความสามารถจะดึงคนในรุ่นเข้ามา ก็อาจจะเป็นลักษณะของแต่ละตัวบุคคลด้วยก็ได้ อย่าง พล.อ.ประวิตร ที่เป็นแกนนำนั้นนิยมชมชอบความเป็นเหล่า เพราะในรุ่นของเขานั้นเกษียณหมดแล้ว แต่ความที่ พล.อ.ประวิตรทำตัวเป็นพี่ใหญ่ตลอดเวลา เลี้ยงน้องอีก 2 ป. มาตลอด เติบโตมาในราบ 21 ด้วยกัน พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ก็ได้รับการอุ้มชูขึ้นมาเรื่อยๆ โดย พล.อ.ประวิตร

ในความเห็นของผม การจัดกลุ่มอาจไม่ได้มีความหมายจริงๆ ในแง่ของฐานอำนาจ แต่มันมีประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ สำหรับการศึกษาในการแยกหมวดหมู่กลุ่มต่างๆ มันง่ายดีที่เราจะบอกว่าใครอยู่กลุ่มไหนอย่างไร ปัจจุบันเราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความต้องการจะสลายบูรพาพยัคฆ์กับวงศ์เทวัญออกไป เหลือแต่คอแดงกับคอเขียว แล้วคอแดงกับคอเขียวเราอธิบายอย่างไร ก็คือว่าใกล้ชิดหรือไม่ใกล้ชิดกับพระราชวัง มันก็มีประวัติศาสตร์ของมันแบบนี้ ปัจจุบันก็ง่ายที่จะบอกว่าใครเป็นคอแดงก็จะได้รับการสนับสนุน พวกที่เป็นคอแดงด้วยกันก็ดึงคอแดงด้วยกันเข้ามาเพราะเชื่อว่าจะถูกใจวังหลวงมากกว่าการดึงพวกที่เป็นคอเขียว

ปัจจุบันเราอาจจะพูดได้ว่า ดีกรีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาอำนาจในกองทัพมากกว่าการภักดีต่อกลุ่มของตัวเอง อันนี้เป็นคำถามที่สำคัญมากในแง่การศึกษากิจการกองทัพว่า เวลาเรามองทหาร เรามองว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อใคร ทหารในประเทศอื่นอาจจะดูความสามารถในการรบหรือความสามารถในการบังคับบัญชาเป็นสำคัญในประเทศที่มีการสู้รบ แต่ในเมื่อประเทศไทยไม่มีการรบ เมื่อก่อนนี้ความสามารถในการวิ่งเข้าถึงนักการเมืองก็มีความสำคัญต่อการได้รับการปูนบำเหน็จ ปัจจุบันพิสูจน์ด้วยความจงรักภักดี ก็กลับไปที่ปี 2549 ที่ทำให้กองทัพอ้างอิงความเจริญก้าวหน้ากับขีดความสามารถในการจงรักภักดี มากกว่าขีดความสามารถในการรบและสมรรถนะของกองทัพ เราจะเห็นได้จากการใช้จ่ายงบประมาณของกิจกรรมกองทัพที่ปรากฏต่อสาธารณะ เราจะไม่ค่อยเห็นเขาซ้อมรบ แต่จะเห็นงานเฉลิมพระเกียรติเยอะ

ประชาชนอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้

เวลาพูดเรื่องทหารกับการเมือง เป็นการเมืองของชนชั้นนำ ไม่มีประชาชนอยู่ในนั้นสักเท่าไหร่ แต่ในระยะหลังๆ ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่มีเยาวชนออกมาเคลื่อนไหว พูดถึงปัญหาที่อยู่ที่สูงที่สุดในลำดับขั้นของสังคมนี้ได้ เราเห็นการเรียกร้องการปรับคืนกำลังที่ถูกโอนย้ายไปอยู่ในการบังคับบัญชาของวังหลวงกลับมาคือ เราเห็นสมาชิกรัฐสภาพูดถึงการปฏิรูปกองทัพ ในความเห็นผมคิดว่ายังไปไม่ถึงแก่น แต่ก็มีการตั้งคำถามไปถึงการใช้งบประมาณกองทัพในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจย่ำแย่ มีการตั้งคำถามถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร มีการตั้งคำถามเรื่องการปฏิบัติต่อกำลังพล เช่น การละเมิดทหาร หรือทหารละเมิดกันเอง

สังคมจับจ้องพฤติกรรมและการใช้จ่ายของกองทัพมากขึ้น มีคนพูดว่าภารกิจกองทัพสมควรจะเปลี่ยนแล้ว เช่น การรักษาความมั่นคงภายใน ก็มีคนพูดว่าควรเป็นตำรวจ เรื่องภัยพิบัติ น้ำท่วมหรืออุทกภัยต่างๆ งานพลเรือนทำได้ดีกว่า มีความชำนาญกว่า อุปกรณ์กองทัพนั้นใช้ในการรบและเคลื่อนย้ายคนได้ก็จริงอยู่ แต่ก็มีต้นทุนที่สูงมาก

ไปไกลขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง เวลาเราพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับการเมือง เรามักพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับพลเรือน ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายแหล่ รัฐบาลพลเรือนจะอยู่ในฐานะที่บังคับบัญชาทหารได้ รัฐสภาจะมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้กำลังของกองทัพ แต่ว่านับจากการรัฐประหาร 2557 มาถึงก่อนการเลือกตั้ง 2562 รัฐบาลไม่ได้ตรวจสอบกองทัพเลยแม้แต่น้อย ขออะไรก็ให้ แต่หลังเลือกตั้ง รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ผมหมายถึงสภาผู้แทนราษฎร ก็เริ่มตั้งคำถามมากแต่หลายอย่างก็ตกไป เช่น การเสนอให้ทบทวนการใช้อำนาจตามมาตรา 44 (ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว) หรือการเสนอกระทู้บางเรื่อง การเปิดโปงข้อมูลบางอย่างเช่นตั๋วช้าง ก็ถือว่ารัฐสภาได้เริ่มทำหน้าที่ที่จะมีปฏิสัมพันธ์ ผมคิดว่าประชาชนก็คงอยากจะเห็นว่ารัฐสภาสามารถที่จะบังคับบัญชา กำหนดยุทธศาสตร์ทางความมั่นคงได้และทหารเป็นฝ่ายปฏิบัติ

อีกอย่างหนึ่งที่เราเห็นและสำคัญก็คือวัฒนธรรมการใช้อำนาจของทหารที่มักพ้นผิดลอยนวลได้ง่ายๆ เรื่องนี้ก็ค่อยๆ ยกมาเป็นประเด็นขึ้นมาได้เรื่อยๆ แม้จะมีเพียงฝ่ายค้านที่เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งพูดอย่างตรงไปตรงมา ในฝ่ายค้านก็พูดอยู่พรรคเดียว บางพรรคก็อาจจะประนีประนอมกับอำนาจ แต่ผมคิดว่าประชาชนคงไม่อยากประนีประนอมกับการใช้อำนาจแบบนั้น

เรื่องการปฏิรูปกองทัพอาจจะต้องทำอย่างเป็นระบบ ต้องเริ่มตั้งแต่ระดับอุดมการณ์และภารกิจของกองทัพ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจของกองทัพ ซึ่งยังไม่มีใครศึกษาเอาไว้อย่างเป็นระบบมากนักว่าต้องทำอะไรบ้าง มีการศึกษาชัดเจนอยู่ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐสภาแต่ยุคหลังๆ ก็อาจจะยังไม่มีข้อมูล

กฎหมายหลายฉบับก็ยังไม่ได้แตะต้อง เช่น พ.ร.บ.กลาโหม พ.ศ. 2551 ที่ให้อำนาจ ผบ.เหล่าทัพในการเลื่อนลดปลดย้ายไว้สูงมาก หรือ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งให้อำนาจ กอ.รมน. ซึ่งจริงๆ ก็คือปีกการเมืองของกองทัพ เข้ามาทำงานพลเรือน ทำงานการเมือง ซึ่งมันสับสนปนเปไปหมด รวมทั้งเรื่องหน้าที่ที่ทหารไทยถือว่าตัวเองมีหน้าที่พัฒนาประเทศด้วย ซึ่งจริงๆ ทหารไทยไม่มีความชำนาญในการพัฒนาประเทศ เราเห็นแล้วว่าคำว่าพัฒนาในความหมายของทหารคืออะไร คือขุดบ่อ ลอกท่อ มันไม่ใช่ การพัฒนาประเทศมีอะไรมากกว่านั้น กองทัพทำไม่ได้ ต่อให้มีทรัพยากรมาก แต่ยุทโธปกรณ์และการฝึกฝนของบุคลากรในกองทัพไม่ได้เหมาะสมสำหรับงานพัฒนา เราอาจจะต้องพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ

เราอาจจะเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ เขียนให้ชัดว่ากองทัพมีหน้าที่อะไรบ้าง ของไทยเขียนเอาไว้ว่ามีหน้าที่พิทักษ์สถาบันกษัตริย์ ป้องกันประเทศ และทำงานพัฒนา ซึ่งมันดูเหมือนพยายามจะรักษาอำนาจ ถ้ามีบทบาทก็มีอำนาจ รัฐธรรมนูญจะต้องลดทอนบทบาทของกองทัพในงานที่ไม่ใช่ความชำนาญของกองทัพออกไปเรื่อยๆ

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนแจ้งว่าจนถึงเดือน ต.ค. 2565 มีนักกิจกรรมและประชาชน ถูกศาลสั่งให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไล EM ระหว่างสู้คดีไม่น้อยกว่า 80 คน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
20h

