
ปัญหาของเศรษฐกิจไทย "... คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
นักวิเคราะห์ผู้เริ่มตีตราไทยว่าเป็น 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ชี้อนาคต "ยังคงแย่ที่สุด" จีดีพีอาจโตแค่ 2-2.5% ตลอด 2 ทศวรรษข้างหน้า
ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
18 กุมภาพันธ์ 2026
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยแพร่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่ 4/2568 พบว่าขยายตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-on-year - YoY) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ทั้งปี 2568 โตขึ้นเป็น 2.4% YoY
ตัวเลขข้างต้นนี้ถือว่าดีกว่าประมาณการณ์ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 3/2568 จากสภาพัฒน์เอง ซึ่งเคยมองว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปีที่แล้วจะโตราว 2% YoY และก็ยังดีกว่าที่ตลาดเคยมองว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของไทยจะโตแค่ 1% YoY เท่านั้น
ในบทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามสำคัญว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นเช่นนี้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยหายจากการเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" แล้วหรือไม่ โดยวลีดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (เอฟที) นำคอมเมนต์ของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยขึ้นมาเป็นพาดหัวใหญ่ เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

แผนภาพแสดงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยเส้นสีดำทึบแสดงถึงการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่เส้นประแสดงถึงอัตราการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
'ยังป่วยอยู่' และ "ป่วยเรื้อรัง"
ตามรายงานจากสภาพัฒน์นั้น ปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนรวมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ที่สูงถึง 8.1% YoY เทียบกับสถิติ 1.4% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนที่มาจากภาครัฐถึง 13.3% YoY เทียบกับสถิติในไตรมาสที่ 3 ซึ่งติดลบ 5.3% YoY นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลที่ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน
จากสถานการณ์ข้างต้น เมื่อบีบีซีไทยถาม ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เช่นนั้นประเทศไทยหายจากการเป็น "คนป่วย" แล้วหรือยัง เขาตอบกลับมาว่า "เหมือนคนอาการดีขึ้นนิดนึง แต่ยังไม่หายป่วย"
เขาเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยตอนนี้อาจไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) หรือไอซียู แต่ไทยกำลังเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความยากของภาวะนี้ คือเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ตอนนั้นทุกฝ่ายทราบอย่างชัดเจนว่าปัญหาอยู่ที่ภาคการเงิน และสามารถเข้าไปแก้ไขได้ตรงจุด แต่ว่าตอนนี้ "มันปวดทั้งตัว เป็นอาการผสมเล็กผสมน้อย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ก็ยังพอไปต่อได้…"
"อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา"
"... คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
ต่อคำถามเดียวกันนี้ นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ตอบบีบีซีไทยว่า เธอจะยังไม่ใช้คำว่าเลิกป่วยแล้ว เพราะตัวเลขที่สะท้อนออกมานั้นฉายภาพแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
เธอเสริมว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีต จะพบว่าอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น ตัวเลขในไตรมาสที่ 4 มักจะสูงกว่าไตรมาสที่ 3
"โดยปกติถ้ารัฐบาลอยากจะให้จีดีพีปีนี้เท่ากับเท่านี้ แต่ที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วยังไม่ถึง เขาก็จะดันยอดด้วยการเร่งการใช้จ่าย หรือจะมีมาตรการกระตุ้นสารพัด ส่วนใหญ่จะออก ไตรมาสที่ 4 ทั้งนั้น" นงนุช อธิบาย
เธอกล่าวเสริมว่า หากย้อนกลับไปมองตั้งแต่ปี 2545 มีถึง 15 ปีที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า ไตรมาส 3 ในแง่ YoY ซึ่งสะท้อนว่าตามธรรมชาติและเชิงนโยบาย ไตรมาสสุดท้ายมักถูกใช้เป็นจังหวะ "เร่งเครื่อง" ตัวเลขมากกว่าบ่งชี้การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง
ด้วยเหตุนี้สำหรับตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ที่ออกมา เธอจึงสรุปว่า "อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา"
สำหรับ แกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบทวิเคราะห์ประเทศไทยและพาดหัวว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย"ไว้ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 2568 เขามองว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 นับเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ไม่ได้สื่อว่าไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพที่แท้จริงได้
ตอนที่เลเธอร์ออกบทวิเคราะห์ชิ้นนั้น เขาชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ามากจากวิกฤตโควิด-19 ถ้ามองลึกลงไป ยังจะพบว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานได้ไม่สมดุล ระหว่างปี 2563-2568 การเติบโตพึ่งการบริโภคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ส่งออกสินค้า การใช้จ่ายรัฐ และการลงทุนซบเซา การท่องเที่ยวก็ยังฟื้นไม่เต็มที่ รายได้จากภาคบริการยังต่ำกว่าก่อนโควิดราว 20% เพราะนักท่องเที่ยวจีนยังกลับมาไม่ครบ เมื่อกลับมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างออกไปเท่าไหร่นัก
ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีอะไรบ้าง ?

สหประชาชาติประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน
"ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงแบบเต็ม ๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า" เลเธอร์ อธิบาย
เขาเสริมว่า ไม่เพียงสิ่งนี้จะฉุดรั้งเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างให้เติบโตไม่ได้ แต่ประสบการณ์จากต่างประเทศยังชี้ว่า ความพยายามกระตุ้นอัตราการเกิดมักไม่ให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะ "แม้แต่ในประเทศที่มีระบบสวัสดิการเอื้อเฟื้อ อัตราการเกิดก็ยังอยู่ในระดับต่ำหรือยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในระดับโลกชี้ว่า เมื่ออัตราการเกิดต่ำฝังรากลึกแล้ว ผู้กำหนดนโยบายแทบไม่มีเครื่องมือใดที่จะสามารถพลิกแนวโน้มดังกล่าวได้"
ตามรายงานแนวโน้มประชากรโลก ประจำปี 2567 ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่า ตัวเลขประชากรไทยถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อปี 2565 ด้วยสถิติ 71.75 ล้านคน ขณะที่สถิติในปี 2567 คือ 71.68 ล้านคน และยูเอ็นประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน
ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนาม จะเห็นตัวเลขประชากรถึงจุดสูงสุดในปี 2593 ด้วยตัวเลข 110 ล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย จะไปแตะจุดสูงสุดในปี 2600 และ 2616 ด้วยสถิติ 135.18 ล้านคน และ 46.39 ล้านคน ตามลำดับ
เลเธอร์ เสริมว่า สำหรับหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเช่นนี้ การส่งเสริมให้เพศหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สำหรับไทยนั้น มีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นตัวเลขดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"คนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว
ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.2% YoY โดยในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจีนลดลงมากถึง 33.55% YoY สถานการณ์นี้ส่งผลให้สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารทั้งโตทั้งปีแค่ 2.5% เทียบกับตัวเลข 12.0% ในปี 2567
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยยังเป็นการขายของแบบเดิม ๆ คือ "ไปครั้งเดียวแล้วพอ" เขายกตัวอย่างว่าเหตุใดนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึงนิยมกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำ ๆ ทุกปี นั่นเป็นเพราะแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไม่ได้ขายแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ขาย "second lifestyle" หรือวิถีชีวิตแบบที่สองของนักท่องเที่ยว
"ไปสนามหลวง ไปครั้งเดียวพอ ไปดูวัด ไปครั้งเดียวพอ คือเราไม่สร้างการท่องเที่ยวซ้ำเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวก็เลยน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะว่าคนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว
"... คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
ต่อคำถามเดียวกันนี้ นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ตอบบีบีซีไทยว่า เธอจะยังไม่ใช้คำว่าเลิกป่วยแล้ว เพราะตัวเลขที่สะท้อนออกมานั้นฉายภาพแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น
เธอเสริมว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีต จะพบว่าอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น ตัวเลขในไตรมาสที่ 4 มักจะสูงกว่าไตรมาสที่ 3
"โดยปกติถ้ารัฐบาลอยากจะให้จีดีพีปีนี้เท่ากับเท่านี้ แต่ที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วยังไม่ถึง เขาก็จะดันยอดด้วยการเร่งการใช้จ่าย หรือจะมีมาตรการกระตุ้นสารพัด ส่วนใหญ่จะออก ไตรมาสที่ 4 ทั้งนั้น" นงนุช อธิบาย
เธอกล่าวเสริมว่า หากย้อนกลับไปมองตั้งแต่ปี 2545 มีถึง 15 ปีที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า ไตรมาส 3 ในแง่ YoY ซึ่งสะท้อนว่าตามธรรมชาติและเชิงนโยบาย ไตรมาสสุดท้ายมักถูกใช้เป็นจังหวะ "เร่งเครื่อง" ตัวเลขมากกว่าบ่งชี้การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง
ด้วยเหตุนี้สำหรับตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ที่ออกมา เธอจึงสรุปว่า "อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา"
สำหรับ แกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบทวิเคราะห์ประเทศไทยและพาดหัวว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย"ไว้ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 2568 เขามองว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 นับเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ไม่ได้สื่อว่าไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพที่แท้จริงได้
ตอนที่เลเธอร์ออกบทวิเคราะห์ชิ้นนั้น เขาชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ามากจากวิกฤตโควิด-19 ถ้ามองลึกลงไป ยังจะพบว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานได้ไม่สมดุล ระหว่างปี 2563-2568 การเติบโตพึ่งการบริโภคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ส่งออกสินค้า การใช้จ่ายรัฐ และการลงทุนซบเซา การท่องเที่ยวก็ยังฟื้นไม่เต็มที่ รายได้จากภาคบริการยังต่ำกว่าก่อนโควิดราว 20% เพราะนักท่องเที่ยวจีนยังกลับมาไม่ครบ เมื่อกลับมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างออกไปเท่าไหร่นัก
ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีอะไรบ้าง ?
