วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2569

คำอธิบายเรื่องหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับแบบเต็ม ๆ จาก อ.ต้น ชาว London "บวรศักดิ์" ต้องอ่าน !



Apinop Atipiboonsin 
February 18
·
คำอธิบายเรื่องหลักการลงคะแนนเสียงโดยลับแบบเต็ม ๆ จาก อ.ต้น ชาว London ครับ
.....

Ton Surasak
February 18
·
การอธิบายหลักการลงคะแนนโดยลับว่าสามารถมีการลงเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งและสามารถติดตามย้อนกลับมาที่ผู้ลงคะแนนได้ โดยยกตัวอย่าง UK และสิงคโปร์ เป็นการยกตัวอย่างแบบ cherry picking และอาจทำให้มองหลักการนี้ผิดจากความเป็นจริงที่มีการยอมรับในปัจจุบัน กล่าวคือ
1 การลงคะแนนโดยลับ (secret ballot) เป็นหลักการสำคัญของการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยที่วางหลักประกันไว้ว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นความลับ ผู้ลงคะแนนเท่านั้นจะเป็นผู้รู้ว่าตนตัดสินใจอย่างไรลงไปในการเลือกตั้ง รัฐต้องจัดการเลือกตั้งเพื่อให้บรรลุหลักการนี้ หลักการนี้มีเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถมั่นใจได้ว่าการลงคะแนนของตนสามารถทำได้โดยอิสระ จะไม่ถูกครอบงำ กดดัน หรือใช้อิทธิพลข่มขู่จากผู้อื่น เพราะจะไม่มีใครรู้ว่าตนตัดสินใจอย่างไร
2 UK เป็นประเทศแรก ๆ ที่มีการใช้การลงคะแนนโดยลับ โดยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 Ballot Act 1872 มีการรับรองลงคะแนนโดยลับ แต่เป็นการลงคะแนนบนบัตรเลือกตั้งที่มีเลขซีเรียลและสามารถติดตามย้อนกลับไปที่ตัวผู้ลงคะแนนได้ โดยมีเหตุผลเป็นไปเพื่อป้องกันการที่คนอื่นแอบมาลงคะแนนแทน หรือการทุจริตรูปแบบอื่น ต่อมาระบบนี้ก็แพร่หลายออกไปในกลุ่มประเทศอาณานิคมของ UK รวมทั้งสิงคโปร์ที่กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. (1954) ก็ล้อมาจาก Ballot Act 1872 เช่นกัน
3 กฎหมายของทั้ง 2 ประเทศมีการออกแบบอย่างชัดเจนเพื่อรักษาความลับในการลงคะแนน คือ 1) รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายกำหนดอย่างชัดเจนว่าให้มีเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งที่ตรงกับต้นขั้วและสามารถติดตามย้อนกลับได้ 2) มีการกำหนดขั้นตอนวิธีการไม่ให้คนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขซีเรียลบนบัตรเลือกตั้งได้ เช่น การมีข้อห้ามให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ใดทำการตรวจสอบเลขบนบัตร หากฝ่าฝืนจะมีโทษ 3) มีการกำหนดมาตรการหลายประการเพื่อรักษาความลับตัวตนของผู้ลงคะแนนที่จะเชื่อมโยงบัตรเลือกตั้งไปยังต้นขั้ว เช่น การปิดผนึกแยกซอง และนำต้นขั้วออกจากหน่วยเลือกตั้งไปเก็บในที่ปลอดภัยทันทีเมื่อปิดหีบ 4) การอนุญาตให้เปิดผนึกซองและตรวจสอบย้อนกลับเป็นอำนาจศาล ไม่ใช่อำนาจเจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง การตรวจข้อมูลย้อนกลับจะทำได้เมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งข้อนี้เป็นข้อสำคัญอย่างมากที่จะต้องมีเพื่อประกันการเป็นความลับให้กับประชาชน ในทางปฏิบัติศาลยังไม่เคยอนุญาตหรือไม่เคยมีการติดตามย้อนกลับแม้แต่ครั้งเดียว