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าจนถึงเดือน ต.ค. 2565 มีนักกิจกรรมและประชาชนที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีความจากการแสดงออกทางการเมืองรูปแบบต่างๆ ถูกศาลสั่งให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไล EM ในการประกันตัวระหว่างพิจารณา ไปแล้วอย่างน้อย 80 คน แบ่งเป็นช่วงปี 2561 จำนวน 7 คน และระหว่างปี 2564-2565 จำนวน 73 คน
.
สถิตินี้เพิ่มขึ้นจากที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานไว้ในช่วงเดือน เม.ย. 2565 จำนวน 19 คน
.
จำนวนกลุ่มคดีที่ถูกให้กำไล EM สามารถแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่
1. คดีมาตรา 112 ซึ่งประกอบด้วยทั้งนักกิจกรรมที่เป็นแกนนำในการชุมนุม และประชาชนซึ่งไม่ได้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการชุมนุม แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นทางออนไลน์ รวมจำนวน 27 คน
.
2. คดีช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส บริเวณดินแดง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดจำนวนหลายข้อหา อาทิ ร่วมกันมีวัตถุระเบิด, ชุมนุมมั่วสุมเกิน 10 คน ใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายฯ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, วางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นต้น รวมจำนวน 25 คน

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2565 กลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีจากกิจกรรมเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2565 ที่ได้รับการประกันตัวจำนวน 8 คน ภายใต้เงื่อนไขให้ติดกำไล EM ทั้งหมดด้วย
.
3. คดีอันเนื่องมาจากการชุมนุมในช่วงปี 2564 ที่ไม่ใช่บริเวณดินแดง อาทิ การชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า และ กลุ่ม REDEM ซึ่งถูกกล่าวหาข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215, 216 รวมจำนวน 21 คน
.
4. คดียุยงปลุกปั่นและอั้งยี่ซ่องโจร ซึ่งเป็นจำเลยชุดคดีสหพันธรัฐไทที่ถูกดำเนินคดีในช่วงปี 2561 และปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างต่อสู้ในชั้นฎีกา จำนวน 4 คน โดยกฤษณะ หนึ่งในจำเลยคดีนี้เป็นผู้ที่ติด EM มายาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2561
.
5. พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแชร์เพจ ‘กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ’ จำนวน 3 คน
.
จากจำนวนข้างต้น ยังพบว่ามีผู้ยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอถอดกำไล EM และได้รับการอนุญาตให้ถอดแล้วอย่างน้อย 24 คน ทำให้ยังมีผู้ที่ถูกให้ติดกำไล EM จนถึงปัจจุบัน (10 ต.ค. 2565) อยู่จำนวนอย่างน้อย 56 คน (เทียบกับรายงานเมื่อเดือน เม.ย. 2565 มีจำนวน 38 คน)
ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขจำกัดเวลาเข้า-ออกจากเคหสถาน จำนวน 17 คน โดยเป็นผู้ที่ต้องอยู่ในบ้าน 24 ชั่วโมง จำนวน 2 คน
.
การติดกำไล EM ยังนำไปสู่ปัญหาหลายประการในชีวิตของนักกิจกรรมที่ต้องอยู่กับมัน 24 ชั่วโมง ทั้งปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์บ่อยครั้ง, ปัญหาต่อร่างกายส่วนที่ถูกกำไลเสียดสีตลอดเวลา, ปัญหาการเดินทาง ที่ไม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้, ผลกระทบต่ออาชีพและความรู้สึกที่สังคมมองมา รวมทั้งสภาวะจิตใจที่เกิดขึ้นจากการถูกให้ใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องมือนี้
.
.
ย้อนอ่านรายงาน 9 ปัญหาที่ผู้ถูกสั่งติด EM เผชิญ >> https://tlhr2014.com/archives/42398
.
อ่านทั้งหมดในเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/49528

ตรวนชีวิต ตรวนเสรีภาพ ชีวิตภายใต้พันธนาการของกำไลอีเอ็ม



เมื่อแสดงออกตามสิทธิ จึงถูกจำกัดเสรีภาพ: ชีวิตภายใต้พันธนาการของกำไลอีเอ็ม

พิมพ์ชนก พุกสุข 
28 Oct 2022
1O1

ต้นปี 2018 ศาลยุติธรรมประกาศพร้อมใช้กำไลติดตามตัวหรืออีเอ็ม (Electronic Monitoring – EM) สำหรับผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวให้ออกมาใช้ชีวิตนอกเรือนจำ ด้วยเหตุผลหลักๆ คือเพื่อลดความแออัดในเรือนจำและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคุณภาพชีวิต ตลอดจนคืน ‘เสรีภาพ’ ให้แก่ผู้ต้องหาในสังคมอีกครั้ง

กล่าวให้ชัด กำไลอีเอ็มถือกำเนิดขึ้นมาบนพื้นฐานแนวคิดการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน อันหมายถึงความเชื่อที่ว่ามนุษย์ล้วนมีสิทธิในการได้ใช้ชีวิต ได้ครอบครองเสรีภาพซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด

ต้นปี 2022 ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมืองจำนวนหนึ่งที่ต้องคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น โดยมีเงื่อนไขให้พวกเขาสวมกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้าตลอดเวลา

อุปกรณ์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาบนฐานความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และความเชื่อมั่นที่ว่ามนุษย์ควรได้สิทธิในการใช้ชีวิตในสังคม ถูกนำมาใช้กับกลุ่มคนที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันพึงมีตามรัฐธรรมนูญและหลักสากลโลก อาจนับเป็นหนึ่งในภาวะกลับหัวกลับหางของกระบวนการยุติธรรมไทย