- ปัญหาในด้านประชากร

สหประชาชาติประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน
"ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงแบบเต็ม ๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า" เลเธอร์ อธิบาย
เขาเสริมว่า ไม่เพียงสิ่งนี้จะฉุดรั้งเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างให้เติบโตไม่ได้ แต่ประสบการณ์จากต่างประเทศยังชี้ว่า ความพยายามกระตุ้นอัตราการเกิดมักไม่ให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะ "แม้แต่ในประเทศที่มีระบบสวัสดิการเอื้อเฟื้อ อัตราการเกิดก็ยังอยู่ในระดับต่ำหรือยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในระดับโลกชี้ว่า เมื่ออัตราการเกิดต่ำฝังรากลึกแล้ว ผู้กำหนดนโยบายแทบไม่มีเครื่องมือใดที่จะสามารถพลิกแนวโน้มดังกล่าวได้"
ตามรายงานแนวโน้มประชากรโลก ประจำปี 2567 ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่า ตัวเลขประชากรไทยถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อปี 2565 ด้วยสถิติ 71.75 ล้านคน ขณะที่สถิติในปี 2567 คือ 71.68 ล้านคน และยูเอ็นประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน
ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนาม จะเห็นตัวเลขประชากรถึงจุดสูงสุดในปี 2593 ด้วยตัวเลข 110 ล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย จะไปแตะจุดสูงสุดในปี 2600 และ 2616 ด้วยสถิติ 135.18 ล้านคน และ 46.39 ล้านคน ตามลำดับ
เลเธอร์ เสริมว่า สำหรับหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเช่นนี้ การส่งเสริมให้เพศหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สำหรับไทยนั้น มีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นตัวเลขดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
- ปัญหาในภาคการท่องเที่ยว

"คนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว
ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.2% YoY โดยในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจีนลดลงมากถึง 33.55% YoY สถานการณ์นี้ส่งผลให้สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารทั้งโตทั้งปีแค่ 2.5% เทียบกับตัวเลข 12.0% ในปี 2567
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยยังเป็นการขายของแบบเดิม ๆ คือ "ไปครั้งเดียวแล้วพอ" เขายกตัวอย่างว่าเหตุใดนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึงนิยมกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำ ๆ ทุกปี นั่นเป็นเพราะแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไม่ได้ขายแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ขาย "second lifestyle" หรือวิถีชีวิตแบบที่สองของนักท่องเที่ยว
"ไปสนามหลวง ไปครั้งเดียวพอ ไปดูวัด ไปครั้งเดียวพอ คือเราไม่สร้างการท่องเที่ยวซ้ำเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวก็เลยน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะว่าคนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว
แท้จริงแล้ว บีบีซีไทยพบว่า ไทยมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีเป้าหมายหลักหลายข้อ แต่เป้าหมายแรกคือการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการท่องเที่ยวต่อจีดีพีให้สูงกว่า 25% รวมไปถึงการเพิ่มเป้าค่าใช้จ่ายและช่วงเวลาในการพำนักในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยหน่วยงานยังออก 4 ยุทธศาสตร์ 14 กลยุทธ์ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ไทยยังไม่เคยกลับไปแตะตัวเลขนักท่องเที่ยวหลักเกือบ 40 ล้านคนได้แม้แต่ปีเดียว
- หนี้ครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น
