วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2569

โพสต์นี้ของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อาจจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านที่ถูกคุณอนุทินฟ้อง โดยสามารถนำเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของคุณวิโรจน์ ไปใช้อ้างอิงได้

https://www.facebook.com/wirojlak/posts/1430805732169310

Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
14 hours ago
·
[ คดีที่คุณอนุทินฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีมูล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้อง และคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นถอนฟ้องประชาชนคนอื่นๆ เถอะครับ ]
...............................
ผมทราบมาว่า ปัจจุบันคดีที่คุณอนุทินฟ้องหมิ่นประมาทประชาชน ในกรณีทีาประชาชนวิพากษ์วิจารณ์คุณอนุทิน เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีน และสถานการณ์โควิด-19 ในฐานะที่คุณอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่ไม่น้อย
.
เนื่องจากคดีที่คุณอนุทินฟ้องผม ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพบว่าไม่มีมูล จึงสั่งไม่รับฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษายืน ยกฟ้อง โดยมีสาระสำคัญของคำพิพากษาว่า
.
การวิพากษ์วิจารณ์ของผม เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ต่อคุณอนุทิน ในฐานะที่คุณอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์งานในกำกับดูแลของ รมว.สาธารณสุข และเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อใส่ร้าย จึงถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยที่ประชาชนกระทำได้
.
เมื่อข้อพิพาทระหว่างผม และคุณอนุทิน ซึ่งต่างก็เป็นบุคคลสาธารณะ ได้ถึงที่สุดแล้วตามกระบวนการยุติธรรม ผมจึงอยากแนะนำให้คุณอนุทิน ในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ รับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ได้พิจารณาถอนฟ้องประชาชนในทุกคดีที่มีการฟ้องประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อย่าให้คดีความสร้างภาระแก่ประชาชน และผู้พิพากษาอีกต่อไปเลยครับ
.
สำหรับประชาชนทุกท่านที่ถูกคุณอนุทินฟ้อง ในข้อหาหมิ่นประมาทในกรณีที่วิพากษ์วิจารณ์คุณอนุทินในฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ณ ขณะนั้น สามารถนำเอาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของผม ไปใช้อ้างอิงโดยสุจริตได้เลยครับ








https://www.facebook.com/wirojlak/posts/1430805732169310
https://x.com/wirojlak/status/2026928517989257464




โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา ขอเชิญทุกท่านเข้าชมคอลเลคชันและวงเสวนาว่าด้วย ความสำคัญของการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ภาคประชาชน


โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา- October 6 Museum Project
Yesterday
·
ขอเชิญทุกท่านเข้าชมคอลเลคชันและวงเสวนาว่าด้วย ความสำคัญของการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ภาคประชาชน

[English version below]

Under Banana Tree Archival Network – เครือข่ายจดหมายเหตุภาคประชาชนแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมคอลเลคชันประวัติศาสตร์ภาคประชาชนของทางเครือข่าย ซึ่งรวบรวมเรื่องราวและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากภาคประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา: 15.00 – 17.00 น.
สถานที่: Student Christian Center (SCC)

นอกจากนั้น เรายังมีวงเสวนาในหัวข้อ “บันทึกการต่อสู้และการต่อต้าน: นักโทษการเมือง จดหมายเหตุ และข้อมูล” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อพูดคุยถึงความสำคัญของจดหมายเหตุในการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ภาคประชาชน และบทบาทในการสนับสนุนการต่อสู้ระยะยาวในประเด็นต่าง ๆ

โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่

อาจารย์ไทเรล เฮเบอร์กอร์น จาก Plaenert-Bascom Professor of Southeast Asian Studies, University of Wisconsin–Madison

คุณอัญชนา เหมมินะ จากกลุ่มด้วยใจ for Humanitarian Affairs, Thailand

และคุณ Ita Fatia Nadia จาก RUAS and AKSI, Indonesia

วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา: 17.30 – 19.30 น.
สถานที่: Student Christian Center (SCC)
BTS: ราชเทวี ทางออก 2

วงเสวนานี้ดำเนินรายการเป็นภาษาอังกฤษ และมีอุปกรณ์แปลภาษาไทยสำหรับผู้เข้าร่วม
_________________________________________

Under Banana Tree Archival Network – Southeast Asia Grassroots and Civil Archives Network warmly invites you to explore the network’s people’s history collection, which brings together stories and historical materials from grassroots communities across Southeast Asia, on 28 February 2026, from 3.00 - 5.00 PM.
at Student Christian Center (SCC)

The event will also include a panel discussion titled: "Record of Resistance: Looking through the writings of Political Prisoners and the stories of torture survivors"

Panelists: Tyrell Haberkorn, Plaenert-Bascom Professor of Southeast Asian Studies, University of Wisconsin–Madison

Anchana Heemmina, Duayjai Association for Humanitarian Affairs, Thailand

Ita Fatia Nadia, RUAS and AKSI, Indonesia

Moderator: Anon Chawalawan (Museum of Popular History)

Date: 28 February 2026
Time: 5:30 – 7:30 PM
Venue: Student Christian Center (SCC)
BTS: Ratchathewi Station, Exit 2

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1400256665234465&set=a.550857760174364




เพลงประเทศกูมี แต่งตั้งแต่ปี 2561 ผ่านไป 8 ปี ถ้าเราเพิ่ม "สิ่งผิดปกติ" ที่เกิดขึ้นเข้าไป เพลงนี้น่าจะยาวครึ่งชั่วโมง


Puangthong Pawakapan
17 hours ago
·
ภาวะผิดปกติเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด และไม่ใช่ปัญหาของคนไม่กี่คนใน กกต. แต่มันเกิดเพราะคนจำนวนมากในสังคมนี้ช่วยๆ กันบ่มเพาะ-สร้างความชอบธรรมให้ "สิ่งผิดปกติ" มาตั้งแต่รัฐประหาร 2549 แต่มาวันนี้ประชาชนเริ่มเห็น เริ่มตระหนักถึงพิษภัยของสิ่งผิดปกติจนไม่ต้องการทนอีกต่อไป ประชาชนตื่นแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจยังหลับใหลต่อไป เพราะพวกเขาเสวยสุขกันมานาน หลงระเริงกับอำนาจที่ไม่ต้องรับผิดมาตลอด 2 ทศวรรษ เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะกฎหมายอันเลวทรามอยู่ข้างพวกเขา

สิ่งผิดปกติที่สุดของสังคมนี้ก็คือการยอมรับรัฐประหารนั่นเอง - ยอมให้คนกลุ่มหนึ่งทำลาย rule of law ยอมมอบอำนาจเหลือล้นให้กลุ่มบุคคลปกครองประเทศตามอำเภอใจ ยินยอมยอมให้พวกเขาเอาเนติบริกร พวกคนดีย์หรือนักฉวยโอกาสทางการเมือง มาร่างรัฐธรรมนูญ มานั่งในองค์กรอิสระ ยินยอมให้เขาเอานักการเมืองที่ฉ้อฉลที่ยินดีสวามิภักดิ์กับพวกเขา มาปกครองเรา

เกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาก สิ่งผิดปกติอุบัติขึ้นรายวันก็ว่าได้ ลองกลับไปฟังเพลง "ประเทศกูมี" ของ Rap Against Dictatorship ดูสิ เขาสรุปสิ่งผิดปกติไว้มากมาย ส่วนประชาชนก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ขณะที่ผู้มีอำนาจต่างอิ่มหมีพีมัน ไม่ต้องรับผิดกับการกระทำใดๆ ของตน ความละอายเหือดหาย ความหนาของใบหน้าเพิ่มขึ้น จนเสียงประท้วงของประชาชนไม่สามารถทะลุสามัญสำนึกของพวกเขาได้อีกต่อไป

เพลงประเทศกูมี แต่งตั้งแต่ปี 2561 ผ่านไป 8 ปี ถ้าเราเพิ่ม "สิ่งผิดปกติ" ที่เกิดขึ้นเข้าไป เพลงนี้น่าจะยาวครึ่งชั่วโมงค่ะ