ดีกว่าอยู่ในเรือนจำไหม -ก็ใช่, แต่ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่ -นี่อาจตอบยาก

นี่ย่อมไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากความลักลั่นย้อนแย้งของตุลาการไทย ที่ไม่ว่าใครคงหาคำตอบกันไม่ง่ายนัก

ผลัดเปลี่ยนจากการถูกขังในเรือนจำ สู่การถูกกักขังในบ้านตัวเอง



ประตูรั้วเหล็กขยับเคลื่อนพร้อมเสียงเห่าขรมต้อนรับมาจากข้างใน มองลอดเข้าไปเห็นต้นเสียงสองตัวแกว่งหางก้นส่ายคล้ายเป็นสัญญาณลับแจ้งกันว่าเป็นมิตร เจ้าของเอื้อมมือข้างหนึ่งลูบหัวกระซิบกระซาบขอความเงียบสักครู่ มืออีกข้างถือแบตเตอรี่สำรองขนาดเขื่อง -แต่ไม่พบโทรศัพท์อยู่ใกล้ๆ

“ตัวนี้ชื่อข้าวเหนียว ตัวนี้ชื่อฮันเตอร์ค่ะ” เธอหันมาบอก ยิ้มพราวแล้วหันกุลีกุจอหาน้ำหาท่ามาต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเรา จึงได้เห็นว่าสิ่งที่เราเข้าใจไปเองด้วยความเคยชินว่าเธอน่าจะกำลังชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ กลายเป็นว่าสายไฟสีดำนั้นทิ้งตัวลงถึงพื้น เชื่อมต่อกันกับอุปกรณ์ติดตามตัวที่ข้อเท้าซ้ายของเธอ

ห้าวินาทีแห่งความเข้าใจผิดนั้นตอกย้ำเราชัดเจนว่า นี่คือแง่มุมที่คนสวมกำไลอีเอ็มต้องเผชิญ และเป็นหนึ่งในแง่มุมอีกนับไม่ถ้วนที่คนไม่ได้สวมไม่ทันตระหนักถึง

ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองวัย 20 ปี อยู่กับแง่มุมที่ว่านี้มาร่วมห้าเดือนเต็ม เป็นผลลัพธ์ของการถูกศาลพิพากษาคดี 112 ศาลกำหนดเงื่อนไขให้เธอสวมกำไลอีเอ็มเป็นอุปกรณ์ติดตามตัว และห้ามออกนอกเคหะสถานโดยเด็ดขาดเว้นเสียแต่ได้รับอนุญาตจากศาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงได้มีโอกาสเจอหน้าข้าวเหนียวและฮันเตอร์ เพราะเรานัดเจอทานตะวันที่อื่นนอกเหนือไปจากรั้วบ้านเธอไม่ได้

ในอีกความหมายหนึ่ง ทานตะวันเปลี่ยนผ่านจากการถูกกักขังในเรือนจำ มาสู่การถูกกักขังในบ้านตัวเอง

“การอยู่บ้านมันก็ดีกว่าอยู่ในเรือนจำอยู่แล้วล่ะ เราได้เจอพ่อแม่ ได้เจอเพื่อน แต่ไม่สามารถไปไหนมาไหนแบบที่เราเคยไปได้แล้ว” เด็กสาวบอก เว้นระยะ มีกลิ่นอายครุ่นคิดเจือในประโยค “ก็มีคนบอกเรานะว่า อย่างน้อยคุณก็ไม่ต้องถูกขังอยู่ในคุก ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องขึ้นเรือนนอนภายในเวลาที่เขากำหนด

“ตอนนั้นใจเราก็คิดว่ามันก็ใช่นะที่ว่าเราไม่ต้องไปเจออะไรแบบนั้นแล้ว แต่แล้วยังไงล่ะ แม้ว่ามันจะดีกว่าอยู่ในคุก แต่สุดท้ายแล้วเราสมควรโดนแบบนี้แล้วเหรอ ต่อให้เราจะออกมาจากคุกแล้ว แต่ไหนล่ะคืออิสรภาพ”

พ้นไปจากเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหะสถาน ทานตะวันยังมีเงื่อนไขว่าด้วยการห้ามเข้าร่วมหรือทำกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหา ตลอดจนกิจกรรมอื่นใดที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง นับเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ชวนให้อึดอัดสำหรับเธอมากที่สุดข้อหนึ่ง “เราคิดว่าที่เขาให้เราใส่กำไลอีเอ็มนั้นไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันไม่ให้เราหลบหนี แต่เพื่อกันไม่ให้เรากันไปทำกิจกรรมหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากกว่า”

ในความอัดอั้น เธอทำเรื่องขอออกไปร่วมชุมนุมต่อศาลยาวเหยียด หนึ่งในนั้นคือข้อความว่า ‘จำเลยหวังว่าศาลจะเข้าใจถึงรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 44 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ’

“แต่ศาลก็ให้เหตุผลทำนองว่ากิจกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายซึ่งเป็นเงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราว สรุปคือไม่ให้เข้าร่วมเพราะอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายน่ะ คำถามคือแล้วไหนล่ะคือเสรีภาพ”



