
Mars Online
Yesterday
·
ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งจุฬาฯ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ คือทางลัดมหาวิบัติ ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม อธิปไตย และเศรษฐกิจฐานราก
ศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation)
และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง 'แลนด์บริดจ์' อภิมหาโปรเจ็คที่บางกลุ่มมองว่าจะทำมห้ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ แต่หลายคนเริ่มออกมาทักท้วงแล้วว่าอาจไม่เป็นดั่งฝัน
โดยเฉพาะ ดร.ปิติ มองว่า โครงการนี้ไม่ใช่ทางลัดทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด
แต่คือ ทางลัดมหาวิบัติ ในหลายๆ ด้าน
โดยให้รายละเอียดไว้ดังนี้
.
แนวคิดการขุด "คลองไทย" (Thai Canal) หรือที่ในอดีตเรียกว่า "คลองคอคอดกระ" เพื่อตัดผ่านแหลมมลายูและเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) เข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก (อ่าวไทย) เป็นความฝันที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่าสามศตวรรษ นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา
ที่ทรงให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสอย่าง เดอ ลามาร์ (De Lamar) สำรวจความเป็นไปได้ จนถึงยุคอาณานิคมที่อังกฤษทำสนธิสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้สยามขุดคลองแข่งกับท่าเรือสิงคโปร์และปีนัง
วาทกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงความฝันนี้คือความเชื่อที่ว่า คลองไทยจะเป็น "ทางลัด" (Shortcut) ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือของโลก ทลายการผูกขาดของช่องแคบมะละกา และนำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความฝันในอดีตนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดของการเดินเรือสำเภาหรือเรือกลไฟขนาดเล็ก
เมื่อเราก้าวออกจากแผนที่บนหน้ากระดาษและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการเดินเรือพาณิชย์ยุคใหม่ (Modern Maritime Industry) ตลอดจนความเปราะบางของระบบนิเวศ และพลวัตของการแข่งขันทางอำนาจโลก (Great Power Competition)
โครงการคลองไทยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่คือ "มหาวิบัติ" (Catastrophe) ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานราก และลิดรอนอำนาจอธิปไตยของชาติ
บทวิเคราะห์นี้ จะอธิบายให้เห็นถึงต้นทุนแฝง (Hidden Costs) และความจริงเชิงประจักษ์ในทุกมิติ
ส่วนที่ 1: ฝันร้ายทางวิศวกรรม (The Engineering Nightmare)
การขุดคลองในศตวรรษที่ 21 เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางฟิสิกส์และวิศวกรรมที่รุนแรง การตั้งเป้าหมายเพื่อดึงดูดสายการเดินเรือหลัก (Mainline) หมายความว่าคลองไทยจะต้องสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) ซึ่งมีความจุระดับ 24,000 TEU
เรือเหล่านี้มีความยาวกว่า 400 เมตร กว้างกว่า 60 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก (Draft) ถึง 16-17 เมตร ความต้องการระดับนี้ได้สร้างโจทย์ทางวิศวกรรมที่ล้มเหลวในแง่ความคุ้มค่าตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้าง
1.1 เขื่อนกันคลื่นขนาดยักษ์ (The Mega-Breakwaters) และปัญหาทางธรณีสัณฐาน
ภูมิประเทศใต้น้ำของสองฝั่งทะเลไทยมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝั่งทะเลอันดามันมีความลาดชันสูง (Steep Slope) ทำให้ระดับน้ำลึกอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากฝั่ง แต่ในทางกลับกัน ฝั่งอ่าวไทยเป็นทะเลเปิดที่ตื้นเขินและมีความลาดชันต่ำมาก (Shallow Slope)
ความจำเป็นของร่องน้ำลึก: เพื่อให้เรือ ULCV แล่นผ่านได้โดยไม่เกิดปรากฏการณ์ Squat Effect (แรงดูดพลศาสตร์ที่ทำให้ท้ายเรือจมลึกลงไปอีกเมื่อวิ่งในน้ำตื้น ซึ่งอาจทำให้เรือกระแทกพื้นทราย) ร่องน้ำทางเดินเรือจะต้องขุดให้ลึกอย่างน้อย 20-25 เมตร
