วันเสาร์, มกราคม 03, 2569

2569 … ปีนี้แล้วสินะ จะครบ 50 ปี 6 ตุลา



6 ตุลา 50 ปี: รำลึกและสั่งลา

02.01.2026
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
มติชนสุดสัปดาห์

อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่

ผมยังจำความรู้สึกที่ดีมากๆในการรำลึก 6 ตุลาครั้งล่าสุดได้ เช่น เห็นคนจำนวนมากร่วมเดินไปกับการเล่าเรื่องเหตุการณ์เช้าวันนั้น และการได้พบเพื่อนเก่า ๆ “สหายเดนตาย” ทั้งหลายอีกครั้ง เป็นต้น แต่จุดที่คงประทับใจผมไปอีกนานคือเมื่อเพื่อน ๆ เรียกผมอย่างที่เขาเคยเรียก “ธง” บ้าง “ไอ้ธง” บ้าง ให้ไปถ่ายรูปร่วมกันตรงบันไดหอประชุมใหญ่

พวกเรานั่งนิ่งให้กล้องจำนวนมากบันทึกภาพไว้ ก่อนที่จะร้องเพลงสหายและเพลงจากลานโพธิ์ถึงภูพานร่วมกัน ร้องออกมาอย่างที่ใจอยาก ให้เสียงจากใจบันทึกไว้ ณ หัวมุมหอประชุมใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่เคยมีเพื่อนสละชีวิตตรงนั้นเพราะมือสังหารในเครื่องแบบเล็งยิงจากอาคารในบริเวณพิพิธภัณฑ์ฯ … เช้าวันพุธเดือนตุลาเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน

คนจำนวนหนึ่งเคยถากถางว่างาน 6 ตุลาเปรียบเสมือน “เช็งเม้ง” ผมขอยิ้มรับคำกล่าวเช่นนั้น

เพราะการรำลึกอดีตที่เจ็บปวดย่อมมีความสำคัญหลายอย่าง นอกจากสืบต่อความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลาให้สังคมรับรู้แล้ว การที่สหายเดนตายได้มาพบกันอีกครั้ง แค่มองตาทักทายกันก็มีความหมายเหลือเกิน ยิ่งได้มารวมกลุ่มร้องเพลงร่วมกันยิ่งวิเศษขึ้นไปอีก

คนจำนวนมากอาจไม่รู้สึกร่วมกับกิจกรรมนี้ แต่ผมมั่นใจว่าคนจำนวนมากในสังคมไทยเข้าใจ และคงจะยินดีร่วมกับสหายเดนตายอย่างเราไปด้วยที่ยังสามารถฝ่าฟันการเฉยเมยและปฏิเสธจากรัฐ รวมมือกันเอง ลงมือกันเอง เพื่อให้ 6 ตุลาอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยไปนานที่สุดที่จะเป็นได้

ยิ่งอายุมากขึ้น การที่มีโอกาสได้พบปะกันเช่นนี้ ยิ่งมีความหมายทบทวีสำหรับแต่ละคน

อันที่จริง ผมอยากเห็นการรวมตัวทำนองนี้กับคนที่ผ่านเหตุโศกนาฏกรรมทางการเมืองในครั้งอื่นๆ อยากให้พวกเขาได้พบกันเช่นนี้ทุกกรณี

นอกจากไม่ใช่สิ่งที่น่าเย้ยหยันแล้ว มันมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูจิตใจให้ก้าวเดินต่อไปได้ สำคัญต่อการเรียกร้องความยุติธรรมกับชีวิตที่เรียกร้องเองไม่ได้ และสำคัญต่อการต่อสู้เพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิดให้จงได้

มีแต่คนใจไม้ไส้ระกำขาดความเห็นอกเห็นใจเท่านั้นที่ไม่มีวันเข้าใจคุณค่าของการกลับมารำลึกร่วมกันเช่นนี้


งานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ธรรมศาสตร์ในปี 2568 มีกิจกรรมหลักคือ Walking Tour ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ จุดต่างๆ ในมหาวิทยาลัย รวมถึง สนามฟุตบอล ซึ่งมีผู้บรรยายให้ความรู้และมีการจัดกิจกรรมพิเศษอื่นๆ ที่สนามฟุตบอลและลานโพธิ์ โดยเป็นการรำลึกครบรอบ 49 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลา และมีการจัดกิจกรรมย้อนรอยความสำคัญของสนามฟุตบอลในเหตุการณ์นั้นๆ.

พ.ศ. 2569 … ปีนี้แล้วสินะ จะครบ 50 ปี 6 ตุลา

การรำลึก 6 ตุลาเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะนักต่อสู้ทางการเมืองในรุ่นหนึ่งดื้อรั้นไม่ยอมแพ้ต่อความเงียบงันของรัฐและสังคมไทยกว่า 20 ปีในช่วงต้น สร้างสรรค์ปฏิบัติการความทรงจำได้ต่อเนื่องมาอีกหลายสิบปีไม่มีเว้น จนทำให้ 6 ตุลาอยู่ในความรับรู้ของสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำให้ 6 ตุลาเป็นหนามยอกอกของรัฐพันลึกซึ่งไม่ต้องการให้สังคมจดจำและคงปรารถนาให้ผู้คนลืมด้วยซ้ำไป

“สหายเดนตาย” ผู้ดื้อรั้นทั้งหลาย ร่วมกับมิตรสหายนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า ช่วยกันทำให้ “6 ตุลา” ไม่ใช่แค่ความหฤโหดที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทย แต่กลับกลายเป็นหนามแหลมที่กลับไปสร้างความเจ็บปวดต่อรัฐพันลึกอย่างสะใจ

แต่การรำลึก 50 ปี 6 ตุลาในปีนี้ คงจะเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับชีวิตของสหายเดนตายหลายคน เพราะไม่รู้ว่าพวกเราจะมาร่วมรำลึกเช่นนี้ต่อไปได้อีกสักกี่ครั้ง

แม้หลายคนคงจะพยายามมาร่วมรำลึกทุกปีตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ แต่เราปฏิเสธความเป็นจริงไม่ได้

50 ปี 6 ตุลา คงจะเป็นโอกาส “สั่งลา” ล่วงหน้า…ถ้าหากปีหน้าหรือปีถัดไปไม่มาเจอกันอีก

ผมหวังว่าจะได้พบเพื่อน ๆ ทั้งหลาย และมาถ่ายรูปร่วมกันอย่างเอะอะเอิกเกริกที่บันไดข้างหอประชุมใหญ่กันอีกสักครั้ง

มาเปล่งเสียงดัง ๆ พร้อม ๆ กันอีกสักครั้งว่า “เราไม่ลืม 6 ตุลา” เพราะเราไม่รู้ว่าหลายคนจะยังสามารถมาถ่ายรูปและร้องเพลงร่วมกันแบบนี้ได้หรือไม่ในปีถัดๆไป

มาช่วยกันทำให้ 50 ปี 6 ตุลา เป็นหมุดหมายที่สังคมไทยจะจดจำคนหัวรั้นผู้ไม่ยอมแพ้ต่อรัฐพันลึก และขอทำตัวเป็นหนามยอกอกของรัฐพรรค์นั้นจนกว่าสิ้นลมหายใจวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน และ อัครพงษ์ ค้ำคูณ ขณะกำลังบรรยายในกิจกรรมWalking Tour ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ จุดต่างๆ ในมหาวิทยาลัย


วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจีน และ อัครพงษ์ ค้ำคูณ ขณะกำลังบรรยายในกิจกรรมWalking Tour ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ จุดต่างๆ ในมหาวิทยาลัย