ในวัย 20 หลายคนอาจใช้เวลาในพื้นที่อื่นนอกจากบ้าน -ไม่ใช่ว่าบ้านไม่ใช่ที่อันเหมาะสมหรือควรไปให้พ้น- เพียงแต่มันเป็นช่วงวัยของการออกไปยังแห่งหนอื่น แต่นี่ย่อมใช้ไม่ได้กับตะวัน อย่างน้อยก็ในโมงยามที่ตรวนเหล็กแห่งศตวรรษที่ 21 ล่ามข้อเท้าเธออยู่

เราถามเธอว่าหากไม่มีกำไลอีเอ็ม ทานตะวันในเวลานี้จะทำอะไรอยู่

เธอยิ้ม ตอบเร็ว “ทานตะวันในเวลานี้จะไปร่วมชุมนุม ไปม็อบ ไปเคลื่อนไหวทางการเมือง คงมีแค่ว่าเราอยากทำอะไรสักอย่างที่่ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้ จะโดนอะไรก็โดน ถือว่าได้ทำ อย่างน้อยก็ได้สู้”

บ่ายแก่แล้วตอนที่เราลุกขึ้นยืนร่ำลาเธอ ข้าวเหนียวกับฮันเตอร์ส่งเสียงเห่าเมื่อเห็นเจ้านายลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูรั้วส่งแขก เด็กสาวหยุดยืนส่งเราอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งยังถือแบตเตอรี่สำรองขนาดยักษ์ที่เชื่อมสายต่อกับเครื่องมือจากรัฐที่ติดตามเธออยู่

และในจัดจ้าของแดดบ่าย ทานตะวันยังยิ้มส่งท้ายอันเป็นยิ้มที่เข้มแข็ง เปี่ยมหวัง เสียจนหวังว่าอีกไม่นานเราจะได้เห็นยิ้มนี้อีกครั้งในสถานที่อื่นนอกไปเสียจากรั้วบ้านของเธอ

ตรวนชีวิต ตรวนเสรีภาพ – พรากงาน พรากอนาคต



บีม-ณัฐกรณ์ ชูเสนาะ กำซาบรสชาติของมาตรา 112 เมื่ออายุครบ 17 ปี เมื่อครั้งเข้าร่วมกิจกรรม ‘ใคร ๆ ก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินสยามพารากอน’ เมื่อปลายปี 2020 นับจากเวลานั้น เขากลายเป็นเยาวชนระลอกแรกๆ ที่ต้องคดี 112 และถูกส่งเข้าสู่กระบวนการศาลเยาวชนที่ต้องรับมือกับคดีการเมืองของเยาวชนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ “ตอนนั้นผมก็คิดนะว่ามันไม่มีเยาวชนคนไหนควรมาโดนคดี 112 เพียงเพราะออกมาตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจหรอก” ณัฐกรณ์บอก

สองปีให้หลัง ณัฐกรณ์ในวัย 19 ปีต้องคดี 112 อีกครั้งเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมทำโพลตั้งคำถามต่อขบวนเสด็จฯ ก่อนจะเกิดเหตุชุลมุนซึ่งทำให้เขากลายผู้ต้องหามาตรา 112 และ 116 ที่ผิดไปจากเมื่อก่อนคือคราวนี้เขาไม่ได้เป็นเยาวชนอีกแล้ว ยังผลให้เขาต้องคำพิพากษาว่าต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยการสวมกำไลอีเอ็มติดตามตัวทุกฝีเก้า

“ตอนไปถึงศาล ผมนั่งรอตั้งแต่บ่ายถึงห้าโมงเย็น สักพักมีเจ้าหน้าที่ศาลเดินมาบอกว่าต้องใส่กำไลอีเอ็มนะ แล้วผมไม่ได้คิดว่าต้องโดนเงื่อนไขนี้ สุดท้ายก็ต้องใส่ติดข้อเท้าไว้โดยที่ศาลก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมต้องให้เราใส่ด้วย แต่คิดว่าเขาน่าจะติดตามดูพวกเราว่าได้ไปร่วมม็อบไหม ได้ไปทำกิจกรรมอะไรหรือเปล่า

“ผมไม่ได้มองว่าคดีนี้สมควรจะต้องใส่กำไลอีเอ็ม” เขายืนกราน เขม็งเครียดในแววตาย้ำเตือนถึงความหนักแน่น “ไม่มีใครสมควรต้องมาใส่กำไลอีเอ็มเพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรง เราแค่ตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ ไม่ได้ทำอะไรอื่นเลย”

เป็นเวลาหลายเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เขาต้องใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมของกำไลอีเอ็มและการจับตาดูของรัฐอย่างเข้มงวด แม้จะปราศจากเงื่อนไขด้านเวลา แต่สำหรับคนหนุ่มที่ชื่นชอบการออกเดินทาง เล่นดนตรีและทำกิจกรรมกลางแจ้ง ใครจะปฏิเสธได้ลงว่ากำไลข้อเท้าที่คอยเตือนให้ต้องชาร์จแบตเตอรี่ทุกค่ำคืนไม่กวนใจ