4 อย่างไรก็ตาม หลักการลงคะแนนโดยลับได้รับการพัฒนาและยอมรับเป็นการทั่วไปต่อมาว่า หลักประกันขั้นต่ำในการลงคะแนนโดยลับจะต้อง 1) การลงคะแนนต้องทำด้วยตนเอง (individuality) 2) การลงคะแนนต้องมีการักษาความลับ (confidentiality) ที่จะทำให้ลงคะแนนได้โดยไม่มีผู้อื่นเห็น และถูกครอบงำโดยบุคคลอื่น เช่น สถานที่ต้องมีลักษณะปิดเพียงพอ 3) การสามารถไม่ระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนเมื่อมีการลงคะแนนแล้ว (anonymity)
ดังนั้น หลักการลงคะแนนโดยลับในปัจจุบันจะยึดหลักว่า การลงคะแนนโดยลับ คือ การลงคะแนนที่จะไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ลงคะแนน และไม่สามารถถูกติดตามย้อนกลับได้ (untraceable) ดังนั้น บัตรลงคะแนนที่ลงคะแนนแล้วจะต้องไม่ระบุตัวตนและไม่มีข้อมูลใดที่เชื่อมโยงย้อนกลับไปยังตัวตนของผู้ลงคะแนนได้ (no link) หากมีการลงตัวเลขซีเรียลใดลงบนบัตรเลือกตั้งที่เชื่อมไปยังต้นขั้วของบัตรได้ และต้นขั้วของบัตรสามารถย้อนไประบุข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนผู้เลือกตั้ง เช่น เลขลำดับผู้ใช้สิทธิซึ่งสามารถย้อนไปดูได้ว่าเป็นใคร การลงคะแนนนั้นจะถือว่าไม่ได้เป็นการลงคะแนนโดยลับ ประเทศที่ใช้ เช่น รัฐสมาชิกของ EU แคนาดา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ฯลฯ
5 ปัจจุบันประเทศอาณานิคมหรือประเทศที่ใช้แนวคิดจาก UK ได้เลิกใช้หรือเปลี่ยนวิธีไปเกือบหมดแล้ว บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนอาจมีตัวเลขได้แต่ตัวเลขนั้นจะไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วได้ เพราะมองว่าการติดตามย้อนกลับได้อาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ เช่น อินเดียเลิกไปปี 2002 มาเลเซียเลิกเมื่อ 2006 เป็นต้น หรือแม้แต่ประเทศที่เคยมีความพยายามจะได้ระบบนี้ เช่น ไอร์แลนด์ ก็ถูกศาลวินิจฉัยในคดี McMahon v. Attorney General [1972] I.R. 69 ว่า การที่บัตรเลือกตั้งสามารถถูกติดตามย้อนกลับไปยังผู้ลงคะแนนได้ไม่ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยลับ [https://www.facebook.com/share/p/17QFzqypgs/]
6 เหตุที่ระบบนี้ยังมีอยู่ที่ทั้ง 2 ประเทศนี้อาจเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตามกฎหมายที่วางไว้อย่างชัดเจน และความสุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบที่บัตรเลือกตั้งสามารถถูกติดตามย้อนกลับได้อยู่ในสถานะเป็น dilemma ที่ถูกตั้งคำถามว่าขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับมากกว่าจะเป็นตัวอย่างที่ควรนำไปใช้
มีการกล่าวว่า การที่บัตรลงคะแนนสามารถถูกติดตามย้อนกลับได้ทำให้ “การลงคะแนนโดยลับไม่มีหรือไม่เคยมีในบริเตน เพราะเส้นทางการลงคะแนนของประชาชนสามารถถูกติดตามจากบัตรที่ลงคะแนน” [Robert Blackburn, The electoral system in Britain, 1998, p.105] บ้างก็มองว่า ระบบดังกล่าวมีปัญหาขัดต่อหลักการสากลว่าด้วยการลงคะแนนโดยลับ เพียงแต่เรื่องนี้ยังขาดการโต้แย้งเป็นคดีต่อศาลเท่านั้น
