วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 24, 2569

“บารมีที่ประกอบเป็นธรรมนัส” ที่คนอื่นไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้ รู้ว่าการปฏิเสธ “ธรรมนัส” แม้ไม่ยุ่งยากในวันนี้ แต่ความยุ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั้น บางทีอาจจะเยียวยากันไม่ไหว และจะทำให้แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” สะดุดหยุดลงได้ไม่ยาก



เนวิน’ สบตา ‘ธรรมนัส’: ต่างกระจ่างในใจ

20.02.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ

ชัยชนะของเครือข่าย “รัฐพันลึก” ในผลการเลือกตั้งทั่วไป ที่เลือกใช้ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นตัวแสดงนำ โดยทุ่มทุนมหาศาล และเสี่ยงที่ใช้ปฏิบัติการของคณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) เข้ามาจัดการครั้งนี้

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง

เพราะเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างเชื่อมั่นได้ว่ามั่นคง ยั่งยืน สามารถยึดครองทั้ง “2 ใบอนุญาตแห่งอำนาจ” มาไว้ในมืออย่างเด็ดขาด ขณะที่คู่ต่อสู้ต้องถอยร่นในสภาพที่แสดงบทบาทได้ในพื้นที่จำกัด ให้ไม่สามารถสร้างผลสะเทือนใดๆ ได้

ปฏิบัติการของ “รัฐพันลึก” ที่วางแผน และสถาปนากลไกมายาวนานเพื่อความสำเร็จนี้ ผ่านฉลุยเป็นที่เบาใจไปเรียบร้อย

ทว่ากลับมีปรากฏการณ์ใหม่ก่อตัวขึ้น นั่นคือ “การมองไกล” ของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ปรารถนาให้ “พรรคภูมิใจไทย” ยืนอยู่ในอำนาจนี้อย่างมั่นคงและถาวร

ไม่ใช่ “พลพรรคเพื่อไทย” ซึ่งหมอบราบคาบแก้วให้ควบคุมอย่างว่าง่ายไปแล้ว หรือ “พรรคประชาชน” ที่ยังต้องหาวิธีอีกพักใหญ่เพื่อปลุกพลังให้พอสู้ใหม่ได้ ที่ถูกเหล่ตามอง

แต่ที่ถูกระแวงว่าจะเซาะกร่อนบ่อนทำลาย “พรรคภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลับเป็น “พรรคกล้าธรรม” ที่มี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” รำทวนถือธงนำอย่างองอาจ หาญกล้า ด้วยท่าทีพร้อมจะท้าทายอยู่ข้างแคร่

หากไม่ใช่สมอง และสายตายาวไกลระดับ “เซียนเหยียบเมฆทางการเมือง” อย่าง “ครูใหญ่เนวิน” เมื่อ “ภูมิใจไทย” ประสบความสำเร็จท่วมท้นขนาดนี้ “พรรคกล้าธรรม” จะต้องเป็น “พรรคแรกที่ได้สิทธิ์ร่วมรัฐบาล”อย่างได้รับ “การปูนบำเหน็จ” อย่างสาสม เพราะเมื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” กระเด็นจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค 70 กว่าเสียงเดินสายขอการสนับสนุนให้ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี “ธรรมนัส” ประกาศนำ “พรรคกล้าธรรม” แยกตัวจาก “รัฐบาลเพื่อไทย” มาร่วมรัฐบาล “หนู 1” เป็นพรรคแรก

“น้ำใจเปี่ยมมิตรภาพ” ที่ส่งผลใหญ่หลวงด้วยเปิดทางให้ “ภูมิใจไทย” เดินเกมจนขยายจาก 70 กว่าเสียงมาเป็นเกือบ “200 เสียง” ควรได้รับการตอบแทนด้วย “น้ำใจที่เท่าเทียม”

แต่กลับไม่เลย “58 เสียง” ที่ผลการเลือกตั้งขยายฐานให้ “กล้าธรรม” กลับทำให้ “ครูใหญ่” เหล่ตามองด้วยเกิดความคิดบางอย่าง

