
Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
มีคนส่งมาให้ดูว่า การสัมภาษณ์ #อนุทิน โดยบรรณาธิการข่าวการเมือง Thai PBS ซึ่งพูดหลายเรื่องตั้งแต่ความมั่นคงจนถึงปัญหาฝุ่นควัน แต่ทำไมผมไม่รู้สึกว่ามันเป็น “การสัมภาษณ์” ของสื่อ คุณเสาวลักษณ์ทำหน้าที่เหมือนเป็น “ประชาสัมพันธ์” เป็น “กระบอกเสียง” ให้กับผู้นำฝ่ายบริหารมากกว่า
นอกจากจะไม่มีการถามคำถามยาก ๆ หรือการ fact-check ข้อมูลที่อนุทินพูด บางครั้งเมื่ออนุทินตอบแบบตะกุตะกัก คุณเสาวลักษณ์ยังช่วยเสริมให้อีก
อย่างตอนที่ถามเรื่องหวังอี้ รมต.ต่างประเทศจีนมาเยือนประเทศไทย เสาวลักษณ์มีการช่วยพูดเสริมถึงข้อดีในการพบปะกันครั้งว่า “เท่ากับว่าเราได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง การปราบปราม การท่องเที่ยว อืม........” ขาดอย่างเดียวคือการพูดว่า “เจ๋งจริง ๆ ท่านคะ”
ไม่เอาสิครับ นักข่าวต้องถามคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนอยากรู้ ไม่ใช่ถามแบบพินอบพิเทา ทำเหมือนกลัวว่าครั้งหน้าเขาจะไม่เชิญเรามาสัมภาษณ์อีก
นักข่าวไม่มีหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ให้ผู้มีอำนาจครับ นักข่าวต้องเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ไม่มีสิทธิมีเสียง คนที่คนอื่นไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา ไม่ใช่เออออห่อหมก ทำตัวเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับผู้มีอำนาจ
อย่างตอนที่เสาวลักษณ์ถามเรื่องปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ อนุทินตอบเกี่ยวกับสาเหตุที่เขายังมองว่าเกิดจาก “การเผาวัชพืช มลพิษ ท่อไอเสีย โรงงานอุตสาหกรรม การใช้รถยนต์สันดาป” “การเผาป่าเพื่อเข้าไปเก็บของป่า และปัญหาจากการเผาในประเทศอื่น ซึ่งเราควบคุมได้แค่สองเรื่อง” ซึ่งมีรายละเอียดที่โต้แบ้งได้ แต่เสาวลักษณ์ไม่ถาม
ที่สำคัญอนุทินบอกว่า “ไม่ถึงขนาดไอเป็นเลือดหรอก เขาอาจจะไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เผชิญกับสภาพแบบนี้แล้วต้อง...เวลาสื่อสารออกมาแล้ว ทำให้ทุกอย่างมันดูน่ากลัว ทำให้คนกลัวเกินเหตุ และไม่ไปเที่ยว” ก็ไม่ทราบว่าเสาวลักษณ์ไม่เคยเห็นหลักฐานของคนที่ไอเป็นเลือด หรือเด็กมีเลือดกำเดาไหลเพราะฝุ่นควันหรือไม่ เห็นแต่ผงกหัวรับทราบ เออ ๆ ออ ๆ กับสิ่งที่อนุทินพูดทั้งหมด ขอเชิญเสาวลักษณ์ให้มาอยู่ที่เมืองเหนือสักหนึ่งเดือนในหน้าฝุ่นนะครับ
อยากเปรียบเทียบให้เห็นการทำงานที่ต่างกันเป็นฟ้ากับเหว ระหว่างสื่อไทยที่ถามคำถามแบบง่อย ๆ กลัวขัดใจ “ท่านนายกฯ” กับสื่ออเมริกันที่กล้าถาม กล้าพูดความจริงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นคนที่บ้าอำนาจอย่างมากด้วย
อยากชวนให้ทุกคนดูการสัมภาษณ์โดนัลด์ ทรัมป์ หลังเหตุมือปืนบุกเข้าไปในงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว เป็นการสัมภาษณ์โดย Norah O'Donnell ผู้สื่อข่าวของซีบีเอสนิวส์ ในรายการ "60 Minutes"
เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า การวางตัวเป็นกลาง ไม่ลำเอียง “impartiality” ความกล้าหาญที่จะถามคำถามยาก ๆ ที่ท้าทายกับผู้มีอำนาจ แบบการ “Speak truth to power” เป็นอย่างไร และความไม่กลัวที่จะถูกผู้อำนาจด่า (ใคร ๆ ก็รู้ว่าทรัมป์ด่าสื่อออกอากาศเป็นประจำ) และการรับมือกับท่าทีดุดันแบบนั้นของสื่อ
ในรายการเป็นการถามประสบการณ์ทรัมป์ หลังการลอบสังหารเป็นครั้งที่สามในรอบสองปี มีอยู่ตอนหนึ่งที่โนราห์ โอ'ดอนเนลล์ ผู้สัมภาษณ์ อ่าน “manifesto” ที่ผู้ก่อเหตุเขียนส่งให้ญาติของเขา เพื่ออธิบายถึงแรงจูงใจในการกระทำว่า ““ผมไม่อาจยอมให้คนที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก นักข่มขืน และคนทรยศ ปกปิดความผิดของเขาได้อีกต่อไป”
พร้อมกับถามทรัมป์ว่า “คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?” แน่นอนว่า พอทรัมป์ได้ยินคำว่า “pedophile” “rapist” ก็ลมออกหูเลย เริ่มจากการด่าคนสัมภาษณ์ว่า “เฮงซวย” “...you're horrible people. Horrible people.” และปฏิเสธว่า “I'm not a rapist. I didn't rape anybody."
แทนที่ผู้สัมภาษณ์จะโกรธ หรือกลัว หรือแพนิค เธอกลับถามทรัมป์กลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "โอ้ คุณคิดว่า—เขาหมายถึงคุณหรือเปล่า?" คราวนี้ทรัมป์ฉุนหนักขึ้น และตอบว่า “"ผมไม่ใช่พวกชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ขอโทษด้วยครับ ขอโทษครับ ผมไม่ใช่พวกชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก" ประธานาธิบดีกล่าว "คุณไปอ่านข้อเขียนที่ไร้สาระของคนป่วยทางจิตหรือเปล่า? ผมถูกโยงเข้ากับเรื่องพวกนั้นทั้งหมด—ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับผมเลย"
ทรัมป์ยังด่านักข่าวต่อไปว่า “คุณควรละอายใจที่อ่านเรื่องนั้น เพราะผมไม่ใช่คนแบบนั้นเลยสักหน่อย" “But you should be ashamed of yourself reading that because I'm not any of those things."
ในฐานะที่ฟังการสัมภาษณ์ได้อย่างน้อยสองภาษา ผมเห็นความแตกต่างอย่างมากด้านความกล้าหาญทางจริยธรรม ความสามารถในการเตรียมข้อมูล เพื่อตอบโต้ ท้าทายกับข้อมูล หรือวาทกรรมของผู้มีอำนาจ สำหรับสื่อไทย ผมเห็นแต่นักข่าวที่พินอบพิเทา “เกรงใจ” ผู้มีอำนาจ แล้วประชาชนจะมีใครเป็นกระบอกเสียงแทนเชาได้บ้าง?
TPBS https://youtu.be/45w6UJNrYCU
CBS https://youtu.be/iQveoPG9imo
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164077780496649&set=a.10150096728651649