อภิมหาโครงสร้างในอ่าวไทย: การจะรักษาความลึก 25 เมตรในอ่าวไทย วิศวกรจะต้องขุดลอกพื้นทะเลออกไปเป็นระยะทางไกลมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาทรายกลับมาถมร่องน้ำที่ขุดไว้ จะต้องมีการสร้าง "เขื่อนกันคลื่น" (Breakwaters) เป็นกำแพงคอนกรีตขนาบข้างร่องน้ำยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยยาวถึง 20 ถึง 30 กิโลเมตร โครงสร้างแข็งขนาดยักษ์ที่ยาวขนาดนี้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างทางทะเลที่ใหญ่และเสี่ยงที่สุดในโลก และต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษามหาศาลในทุกๆ ปี
1.2 ความขัดแย้งของระดับน้ำและกระแสน้ำ (Tidal Range & Hydrodynamic Chaos)
แม้ระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean Sea Level) ของทั้งสองฝั่งจะใกล้เคียงกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "พิสัยน้ำขึ้นน้ำลง" (Tidal Range)
• ทะเลอันดามันมีช่วงน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันสูงถึง 3-4 เมตร
• อ่าวไทยมีความแตกต่างเพียง 1-1.5 เมตร
• วงรอบเวลา (Tidal Cycle) ของการขึ้นลงก็ไม่พร้อมกัน
หากใช้วิธีขุดคลองเจาะทะลุภูเขาให้เป็น คลองระดับน้ำทะเล (Sea-level Canal) แบบคลองสุเอซ ความแตกต่างของระดับน้ำนี้จะสร้าง "กระแสน้ำเชี่ยวจัด" (Tidal Currents) ที่ไหลกระแทกไปมาภายในคลองด้วยความเร็วอาจสูงถึง 5-7 นอต (Knots) กระแสน้ำที่เชี่ยวและผันผวนเช่นนี้จะทำให้เรือยักษ์ที่มีมวลมหาศาลสูญเสียการควบคุมทิศทาง (Steering Control) และพุ่งชนตลิ่งหรือชนกันเองได้ง่ายดาย
1.3 ทางตันของระบบประตูน้ำ (The Lock System Dead-end)
เพื่อแก้ปัญหากระแสน้ำเชี่ยว วิธีเดียวในทางวิศวกรรมคือการสร้าง ระบบประตูควบคุมน้ำ (Lock Systems) ขนาดยักษ์ที่ปากคลองทั้งสองฝั่ง (คล้ายคลองปานามา) แต่การทำเช่นนี้จะทำลายจุดเด่นเรื่อง "ทางลัด" ทันที เพราะ:
ข้อจำกัดด้านเวลา (Transit Time): เรือ ULCV จะต้องเสียเวลาจอดรอคิวหน้าปากคลอง และใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค่อยๆ ปรับระดับน้ำเพื่อผ่านประตูน้ำแต่ละชั้น กระบวนการนี้อาจทำให้เรือเสียเวลาผ่านคลองรวม 1-2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับระยะทางที่ประหยัดได้ 1,200 กิโลเมตร (เทียบกับการอ้อมมะละกาที่เรือวิ่งฉิวต่อเนื่อง) จะพบว่าแทบไม่ได้ประหยัดเวลาเลย
ต้นทุนมหาศาล: การสร้างและบำรุงรักษาประตูกั้นน้ำขนาด ULCV สองฝั่งมหาสมุทร จะดึงให้ต้นทุนการก่อสร้างทะลุ 2-3 ล้านล้านบาท นำไปสู่การต้องตั้ง "ค่าผ่านคลอง" ในอัตราที่แพงลิ่วจนไม่สามารถแข่งขันกับค่าผ่านช่องแคบมะละกา (ซึ่งแล่นผ่านฟรี) ได้เลย
ส่วนที่ 2: มหาวิบัติทางระบบนิเวศ (Ecological Catastrophe)
การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมดัดแปลงธรรมชาติขั้นรุนแรง เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรที่มีนิเวศวิทยาต่างกัน จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ (Irreversible Damage)
2.1 การพังทลายของชายฝั่งแบบโดมิโน (Catastrophic Coastal Erosion)
อ่าวไทยมีระบบ "กระแสน้ำเลียบชายฝั่ง" (Longshore Current) ที่ทำหน้าที่พัดพาทรายตามธรรมชาติจากทิศหนึ่งไปสู่อีกทิศหนึ่ง การสร้างเขื่อนกันคลื่นยาว 30 กิโลเมตรเพื่อปกป้องร่องน้ำ จะทำหน้าที่เป็น "กำแพงดักทราย" ขนาดมหึมา
• ฝั่งหัวน้ำ (Updrift): ทรายจะทับถมจนตื้นเขิน
• ฝั่งท้ายน้ำ (Downdrift): ชายหาดจะขาดแคลนทรายมาเติมเต็ม และถูกคลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรง
ชายหาดที่สวยงามของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามันจะถูกน้ำตีกินลึกเข้ามาในแผ่นดินเป็นระยะทางหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยกิโลเมตร (หากคิดระยะทั้งทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทร)
รัฐจะต้องทุ่มงบประมาณนับแสนล้านเพื่อสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีตที่น่าเกลียดตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นการทำลายทัศนียภาพทางธรรมชาติอย่างถาวร
2.2 พายุตะกอนและสุสานปะการัง (Sediment Plumes and Mass Coral Mortality)