พรรคที่อาศัยเจาะฐาน “เครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์” เน้นเข้าถึงตรึงใจผู้มีบารมีในท้องถิ่น ไม่สนแนว “สร้างกระแส” เช่นเดียวกับ “ภูมิใจไทย”

มีบางเรื่องราวในความเป็นมาและจะเป็นไปของ “ธรรมนัส” ที่ใครไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้กระจ่างชัดในใจมากกว่าใคร

เป็นไปได้อย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ใช้ “จริยธรรม” ควบคุมพฤติกรรมนักการเมืองเข้มข้น นักการเมืองที่สะสมชื่อเสียงมายาวนานหลายคนถูกเขี่ยให้ลงจากเวทีด้วยข้อกล่าวหาที่แม้ผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่คิดว่าผิดศีล

แต่ “ธรรมนัส” ที่รับรู้กันทั้งโลกว่ามีอดีตที่อ่อนไหวต่อพฤติกรรมทาง “จริยธรรม” กลับยืนได้อย่างองอาจ แบบอยากได้อะไรต้องได้

“ธรรมนัส” เป็นนักการเมืองที่ผู้มีอำนาจแต่ละยุค เลือกที่จะเรียกตัวให้เป็น “ขุนพลข้างกายมาตลอด”

ตัดตอนมาเริ่มจาก “ทักษิณ ชินวัตร” วางตัวลงทุนให้เป็นแม่ทัพขยายเครือข่ายบ้านใหญ่ให้มาเป็นฐานเสียงของ “เพื่อไทย” โดยเฉพาะภาคเหนือ

ก่อนที่ “3 ป.แห่ง คสช.” จะใช้เงื่อนไขทางกฎหมายดึงตัวมาช่วยเป็น “แม่งานใหญ่” ในการสร้าง “พรรคพลังประชารัฐ” ส่ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

รับบทบาทสำคัญในการเดิมเกมช่วย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” กดดัน “นายกฯ ตู่”

แล้ว “ทักษิณ” เรียกมาใช้งานสำคัญอีกครั้งด้วยการก่อกบฏสลาย “พรรคพลังประชารัฐ” แล้วสร้าง “พรรคกล้าธรรม” ขึ้นมารองรับ ส.ส.นำเข้าร่วมรัฐบาล สนับสนุน “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อนที่จะหัก “ทักษิณ” ทิ้ง “เพื่อไทย” นำ “กล้าธรรม” มาเป็น “พรรคร่วมรัฐบาลพรรคแรก” หลังจากรับสายโทรศัพท์ลึกลับ ส่ง “อนุทิน” ขึ้นควบคุมอำนาจรัฐในนาม “นายกรัฐมนตรี”

“ธรรมนัส” เป็นขุนศึกที่ทุ่มเทเต็มที่กับภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก “ผู้เป็นนายทุกคน”

เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่ “อนุทิน” เรียกหาทุกเช้าค่ำ ให้รับผิดชอบภารกิจหนักๆ มาตลอด

ในสำนึกของ “นักบริหารธุรกิจใหญ่” อย่าง “อนุทิน” การทำงานอย่าง “ธรรมนัส” สมควรต่อการปูนบำเหน็จ

แต่เมื่อเกมถูกกำหนดด้วย แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” จากตัวจริงเสียงจริง “เนวิน ชิดชอบ” ย่อมเป็นสภาวะที่ “หนู” จะไปขัดอะไรได้

แต่กระนั้นก็ตาม “บารมีที่ประกอบเป็นธรรมนัส” ที่คนอื่นไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้

รู้ว่าการปฏิเสธ “ธรรมนัส” แม้ไม่ยุ่งยากในวันนี้

แต่ความยุ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั้น บางทีอาจจะเยียวยากันไม่ไหว

และจะทำให้แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” สะดุดหยุดลงได้ไม่ยาก

https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_883312