มากไปกว่านั้น การมีอยู่ของมันทำให้เขากลายเป็นคนว่างงานในที่สุด

จบจากชั้นมัธยม ณัฐกรณ์ตัดสินใจหันเหชีวิตออกจากระบบการศึกษาและทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ความหมกมุ่นกับกาแฟทำให้เขารับจ้างเป็นบาริสต้าอยู่พักใหญ่ ค่อยๆ บ่มเพาะภาพฝันว่าสักวันหากเขาเข้าใจเรื่องกาแฟได้แม่นยำมากพอ ก็อาจจะเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเองในอนาคต ทว่า เมื่อความฝันประสานงาเข้ากับคดีทางการเมืองเข้าอย่างจัง และออกดอกผลเป็นกำไลอีเอ็มที่ข้อเท้าอันเขื่อง อย่าว่าแต่ร้านกาแฟของตัวเอง ลำพังหาหนทางกลับไปเป็นบาริสต้าในร้านน้อยใหญ่ ณัฐกรณ์ยังไม่อาจเอื้อมถึง

“ผมสมัครงานไม่ได้เลย แต่ละที่ปฏิเสธหรือไม่ก็หายไปเงียบๆ ทั้งที่เรายังไม่ได้บอกว่าเราต้องสวมกำไลติดตามตัวเพราะอะไร เราอยากบอกเขาว่าเราต้องติดมันที่ข้อเท้าเพราะคดีทางการเมืองนะ แต่ส่วนใหญ่เขาก็หายไป ไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย”

ใช่ว่าจะเข้าใจไม่ได้ -เขาบอก ยิ้มเศร้าโรยบนใบหน้า
 


ทุกวันนี้เขายังคงยื่นสมัครงานอยู่อย่างไม่ลดละ ขุ่นเคืองหัวใจก็ต้องเก็บไว้เพราะชีวิตไม่ได้เหลือทางเลือกให้คร่ำครวญมากนัก พร้อมกันกับที่รู้ดีว่าเสรีภาพและอิสรภาพลื่นไถลหลุดไปจากปลายนิ้ว -ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่าจะครอบครองมันไว้เต็มใบจากกฎหมายไทยที่ขีดกรอบเพดานไว้หนาแน่น “ถ้าคุณมองว่าการไม่ติดคุก การได้ออกมาอยู่ในสังคมมันคือการให้เสรีภาพเราจริงๆ เราก็ไม่ต้องถูกติดตามตัวแล้วสิ”

ในโลกคู่ขนาน เราถามเด็กหนุ่มว่าหากวันนี้ไม่มีกำไลอีเอ็ม เขาจะอยู่แห่งหนไหนในชีวิต

ยิ้มเศร้าเป็นสิ่งแรกที่เราเห็นก่อนการมาถึงของคำตอบในอีกอึดใจให้หลัง คำตอบที่ต่อชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็ในเวลานี้ “ก็คงไปเป็นบาริสต้าอยู่ที่ไหนสักแห่งแล้วล่ะครับ”

ทางเลือกที่เลือกไม่ได้



นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ลูกเกด-ชลธิชา แจ้งเร็ว ถูกดำเนินคดีทางการเมือง แต่เป็นครั้งแรกที่เธอต้องติดกำไลอีเอ็มติดตามตัว อย่างเดียวที่ยังเหมือนเดิมคือรอยยิ้มเข้มแข็งและสว่างไสว ชุบชูหัวใจคนรอบตัว

นับตั้งแต่การรัฐประหารโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2014 ชลธิชาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ในฐานะนักรณรงค์เรื่องประชาธิปไตย แต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับกำไลอีเอ็มจากกิจกรรม ‘ราษฎรสาส์น’ แคมเปญชวนประชาชนเขียนจดหมายถึงกษัตริย์เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ และลงเอยด้วยการที่กระบวนการยุติธรรมไทยมอบทางเลือกให้เธออยู่สองทาง -หากว่านี่จะเรียกว่า ‘ทางเลือก’ ได้- นั่นคือหากไม่เข้าเรือนจำ ก็ใส่กำไลอีเอ็มติดตามตัว

“การติดกำไลอีเอ็มมันแปลว่าคุณต้องถูกติดตามตัวตลอดเวลา มันจึงเป็นการกระทบสิทธิอีกประการหนึ่ง จึงต้องมีองค์ประกอบให้ต้องพิจารณาด้วย ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะไปติดใครเลยก็ได้ แต่ต้องมีเรื่องการยินยอมหรือให้ consent จากคนที่เป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย กรณีเรา ถ้าเราไม่ยอมเซ็นต์หนังสือเพื่อยอมติดกำไลอีเอ็ม หมายความว่า ณ วันนั้น เราต้องเข้าไปอยู่ข้างในเรือนจำ และ ณ วันนี้ เราก็ยังต้องอยู่ข้างในเรือนจำ และอันนี้แหละที่ผิดหลักการมากๆ” ชลธิชาบอก

ทั้งหมดนี้ย้อนกลับมายังประเด็นเดิม ว่านี่ยังเรียกว่าทางเลือกได้หรือไม่หากมัน ‘บีบ’ ให้อีกฝ่ายต้องเดินเพียงทางเดียว นี่จึงเป็นที่มาของกำไลอีเอ็มบนข้อเท้าขวาหญิงสาว



