
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
8 hours ago
·
#กาลามสูตรกับบาร์โค้ดเลือกตั้ง
ความเห็นของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีโครงสร้างทางเหตุผลที่ชัดเจน
และใช้กลยุทธ์ทางวาทกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
โดยสามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 4 มิติหลัก
#การอ้างกาลามสูตร: เสรีภาพทางปัญญา หรือ การลดทอนข้อโต้แย้ง?
การหยิบยก “กาลามสูตร” มาเป็นกรอบนำ
เป็นการวางตำแหน่งตนเองเหนือความขัดแย้งทางการเมือง
และสื่อสารว่า
“อย่าเชื่อกูรู อย่าเชื่อข่าวลือ จงใช้ปัญญาไตร่ตรองเอง”
ในทางหลักการ นี่คือการเชื้อเชิญให้สังคมใช้เหตุผล
แต่ในเชิงวาทกรรม
นี่คือการลดทอนความน่าเชื่อถือของนักวิชาการฝ่ายเห็นต่าง
โดยจัดวางให้เป็นเพียง “ความเห็นลอย ๆ”
ข้อสังเกตสำคัญคือ
กาลามสูตรไม่ได้ปฏิเสธ “ตรรกะ” หรือ “ตำรา”
หากแต่เตือนให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบ
มิใช่ใช้เป็นเครื่องมือปัดทิ้งข้อกังวลทางกฎหมายที่มีน้ำหนัก
กล่าวอีกนัยหนึ่ง
การใช้หลักพุทธธรรมในบริบทข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญ
อาจเป็นการเปลี่ยนสนามถกเถียงจากนิติศาสตร์ไปสู่ศีลธรรมส่วนบุคคล
ซึ่งทำให้ประเด็นโครงสร้างสิทธิลดความคมลง
#นิยามการเลือกตั้งโดยลับ: ลับระดับใด?
ประเด็นหัวใจอยู่ที่มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดว่า
การเลือกตั้งต้อง “โดยตรงและลับ”
บวรศักดิ์เสนอว่า “ลับ” มิได้หมายถึง “ลับทั้งโลก”
ข้อโต้แย้งนี้มีเหตุผลในเชิงภาษากฎหมาย
อย่างไรก็ตาม คำถามเชิงหลักการคือ
ระบบบาร์โค้ดสามารถ “เชื่อมโยงย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิ” ได้หรือไม่?
หากมีศักยภาพทางเทคนิคเช่นนั้น
แม้จะไม่มีเจตนาใช้ ก็ถือว่าบ่อนทำลายเสรีภาพเชิงโครงสร้างหรือไม่?
ความลับตามรัฐธรรมนูญควรตีความแบบ
ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (preventive protection) หรือไม่?
ในคดี 9/2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า
เพียงการจัดคูหาที่ “อาจทำให้เห็น” ก็เพียงพอจะถือว่าไม่ลับ
ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่มีการติดตามจริงหรือไม่
แต่คือ ระบบเปิดช่องให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่
เสรีภาพในการเลือกตั้งมิใช่แค่ความลับเชิงเทคนิค
แต่คือ “สภาวะที่ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครรู้”
#การเปรียบเทียบต่างประเทศ : เทียบได้หรือไม่?
บวรศักดิ์ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เอสโตเนีย ฯลฯ
ข้อเท็จจริงคือ
หลายประเทศใช้รหัสเพื่อการจัดการบัตร
แต่คำถามสำคัญมีสองชั้น
โครงสร้างการคุ้มครองข้อมูลและกลไกตรวจสอบของประเทศนั้น ๆ เทียบเท่าหรือไม่?
สังคมมีระดับความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งสูงเพียงใด?
บริบทไทยมีประวัติศาสตร์ข้อครหาเรื่องความเป็นกลางขององค์กรอิสระ
ดังนั้น “ความไว้วางใจเชิงสถาบัน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่ใช้ได้ในประเทศที่มี institutional trust สูง
อาจไม่สามารถถ่ายโอนแบบตรงตัวสู่บริบทที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง
#เงื่อนไขล้มได้ต่อเมื่อโกงทั้งประเทศ: ตีความแคบเกินไปหรือไม่?
บวรศักดิ์เสนอว่า
การเลือกตั้งจะเพิกถอนได้ก็ต่อเมื่อ “ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทั้งประเทศ”
นี่คือการตีความเชิงผลลัพธ์ (outcome-based)
แต่รัฐธรรมนูญจำนวนมาก รวมทั้งคำวินิจฉัยเดิมของศาลไทย
ใช้เกณฑ์เชิงโครงสร้าง (structural defect)
กล่าวคือ
หากกติกาโดยตัวมันเองขัดหลักการพื้นฐาน
แม้ยังไม่พิสูจน์การโกง ก็อาจถือว่าขัดรัฐธรรมนูญได้
กรณี 2549 ไม่ได้พิสูจน์การโกงทั้งประเทศ
แต่ศาลวินิจฉัยจาก “ลักษณะการจัดการเลือกตั้ง”
ดังนั้น การตั้งเกณฑ์ว่าต้อง “โกงทั้งประเทศ”
จึงอาจเป็นการยกเพดานการพิสูจน์สูงเกินหลักป้องกันสิทธิ
สรุป
ข้อเสนอของบวรศักดิ์มีความแข็งแรงในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมาย
และชี้ให้เห็นว่าบาร์โค้ดไม่ใช่นวัตกรรมพิสดาร
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่
1 การลดทอนมิติ “ความหวาดกลัวเชิงโครงสร้าง”
2 การเทียบต่างประเทศโดยไม่ถ่วงน้ำหนักบริบทความเชื่อมั่นสถาบัน
3 การตั้งเกณฑ์การเพิกถอนที่ตีความแคบ
คำถามที่ควรถกเถียงจึงไม่ใช่
“มีโกงทั้งประเทศหรือไม่?”
แต่คือ
ระบบนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจเต็มที่หรือไม่ว่า
การลงคะแนนของเขาปลอดจากสายตาอำนาจทุกชนิด
เพราะในระบอบประชาธิปไตย
ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องบัตร
แต่มีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ลงคะแนน
https://www.facebook.com/photo?fbid=1436326811282886&set=a.189546429294270