///////////////////
เนื้อเพลง

(พูด) ถ้าพวกคุณไม่รู้เว้ย ว่าประเทศ**นี่**มีอะไร
เดี๋ยวพวกผมทั้งหมดจะเล่าให้ฟัง

ประเทศที่เสือดำหน้าคะมำเพราะ Riffle
ประเทศที่พล่ามแต่ศีลธรรมแต่อาชญากรรมสูงกว่า Eiffel
ประเทศที่กฎหมายไม่สู้พระธรรมหรือ Bible
ประเทศที่คนดีๆ มี มีสดุดีเป็น idol
ประเทศที่ตุลาการมีบ้านพักบนอุทยาน
ประเทศที่ใจกลางกรุงกลายเป็นทุ่งสังหาร
ประเทศที่ผู้นำทานอิฐทานปูนเป็นของหวาน
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศไร้ Corruption ที่ไม่มีการตรวจสอบ
ประเทศที่นาฬิกา รมต. เป็นของศพ
ประเทศที่มีสภาเป็นห้องนั่งเล่นของนักรบ
ประเทศที่เขียนรัฐธรรมนูญให้กองทัพใช้ตีนลบ
ประเทศที่ศิลปินวางท่าเป็นขบถ
ประเทศที่ขบถเจออำนาจราดจนหัวหด
ประเทศที่ขบถเดินตามรัฐเป็นฝูงมด
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่มีคนใส่สูทเวลาติดคำพูดปากเขาว่าแล้วตาขยิบ
คนจนวิ่งตามนโยบาย ต้องตายเพราะไม่มีบัตรสามสิบ
ประเทศที่รวยอำนาจ เลยจับเสือป่ายังกะปลาดิบ
จับมือใครดมไม่ได้ ก็เอาเป็นว่างั้นกูไม่ผิด
ประเทศที่ฆ่าคนตายถ้ามีเงินก็ช่วยคดี
ประเทศที่กฎยืดได้ซะยิ่งกว่าแขน Luffy
คนแสร้งพูด จงทำดี จงทำดี ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่ปลายกระบอกคอยจ่อที่ปลายกระเดือก
ประเทศที่บอกเสรีแต่ดันไม่มีสิทธิ์เลือก
ประเทศที่ด่าไม่ได้ทั้งๆ ที่ติดที่ปลายเหงือก
ประเทศที่สิ่งที่มึงทำผู้นำจะส่องตามเสือก
ประเทศที่อธิปไตย ถูกยึดไว้โดยคนสถุน
ประเทศที่มึงจะต้องเลือกจะอมความจริงหรืออมกระสุน
ประเทศที่ขุนกินเบี้ยมีเหี้ยและยิงเป็นฝูง
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่รัฐบาลไม่มีใครกล้าลบหลู่
ประเทศที่มีกฎหมายไว้ให้ตำรวจข่มขู่
ประเทศที่คนมีความคิดต้องแสร้งว่าหลับอยู่
และถ้ามึงไม่อยากอยู่ถ้าเกิดเขาบังคับมึงก็ต้องอยู่
ประเทศที่คนไม่อ่านหนังสือโดยเฉพาะผู้นำ อะ
ประเทศที่บอกให้อยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากนอนเรือนจำ อะ
ประเทศที่คนมียศทุจริตแค่ไหนก็รอดทั้งวัน อะ
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่พรรคการเมืองเสือกแบ่งเป็นสองขั้ว
ประเทศที่พลเมืองในเมืองแม่งถูกแบ่งเป็นสองข้าง
ประเทศที่คนแม่งตาย ตาย ตาย ในม็อบทั้งสองขั้ว
ประเทศที่คนแม่งกลัว กลัว กลัว ทหารทั้งสองข้าง
ประเทศที่ 4 ปี แล้วไอ้สัสแม่งยังไม่เลือกตั้ง
ประเทศที่เสรีไอ้สัสแม่งบอกว่ากูน่ะเลือกได้
ประเทศที่เลือกนายกต้องให้ทหารมาเลือกให้
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่งบประมาณเกินค่าประมาณ
ประเทศที่อุกฉกรรจ์มีเงินคอยซุกตามบ้านข้าราชการ
เป็นประเทศที่ผู้นำค่อนข้างจะน่ารำคาญ
ประเทศที่มีกฎหมายแต่ใช้ปืนกลล้มหน้ากระดาน
ประเทศที่คนยังสุขสำราญแต่ใช้ชีวิตอยู่ในกะลา
4 ปีผ่านไปภายใต้บาทา ไม่มีใครเดินข้างในสภา
ประเทศที่แม่งน่าเอือมระอา ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ดี
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่มีทุกสิ่งยกเว้นหนึ่งสิ่งคือสามัญสำนึก
ขับเคลื่อนฟันเฟืองด้วยเงินตราเหมือนเป็นคาถาสารพัดนึก
เนิ่นนานจนตกผลึกอาจได้เป็นเพชรที่ส่องประกาย
ความชั่วบูชากันเป็นฝูงลิงบนแท่งศิลาของความเห็นแก่ตัว
มัวเมาจนไร้สมองที่โง่เขาจนไร้การตอบสนอง
เพิกเฉยต่อความถูกต้องปล่อยให้สัตว์ชั่วเนิ่นนานยิ่งหยิ่งผยอง
ปกครองทุกสิ่งด้วยความมืดและความกลัว
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

(พวกคุณพร้อมรึยังถ้าพวกคุณพร้อม)
(ก็ชูนิ้วกลางให้พวกแม่งแล้วเดินมาด้วยกันกับเรา)

ประเทศที่ดีจังแบบว่าโคตรจะจีรัง
รุ่งโรจน์ไม่ยั่งยืนโดนลักเอาเปรียบมีคนที่เกลียดจนร่ำลือ
ประเทศโดนคว่ำบาตรแล้วมีคนลำบากทุกย่านเดิน
ประเทศในร่างมารมีรัฐประหารต้องทนและกล้ำกลืน
ประเทศที่ลั่นปืนใส่ผู้ชุมนุมในค่ำคืน
ประเทศออกกฎหมายแต่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ฉิบหายแล้วบ้านเมือง
ประเทศที่ตั้งตาขยายพันธุ์แดกงบไปมากเปลือง
ประเทศกูมี ประเทศกูมี

ประเทศที่มีความสามารถเสกกฎหมายกลายเป็นข้ออ้าง
ประเทศที่ประชาชนแต่งกายด้วยความหวัง
เป็นท่อนบน และมีความจนเป็นท่อนล่าง
ประเทศที่ดูแล้วมันหูตึงจึงไม่ได้ยินประชาชนในช่องว่าง
ประเทศที่ต่างคนก็ต่างบอก ต่างก็ชอบรับฟัง
ประเทศที่เก็บบัญชีในข้อสอบ
ต่างก็แย่งกันตอบ เพราะต่างชอบนับตังค์
ประเทศที่ใส่สัญญาหลอกๆ เป็นกระสุนลงกระบอก
สร้างระบอบหลอก บอกให้รักมัน
ประเทศที่แจกเก้าอี้เป็นคำตอบคงดูออก เราชอบนั่งนับวัน
ประเทศกูมี ประเทศกูมี
ประเทศกูมี
...อ้างอิง https://www.siamzone.com/music/thailyric/15284
https://www.facebook.com/photo?fbid=26339769652313778&set=a.138005429583558





กกต.หค. ทำข่าว = อั้งยี่? 📸 Journalist is not a Crime ! - สมาคมสื่อว่าไง ?


