
เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่
จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
7 กุมภาพันธ์ 2026
"เราทราบดีว่าระเบียบแบบเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา
ถือได้ว่าสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle power) ในครั้งนี้ ได้เขย่าให้โลกเห็นว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่ร้อยรัดประเทศต่าง ๆ เอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคยตกลงกันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศมหาอำนาจหลัก ๆ จะไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมโดยสิ่งใดอีกต่อไป และกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกเหล่านี้เสียเอง
"เหล่ามหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีนำเข้าในการสร้างความได้เปรียบ ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ใช้สายการผลิตเป็นจุดอ่อนที่ถูกเอาเปรียบ" เขากล่าว
ประเทศมหาอำนาจมักหมายถึงสมาชิกถาวรในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศอำนาจกลางนำโดยชาติที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกอย่างมาก แม้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศมหาอำนาจ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล
นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย กำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้
บีบีซีไทยพูดคุยกับสองผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก และมีโจทย์หินอะไรบ้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอทันที เมื่อพวกเขาเข้าบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็ตาม
ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลง
ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากคิดว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวจากไทย ถือว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด
เขาอธิบายว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็อยู่ในระเบียบโลกเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดกติกาสากล ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกบริหารจัดการปัญหาและความร่วมมือในระดับโลก
ระเบียบดังกล่าวยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามขนาดใหญ่ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโลกโดยรวม แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มมีท่าทีละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตนเองเคยมีบทบาทในการสร้างขึ้น และถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เนื่องจากยึดถือผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลักภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน)
"การเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มันเกิดขึ้นมาระยะยาวแล้ว จากการที่มีจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจควบคู่กับสหรัฐฯ" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว "ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลงก็จริง แต่จะพูดว่ามันถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น"
ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวต่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกเสรีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเชื่อมโยงของไทยกับระบบโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
เขาชี้ว่าประโยชน์หลัก ๆ ที่ไทยได้รับ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งเป็นหัวใจของโลกเสรี โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากระเบียบเดิมพังทลายลงและสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนประเทศต่าง ๆ เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ไทยย่อมถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะพวกพ้องของตัวเองมากขึ้น (friend-shoring) ส่งผลให้เกิดทั้งข้อเสียเปรียบและความท้าทายต่อประเทศไทย
เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะมีข้อยกเว้นด้านภาษีในสินค้าบางรายการ แต่ก็ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงและทำให้ความต้องการจากตลาดในสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชุดชั้นใน และผลิตภัณฑ์จากยางพารา
ขณะเดียวกัน สินค้าที่ยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดี คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีหลายตัวที่ได้รับการยกเว้นภาษี และสินค้าประเภทนี้ที่ส่งออกจากไทยก็อยู่คนละตำแหน่งกับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าของสหรัฐฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีความล้ำสมัยหรือใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่า
เมื่อมองไปยังจีน ไทยก็ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศนี้ยากขึ้น เนื่องจากจีนเองมีกำลังผลิตล้นเหลือภายในประเทศ และพยายามเร่งระบายสินค้ายังตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดยังส่งออกไปจีนได้ แต่ก็ส่งออกได้น้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย และกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ไทยนำเข้าสินค้าจากทั้งจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้ประเทศอยู่ในสภาวะขาดดุลทางการค้า โดยสินค้าหลัก ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูปที่จีนผลิตเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้เหมือนเคย จึงผลักออกมายังตลาดอื่นรวมถึงไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในจีนและไต้หวันยังย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ จึงเกิดการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate product) เพื่อนำมาผลิตต่อ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้า (transshipment) ในขณะนี้
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ผันผวน โดยเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ฯลฯ ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงก็ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารจัดการต้นทุนและราคายากขึ้น
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ยังทำให้การเดินหน้าความตกลงพหุภาคี (multilateral) และ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันเพียงบางกลุ่ม (plurilateral liberalization) ใหม่ ๆ เกิดได้ยากขึ้น นั่นหมายถึงเป้าหมายของไทยในการขยายหาตลาดใหม่ในวงกว้างเพื่อกระจายความเสี่ยงก็จะช้าลงตามไปด้วย