การขุดลอกพื้นทะเลปริมาณหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้เกิดตะกอนแขวนลอยในน้ำ (Sediment Plumes) ที่หนาแน่นและแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง
ตะกอนเหล่านี้จะทำให้น้ำทะเลขุ่นมัว บดบังแสงแดดที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเซลล์เดียวในเนื้อเยื่อปะการัง (Zooxanthellae)
เมื่อตะกอนตกตะกอน มันจะทับถมและอุดตันอวัยวะกรองกินอาหารของสิ่งมีชีวิตหน้าดิน ทำให้ปะการังน้ำตื้นและหญ้าทะเลตายลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพังทลายของระบบนิเวศทั้งหมด
2.3 การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Marine Bio-Invasion)
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก) และทะเลอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย) ถูกแยกออกจากกันด้วยแผ่นดินมานานหลายล้านปี การเปิดช่องทางเชื่อมต่อจะก่อให้เกิด การอพยพข้ามถิ่น (Lessepsian Migration) ดังที่คลองสุเอซเคยประสบปัญหาที่ปลาจากทะเลแดงอพยพไปทำลายระบบนิเวศในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าจากฝั่งหนึ่งจะเข้าไปล่าหรือแย่งอาหารสายพันธุ์ท้องถิ่นอีกฝั่งจนสูญพันธุ์ ทำลายความสมดุลของสายใยอาหาร (Food Web) อย่างรุนแรง
2.4 หายนะของน้ำจืดและภาคการเกษตร (Saline Intrusion)
การขุดคลองที่ลึกถึง 25 เมตร ตัดผ่านใจกลางแผ่นดิน จะตัดผ่านชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifers) และระบบน้ำบาดาลของภาคใต้ ทำให้น้ำทะเลที่มีความเค็มสูงซึมแทรกเข้าสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน รวมถึงแม่น้ำลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อ แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตรกรรมนับล้านไร่จะปนเปื้อนความเค็มจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกหรือดำรงชีวิตได้ นำไปสู่ภาวะล่มสลายของชุมชนสองฝั่งคลอง
ส่วนที่ 3: เสียงสะท้อนจาก 4 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า เมื่อ "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด"
ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของการผลักดันเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่มูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่คือ "ความตื้นเขินของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์" ที่ภาครัฐใช้ประกอบการตัดสินใจ
หากพิจารณาจากประสบการณ์เชิงประจักษ์ตลอด 40 ปีของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ Thon Thamrongnawasawat ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลระดับประเทศ ที่ได้เฝ้าสังเกตและลงพื้นที่สำรวจวิกฤตโครงการข้ามคาบสมุทรมาถึง 5 ยุค จะพบความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA, Environmental and Health Impact Assessment: EHIA) ของไทย:
วิบากกรรม 5 โครงการข้ามคาบสมุทร:
1. ยุคแลนด์บริดจ์ กระบี่-ขนอม (Southern Seaboard): โครงการแรกเริ่มที่ทิ้งไว้เพียงมรดกตกทอดอย่างถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด โดยที่ยังไม่ทันได้ลงลึกถึงการประเมินผลกระทบทางทะเลอย่างจริงจัง ทะเลฝั่งกระบี่และนครศรีธรรมราชเกือบต้องเผชิญหน้ากับอุตสาหกรรมหนัก
1. แนวเชื่อมข้ามพังงา (โคกกลอย): จากการลงพื้นที่ของนักวิชาการตามคำร้องขอของสมาคมท่องเที่ยว ได้ค้นพบแนวปะการังนอกชายฝั่งซึ่งเป็นเขตสำรวจพบใหม่ และพบ "ปลานกแก้วชนิดใหม่ของไทย" ที่หายากยิ่ง สะท้อนให้เห็นว่าทะเลบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เกินกว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก โครงการจึงค่อยๆ เงียบหายไป
1. ท่าเรือน้ำลึกปากบารา (สตูล): โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมและความขัดแย้งมหาศาล ทีมวิจัยคณะประมงต้องระดมทุนส่วนตัวลงพื้นที่สำรวจล่วงหน้า จนนำไปสู่การค้นพบ "ปูทหารชนิดใหม่ของโลก"
ข่าวการค้นพบนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทะเลไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพซ่อนอยู่อีกมาก ที่การทำ EIA ของโครงการมัก "มองไม่เห็น" หรือ "จงใจมองข้าม"