น้อง-ธัญญารัตน์ ถาม่อย 
9 hours ago
·
ทำข่าว = อั้งยี่?
Journalist is not a Crime
”ข้าวโพด“ นายทรงพล เรืองสมุทร
Songpon Ruengsamut หัวหน้าช่างภาพ สื่อออนไลน์ SPACEBAR ช่างภาพและสื่อมวลชน
.
คือ 1 ใน 6 รายชื่อ ที่มีรายงานว่า ถูก กกต. แจ้งความเอาผิดข้อกล่าวหาหนัก
เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ
ความผิดฐานเป็น "อั้งยี่"
ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.
กระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ
จนถึงตอนนี้พวกเรายังไม่รู้เลยว่า ถูกแจ้งความเพราะอะไร สาเหตุคืออะไร โดยเฉพาะข้อหาอั้งยี่
จากเหตุการณ์วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 69 ที่เดินทางจากบ้าน 13.00 น. ไปทำข่าวตามหมายข่าวทั่วไปที่หน่วยเลือกตั้งเขตคันนายาว พร้อมกับสื่อมวลชนสำนักอื่น
ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คนที่เหลือ อยู่ในสถานะของสื่อมวลชนและบุคคลในข่าว ไม่มีบุคคลไหนรู้จักหรือมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัว
”ไม่ใช่แม้กระทั่งแหล่งข่าวที่เคยติดต่อกัน“
เราอยู่ในประเทศที่อยู่ในระบบกล่าวหา แต่คำถามคือ
‘การกล่าวหาดังกล่าวมีมูลความจริงแค่ไหน’ และหน่วยงานองค์กรอิสระ มองการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนยังไง?
ฝาก กกต. ถ้า ‘ไม่แถลง’ ก็ชี้แจงเป็นเอกสารทีค่ะ
ว่าทำไมถึงแจ้งความเอาผิดสื่อมวลชนในลักษณะนี้
มีบรรทัดฐานยังไง หรือหลักฐานอะไร?
.
และนี่คือเนื้อหาที่มีการนำเสนอ ขณะที่ลงพื้นที่ทำข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2568
ฝากทุกคนพิจารณาค่ะ ว่าคิดเห็นอย่างไร
https://www.facebook.com/share/p/1bcetXwmrq/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/1C8MmJkPGY/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/1HbiZmi7Ra/?mibextid=wwXIfr
.
ข่าวที่สื่อมวลชนสำนักต่างๆ นำเสนอวันนี้
26 กุมภาพันธ์ 2569
เปิดชื่อ 6 บุคคลถูก ‘กกต.’ แจ้งความเอาผิด ปม ถ่ายภาพ-ถอดรหัส ‘บัตรเลือกตั้ง’ 22 ก.พ. ‘ไอติม-สมชัย-นักไอที-ช่างภาพสื่อ‘ ตาม พรป.กกต.-ป.อาญา-พรบ.คอมพ์
วันที่ 26 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวจากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.เข้าแจ้งความกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกต้้ง
ทั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใด เหตุเกิดในการออกเสียงลงคะแนนใหม่หนูเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 คันนายาว กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.พ.นั้น
.
มีรายงานว่า บุคคลที่ กกต.แจ้งความให้มีการดำเนินคดีนั้นมีจำนวน 6 รายประกอบไปด้วย
1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain
3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black.
4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
5.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.)
6.ทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar
.
โดย กกต.แจ้งความให้ดำเนินคดีในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 66 วรรคสอง , ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , มาตรา 209 , มาตรา 322 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา14
.
ทั้งนี้ ความผิดตามข้อกฎหมายดังกล่าวบัญญัติถึงลักษณะความผิดและบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง
ตามมาตรา 66 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.2560 กำหนดว่า "ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือกรรมการที่ กกต. แต่งตั้ง ถ้าการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือเพื่อให้การเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเป็นเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือการปกครองประเทศโดยใช้กำลังความรุนแรง หรือกระทำการใด ๆ ในการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือให้เกิดการแตกแยกในหมู่ประชาชน หรือให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี
ส่วนมาตรา 209 ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็น "อั้งยี่" บัญญัติว่าผู้ใดเป็นสมาชิกคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมุ่งหมายทำผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หากเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000
มาตรา 322 ผู้ใดเปิดผนึก หรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 บัญญัติถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอม เท็จ ที่ส่งผลเสียหายต่อประชาชน ความมั่นคง หรือเป็นข้อมูลลามก รวมถึงการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
.
FYI : มี Edit เพิ่มเติมเนื้อหา

https://www.facebook.com/nong.thanyarat/posts/10232294591216184






กกต. ฟ้องประชาชน ใครโดนบ้าง?







TheDaily_ข่าวร้อนวันนี้
@TheDaily_Thai
·10h

เผยรายชื่อ 6 บุคคล โดนกกต. งัดกฎหมายแจ้งเอาผิดอาญา "ไอติม-สมชัย-กูรูไอที" ปมแฉรหัสบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 
.
สรุปประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มอบหมายตัวแทนเข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล 6 ราย จากเหตุการณ์ความพยายามถ่ายภาพและถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง (เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ในการลงคะแนนใหม่ เขต 15 คันนายาว กทม.) เพื่อทดสอบว่าสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่
.
🔸เปิดรายชื่อ 6 บุคคลที่ถูก กกต. แจ้งความเอาผิด: 
 * นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ เรือบิน (ผู้อำนวยการ D-Vote มหาวิทยาลัยศรีปทุม) 
 * นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ หรือ เอิร์ธ (CEO Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชน) 
 * นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย (ครูชัย เจ้าของเพจ M.I.B Marketing In Black) 
 * นายสมชัย ศรีสุทธิยากร (อดีต กกต.) 
 * นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม (โฆษกพรรคประชาชน) 
 * นายทรงพล เรืองสมุทร (หัวหน้าช่างภาพสื่อ Spacebar) 
. 
🔸โดนกี่ข้อหา?  เปิดข้อกฎหมายและบทลงโทษสุดเดือด: 
 
การแจ้งความครั้งนี้ กกต. ได้ระบุฐานความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งมีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ดังนี้ 
 
* ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ (พ.ร.ป. กกต. มาตรา 66): โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 * ยุยงปลุกปั่น ม.116 (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116): โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี 
 * ความผิดฐานเป็น "อั้งยี่" (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209): โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท (หากเป็นระดับหัวหน้า โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ปรับ 200,000 บาท) 
 * เปิดเผยเอกสารปกปิด (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322): โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 * นำเข้าข้อมูลเท็จ (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14): โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ .


https://x.com/thestandardth/status/2026981911751528551
https://x.com/TheDaily_Thai/status/2026984208888189132




หลังรัฐประหาร 2557 อนุรักษนิยมขวา กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อจะอยู่ยาวอีก 10 ปี แต่เกือบสำเร็จอยู่แล้ว ดันมาสะดุดที่มีการโกงเลือกตั้งโฉ่งฉ่างเกินไป ทำทุกอย่างเพื่อชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล


เลือกตั้งสกปรก.. 2 5 6 9 คือยุทธศาสตร์ อยู่ยาวอีก..10 ปี

20.02.2026
มติชนสุดสปดาห์

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

การเลือกตั้งสกปรกปี 2569 ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนคนหนึ่งอยากจะเป็น ส.ส.หรือเป็นรัฐมนตรีแล้วไปซื้อเสียง หรือคิดวิธีการโกงเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อตนเอง

แต่กลุ่มคนที่เล่นเกมนี้วางแผนขนาดใหญ่ระดับประเทศ คล้ายกับแผน ฮั้ว ส.ว.

เป้าหมายคือ ส.ส.เกินครึ่งสภา

เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เดิม

หลังรัฐประหาร 2557
อนุรักษนิยมขวา
กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี ใน พ.ศ.2558


เริ่มที่ดีไซน์รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้เปรียบจนสำเร็จ คสช.ปกครองต่อประมาณ 5 ปีถือว่าแผนระยะที่ 1 ทำสำเร็จ

ขั้นที่ 2 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 2562 โดยใช้ ส.ว. 250 คนมาช่วยทำให้ปกครองต่อได้อีก 4 ปี

แต่ขั้นที่ 3 เลือกตั้งปี 2566 ไม่สามารถนำรวมไทยสร้างชาติมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลรวมกันเกินครึ่งได้เกือบ 300 คน คะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมแล้วประมาณ 25 ล้าน

พลเอกประยุทธ์ต้องถอย มีความจำเป็นที่จะต้องลากพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลชั่วคราว โดยนำทักษิณ ชินวัตร กลับไทย ผลักก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน แบ่งแยกก้าวไกลและเพื่อไทยออกจากกัน

แผนขั้นที่ 4 ต้องมี ส.ว.

ปี 2567 ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน หมดอำนาจลงตามวาระ 5 ปี แต่ ส.ว.คือหัวใจของแผนยุทธศาสตร์ ดังนั้น จึงเกิดกรณีฮั้ว ส.ว.ขึ้น แม้มีคดีแต่ก็คุ้มเพราะ และสามารถมี ส.ว.ที่สนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภา

และก็ยังทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอยู่ได้โดยไม่ถูกปลดออก

ทำไมเร่งเปลี่ยนรัฐบาลปี
2567-2568


ขั้นที่ 5 มีการเปลี่ยนรัฐบาล ด้วยการปลดนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน

แม้เปลี่ยนเป็นนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกปลดอีก

ทำไมจะต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์เร่งปลดนายกฯ ไปถึง 2 คน

บางคนก็วิเคราะห์ไปว่ามีบางกลุ่มไม่พอใจทักษิณและกลัวกลับมามีอำนาจก็เลยตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการให้เพื่อไทยหลุดจากอำนาจรัฐ จับทักษิณเข้าคุก ตัดกำลังทางการเงินและทำให้พรรคเล็กลง คนกลุ่มนี้กลัวทักษิณมากกว่ากลัวพรรคประชาชน

ขั้นที่ 6 เป็นการใช้ยุทธวิธีเพื่อให้มีการตั้งรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยอาศัยกำลังของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ 4 ต่อคือ ทำให้ ปชน.แตกแยกกับเพื่อไทยมากขึ้นไปอีก ลดทอนความเชื่อถือของ ปชน. และตัดอำนาจเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน ภูมิใจไทยก็จะได้เป็นรัฐบาลและรักษาการในช่วงรอการเลือกตั้งซึ่งจะสามารถดำเนินการต่างๆ ทั้งการใช้งบประมาณและการโยกย้ายข้าราชการ

แผนขั้นที่ 7
ทำทุกอย่างเพื่อชนะเลือกตั้ง
และจัดตั้งรัฐบาล


ขั้นนี้เป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่วางแผนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผลสูงที่สุดและเป็นประโยชน์ในระยะยาว

จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ดึง ส.ส.พรรคต่างๆ มาเข้าสังกัด โดยอาศัยบารมีทางอำนาจรัฐ บารมีทางเศรษฐกิจ และบารมีที่มาจากอำนาจพิเศษ ทำให้มี ส.ส.ไหลเข้ามาสังกัดเป็นจำนวนมาก สามารถคัดเลือกคนที่มีโอกาสชนะได้ ย้ายข้าราชการไปลงตำแหน่งและพื้นที่ตามที่ต้องการ

ในทางยุทธวิธี หาเสียงเอาไว้โชว์ หาคะแนนคือของจริง

มีการเตรียมการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ทั้งบนดินและใต้ดิน ใช้หลักการหาคะแนนไม่ใช่หาเสียง

แต่เมื่อผลคะแนนออกมาได้ตามเป้าหมาย หรือเกินเป้าหมาย กลับทำให้ชาวบ้านเห็นความผิดปกติ จากการลงคะแนน เช่น..

บัตรเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและบัตรเลือก ส.ส.เขตมีจำนวนไม่เท่ากัน เพราะผู้มีสิทธิ์ทุกคนจะได้รับบัตรเลือกตั้งพร้อมกัน 2 ใบ และไม่มีชาวบ้านธรรมดาเอาบัตรออกมาได้ ดังนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อควรจะเท่ากัน หรือต้องมีสัดส่วนใกล้เคียงกันมากๆ

เช่น เลือกตั้งปี 2554 ต่างกันแค่ 167 ใบ และเลือกตั้งปี 2566 ต่างกันแค่ 9 ใบ

ข้อสงสัยที่ 1
อาจมีการยัดบัตรผีลงไปในหีบ
หรือแก้ไขตัวเลขตอนรวมคะแนน


การเลือกตั้งครั้งนี้พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.ทั้ง 2 ประเภท แตกต่างกันตั้งแต่ 0 ถึง 1,000 คน รวม 348 เขต จาก 400 เขต (คิดเป็น 87%)

มีผู้ใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.เขต เท่ากับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีแค่ 10 เขต

มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.เขตมากกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 – 1,000 คน มี 164 เขต

มีเกิน 1,000 คน จำนวน 31 เขต (จาก 26 จังหวัด) เช่น แพร่ เขต 3 ส่วนต่างเขตมากกว่า 11,036 คะแนน ศรีสะเกษ เขต 6 ส่วนต่างเขตมากกว่า 10,408 คะแนน น่าน เขต 2 ส่วนต่างเขตมากกว่า 8,806 คะแนน ฯลฯ

ส่วนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ มากกว่า ส.ส.เขตก็มีที่เกิน 1,000 คน จำนวน 21 เขต (จาก 15 จังหวัด) เช่น จังหวัดอุบลราชธานี เขต 10 ที่ 7,857 ใบ และจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 3 ที่ 6,324 ใบ ฯลฯ

ตอนนี้มีคนสงสัยว่า ความผิดปกติอันนี้สามารถส่งผลให้เกิดการชนะหรือแพ้ในเขตต่างๆ ได้ และการโกงคะแนนบัญชีรายชื่อ ก็จะทำให้พรรคที่กระแสน้อยพอเชิดหน้าได้

ถ้ามีการโกงกันในระดับหน่วยกว่าจะได้คะแนนเป็นพันก็คงต้องโกงหลายหน่วย แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ..การแก้ไขตัวเลขในช่วงที่รวมคะแนน เข้ามาสู่ส่วนกลาง

การเรียกร้องให้เกิดการนับใหม่ในเขตที่มีความแตกต่างของบัตรเขียวบัตรชมพูมากผิดปกติเป็นเรื่องเหมาะสม และ กกต.ควรเปิดคะแนนรายหน่วยทันที

ข้อสงสัยที่ 2
QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง
ผิดรัฐธรรมนูญ
เพราะสามารถสอบย้อนกลับ
ไปรู้ว่าผู้ลงคะแนนเป็นใคร
และกาบัตรให้พรรคไหน


รธน.มาตรา 85…สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ….

(คำว่าลับนี้ หมายถึง ลับตลอดไป ต่อให้มีคนมาตรวจสอบภายหลังก็ไม่สามารถรู้ได้)

แต่ขณะนี้ พิสูจน์ได้แล้วว่าบัตรลงคะแนนชุดใหม่นี้สามารถสอบย้อนกลับไปได้จริงๆ ว่าใครลงคะแนนเบอร์อะไร

ใครเข้าไปในโกดังที่เก็บบัตรเก่าก็จะพบว่าทั้งต้นขั้วและบัตรจะอยู่บริเวณใกล้กัน

ปัจจุบันระบบรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่สามารถรวบรวมข้อมูลของผู้ลงคะแนน 30 กว่าล้านคนได้ไม่ยากถ้าเอกสารเหล่านี้หลุดรั่วออกไป

จนถึงนาทีนี้ก็ยังหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้ว่าทำไมต้องทำให้การลงคะแนนมีช่องให้สืบรู้ได้ทั้งๆ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ

มีคนกล่าวว่า ถ้างานนี้ผลคะแนนออกมาเป็นแบบปี 2566 การเลือกตั้งจะต้องถูกตัดสินให้เป็นโมฆะทันที แต่ปี 2569 ผู้ชนะเปลี่ยนข้าง

อดีต ส.ว.ท่านหนึ่งสรุปว่า เหตุผลข้อแรกที่เขาเตรียมบาร์โค้ดเอาไว้ บางทีอาจจะเอาไว้เป็นข้ออ้างใช้ล้มการเลือกตั้ง ถ้าพวกเขาแพ้

ตัวอย่างคดีฮั้ว ส.ว.จึงประเมินว่า การเลือกตั้งสกปรก 2569 คนโกงที่หน้าหนาจะไม่ยอมให้เป็นโมฆะ อย่างมากก็นับคะแนนใหม่บางหน่วยบางเขตและเลือกตั้งใหม่บางเขต ซึ่งจะมีผลรวมทางการเมืองเหมือนเดิม

ยุทธศาสตร์อยู่ยาวอีก 10 ปี ของกลุ่มอนุรักษนิยมขวาเกือบสำเร็จอยู่แล้ว แต่มาสะดุดที่มีโกงเลือกตั้งโฉ่งฉ่างเกินไป จุดนี้จะทำให้การปะทะทางการเมืองแรงขึ้น ถ้ายิ่งฝืน กกต.จะเป็นแพะตัวแรก แต่เกมจะแรงไปถึงไหนยังประเมินยาก

https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_883453







 