"มันเป็นข้อเสียเปรียบจากการที่เกิดสงครามการค้าขึ้น เกิดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานที่พยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคนที่อยู่ในฝ่ายของตนเองมากขึ้น" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

แม้ฟังดูแล้วประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่มากจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสสำหรับประเทศอยู่ด้วย หากรัฐบาลใหม่สามารถปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่าท่ามกลางความปั่นป่วน ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการที่อยู่ในจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มายังไทย เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจ
เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ว่าจากเดิมประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ตอนนี้ได้ขยับเข้าสู่การผลิตในระดับลึกขึ้น คือ อยู่ในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ ยกตัวอย่างเช่นการผลิต PCB อุปกรณ์ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ (IC Base) เครื่องแปลงไฟฟ้า เครื่องรับสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ (transistor) และเซ็นเซอร์ (censor)
"เราเห็นโอกาสแน่ ๆ ว่าเรามีโอกาสเป็นฮับ (hub) ในการผลิตสินค้าตัวสำคัญในห่วงโซ่ แต่คนไทยจะเข้าไปได้แค่ไหน ?" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ตั้งคำถาม
ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญที่ควรฉวยไว้ หากต้องการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม
3 โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ-การค้า ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ
ท่ามกลางโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ามี 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญทันทีเมื่อเริ่มบริหารประเทศ ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังหลุดกรอบ และการจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาส (Krungthai Compass) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า ทำให้อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่ำกว่า 2.0% ช้ากว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน-6 (ASEAN-6)
ASEAN-6 หมายถึง บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย
"จีดีพีเป็นงานหินของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่รัฐบาลไม่ควรมองแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องสร้างนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพีในระยะกลางและระยะยาวด้วย" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว
เมื่อดูเงินเฟ้อของไทยก็จะเห็นว่าหลุดกรอบเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยภายนอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง เงินเฟ้อไทยกลับมาติดลบที่ 0.23-0.28% ซึ่งสะท้อนการขาดอุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1-3% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องรับมือกับความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเห็นได้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลย้อนกลับมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย
"จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเหนื่อยแค่ใน 3 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้ 70% มีปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่แม้ดีขึ้นแล้วจริง แต่ยังคงสูงกว่าประเทศอื่นอีก ไหนจะเรื่องทุนเทาอีก ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมือทำ" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว
โจทย์ยากต่อรัฐบาลใหม่ ไทยจะยืนอยู่อยู่จุดไหน หากเกิดสงครามในภูมิภาคที่นำโดยจีน ?

ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าวว่าไทยต้องพึ่งพิงทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มีความไม่แน่ไม่นอน และมักใช้กำแพงภาษี รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มาบีบบังคับชาติอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพิงสหรัฐฯ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อได้อย่างแต่ก่อน
เมื่อหันกลับมามองที่จีนซึ่งไทยพึ่งพิงทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ "เราก็ยังมีความหวาดระแวงหลายอย่างกับจีนเช่นเดียวกัน" และหลาย ๆ ครั้ง จีนเองก็ใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับไทย เช่น กดดันว่าไทยต้องไม่มีท่าทีที่เอื้อให้กับไต้หวันและยึดถือนโยบายจีนเดียว ทั้งที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวัน
"ผมคิดว่าแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองจะเข้ามากดดันหรือพยายามกดดันประเทศเล็ก ๆ มันจะมีมากขึ้น" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว
นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้นที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือกับโจทย์หิน แต่เมื่อบทบาทของสหรัฐฯ ลดลงในภูมิภาคนี้และกำลังละเมิดระเบียบที่ตนเองเป็นผู้นำ เนื่องจากมุ่งเน้นผลประโยชน์ภายในประเทศแบบ 'อเมริกันเฟิสต์' (American First) เป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจไม่มีฝ่ายที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้
ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ จีนอาจมีความฮึกเหิมและกล้าใช้กำลังทหารเพื่อเผด็จศึกไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อันนำมาสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนัก
แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยตั้งอยู่ในจุดที่เป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางของภูมิภาค หากสงครามปะทุขึ้นในภูมิภาคนี้ มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องการเข้ามาเพิ่มกำลังหรือยึดพื้นที่นี้เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง หรือสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามายึดพื้นที่ไปก่อน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อฉากทัศน์นี้ได้ เพราะไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงเข้าไปสู่สมรภูมิโดยตรง

ปลายปี 2568 ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง
ฉากทัศน์ที่ ผศ.ดร.ธีวินท์กล่าวไว้นี้ไม่ได้เกินจริง ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวการเมืองโลกจากบีบีซีนิวส์ ซึ่งผ่านการทำข่าวสงครามมา 40 ครั้ง จากประสบการณ์การทำงาน 60 ปี เขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่าไฟสงครามที่ปะทุในปีที่ผ่านมานั้น "น่ากังวลอย่างยิ่ง" และทำให้ปี 2569 เป็นปีสำคัญที่ต้องจับตามอง
เขาบอกว่าจีนจะเติบโตและทรงอิทธิพลมากขึ้น และแผนการบุกยึดไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางการแตกแยกกันระหว่างชาติยุโรปกับมหาอำนาจสหรัฐฯ และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เอื้อประโยชน์ให้กับชาติมหาอำนาจรัสเซียมากกว่า
"หากคุณคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นการระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน คุณอาจคิดผิดถนัด เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเป็นการทำสงครามที่ใช้ทั้งกลยุทธ์การทูตและการทหารผสมผสานกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ระบอบการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่อง จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูและอาจมีชัยชนะเหนือพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องถูกบีบให้แตกสลายไปในที่สุด และกระบวนการที่ว่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว" จอห์น ซิมป์สัน วิเคราะห์
ด้วยฉากทัศน์เช่นนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์ ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า "ยุทธศาสตร์ของไทย คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม ไม่ให้จีนกล้าเผด็จศึกหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบในภูมิภาค"
เขาบอกว่าไทยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรก็ได้ แต่นั่นจะยิ่งทำให้จุดยืนไทยบนเวทีโลกดูแย่มากขึ้นในสายตานานาชาติ และไม่ส่งผลดีต่อบทบาทของไทยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปต่อรองกับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการอธิบายนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่า "ไม่ค่อยมีใครเข้าข้างไทยมากนัก"
ข้อเสนอยุทธศาสตร์รับมือโจทย์หินด้านภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ-การค้า ภายใต้โลกป่วน
แม้หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ปรากฏจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องพร้อมปฏิบัติงานทันทีจากโจทย์ยากทั้งหมดที่จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน
ผศ.ดร.ธีวินท์บอกว่าไทยต้องกระจายความเสี่ยง สร้างความหลากหลายของชาติที่ไทยจะต้องพึ่งพิงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้การทูตเชิงรุก
เขาเสนอว่าประเทศไทยควรรวมตัวกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางเหมือนกัน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ
"เราไม่ได้ทำเดี่ยว ๆ แต่ต้องไปรวมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาพยายามวางตัวให้เห็นว่าเราไม่พอใจสหรัฐฯ เราไม่พอใจจีน ถ้าเกิดว่าคุณจะทำลายระเบียบ" เขากล่าว " พยายามแสดงท่าทีที่เป็นเอกภาพกับชาติเหล่านี้ว่าเราตื่นตัวที่จะปกป้องระเบียบที่กำลังถูกทำลายลง เพราะเราเองก็มีผลประโยชน์ยึดโยงกับระบบโลกเสรีนี้อยู่"
ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ เห็นว่าการแสดงจุดยืนในฐานะประเทศอำนาจกลางที่ขึ้นมาคานอำนาจมหาอำนาจ จะช่วยให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกมากขึ้น ชาติต่าง ๆ จะเห็นความสำคัญของไทยมากขึ้น และต้องการเข้ามาติดต่อใกล้ชิดทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตอบโจทย์ประเทศที่ต้องกระจายความเสี่ยงภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้

"ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส
ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก มธ. กล่าวว่าหากมองในผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามที่อธิบายมาข้างต้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งมือวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายการค้า การผลิต รวมถึงการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีอย่างยั่งยืน ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้ว
เธอชี้แนะว่ารัฐบาลควรเดินหน้าปรับทิศทางนโยบายการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการมุ่งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีความได้เปรียบ และที่สำคัญตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งพลังงานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมใหม่
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเตรียมปรับแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว มาเริ่มเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมที่ประเทศเริ่มมีความเชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการร่วมทุนกับต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ระดับต้นน้ำ (front-end PCB) เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) บางประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ควบคู่กับการดึงคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการบูรณาการภาคบริการเข้ากับภาคการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างการอาศัยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ การพัฒนาแบรนด์อาหารไทยเพื่อขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการต่อยอดสู่บริการที่เป็นบริการเชิงพาณิชย์ เช่น การให้บริการดิจิทัลอย่างคลาวด์ (Cloud) เพื่อลดปัญหาการขาดดุลในภาคบริการในหลายรายการ และให้ภาคบริการเป็นอีกเสาหลักอย่างยั่งยืนของการเติบโตในระยะยาว

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์มองว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ โดยติดตามสถานะภาษีนำเข้าในอัตรา 19% อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ
เธอกล่าวต่อว่า หากในที่สุดแล้วศาลฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ทางภาษีศุลกากรมาใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทยที่ 19% แต่ไทยก็ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงเสี่ยงถูกกดดันให้นำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. จึงแนะนำว่าไทยต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกผ่านบทบาทของทูตพาณิชย์และใช้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ (FTA) ควบคู่กันไปด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรมุ่งใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ในการเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและกฎหมายที่อาจบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เธอชี้ว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดเงินในกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้า