1. โครงการคลองไทย (แนว 9A ตัดผ่านตรัง): ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ปูพรมสำรวจทั้งจังหวัดตรัง และค้นพบแนวปะการังน้ำตื้นแห่งใหม่หลายจุด ทั้งบริเวณเกาะไหงและเกาะลันตา ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในรายงานของภาครัฐ การขุดคลองย่อมทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำและแนวปะการังเหล่านี้โดยตรง
1. แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร (โครงการปัจจุบัน): ตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน (ระนอง) อยู่ประชิดกับ "สถานีวิจัยอันดามัน" และเส้นทางเดินเรือต้องพาดผ่าน "หมู่เกาะกำ" ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีแนวปะการังที่สมบูรณ์และเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่ง การสร้างร่องน้ำและท่าเรือที่นี่หมายถึงการนำพามหาวิบัติมาสู่หน้าประตูของธรรมชาติ
ข้อสรุปเชิงวิจารณ์: "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด" คือวาทกรรมที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีที่สุด
ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีโครงการใดเลยที่มีการลงทุนสำรวจทางทะเลอย่างจริงจัง ครอบคลุม และเที่ยงตรง สมกับมูลค่าการลงทุนระดับล้านล้านบาท นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการไม่ได้เป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา (Anti-development) แต่การพยายามผลักดันโครงการที่สามารถทำลายทะเลอย่างถาวร โดยอาศัยชุดข้อมูลที่ผิวเผิน เร่งรีบ และรายงาน EHIA ที่ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา #ถือเป็นการทรยศต่อฐานทรัพยากรของชาติและอนาคตของลูกหลาน
รัฐต้องหยุดทำงานบนฐานของ "ความเชื่อ" และลงทุนลงแรงทำฐานข้อมูล (Baseline Data) ให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างมีสติ
ส่วนที่ 4: ความพังทลายทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Devastation)
เมื่อรากฐานทางนิเวศวิทยาพังทลาย ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง มูลค่าความสูญเสียเหล่านี้มักถูก "ประเมินต่ำกว่าจริง" (Underestimated) ในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Studies) ที่มองเห็นแต่ตัวเลขผลตอบแทนจากการขนส่ง
4.1 จุดจบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก (The End of World-Class Tourism)
โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และของประเทศไทย พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเลปีละหลายแสนล้านบาท หากชายหาดถูกกัดเซาะหายไป แนวปะการังเสื่อมโทรม น้ำทะเลขุ่นมัวตลอดปีจากการขุดลอกและการสัญจรของเรือน้ำมันและเรือสินค้า จุดขายของการเป็นสวรรค์เขตร้อน (Tropical Paradise) จะมลายหายไป ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะเผชิญภาวะล้มละลาย นำไปสู่การเลิกจ้างงานมหาศาล
4.2 หายนะของความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมประมง (Collapse of Food Security)
ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง คือ "แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ" (Nursery Grounds) ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค เมื่อระบบนิเวศหน้าดินถูกทำลายจากการตีตะกอน
ปริมาณสัตว์น้ำตามธรรมชาติจะลดลงอย่างฮวบฮาบ กระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านหลายหมื่นครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์และโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก
4.3 การสูญเสียที่ดินทำกินและการถูกแช่แข็งทางสังคม (Displacement and Social Division)
การเวนคืนที่ดินเพื่อขุดคลองขนาดกว้างกว่า 1 กิโลเมตรยาวนับร้อยกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ทิ้งดิน (Spoil Grounds) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะทำให้ประชาชนนับหมื่นครัวเรือนต้องถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) สูญเสียที่ดินทำกินและรากเหง้าทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้
