วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2569

ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องบัตร แต่มีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ลงคะแนน เพราะ ระบบแบบนี้จะทำให้ประชาชนมั่นใจเต็มที่ว่า การลงคะแนนของเขาปลอดจากสายตาอำนาจทุกชนิด


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
8 hours ago
·
#กาลามสูตรกับบาร์โค้ดเลือกตั้ง

ความเห็นของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีโครงสร้างทางเหตุผลที่ชัดเจน
และใช้กลยุทธ์ทางวาทกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
โดยสามารถวิเคราะห์ได้อย่างน้อย 4 มิติหลัก

#การอ้างกาลามสูตร: เสรีภาพทางปัญญา หรือ การลดทอนข้อโต้แย้ง?

การหยิบยก “กาลามสูตร” มาเป็นกรอบนำ
เป็นการวางตำแหน่งตนเองเหนือความขัดแย้งทางการเมือง
และสื่อสารว่า

“อย่าเชื่อกูรู อย่าเชื่อข่าวลือ จงใช้ปัญญาไตร่ตรองเอง”

ในทางหลักการ นี่คือการเชื้อเชิญให้สังคมใช้เหตุผล
แต่ในเชิงวาทกรรม
นี่คือการลดทอนความน่าเชื่อถือของนักวิชาการฝ่ายเห็นต่าง
โดยจัดวางให้เป็นเพียง “ความเห็นลอย ๆ”

ข้อสังเกตสำคัญคือ
กาลามสูตรไม่ได้ปฏิเสธ “ตรรกะ” หรือ “ตำรา”
หากแต่เตือนให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบ
มิใช่ใช้เป็นเครื่องมือปัดทิ้งข้อกังวลทางกฎหมายที่มีน้ำหนัก

กล่าวอีกนัยหนึ่ง
การใช้หลักพุทธธรรมในบริบทข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญ
อาจเป็นการเปลี่ยนสนามถกเถียงจากนิติศาสตร์ไปสู่ศีลธรรมส่วนบุคคล
ซึ่งทำให้ประเด็นโครงสร้างสิทธิลดความคมลง

#นิยามการเลือกตั้งโดยลับ: ลับระดับใด?

ประเด็นหัวใจอยู่ที่มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดว่า
การเลือกตั้งต้อง “โดยตรงและลับ”

บวรศักดิ์เสนอว่า “ลับ” มิได้หมายถึง “ลับทั้งโลก”
ข้อโต้แย้งนี้มีเหตุผลในเชิงภาษากฎหมาย

อย่างไรก็ตาม คำถามเชิงหลักการคือ
ระบบบาร์โค้ดสามารถ “เชื่อมโยงย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิ” ได้หรือไม่?

หากมีศักยภาพทางเทคนิคเช่นนั้น
แม้จะไม่มีเจตนาใช้ ก็ถือว่าบ่อนทำลายเสรีภาพเชิงโครงสร้างหรือไม่?

ความลับตามรัฐธรรมนูญควรตีความแบบ
ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (preventive protection) หรือไม่?

ในคดี 9/2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า
เพียงการจัดคูหาที่ “อาจทำให้เห็น” ก็เพียงพอจะถือว่าไม่ลับ

ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่มีการติดตามจริงหรือไม่
แต่คือ ระบบเปิดช่องให้เกิดความหวาดกลัวหรือไม่
เสรีภาพในการเลือกตั้งมิใช่แค่ความลับเชิงเทคนิค
แต่คือ “สภาวะที่ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีใครรู้”

#การเปรียบเทียบต่างประเทศ : เทียบได้หรือไม่?

บวรศักดิ์ยกตัวอย่าง ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เอสโตเนีย ฯลฯ

ข้อเท็จจริงคือ
หลายประเทศใช้รหัสเพื่อการจัดการบัตร

แต่คำถามสำคัญมีสองชั้น
โครงสร้างการคุ้มครองข้อมูลและกลไกตรวจสอบของประเทศนั้น ๆ เทียบเท่าหรือไม่?
สังคมมีระดับความเชื่อมั่นต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งสูงเพียงใด?

บริบทไทยมีประวัติศาสตร์ข้อครหาเรื่องความเป็นกลางขององค์กรอิสระ

ดังนั้น “ความไว้วางใจเชิงสถาบัน” จึงเป็นตัวแปรสำคัญ
สิ่งที่ใช้ได้ในประเทศที่มี institutional trust สูง
อาจไม่สามารถถ่ายโอนแบบตรงตัวสู่บริบทที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง

#เงื่อนไขล้มได้ต่อเมื่อโกงทั้งประเทศ: ตีความแคบเกินไปหรือไม่?

บวรศักดิ์เสนอว่า

การเลือกตั้งจะเพิกถอนได้ก็ต่อเมื่อ “ไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทั้งประเทศ”
นี่คือการตีความเชิงผลลัพธ์ (outcome-based)

แต่รัฐธรรมนูญจำนวนมาก รวมทั้งคำวินิจฉัยเดิมของศาลไทย
ใช้เกณฑ์เชิงโครงสร้าง (structural defect)

กล่าวคือ
หากกติกาโดยตัวมันเองขัดหลักการพื้นฐาน
แม้ยังไม่พิสูจน์การโกง ก็อาจถือว่าขัดรัฐธรรมนูญได้

กรณี 2549 ไม่ได้พิสูจน์การโกงทั้งประเทศ
แต่ศาลวินิจฉัยจาก “ลักษณะการจัดการเลือกตั้ง”

ดังนั้น การตั้งเกณฑ์ว่าต้อง “โกงทั้งประเทศ”
จึงอาจเป็นการยกเพดานการพิสูจน์สูงเกินหลักป้องกันสิทธิ

สรุป

ข้อเสนอของบวรศักดิ์มีความแข็งแรงในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมาย
และชี้ให้เห็นว่าบาร์โค้ดไม่ใช่นวัตกรรมพิสดาร

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่

1 การลดทอนมิติ “ความหวาดกลัวเชิงโครงสร้าง”
2 การเทียบต่างประเทศโดยไม่ถ่วงน้ำหนักบริบทความเชื่อมั่นสถาบัน
3 การตั้งเกณฑ์การเพิกถอนที่ตีความแคบ

คำถามที่ควรถกเถียงจึงไม่ใช่

“มีโกงทั้งประเทศหรือไม่?”

แต่คือ
ระบบนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจเต็มที่หรือไม่ว่า
การลงคะแนนของเขาปลอดจากสายตาอำนาจทุกชนิด
เพราะในระบอบประชาธิปไตย
ความลับของบัตรเลือกตั้ง ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องบัตร
แต่มีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ลงคะแนน


https://www.facebook.com/photo?fbid=1436326811282886&set=a.189546429294270