มองประวัติศาสตร์ไทยผ่านชีวิต เลือดเนื้อ และความเจ็บปวดของนักโทษการเมือง : สนทนากับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
มองประวัติศาสตร์ไทยผ่านชีวิต เลือดเนื้อ และความเจ็บปวดของนักโทษการเมือง : สนทนากับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น
.
.
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่ามกลางการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเข้าสู่อำนาจและรักษาสถานะนำตลอดเกือบศตวรรษ ย่อมปรากฏว่ามีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ผู้ชนะนั้น ย่อมถูกเรียกขานในนามที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น “หัวหน้าคณะปฏิวัติ” “จอมพล” หรือ “นายกรัฐมนตรี” อำนาจนำที่แย่งชิงมาได้ นอกจากจะทำให้พวกเขาสามารถกำหนดทิศทางของประเทศได้แล้ว ยังทำให้สามารถกำหนดทิศทางของเรื่องเล่าที่ถูกส่งต่อในสังคมได้ด้วย ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านั้นจะกลายมาเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ทุกคนในชาติจะต้องยอมรับและจดจำไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่
.
ส่วนสถานะหรือชื่อเสียงเรียงนามของผู้แพ้ ซึ่งถูกตั้งให้ใหม่โดยผู้ชนะอย่างไม่เต็มใจนั้น บ้างก็ปรากฏในชื่อของ “กบฏ” “คนทรยศ” ไม่ก็ “คนขายชาติ” ชื่อใหม่ย่อมมาพร้อมกับสถานะใหม่ ที่ผู้แพ้จะต้องถูกจองจำ สูญสิ้นเสรีภาพ และมีมลทิน
.
ทว่า ความย้อนแย้งในสถานะใหม่ของผู้แพ้ คือการที่ผู้มีอำนาจรัฐ กลับปฏิเสธที่เรียกขานพวกเขาว่า “นักโทษการเมือง” ทั้ง ๆ ที่เหตุที่พวกเขาต้องถูกจองจำนั้นก็เป็นเหตุมาจากการกระทำทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านผู้มีอำนาจรัฐ การลุกขึ้นประท้วง การแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถาม
.
การปฏิเสธความเป็นการเมืองของนักโทษเหล่านี้ ทำให้เรื่องราวการต่อสู้ของพวกเขาไม่ถูกจดจำและถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์กระแสหลัก กลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกเลือนลาง กระจัดกระจาย มิอาจถูกเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์กระแสรองได้ด้วยซ้ำ
.
การปฏิเสธความเป็นการเมืองของนักโทษเหล่านี้ ดำเนินเรื่อยมาจนถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้ภาพและชื่อเสียงเรียงนามของคนจำนวนหนึ่งที่ต้องติดคุกและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตามที่ควรจะได้รับ จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าพวกเขาล้วนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังยืนกรานปฏิเสธตัวตนของพวกเขาและพยายามวาดภาพพวกเขาให้เป็นเพียงคนที่ทำผิดกฎหมายอาญาธรรมดาเท่านั้น
.
ขณะเดียวกันงานวิชาการที่จะมาเสริมพลังและเติมเต็มความหมายและเรื่องราวของ “นักโทษการเมือง” หรือ “คดีทางการเมือง” ก็ยังมีน้อยชิ้น เหตุเพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะศึกษาลงลึก ทั้งด้วยปัจจัยความพร้อมด้านข้อมูล และปัจจัยความพร้อมของสังคมไทย
.
ทว่า ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน สหรัฐอเมริกา กลับเลือกที่จะหยิบเรื่องราวของนักโทษการเมืองเหล่านี้ มาศึกษาอย่างจริงจังและเป็นระบบ ผ่านการอ่านบันทึกของนักโทษทางการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปัจจุบัน โดยเธอตั้งชื่อหนังสือของเธออย่างไม่เป็นทางการว่า The Carceral Kingdom : Political Prisoners and History in Thailand และเมื่อ 12 พ.ย. 2568 เธอได้จัดการบรรยายในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์นักโทษการเมืองไทยในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมือง” ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นการบรรยายที่พูดถึงส่วนหนึ่งในหนังสือที่เธอกำลังเขียนอยู่
.
ไม่ใช่แค่บันทึกของนักโทษการเมืองเท่านั้นที่เธอคลุกคลีและผ่านตา แต่เธอยังได้ไปสัมผัส ชีวิต น้ำเสียง ความเจ็บปวดของนักโทษการเมืองผ่านการร่วมฟังการพิจารณาคดีการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งสำหรับเธอแล้วเหมือนกับการได้ไปเห็นฉากฉากหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้
.
ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่สับสนและเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สนทนากับ ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น ถึงงานชิ้นใหม่ของเธอ อันว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของนักโทษการเมืองไทย
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/81975
.
.
“Public Horizon” คอลัมน์ที่จะสนทนากับนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญจากหลากสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กฎหมาย สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ สิทธิมนุษยชน และสาขาอื่น ๆ ที่ยืนหยัดขยายเส้นขอบฟ้าแห่งองค์ความรู้ ด้วยความพยายามสร้างคำอธิบายปรากฏการณ์เพื่อทำความเข้าใจปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันให้มากยิ่งขึ้น

https://www.facebook.com/photo?fbid=1325927702711030&set=a.656922399611567




การเลือกตั้งทั่วไปทั้งหมดในประเทศไทย ตั้งแตปี พ.ศ. 2491-2569 พรรคอะไร ได้สมาชิกเข้าสภาท่าไหร่


All General Elections in Thailand (1948-2026)

Electoral College

Feb 24, 2026 

Special thanks to ‪@ThaiPoliticsArchives‬ for the campaign songs featured in this video!

https://www.youtube.com/watch?v=NjalLIfhnOs









https://x.com/ZhentingLiu/status/2027019503251701797




สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. โพสต์ขอบคุณ กกต.ปัจจุบันที่เมาหมัด ไปแจ้งความตนและกลุ่มมกูรูไอที ลั่นเป็นโอกาสดีจะได้เรียกเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ไม่เปิดเผยกับประชาชน เอามาเปิดในศาลให้หมด - ลั่นอย่าถอนแจ้งความ !


ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร
7 hours ago

tsdopenSor97h0au7uahh247t4gglhi98110c127g39g2g0um9c648813a10 ·

โปรดอย่าถอนการแจ้งความ เพราะ

1. เมื่อตำรวจเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จะได้ทราบว่า กกต. ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ แจ้งความเท็จ หรือ กลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหายอย่างไร

2. หากเป็นการแจ้งความเท็จ ผู้ถูกดำเนินคดี จะแจ้งความกลับในคดี อาญา 157 เจ้าพนักงานของรัฐกระทำการโดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งประชาชนให้ได้รับความเสียหาย

3. เนื่องจากผูัเสียหาย มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการแก้คดี และ ค่าเสียหายจากการเสียโอกาสในการประกอบวิชาชีพ และมีการถูกทำให้เสื่อมเกียรติ จึงจะมีการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่ง เพื่อให้ กกต. ชดใช้ตามสมควรด้วย และหากแพ้โปรดใช้เงินส่วนตัว อย่าเอาภาษีประชาชนมาจ่าย

4. การขึ้นถึงศาล เป็นโอกาสในการใช้อำนาจศาลในการเรียกพยานหลักฐานทุกอย่างที่ กกต. ไม่เปิดเผยต่อประชาชน อาทิ TOR การพิมพ์บัตร สัญญาจ้าง รายงานการตรวจรับ รายงานการประชุม การเปิดหีบบัตรเพื่อดูพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอื่น ๆ อีก เป็นต้น

5. ขอบคุณ กกต. ครับ ที่เมาหมัด

https://www.facebook.com/photo?fbid=1484378473254766&set=a.588191376206818







https://x.com/TheDaily_Thai/status/2027025601434182088



 

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2569

ชุมนุม ‘ไต่สวนสาธารณะ’ หน้าหอศิลป์ ภาคประชาชนตั้งคำถามถึง กกต. ปม “โกงเสียงประชาชน”

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/pfbid0krMT62VjkFLRB6y8tcdQzgY6R62Tq44UcKCxKdm7hPGg7NzaVR7eDa76UzHthvhql

ไข่แมวชีส added photos to the album: 25 ก.พ. 69 ไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงเสียงประชาชน หน้าหอศิลป์ ·
6 hours ago
·
ชุมนุม ‘ไต่สวนสาธารณะ’ หน้าหอศิลป์ ภาคประชาชนตั้งคำถามถึง กกต. ปม “โกงเสียงประชาชน”
.
25 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 – 20.30 น. บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ มีการชุมนุม “เวทีไต่สวนสาธารณะ กกต.โกงเสียงประชาชน” โดยคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่าย People GO Network สืบเนื่องจากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา เช่น การนับคะแนนและรายงานผลการเลือกตั้ง หรือกรณีบัตรบาร์โค้ด โดยกิจกรรมถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่การไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมผ่านกระบวนการยุติธรรมในรูปแบบการจำลอง เพื่อพิพากษาการทำงานของ กกต. ในประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่า “โกงเสียงประชาชน”
.
สำหรับบรรยากาศกิจกรรม พบว่าบริเวณลานหอศิลป์ มีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น “ยกหีบหนีบหนี” จำลองการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้ง กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เติมน้ำใส่ถังจาก 94% ให้เต็ม 100% สื่อถึงการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งของ กกต. เขียนป้ายผ้าข้อความ และกิจกรรมจับคู่บัตร “Barcode”
.
ช่วงแรกเปิดด้วยการแสดงดนตรีจากวงสามัญชน ต่อด้วยการแสดงละครใบ้จากคณะละครใบ้สำโรง ที่สะท้อนถึงการเลือกตั้ง 2569 และต่อด้วยกิจกรรมไฮไลต์ “การไต่สวนสาธารณะ” การแสดงบทบาทสมมติผ่านกระบวนการยุติธรรมแบบจำลองระหว่าง กกต. และโจทก์ ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยหากเห็นด้วยให้ปรบมือ หากไม่เห็นด้วยให้ใช้ขวดน้ำเคาะพร้อมทำเสียงโห่ร้อง และหากมีคำถามให้ยกมือถาม
.
การไต่สวนดังกล่าวมี สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด และ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ พร้อมตัวแทนอีกหลายคน สลับกันเป็นตัวแทนฝ่าย ‘โจทก์’ และฝ่าย กกต. โดยหยิบยกปัญหาในหลายประเด็น เช่น กรณีบัตรบาร์โค้ด กรณีแจ้งความประชาชนที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งวันที่ 22 ก.พ. 2569 การนับคะแนนผลการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าและการออกเสียงประชามติ และกรณีบัตรเขย่ง มาตั้งคำถามและตอบในการไต่สวน
.
กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ มีการอ่านแถลงการณ์เรียกร้องถึง กกต. ดังนี้
.
ประการแรก กกต. ต้องลาออกทั้งหมดจากตำแหน่งทันที เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อการจัดการเลือกตั้งที่ตามมาด้วยความไม่เชื่อมั่นของประชาชน และ สว. ต้องหยุดคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็น กกต. ชุดใหม่ จนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปที่มาของ กกต. ให้เป็นกลางทางการเมือง
.
ประการที่สอง การที่ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง สส. จำนวน 396 เขตในวันนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ ขอให้ยุติการรับรองทันที หากไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง จะเป็นการยากที่ประชาชนจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และกระบวนการทางการเมืองที่ตามมาหลังจากนี้
.
และประการที่สาม ระหว่างที่ยุติการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อรอคำวินิจฉัยจากศาล ซึ่งหวังว่าจะมาถึงโดยเร็วที่สุด กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลการเลือกตั้งทั้งหมดในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้เกิดความโปร่งใส รวมถึงคะแนนดิบทั้งหมด จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง จำนวนบัตรที่เหลือและที่ใช้ไป ให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้
.
โดยวันนี้ สมบัติ บุญงามอนงค์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “เรารู้กันโดยสามัญสำนึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่ล้มเหลว สกปรก มีข้อครหา ไม่โปร่งใส และยังมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย อีกทั้ง กกต. ก็ไม่ทำหน้าที่ในระดับที่ควรจะทำ เช่น ไม่รายงานจำนวนผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
"ในวันนี้สังคมตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าเป็นการเลือกตั้งได้หรือไม่ เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ และกระบวนการอาจไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่ กกต. ได้ประกาศรับรอง สส. ไปก่อนแล้ว”
.
สมบัติกล่าวว่าในส่วนของตนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าการทำงานของ กกต. ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาหลายครั้ง และครั้งนี้ถือว่ามีปัญหามากที่สุด ดังนั้นจะทำการตรวจสอบรายการทั้งหมดว่าการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ของ กกต. มีความผิดพลาดเรื่องใดบ้าง โดยจัดในรูปแบบการไต่สวนสาธารณะ วันนี้ได้เชิญตัวแทนมาอภิปรายคำถาม และจำลองเหตุการณ์ชุดคำตอบที่ กกต. เคยออกมาอธิบายต่อสังคม
.
สมบัติระบุอีกว่า หาก กกต. พร้อม ในครั้งหน้าไม่ควรจัดเพียงแถลงข่าวฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดเป็นเวทีไต่สวนสาธารณะ และเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาตั้งคำถาม เนื่องจากขณะนี้ กกต. ไม่ตอบคำถาม โดยเฉพาะข้อมูลระดับหน่วย ซึ่งตนมีคำถามหลายประเด็น ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.จะต้องทราบดีว่าการเลือกตั้งแบบใดเป็นการลงคะแนนเสียงโดยลับหรือไม่ลับ
...