การมี "รอยแยกขนาดยักษ์" ผ่ากลางประเทศ จะสร้างอุปสรรคในการเดินทางไปมาหาสู่กัน การสร้างสะพานข้ามคลองเพื่อให้เรือ ULCV ลอดผ่านได้ ต้องมีความสูงสุทธิถึง 70-80 เมตรเหนือระดับน้ำ ซึ่งต้องใช้โครงสร้างทางลาดเชื่อมต่อที่ยาวและมีราคาแพงมหาศาล
รัฐจะสร้างสะพานข้ามได้เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้แผ่นดินภาคใต้ตอนล่างถูก "ตัดขาด" ออกจากตอนบนโดยพฤตินัย สร้างความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนตามมา
ส่วนที่ 5: ภาพลวงตาทางภูมิรัฐศาสตร์และหลุมพรางทางยุทธศาสตร์โลก (Geopolitical and Supply Chain Illusion)
หากพิจารณาผ่านแว่นตาของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โครงการคลองไทยไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางการค้า แต่กลับเป็น "จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์" ที่พร้อมจะลากประเทศไทยเข้าสู่หลุมพรางของมหาอำนาจ
5.1 หนี้สินสาธารณะและกับดักการลงทุน (The Debt Trap and White Elephant Project)
ด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม งบประมาณการสร้างคลองไทยอาจบานปลายไปถึง 2.5 - 3 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมค่าดอกเบี้ยและค่าบำรุงรักษาระบบประตูน้ำและเขื่อนกันคลื่นในแต่ละปีที่มหาศาล (อาจสูงกว่านี้และบานปลาย หากควบคุมโดยภาครัฐที่คอรัปชั่นอย่างเป็นระบบในทุกระดับ)
เพื่อให้คุ้มทุน คลองไทยจะต้องเก็บ "ค่าผ่านคลอง" (Toll Fee) ในอัตราที่สูงมาก
แต่หากตั้งราคาแพงเกินไป สายการเดินเรือระดับโลกก็จะเลือกเดินเรือผ่าน ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ตามเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางธรรมชาติที่ใช้ฟรีและมีศูนย์กลางลอจิสติกส์อย่างสิงคโปร์รองรับอยู่แล้ว
ความเสี่ยงที่คลองไทยจะกลายเป็น "Mega White Elephant" (โครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ที่ไร้ประโยชน์และขาดทุนย่อยยับ) จึงมีสูงมาก นำประเทศไปสู่สภาวะล้มละลายและติดกับดักหนี้ต่างประเทศ
5.2 การทำลายความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Disrupting ASEAN Centrality)
การวางตำแหน่งคลองไทยเพื่อแข่งขันแบบ "Zero-sum Game" หรือหมายมั่นจะ "ฆ่า" ท่าเรือของสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน การกระทำเช่นนี้จะสร้างความบาดหมาง แข่งขันกันหั่นราคา และทำลายความร่วมมือระดับภูมิภาค
ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาให้ภาคใต้เป็น "ประตูเชื่อมต่อพื้นที่ตอนใน" (Gateway of the Mainland) โดยใช้ระบบราง (Railways) และศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมโยง ลาว กัมพูชา เมียนมา และภาคใต้ของจีน ออกสู่สองมหาสมุทร ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง (Complement) ห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการแย่งชิงปริมาณเรือผ่านแดน (อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DbWGCDYCB/ )
5.3 ศูนย์กลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียอธิปไตย (The Epicenter of Geopolitical Conflict & Erosion of Sovereignty)
นี่คือวิกฤตขั้นสูงสุดและอันตรายที่สุด หากคลองไทยถูกขุดขึ้นสำเร็จ โครงสร้างนี้จะยกระดับสถานะของแหลมมลายูให้กลายเป็น "จุดยุทธศาสตร์คอขวด" (Strategic Maritime Choke Point) แห่งใหม่ของโลกทันที แทนที่สิ่งนี้จะนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง กลับจะนำพาประเทศไทยไปยืนอยู่เป็นเป้านิ่งใจกลางสมรภูมิสงครามเย็นยุคใหม่ (New Cold War)
ความขัดแย้งของมหาอำนาจ: สหรัฐอเมริกาภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) และจีนภายใต้แนวคิดริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) รวมถึงการแก้ปัญหา Malacca Dilemma ย่อมเล็งเห็นถึงความจำเป็นขั้นเด็ดขาดในการขอเข้ามาตั้งฐานทัพ จุดส่งกำลังบำรุง หรือจุดสดับตรับฟังทางทหาร เพื่อควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้
สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Strategic Dilemma):
• หากไทย "ไม่อนุญาต": ไทยย่อมเผชิญกับความกดดันทางการทูต การถูกแทรกแซงทางการเมืองภายใน หรือแม้แต่มาตรการคว่ำบาตรกีดกันทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจที่ไม่พอใจ
• หากไทย "อนุญาต": ประเทศไทยจะก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงขั้นวิกฤตกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีทางยอมรับการมีอยู่ของกองเรือรบและฐานทัพของมหาอำนาจที่เข้ามาประชิดน่านน้ำและจ่อคอหอยประเทศของตน การกระทำเช่นนี้จะทำลายเสถียรภาพและระเบียบของอาเซียนจนย่อยยับ
การสูญเสียเอกราช: เมื่อคลองไทยถูกทวีความสำคัญจนเป็นเรื่องระดับโลก ผลกระทบจะลุกลามเมื่อชาติมหาอำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรืออินเดีย (ซึ่งมีกองบัญชาการอันดามัน-นิโคบาร์ดักอยู่ปากทาง) ต่างก็จะอ้างความชอบธรรมในการส่งกองเรือรบเข้ามาลาดตระเวนเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ (Balance of Power)
เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจอธิปไตยของไทย (Thai Sovereignty) เหนืออาณาบริเวณคลองจะถูกลิดรอนโดยพฤตินัย ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่น และตกเป็นรัฐกันชน (Buffer State) ในความขัดแย้งของมหาอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ
บทสรุป: ก้าวข้ามภาพลวงตา คืนสติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
โครงการขุดคลองไทย หรือเมกะโปรเจกต์ข้ามคาบสมุทรที่ขาดการไตร่ตรองรอบด้าน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการยึดติดกับภาพฝันในอดีต และความพยายามในการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อฝืนธรรมชาติอย่างรุนแรง สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้ไม่ใช่การเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่มั่งคั่งมหาศาล แต่คือการแลกมาด้วยความพังทลายของระบบนิเวศทางทะเลที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ การล่มสลายของเศรษฐกิจฐานรากที่หล่อเลี้ยงคนนับล้าน และการนำพาบ้านเมืองไปเป็นตัวประกันในสงครามภูมิรัฐศาสตร์โลก
ดังที่เสียงสะท้อนจากบุคลากรในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้เตือนสติสังคมไทยมาโดยตลอดว่า "เรายังมีเวลา แทนที่จะดันทุรังหรือเผชิญหน้ากัน
เราสามารถทบทวนสิ่งที่เราทำ ลงทุนทำข้อมูลพื้นฐานและสำรวจให้ดีพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างแท้จริง"
ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามวาทกรรมและภาพลวงตาทางการเมือง หันมาเคารพข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การยกระดับโครงข่ายระบบรางคู่ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ตอนใน (Hinterland Connection) และการบริหารจัดการท่าเรืออย่างชาญฉลาด การยอมรับความจริงทางวิศวกรรม รักษาสมดุลทางความมั่นคง และเคารพขีดจำกัดของธรรมชาติ คือหนทางเดียวที่จะช่วยปกป้องแผ่นดินไทยจากมหาวิบัติที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเอง
อ่านเพิ่มเติมประเด็น Land Bridge และ Navigable Aqueduct ได้ที่
บทวิเคราะห์ ภาพลวงตาบนผิวน้ำ: ทำไมยุทธศาสตร์ "Land Bridge เชื่อมหลังทวีป" จึงน่าสนใจกว่า "สะพานน้ำข้ามคาบสมุทร "https://www.facebook.com/share/p/1E122Amrvk/
บทวิเคราะห์ อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก https://www.facebook.com/share/p/19ntCNA5e1/
อ่านเพิ่มเติม บทวิเคราะห์แบบมีเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ ได้ที่ หนังสือ “Amidst the Global Sea Power: ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก" โดย ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน https://bit.ly/3VHPwb2
...
ฃอบคุณภาพ
Piti Srisangnam
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1441043418068113&set=a.652798293559300