สำหรับผมเอง… อยากจะขอขมาและแสดงความเคารพเพื่อนผู้กล้าที่จากไปเมื่อ 50 ปีก่อนอีกครั้ง อยากบอกเขาว่า ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหนในโลก ไม่ว่าจะสามารถมาด้วยตัวเองได้อีกสักกี่ครั้งก็ไม่มีใครรู้ แต่ผมจะยังคิดถึงเขาทุกวันจนกว่าจะสิ้นลม เหมือนที่เคยเป็นมาทุกวันไม่มีเว้นนับแต่วันพุธนั้น…จนถึงวันนี้

50 ปี 6 ตุลา เป็นหมุดหมายว่าคนรุ่นที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาได้บอกเล่าถึงความอัปยศที่สุดครั้งหนึ่งของสังคมไทยมานานเกินครึ่งชีวิตของเราแล้ว เราเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่ามีผู้มารับช่วงต่อสืบทอดเรื่องเล่า 6 ตุลาให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้

มาร่วมกันส่งต่อปฏิบัติการความทรงจำให้คนรุ่นหลังอย่างเปิดเผย

ผมหวังว่ามิตรสหายรุ่นหลัง โดยเฉพาะเยาวชนนิสิตนักศึกษา จะให้ความช่วยเหลือสืบทอดความทรงจำ 6 ตุลาไปให้นานที่สุดเท่าท่านจะสามารถทำได้ กรุณามาร่วมรำลึกถึงคนที่เสียสละไปเมื่อ 50 ปีก่อนร่วมกับเรานะครับ

เพราะ 6 ตุลา ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของคนเดือนตุลาเท่านั้น แต่ 6 ตุลาคือประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ของประชาชนที่ถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยมทารุณจากอำนาจรัฐอำมหิต

แต่…

ก็เพราะ 50 ปี 6 ตุลาเป็นหมุดหมายสำคัญเช่นนี้เอง เราเริ่มเห็นเค้าลางว่ามีความพยายามก่อกระแสต้าน สร้างความกังขาลังเลว่ารำลึก 6 ตุลาไปทำไมกัน เลิกเสียดีกว่า อาทิ เช่น ด้วยการเสนอว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้นในบริบทของสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และขบวนนักศึกษา (ขนศ.) เป็นแขนขาของ พคท. ดังนั้น การสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมในวันนั้นจึงมิใช่อาชญากรรมของรัฐ

เหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลหรือความจริง แต่เป็นความเห็นหรือทัศนะ แถมยังเก่าเหลือเกิน เพราะแทบไม่ต่างกับที่กองทัพและฝ่ายขวาพยายามป่าวร้องตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ สะสมและใช้อาวุธ ดังนั้นการปราบปรามจึงชอบธรรม

ข้อกล่าวหาว่าธรรมศาสตร์มีอุโมงค์ลับ สะสมอาวุธไว้ เป็นข่าวลือที่จำเป็น เพื่อทำให้การสังหารโหดเป็นสิ่งชอบธรรม

ข้อกล่าวหาเก่าๆนี้เป็นทัศนะที่ทำให้กลุ่มฝ่ายขวาที่ กอ.รมน.จัดตั้งขึ้นมารวมทั้งผู้ลงมือฆ่าในเช้าวันนั้น ไม่สำนึกความผิด แถมยังภาคภูมิใจในวีรกรรมของตนอีกด้วยว่าได้ช่วยปกป้องชาติจากภัยคอมมิวนิสต์

น่าอนาถนักที่ทัศนะพรรค์นี้ถูกนำมาใช้อีกเพื่อชักชวนให้เลิกรำลึก 6 ตุลา

หากจะตอบโต้ความเห็นและข้อกล่าวหาล้าสมัยเหล่านั้นก็ไม่ยากเลย ผู้คนจำนวนมากล้วนมีปัญญาและสามัญสำนึกพอจะเข้าใจได้ว่า 6 ตุลาคืออาชญากรรมที่รัฐกระทำกับพลเมืองที่คิดต่างจากรัฐ