มารู้จักหลักการทางกฎหมายพื้นฐาน Nullum crimen nulla poena sine lege "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด" คลิป “หมอวาโย” คดี 44 สส.ก้าวไกล ปมเสนอแก้ ม.112 ต้องฟัง

https://www.facebook.com/watch/?v=1269749778417161







Pipob
@pipob69

ต้องฟังครับ เขาพยายามสู้ แม้ว่าโอกาสน้อยริบหรี่ เพราะกระบวนการที่ขาดความโปร่งใสของปปช. ขอหมายเลขคดีที่เกี่ยวข้องก็ไม่ให้ และที่สำคัญ เขายืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด

“เรารู้อยู่แล้วว่า การฆ่าคนตาย เป็นการกระทำความผิด เราย่อมไม่ทำถูกมั้ย การขับรถฝ่าไฟแดง เป็นการกระทำความผิด เราก็ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะทำ แต่ถามจริง ๆ ก่อนจะมีคดีนี้ มีใครคาดคิด หรือคาดหมาย หรือรู้ได้จริง ๆ ว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 มันจะกลายเป็นความผิดขึ้นมาได้”

Nullum crimen nulla poena sine lege "ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนด"

https://x.com/pipob69/status/2026576117059170624




รู้จัก “นัฏฐพล” คนธรรมดาจากเพชรบูรณ์ ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเพราะคอมเมนต์เดียว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
รู้จัก “นัฏฐพล” คนธรรมดาจากเพชรบูรณ์ ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่ชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนเพราะคอมเมนต์เดียว
.
.
“นัฏฐพล” (สงวนนามสกุล) วัย 30 ปี จากวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ขายเสื้อผ้าออนไลน์เพื่อสู้ชีวิตในช่วงโควิด ตกเป็นผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112 เพราะพิมพ์ข้อความตอบกลับโพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊ก พร้อมแนบภาพการ์ตูน

3 ปี ก่อนลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน หลังรับสารภาพ คือระยะเวลาที่กระบวนการยุติธรรมในศาลอาญาตัดสินชะตาชีวิตของเขา ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่รอลงอาญา และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว นัฏฐพลก็เดินเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยที่ยายของเขารออยู่ที่บ้านในเพชรบูรณ์ โดยมีแม่และแฟนสาวคอยเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ

นัฏฐพลไม่ใช่นักกิจกรรม ไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยขึ้นปราศรัย หากแต่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่กดพิมพ์คอมเมนต์สั้น ๆ ไปในวันที่ความเครียดสะสมอยู่เต็มอก และนั่นเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไป

_____________________________

คอมเมนต์หนึ่งข้อความ กลับกลายเป็นคดี สู่คำพิพากษาที่พาชีวิตไปถึงจุดเปลี่ยน
.
เรื่องของนัฏฐพลเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564 ช่วงที่โควิด-19 กำลังระบาดหนัก ธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่เขาทำร่วมกับแฟนสาวซบเซาลง รายได้หดหาย ความเครียดสะสม

ในวันนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul โพสต์ข้อความตั้งคำถามเกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วยของรัชกาลที่ 10 นัฏฐพลถูกกล่าวหาว่าพิมพ์ข้อความตอบกลับพร้อมแนบภาพการ์ตูน

4 เดือนต่อมา วันที่ 15 ก.ย. 2564 เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยคดีมี พ.ต.ท.กิตติพงศ์ อมฤตโอฬาร เป็นผู้กล่าวหาที่ บก.ปอท. กระทั่งเกือบ 2 ปีผ่านไป อัยการจึงสั่งฟ้องคดีในวันที่ 4 ก.ย. 2566

วันที่ 11 ม.ค. 2567 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน เพราะให้การรับสารภาพ โดยไม่รอลงอาญา แม้รายงานสืบเสาะจะเสนอแนะให้รอการลงโทษไว้ก็ตาม

นัฏฐพลอุทธรณ์คดีต่อมาหลังได้ประกันตัว ขอให้รอการลงโทษ โดยระบุเหตุหลายประการทั้งอายุที่ยังน้อย ความเครียดจากโควิด ภาระเลี้ยงดูแม่และยาย รวมถึงการเดินทางไปกราบขอพระราชทานอภัยโทษที่พระบรมมหาราชวัง แต่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลว่าข้อความที่แสดงความเห็นมีผู้กดถูกใจไม่น้อยกว่า 230 คน กระจายสู่สาธารณะเป็นวงกว้าง เหตุที่ยกมาให้รอการลงโทษ ศาลระบุล้วนเป็นเหตุส่วนตัวไม่เพียงพอแต่อย่างใด

เย็นวันนั้น นัฏฐพลถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาถูกคุมขังมานับแต่นั้น
.

วันที่เริ่มต้นในโลกไร้อิสรภาพ
.
หลังเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้ระยะหนึ่ง นัฏฐพลแจ้งผ่านทนายความว่า เขาตัดสินใจไม่ยื่นฎีกาอีก เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง

“อยากให้เรื่องมันจบ” เขาบอก “คิดว่าศาลฎีกาคงตัดสินเหมือนเดิม อยากให้ใบเด็ดขาดมา เพื่อรออภัยโทษ หรือได้ลดโทษลงบ้าง”

ในช่วงแรกของชีวิตภายใต้การจองจำ นัฏฐพลถูกกักตัวสำหรับผู้ต้องขังที่เข้ามาใหม่ เขาเล่าว่านอนไม่ค่อยหลับ การถูกคุมขังอยู่ในห้องคุมขังขนาด 4×5 เมตร โดยนอนรวม 16 คน ทำให้นอนได้ยาก และร่างกายก็ไม่ค่อยขับถ่าย เหมือนยังปรับตัวไม่ทัน โชคดีที่เพื่อนร่วมห้องไม่ค่อยมีคนเกเร ส่วนใหญ่อยู่กันเงียบ ๆ ต่างจากห้องข้าง ๆ ที่ได้ยินเสียงดังอยู่บ่อยครั้ง

เขาเล่าว่าได้ช่วยเพื่อนตากผ้าพับผ้าในช่วงเช้า เพื่อแลกกับการได้ลงมาข้างล่างระหว่างกักตัว ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ช่วงแรกเขาพยายามฝากถึงแม่ ในเรื่องรายละเอียดการฝากเงินและซื้อของในเรือนจำ เนื่องจากครอบครัวยังไม่มีประสบการณ์เยี่ยมมาก่อน และยังฝากให้ครอบครัวหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เขาต้องถูกคุมขัง