ความเสียดเย้ยแรกคือกำไลอีเอ็มของเธอพร้อยไปด้วยสติกเกอร์ของการชุมนุมเมื่อสามปีก่อน ความเสียดเย้ยที่สองคือเมื่อเธอได้รับเชิญให้ไปพูดคุยประเด็นสิทธิมนุษยชนบนเวทีระดับสากลที่จัดขึ้นในประเทศไทย ทุกสายตาพร้อมพากันพุ่งมายังข้อเท้าของเธอกับอุปกรณ์ติดตามตัว พร้อมคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงใช้เครื่องติดตามตัวกับคนที่มีคดีทางการเมืองหรือคดีที่เกิดจากการแสดงความคิดเห็น

อย่าว่าแต่ชลธิชา เอาเข้าจริง ประเด็นนี้ใครจะไปตอบหรือหาหลักการอะไรได้กัน

หลังสวมกำไลติดตามตัวมาหลายเดือน รู้ตัวอีกทีมันก็พรากเอาโอกาสมากมายไปจากชีวิต ในฐานะนักรณรงค์เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเชิญให้เดินทางไปพูดบนเวทีต่างประเทศหลายๆ แห่ง ชลธิชาจำเป็นต้องปฏิเสธงานเหล่านั้นไปเพราะไม่อาจขึ้นเครื่องบินได้ แม้จะยื่นเรื่องต่อศาลไปหลายรอบโดยยื่นเงื่อนไขวางเงินประกันเพิ่มและยินดีตั้งผู้กำกับดูแลระหว่างการเดินทาง แต่ก็พบว่า เธอโดนยกคำร้อง ได้แต่มองดูโอกาสหนึ่งในชีวิตปลิวหายผ่านหน้าไป

นั่นอาจเป็นสิ่งที่ตาเนื้อเห็น ร่างกายรู้สึกชัด แต่สิ่งหนึ่งที่ก่อกำเนิดขึ้นในสำนึกรู้คือความหวาดระแวงในการใช้เสรีภาพ พร้อมกันกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมที่จางหายลงไปทุกที “มันทำให้เราตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาหรือของกระบวนการยุติธรรม และความเชื่อมั่นหรือความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ซึ่งเราว่ามันกระทบและกู้คืนได้ยากมากสำหรับเราเองในฐานะที่เป็นจำเลยหรือผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็น”

แต่นั่นไม่ใช่ความสิ้นหวัง ในภาวะสูญเสียความเชื่อมั่น ชลธิชายังคงรอยยิ้มสว่างไสวนั้นไว้ได้แม้ในยามที่เล่าเรื่องราวอันชวนให้ทดท้อ

ในชีวิตที่โรยไปด้วยคดีทางการเมืองจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ชลธิชายังส่งยิ้มให้ทุกคนเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอเอาเรี่ยวเอาแรงหรือพลังที่ไหนมาสวมใส่หัวใจนัก แต่มันก็เป็นรอยยิ้มที่ท้าทาย เสียดเย้ยต่อความอยุติธรรมที่เธอต้องเผชิญมาอยู่เสมอหลายต่อหลายปี

เมื่อสูญเสียความสามัญของชีวิต



แรกเจอหน้า เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ชวนเราคุยถึงร้านอาหารเหนือที่เขาหลงใหล โบราณสถานที่เขาอยากไป ทุกประโยคประดับด้วยระยับในแววตา แต่ทั้งหมดตัดจบด้วยกำไลข้อเท้าที่ส่งสัญญาณติดตามตัวเขามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังออกจากเรือนจำในฐานะผู้ต้องหาคดี 112 พร้อมหนึ่งในเงื่อนไขการจำกัดเวลาเข้าออกเคหะสถาน

“ผมโดนเงื่อนไขห้ามออกจากบ้านระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า แต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาก็เปลี่ยนเป็นให้ ‘ใช้ชีวิต’ ถึงสามทุ่ม” เขาเน้นคำแล้วยิ้มตาหยี แม้สิ่งที่ต้องเผชิญไม่ชวนให้ยิ้มสู้เท่าไหร่

การต้องสวมกำไลอีเอ็มพร้อมเงื่อนไขจำกัดเวลา หมายความว่าเขาไม่อาจออกเดินทาง ท่องเที่ยวได้อย่างที่ใจอยาก ไม่ต้องพูดถึงการออกสำรวจโบราณสถานเก่าแก่อันเป็นความหลงใหลส่วนตัว ลำพังไปร้านข้าวใกล้บ้านอาจยังต้องคำนวณให้ละเอียกว่าจะกลับมาทันเวลาที่ศาลกำหนดหรือไม่ “คุณไปกินข้าวต้มกับที่บ้าน ก็ต้องคิดแล้วว่าจะกลับบ้านทันไหม หรือผมอยากไปเยี่ยมคุณปู่ที่ลำปาง ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ใส่กำไลอีเอ็มคุณก็ไปหาปู่ได้เลย แต่ผมต้องไปขอศาลก่อนให้เขาเซ็นต์เอกสารเพื่อไปหาปู่ ทั้งที่มันควรจะไปได้เลยด้วยซ้ำ” เขาบอก