ไม่ว่าผู้ถูกกระทำเมื่อวันที่ 6 ตุลา 2519 เป็นฝ่ายซ้ายสมาทานอุดมการณ์สังคมนิยม หรือเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยไม่เอาคอมมิวนิสต์ หรืออีกหลายอุดมการณ์ปะปนกันในวันนั้น ขบวนการมวลชนที่ไม่ติดอาวุธก็ไม่ควรต้องถูกกระทำอย่างโหดร้ายดังที่เกิดขึ้น


ธงชัย วินิจจะกูล ขณะรับฟัง บรรยายในกิจกรรมWalking Tour ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ณ จุดต่างๆ ในมหาวิทยาลัย – ภาพโดย กองบก.มติชนสุดสัปดาห์

อันที่จริง ผมมีความเห็นสวนทางข้อกล่าวหาล้าสมัยเหล่านั้นอีกด้วย คือ นอกจากขบวนการนักศึกษา (ขนศ.) สมัยนั้น นอกจากจะไม่ใช่ “แขนขา” ของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ (พคท.) แล้ว ขนศ.ในยุคนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายฉุดกระชากลากถู พคท. (ในเมือง) ไปตามการตัดสินใจและปฏิบัติการของตน (ใครที่สงสัยว่า ขนศ. มีพลังทำเช่นนั้นได้หรือ กรุณาตระหนักว่าคนหนุ่มสาวอายุ 20 ± เหล่านั้นสามารถทำให้ พคท.แตกแทบทุกป่าในเวลาต่อมา)

ความเห็นสวนทางที่ไม่เคยมีใครเสนอนี้ ดูเผิน ๆ อาจนึกว่าเป็นเรื่องตลก แต่ขอลองไตร่ตรองให้ดี จะพบว่าผมไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่มีใครคิดในมุมนี้มาก่อน (ขอเก็บไว้อธิบายในโอกาสอื่น)

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ “ขวา” รอยัลลิสต์หลายคนกลับรีบออกมายกย่องสรรเสริญความเห็นและข้อกล่าวหาล้าสมัยเช่นนั้นว่าเป็นการเปิดเผย “ความจริงใหม่” ที่กล้าหาญ พวกเขาแกล้งลืมว่ากองทัพและฝ่ายขวาป่าวร้องข่าวข้อมูลปลอมนี้ตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุการณ์เสียอีก

ปัญญาชน “ขวา” รอยัลลิสต์พวกนี้ไม่ศึกษาค้นคว้าอะไรใหม่ แค่ฉวยคว้าทัศนะและข้อกล่าวหาเก่า ๆ ที่โผล่มาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ เอาไปขยายต่ออย่างลิงโลด เพื่อลดทอนการรำลึก 6 ตุลาและผลกระทบของความทรงจำนั้น

คนพวกนี้ทำทุกอย่างเพื่อบั่นทอนการรำลึก 6 ตุลา หวังให้คนรุ่นหลังเข้าใจผิด ลังเล หรือถึงกับถอยห่างจากการรำลึก 6 ตุลา แทนที่จะหนุนช่วยเรียกร้องความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิด

เพราะ 6 ตุลาเป็นหนามยอกอกที่รัฐพันลึกไม่ต้องการให้สังคมจดจำ

ในภาวะเช่นนี้ ผมหวังว่าท่านทั้งหลายที่ไม่ปรารถนาจะเห็นเหตุการณ์อย่าง 6 ตุลาอีก จะมาร่วมงานรำลึกครบ 50 ปี 6 ตุลา เพื่อบอกว่า “เราไม่ลืมหกตุลา” เพื่อบอกว่าการลอยนวลพ้นผิดจะต้องยุติ

ไม่เลิกรำลึก 6 ตุลา

เจอกันอีกครั้ง วันที่ 6 ตุลา 2569


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_875643