หลังจากผ่านช่วงกักตัว เขาถูกย้ายมาอยู่ที่แดน 8 โดยเริ่มมีตารางประจำวัน ตั้งแต่การตื่นตี 5 สวดมนต์ ลงมาอาบน้ำ เดินออกกำลังกาย ก่อนแวะห้องสมุดอ่านหนังสือธรรมะและหนังสือฝึกอาชีพ โดยเขาพบเพื่อนข้างในที่พอคุยกันได้ แต่ยังกังวลเรื่องอาหารที่ญาติสั่งจากภายนอกมักจะมาช้า ทำให้เน่าเสียบ่อย บางวันถุงกับข้าวพองลมเพราะบูด กินไม่ได้ก็ต้องทิ้ง ทำให้นึกเสียดายเงิน

นอกจากนั้น ห้องที่ถูกย้ายมาใหม่ ยังไม่แออัดมากนัก และเพื่อนร่วมห้องเงียบสงบ เนื่องจากโดยมากเป็นคนสูงอายุ นอนตรงกลางห้องแบบไม่ต้องเบียดไหล่ใคร พอมีพื้นที่วางของได้ด้วย รวมทั้งห้องใหม่มีนาฬิกาแขวน ซึ่งห้องเดิมไม่มี เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ช่วยให้รู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้มากขึ้น

ช่วงปลายปี 2568 เขายังป่วยเป็นไข้หวัด แต่พอได้ยาจากเพื่อนในแดน รวมทั้งแม่และแฟนเข้ามาเยี่ยมได้แล้ว และได้พบกับกลุ่มผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ แม้ไม่ได้เข้าไปสุงสิงมากนัก แต่ก็พอทำให้รู้สึกดีขึ้น โดยในช่วงปีใหม่ เรือนจำยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงด้วย และ “ครูใหญ่” อรรถพล เป็นผู้ชนะประกวดด้วยเพลง ‘รักข้ามกำแพง’ ที่มีท่อนแร็ปภาษาอีสาน

หลังจากนั้น อาการไอของนัฏฐพลค่อนข้างเรื้อรัง เป็นต่อเนื่องกว่าสองอาทิตย์ เขาเล่าว่าไอจนเจ็บหน้าอกตอนนอนกลางดึก ทำให้รู้สึกเกรงใจเพื่อนร่วมห้องด้วย โดยเขาได้รับยาเพิ่มเติมจากหมอที่เข้ามาตรวจหลังช่วงปีใหม่ แต่ก็ยังไอต่อเนื่องมาจนถึงกลางเดือนมกราคม

นัฏฐพล ยังบอกว่าเขาชอบอ่านหนังสือ เข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด หนังสือที่สนใจมีไม่มากนัก และอ่านไปแล้ว ยังอยากได้หนังสือใหม่ ๆ เกี่ยวกับพวกการท่องเที่ยว นวนิยาย หรือแม้แต่การ์ตูน

เขายังเล่าถึงยายและบ้านที่เพชรบูรณ์ด้วยน้ำเสียงคิดถึง นึกถึงการนั่งผิงไฟ เผามัน กับยายในคืนหนาว เขายังพูดถึงความเสียดายที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยความรู้สึกลึก ๆ ว่าหากได้เรียน ชีวิตอาจแตกต่างออกไป รวมทั้งยังสนใจการลงเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ( มสธ.) ในเรือนจำ

ในช่วงหลังนี้ นัฏฐพลได้ช่วยงานเจ้าหน้าที่โดยการทำธุรการในแดนฝึกอาชีพ ทำให้เขาไม่ได้ถูกย้ายเรือนจำ เหมือนอีกหลายคน ที่ทยอยถูกย้ายจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปเรือนจำอื่น ๆ

นอกจากนั้น เขายังได้เยี่ยมใกล้ชิดกับยาย แม่ และแฟน เขาเล่าว่ากอดยายร้องไห้ด้วยกันนาน ครอบครัวพยายามให้กำลังใจ และปัจจุบันเขายังรอคอยใบเด็ดขาดเพื่อดำเนินการด้านอื่น ๆ ต่อไป

.
ความอบอุ่นที่ยายให้ไว้ คือรากโยงใยให้อยากกลับบ้าน
.
นัฏฐพลเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตที่เพชรบูรณ์ตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ เพราะแม่ต้องทำงาน จึงฝากให้ยายเลี้ยงที่อำเภอวิเชียรบุรี เขาบอกว่า ยายอายุเจ็ดสิบปี อยู่คนเดียว แต่ไม่เหงา เพราะมีแก๊งค์เพื่อน ๆ คุย และชอบออกไปตกปลาด้วย

ยายมีลูก 4 คนที่แยกย้ายมีครอบครัวกันหมดแล้ว มีหลานสามคน แต่นัฏฐพลเป็นคนเดียวที่ยายได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก จึงสนิทกันมากที่สุด ตอนเด็ก ๆ เขานอนกับยายทุกคืน ใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดที่หมู่บ้านไม่ห่างจากภูเขา ไปยิงหนังสติ๊ก นอนบนภูเขา ทำทุกอย่างที่เด็กบ้านนอกทำ

“ยายไม่เคยตีผมเลย” นัฏฐพลเล่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยายแทบไม่มีการทะเลาะกัน มีก็แต่เวลาที่ยายงอน จะไม่ทำกับข้าวให้กิน เท่านั้นเอง

ตอนที่หมายเรียกส่งไปถึงบ้านที่เพชรบูรณ์ ยายตกใจและร้องไห้ แต่แทนที่จะดุด่า กลับให้กำลังใจ บอกให้ เริ่มใหม่ ตั้งใจใหม่ ไม่มีคำสั่งสอนว่าสิ่งที่ทำดีหรือไม่ดีอย่างไร มีแต่ความอบอุ่นที่ยายมอบให้มาตลอด วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา ยายเดินทางลงมาถึงกรุงเทพฯ แต่ครอบครัวไม่ให้ไปที่ศาล กลัวว่ายายจะทนรับไม่ไหว

เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อได้เยี่ยมใกล้ชิดครั้งแรก ยายเดินทางมาพร้อมกับแม่และแฟน ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่นาน เขาเล่าว่าแม้ตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ แต่พอเห็นยายน้ำตาไหล ก็กลั้นไม่อยู่

“ยายดูยังแข็งแรง แต่แรงน้อยลง คงเพราะเดินทางมาจากต่างจังหวัด” ก่อนเล่าต่อว่ายายฝากให้อดทน ทำตัวดี แล้วจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ

แฟนสาวที่ตอนนี้ย้ายมาอยู่กับแม่เพื่อพยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ก็มาเยี่ยมสม่ำเสมอ “เขาตให้กำลังใจ เขาพูดและหัวเราะได้แล้ว ทำให้เราใจชื้นขึ้น” นัฏฐพลบอก
.

ความทรงจำที่สั่งสมมา กับสิ่งที่ยังค้างคาในจิตใจ
.
นัฏฐพลยังย้อนเล่าอีกว่า เขาเรียนจบมัธยมปลายในโรงเรียนเล็ก ๆ ที่เพชรบูรณ์ ห้องของเขามีนักเรียนเพียง 7 คน ไม่มีใครเรียนต่อ เพราะไม่มีใครบอกว่าต้องทำอย่างนั้น

“ผมไม่เคยรู้เลยว่าเรียนจบแล้วต้องไปไหน” ที่โรงเรียนไม่มีใครแนะแนวว่าจะไปสายอาชีพหรือเรียนต่อมหาวิทยาลัย และที่บ้านก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้ เพราะทั้งแม่และเขาต่างเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยคุยกันเรื่องอนาคต ทุกอย่างจึงดำเนินไปโดยไม่มีใครบอกทิศทาง

“ถ้าเรารู้ว่ามันต้องเรียนต่อ หรือมีใครสักคนบอก ผมคิดว่าพ่อแม่คงส่งให้เรียนได้” เขาบอกอีกครั้ง แล้วเสริมว่ารู้สึกโกรธตัวเองบ้างที่ตอนนั้นไม่รู้จักหาข้อมูล แต่ก็รู้ว่าในสภาพแวดล้อมแบบนั้น มันยากที่จะรู้ได้

เขาเข้ากรุงเทพฯ ทำงานลูกจ้างร้านขายของ ได้เงินเดือน 9,000 บาท ก่อนผันตัวมาขายเสื้อผ้าออนไลน์กับแฟนเก่า ช่วงที่ดีสุดมีรายได้เกือบแสนต่อเดือน ทำให้ความคิดเรื่องเรียนต่อหายไปจากหัว แต่พอเลิกกับแฟนคนเดิม เขาต้องออกมาวิ่งไรเดอร์ และจนมาช่วยแฟนคนปัจจุบันส่งขนมเบเกอรี่ ชีวิตวนเวียนอยู่กับการหาเลี้ยงตัวเองและคนรอบข้าง จนกระทั่งเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นในวันที่ 12 พ.ค. 2564