ยิ่งกับปัญหาด้านสุขภาพ กำไลอิเล็กทรอนิกส์บนข้อเท้าที่เป็นโรคเก๊าท์ก็ดูไม่ใช่สิ่งที่ไปด้วยกันได้ดีเท่าไหร่ และสำหรับใครที่เป็นโรคนี้ น่าจะเห็นภาพดีว่าอาการปวดข้อโดยตัวมันเองนั้นก็ทรมานมากพออยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมีน้ำหนักของกำไลอีเอ็มถ่วงยิ่งเป็นเหมือนฝันร้าย “ผมเคยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเป็นเก๊าท์ ซึ่งกำไลอีเอ็มนี่ก็ชวนปวดประสาทมากเพราะหมอเขาต้องจับดูอาการต่างๆ ที่ข้อเท้า แล้วกำไลมันไปขวาง”

สำหรับพริษฐ์ ทางออกจึงเป็นการเขียนหนังสือยื่นคำร้องต่อศาลให้ยกเลิกการใส่กำไลอีเอ็มด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ “ผมบอกว่าผมเป็นโรคที่ข้อเท้า มันเจ็บ แต่ศาลบอกว่า รู้ว่าเจ็บ แต่ถอดแล้วนี่ก็ไม่ใช่จะหายสักหน่อย ให้ใส่ต่อไป” เขาปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะขื่น ไม่มีประโยคใดต่อท้ายคล้ายว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเล่าก็สรุปความบิดเบี้ยวบางประการได้ชัดเจนมากพออยู่แล้ว



ชีวิตประจำวัน โรคประจำตัว พื้นที่ต่างๆ ของชีวิตหดหายไปภายใต้การกลืนกินของกำไลอีเอ็ม แต่พูดให้ไกลไปกว่านั้น ใช่ไหมว่ามันกำลังบดขยี้ความเป็นมนุษย์ของเขา “ความเป็นมนุษย์ที่มีเสรีภาพ กลายเป็นเราพูดไม่ได้ เราอาจมีอิสรภาพแต่ไม่มีเสรีภาพ เราพอจะมีอิสระที่พอจะได้อยู่บ้าน แต่เสรีภาพที่เราจะใช้ชีวิตของตัวเองในการจะบอกว่า วันนี้ฉันจะไปลำปาง วันนี้ฉันจะไปเที่ยวกับเพื่อน มันไม่มีแล้ว รวมถึงเสรีภาพที่เราจะคิดและแสดงความเห็นต่อสังคมด้วยเช่นกัน”

ปัญหาจึงไม่ใช่อยู่ที่อุปกรณ์ติดตามตัว แต่เป็นวิธีคิดแบบกลับหัวในความมุ่งมาดต้องการจำกัดสิทธิผู้ที่ต้องการแสดงออกภายใต้ท่าทีของการให้เสรีภาพแบบจำกัด ปฏิเสธยืนกรานการตัดสินใจของเราในฐานะปัจเจกในการจะออกจากบ้าน ไปจนถึงในการจะแสดงความคิดเห็น

“ผมว่าความเป็นคนจะสมบูรณ์เมื่อเราตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้เอง” พริษฐ์บอก แล้วขยายความต่อ น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงเช่นเดิม “แต่ไม่เป็นอะไรหรอก ถึงอย่างไรเราเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ของเราก็ต้องกลับมา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ไม่แน่ใจว่าประโยคนั้นมุ่งหมายปลอบใจคนฟังหรือเปล่า แต่เราก็พยักหน้าสำทับ ใช่ -ไม่เป็นอะไรหรอก ถึงอย่างไรความเป็นมนุษย์ก็จะไม่หายไปไหน ไม่ว่าใครต่อใครจะพยายามพรากมันไปจากเขาอีกกี่รอบก็ตาม

กำไลอีเอ็ม ความย้อนแย้งลักลั่นของกระบวนการยุติธรรมไทย

เคยมีคำกล่าวขำขันกันว่า ประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งอันอุดมสมบูรณ์สำหรับการเขียนงานเชิงสัจนิยมมหัศจรรย์ ในแง่ที่ว่ามันเต็มไปด้วยความลักลั่นย้อนแย้ง แบบที่เราเห็นผ่านการใช้อุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาบนฐานของการเห็นคุณค่าแห่งความเสรีภาพ ที่ถูกนำไปใช้กับคนที่แสดงออกตามเสรีภาพ แต่ไม่ถูกใจรัฐ

กำไลอีเอ็มจึงไม่เพียงเป็นภาพแทนของการติดตามจากรัฐ หากแต่มันยังเป็นเสมือนหลักฐานที่บอกถึงความย้อนแย้งของกระบวนการยุติธรรมไทย

หากปล่อยให้สถานการณ์แห่งความขัดแย้งในตัวเองนี้ดำเนินต่อไปบนสถาบันที่ควรจะหนักแน่นมั่นคงอย่างสถาบันตุลาการ ก็น่าถามว่า แล้วในภายหน้า ประชาชนจะยังเหลือพื้นที่แห่งความเชื่อมั่น วางใจใดได้อีกเล่า