สภายุโรป (Council of Europe) เองก็เคยมีข้อสังเกตว่า แม้จะมีความเจตนาที่ชัดเจนในการป้องกันการทุจริต และเพื่อให้สามารถพิสูจน์การทุจริตนั้นได้ง่ายขึ้น แต่กระนั้นก็ยังคงเกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ว่า สิทธิของผู้เลือกตั้งในการลงคะแนนโดยลับนั้นอาจจะถูกคุกคามด้วยวิธีการเช่นนี้หรือไม่ [https://assembly.coe.int/.../WorkingDocs/2007/EDOC11438.pdf]
7 ถ้าข้อเท็จจริงว่าบัตรเลือกตั้งมีการลงเลขซีเรียลที่บัตรและเลขนั้นสามารถติดตามย้อนกลับไปที่ต้นขั้วเพื่อระบุตัวตนได้จริง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่แค่เพียงว่ามาตรการนี้ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ แต่ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน กกต.มีอำนาจกระทำแบบนั้นหรือไม่
รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองสิทธิในการเลือกตั้งของประชาชน และในการเลือกตั้งส.ส.นั้นรับรองสิทธิเลือกตั้งให้ได้ลงคะแนนโดยตรงและลับ (ม.85 ประกอบม.95) กล่าวได้ว่า การลงคะแนนโดยลับเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้รัฐธรรมนูญรับรองให้สอดคล้องกับหลักสากลตาม UDHR และ ICCPR
หากมองจากมุมการเป็นสิทธิลงคะแนนโดยตรงและลับ บทบัญญัตินี้ต้องตั้งฐานว่ารัฐธรรมนูญรับรองการลงคะแนนโดยลับแบบสมบูรณ์ที่จะต้องไม่มีใครสามารถล่วงรู้ว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนในบัตรของตนอย่างไร การลงคะแนนนั้นต้องไม่ระบุตัวตนและไม่สามารถการติดตามย้อนกลับได้
แต่หากจะมีการยกเว้นหรือจำกัด (derogation) หรือมีมาตรการที่กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ อย่างน้อยจะต้องใช้อำนาจนิติบัญญัติตราเป็นพระราชบัญญัติเพื่อจำกัดสิทธินั้นซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญไทยมาทุกยุคทุกสมัยด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือ การให้ความช่วยเหลือผู้พิการในการลงคะแนนอาจทำให้มีปัญหาต่อการเป็นความลับของผู้ที่ลงคะแนน ก็มีการบัญญัติยกเว้นไว้อย่างชัดเจนในพรป.การเลือกตั้งส.ส.ฯ (ม.92) เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ การลงเลขซีเรียลที่บัตรและเลขนั้นสามารถติดตามย้อนกลับมาระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ โดยพื้นฐานเป็นการจำกัดสิทธิในการเลือกตั้งที่จะลงคะแนนโดยลับอยู่แล้ว ฉะนั้น มาตรการแบบนี้จะต้องเริ่มจากมีการบัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติเท่านั้น แต่เมื่อสำรวจดูพรป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ จะไม่พบว่ามีมาตราใดกำหนดให้กระทำการแบบนี้ได้เลย (UK และสิงคโปร์ที่อ้างกันก็บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายที่ตรารัฐสภา)
8 ทั้งนี้ หากจะมีการกำหนดมาตรการนี้ในพระราชบัญญัติก็ยังจะต้องมีการตรวจสอบทั้งความได้สัดส่วน และพิจารณาด้วยว่ามาตรการนี้กระทบต่อ “แก่น” ของสิทธิในการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ ซึ่งหากยึดตามหลักสากลแล้วการกำหนดดังกล่าวมีปัญหาการกระทบต่อแก่นของหลักการลงคะแนนโดยลับ

https://www.facebook.com/tbsurasak/posts/10163104533358583