“อยากออกไปได้เร็ว ๆ” นัฏฐพลกล่าวราวสรุปบทเรียนที่ผ่านมา

ภาพที่ชัดที่สุดในใจคือการกลับไปเพชรบูรณ์ นั่งผิงไฟกับยาย เผามันในคืนหนาว เหมือนที่เคยทำตอนเด็ก ๆ ก่อนที่ชีวิตจะพาเขาออกมาจากอำเภอวิเชียรบุรี และห่างไกลจากมันจนยังไม่รู้หนทางกลับคืน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/82001

https://www.facebook.com/photo?fbid=1325064052797395&set=a.656922399611567




“เก็ท โสภณ” เขียนวิจารณ์การทำงาน กกต. ทำให้การเลือกตั้งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย และวิจารณ์นักวิชาการอนุรักษ์นิยม เริ่มทำตัวเป็นฤาษีแปลงสาร แปลงนิยาม ของหลักการเลือกตั้งโดยลับ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
“เก็ท โสภณ” เขียนวิจารณ์การทำงาน กกต. ทำให้การเลือกตั้งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย
.
.
เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เขียนบทความสื่อสารมุมมองภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการทำงานคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดคำถามต่อความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง
.
เก็ทยังได้ฝากข้อความผ่านทนายความ ถึงประชาชนที่ไปติดตามคดีของเขาเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 คดี #ม็อบ2พฤษภา64 กรณีการชุมนุมที่หน้าศาลอาญา ซึ่งมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ไม่ได้เบิกตัวเขากับ “อารีฟ” วีรภาพ ไปศาล ก่อนศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 24 มี.ค. 2569
.
“อยากขอบคุณมวลชนที่ไปให้การซัพพอร์ตผมที่ศาล เราตั้งใจเต็มที่ว่าจะไปเจอแม่ด้วย เจอมวลชนด้วย เพราะมวลชนคอยซัพพอร์ตเราตลอดเวลา ขอบคุณประชาชนมาก ๆ ที่ไปรอกัน
.
“อีกอย่างที่ผมประทับใจก็คือ พอคนที่ไปสังเกตการณ์รู้ว่าศาลได้เลื่อนนัดออกไป คนส่วนหนึ่งก็รีบเดินทางมาที่เรือนจำพร้อมกับแม่ ด้วยความที่มวลชนเหล่านั้นไม่ใช่ผู้ที่มีรายชื่อ 10 คน ที่เยี่ยมผมได้ มวลชนก็เลยเข้ามาไม่ได้ แต่เราก็ได้โบกมือกันข้ามกระจก เป็นความประทับใจของผมมาก ๆ เลย ขอบคุณ ที่เดินเคียงข้างกันเสมอมา”
.
————————————–
.
ประเทศเรากำลังถูกฉุดรั้งให้ร่นถอยโดย กกต.
.
นับตั้งแต่การเลือกตั้งล่วงหน้า ถึงวันเลือกตั้งและลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จนมาถึงวันนี้ “กกต.” องค์กรอิสระที่ถูกพรางตัวให้เป็นคนกลาง กลับสร้างปัญหาระดับชาติอย่างใหญ่หลวง ทั้งข้อสงสัยเรื่องคะแนนบัตรเลือกตั้งสองใบที่ไม่เท่ากัน, การไม่นับคะแนนอย่างเปิดเผย, การเปลี่ยนบัตรดีเป็นบัตรเสีย พอประชาชนไปจับตาการทำงาน ไปตรวจสอบ ก็แจ้งจับเขา
.
เรื่องเก่ายังไม่วายเรื่องใหม่ก็เข้ามา นั่นก็คือ คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ที่ทำให้สามารถตรวจสอบกลับไปได้ว่าใครเลือกอะไร กกต. ออกมายอมรับหน้าตาเฉยว่า เรื่องตรวจสอบกลับไปได้เป็นเรื่องจริง แต่ขอให้ประชาชนไว้ใจว่าปลอดภัย จะไม่มีใครตรวจสอบแน่นอน เค้าพูดออกมาได้ยังไง? จะให้เชื่อถือได้อย่างไร?
.
ประเด็นที่ทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ชอบธรรม เพราะเป็นการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับ ซึ่งตามหลักการดังกล่าว ในการเลือกตั้ง ต้องมีแค่ผู้ใช้สิทธิ์เท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองเลือกอะไร แม้แต่ผู้รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งก็รู้ไม่ได้
.
หลักการเลือกตั้งโดยลับ มีเพื่อคุ้มครองผู้ออกเสียงให้ไม่ต้องกังวลกับผลใด ๆ ที่จะตามมา จากการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อ กกต. ละเมิดหลักการดังกล่าว ก็ย่อมทำให้ผู้ไปใช้สิทธิ์ทุกคนอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย กลุ่มอำนาจต่าง ๆ สามารถเข้าคุกคามผู้ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นการทุจริตครั้งใหญ่ ที่ผิดตั้งแต่กฎหมายอาญา กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไปถึงหลักการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียกร้องสามประการ ได้แก่ 1. การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องเป็นโมฆะ 2. ต้องทำลายบัตรเลือกตั้งโดยด่วนที่สุด และ 3. กกต.ต้องถูกดำเนินคดี
.
ในเรื่อง กกต. เราควรพิจารณาสองด้าน ด้านแรก ตำแหน่งของเขานั้นได้มาอย่างไร กกต. เป็นองค์กรที่มาจากการคัดสรรผ่านกระบวนการสืบทอดอำนาจ เช่นกันกับศาลรัฐธรรมนูญ ด้านที่สอง กลุ่มอำนาจใดที่ได้ผลประโยชน์จากความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งครั้งนี้
.
ผมได้ทราบข่าวว่า มีนักวิชาการอนุรักษ์นิยม เริ่มทำตัวเป็นฤาษีแปลงสาร แปลงนิยาม ของหลักการเลือกตั้งโดยลับ อย่างไรก็ตาม หลักการดังกล่าว เข้าใจได้โดยง่ายว่า คนที่ไปเลือกตั้งเท่านั้นที่จะรู้ว่าตนเลือกอะไร ต้องไม่มีใครคนอื่นรู้ได้ และต้องไม่มีช่องว่างเปิดโอกาสให้คนอื่นรู้
.
นิยามมันก็มีเท่านี้ เข้าใจไม่ยาก หากเราปล่อยผ่านครั้งนี้ การใช้สิทธิเสรีภาพในประเทศนี้ก็จะยิ่งอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัย ใครจะอยากไปเลือกตั้งรอบหน้า ประชาชนต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ประเทศเราจะยิ่งล้าหลัง ถูกปกครองด้วยความมืดและความกลัวมากกว่าเดิม
.
มีเหตุผลมากมายที่ใช้เป็นข้ออ้างให้วันนี้ไม่สู้ ถ้าสู้แล้วติดคุกจะทำยังไง ถ้าโดนคุกคามใครช่วยเหลือ ผมอยากชวนให้คิดถึงชีวิต อนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ สังคมเรา ถูกปกคลุมด้วยการปกครองแบบสืบทอดอำนาจมานานเท่าใด หากเราไม่สู้วันนี้การเลือกตั้งครั้งหน้า มหกรรมการโกงก็จะจะยิ่งขยายกว้างและยิ่งเข้มข้นขึ้น ลูกหลานเราก็จะจมปรักกับสังคมที่ล้าหลังและรอวันล่มจม เมื่อพูดถึงตรงนี้เหมือนมีเหตุผลมากมายให้เราไม่สู้ แต่ก็มีเหตุผลที่หนักแน่นอีกมากมายเช่นกันที่ทำให้เราต้องสู้ในวันนี้
.
สุดท้ายนี้ ผมอยากให้กำลังใจคนที่ออกมาสู้ ให้กำลังใจหลาย ๆ คน ที่ถูกดำเนินคดีจากการไปตรวจสอบการทำงานของ กกต. แม้ กกต. จะดำเนินการในทางกฎหมาย แต่ในเชิงหลักการพวกคุณทำถูกแล้ว เมื่อคุณถูกละเมิดสิทธิก็ต้องออกมาปกป้องสิทธิของตนเอง
.
ถ้าเกิดพวกคุณเดินผ่านมาอ่านจดหมายฉบับนี้ ก็ขอให้รู้ไว้ว่าพวกคุณไม่ได้ลุกขึ้นยืนอย่างโดดเดี่ยว
.
กกตหคชญ. (กินก๋วยเตี๋ยวหกคนชามใหญ่)
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82010

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1325129946124139&set=a.656922399611567