รศ.ดร.จุฑาทิพย์อธิบายต่อว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าพื้นที่หรือขอบเขตที่ธนาคารของประเทศสามารถเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเทศที่จับตามอง (Monitoring List) และขณะนี้ไทยยังมีที่ว่างพอสมควร เนื่องจากอยู่ที่ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น
"แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะใช้คำว่า 'ผันผวน' ดังนั้นเราก็คงต้องเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งว่าของเรามันผันผวนมากจริง ๆ ก่อนที่เราจะเข้าแทรกแซง" เธอกล่าว
ขณะเดียวกัน อาจารย์จาก มธ. ชี้ว่า ธปท. ควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เร่งสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในการเปิดบัญชีหรือวางหลักประกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนมาใช้สร้างระบบการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedging) เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถจับคู่แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กันได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากค่าเงิน
ในส่วนของการบริหารสินเชื่อและเงินเฟ้อ รศ.ดร.จุฑาทิพย์กล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรตรวจสอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย
ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ระเบิดเวลารอรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าภายใต้สันติภาพอันเปราะบาง ความตึงเครียดแนวชายแดนที่ยุติลงในช่วงนี้จึงยังสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
รศ.ดร.จุฑาทิพย์ บอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชาอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.5-1.6% ของจีดีพี สินค้าหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คือ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูปต่าง ๆ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือผลิตภัณฑ์จากยาง ไปจนถึงอัญมณี
ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าโดยส่วนตัวเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถเปิดด่านในเร็ว ๆ นี้ได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คือ หากต้องการปิดด่านต่อเนื่องต่อไป รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแนวชายแดนให้รอดจากวิกฤตได้อย่างไร
เธอเสนอว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นกระจายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใดหรือจังหวัดใดแล้วบ้าง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าทุกกลุ่มจะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง
ที่สำคัญคือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องช่วยหาอุปสงค์ (demand) ใหม่เพื่อมารองรับสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วส่งไปยังกัมพูชาไม่ได้ โดยอาจกระจายหาตลาดในประเทศมาทดแทนกัน หรือผลักดันส่งออกไปยังประเทศอื่น
รศ.ดร.จุฑาทิพย์เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การปิดด่านมาเป็นเครื่องมือเดียวเพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีกลไกอาเซียน กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนคลี่คลายอย่างเป็นระบบ
"โดยส่วนตัวยังชอบการทูตเชิงรุกในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้การปิดด่านหรือการสู้รบ คิดว่าตรงนั้นแก้ปัญหาในระยะยาวได้มากกว่า อาจารย์คิดว่าเราไม่สามารถปิดด่านได้ยาวต่อเนื่องตลอดไป" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการกลับมาเปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่น่าเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น
ด้าน ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นด้วยว่าแนวการทูตเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องลงมือปฏิบัติอย่างมียุทธศาสตร์และทำความเข้าใจว่าการคลี่คลายข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นเป็นเกมยาวที่ไม่สามารถปิดจบด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น
เขามองว่าในตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเล่มเกมจิตวิทยา "สร้างความปั่นป่วนในลักษณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหยื่อ ถูกไทยรุกรานหรือว่าถูกไทยโจมตีก่อน" ดังนั้นหากไทยมีจุดยืนที่ทุกประเทศให้ความสำคัญในตอนนี้ นั่นคือการก้าวขึ้นมาร่วมกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางช่วยกันยับยั้งไม่ให้ประเทศมหาอำนาจลุแก่อำนาจ และรักษาระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้าข้างไทยมากขึ้น และไม่หลงเชื่อกัมพูชาที่ยังพยายาม "โฆษณาชวนเชื่อ" ผ่านสงครามจิตวิทยาดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่าไทยระมัดระวังไม่ให้เกิด "ชาตินิยมล้นเกิน" เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่ดีในสายตาโลก และกลายเป็นว่าประเทศกำลังใช้เทคนิคเดียวกันกับผู้นำกัมพูชาที่กำลังฉวยใช้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง
"ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าการเจรจาและความพยายามเข้าหากันมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เพราะยังไงก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายหนีจากกันไม่ได้" ผศ.ดร.ธีวินท์ เสนอแนะ
อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ คือ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา
"ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหากัมพูชามันมาจากความใกล้ชิดกันเกินไประหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเอามาเล่นงานเราได้ในลักษณะแบล็กเมล์ (blackmail) เช่นในสมัยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวถึงอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร
นักวิชาการจากจุฬาฯ เห็นว่าหากรัฐบาลชุดใหม่จัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความโปร่งใส และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์จัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น
https://www.bbc.com/thai/articles/c801800g2xzo