จากตัวเลขในไตรมาสที่ 4/2568 จะพบว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการเติบโตมาจากฝั่งการบริโภคภาคเอกชนที่โตขึ้น 3.3% YoY ขณะที่ตัวเลขในไตรมาสที่ 1-3 นั้น โตในหลัก 2.4%-2.7% YoY ทั้งสิ้น
เมื่อสอบถามไปยังนักเศรษฐศาสตร์ชาวไทยทั้งสอง ก็พบว่าหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนแน่นอนคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ออกมาช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินของประชาชนให้มีใช้จ่ายมากขึ้น อาทิ โครงการคนละครึ่ง ซึ่ง ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่านโยบายเหล่านี้มีเครดิตจริง และ "เป็นความจำเป็นในทางการเมืองและเศรษฐกิจ" เพราะ "ก่อนที่เราจะฟื้นฟูอะไรก็ตามเราต้องสร้างโมเมนตัมขึ้นมาก่อน" แต่สุดท้ายก็ต้องไม่ลืมไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ทว่านั่นคือปัญหาในสายตาของเลเธอร์ที่มองว่า เขาย้อนความว่า ในช่วงโควิด-19 ครัวเรือนไทยก่อหนี้จำนวนมากเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี เพิ่มจากราว 80% ในปี 2562 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดกว่า 95% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เขาชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเริ่มดีขึ้น สะท้อนความพยายามเชิงรุกของภาครัฐในการดึงสัดส่วนหนี้กลับสู่เป้าหมายระยะกลางที่ 80 ทว่า กระบวนการลดหนี้ (deleveraging) นี้กำลังกดดันการบริโภคอย่างหนัก การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงชะลอลงอย่างชัดเจน จากจุดสูงสุดหลังโควิดที่มากกว่า 9% ลงเหลือเพียง 2.6% YoY ตามข้อมูลในไตรมาส 3/2568
งานวิจัยก่อนหน้านี้ของเขาชี้ว่า หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น
- การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม-อุตสาหกรรม
การพึ่งพาการส่งออกเช่นนี้ นงนุชเตือนว่าเป็นทำให้ไทยเสี่ยงกับสภาวะช็อกที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกตลอดเวลา เธอเปรียบเทียบว่า จีนมียุทธศาสตร์ "Made in China" เพื่อดึงในการผลิตและการบริโภคอยู่ภายในประเทศ หากเกิดปัญหาด้านการส่งออก แรงขับในประเทศจะช่วยให้ตลาดไปต่อได้ ส่วนที่จีนทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีอุปสงค์มากเพียงพอ
เมื่อหันกลับมามองไทย ปัญหาเรื่องประชากรไม่เพียงจะลดกำลังฝั่งการผลิตลง แต่ยังไปจำกัดการบริโภคในประเทศด้วย เพราะฉะนั้นทางรอดของไทยคือต้องหันกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ได้อยู่ในนวัตกรรมปลายน้ำ แต่ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เราสามารถส่งออกได้
ต่อประเด็นนี้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ย้ำว่าถึงเวลาที่ไทยต้องยอมรับความเจ็บปวดและปรับตัวกับอุตสาหกรรมหลายประเภทได้แล้ว และนั่นหมายความว่าการจะดึงเม็ดเงินลงทุนมาไทยนั้น ไม่ใช่แค่สักแต่จะดึงอุตสาหกรรมชื่อดังมาลง แต่ไม่มียุทธศาสตร์ในการต่อยอด
เขาตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่ไทยจะไปแข่งในแวดวงศูนย์ข้อมูล (data center) อย่างเดียว โดยไม่รู้จะต่อยอดอย่างไร หรือชิงตลาดกับประเทศอื่นตรงไหน ทำไมรัฐบาลไม่หันมาสนับสนุนแวดวงวัสดุศาสตร์ (material sciences) ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิต และการประยุกต์ใช้ของวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุขั้นสูง และเป็นรากฐานของทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ชุดชั้นใน ไปจนถึงแวดวงการแพทย์และยานยนต์
"ถ้าเราแข่งแบบนี้ เวียดนามยิ่งโตเร็ว แต่ว่าต้องซื้อของจากเราที่เขาผลิตไม่ได้ เขายิ่งโตเรายิ่งโตตามไปด้วยมันไม่ดีกว่าเหรอ" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
ด้านเลเธอร์เสริมอีกว่า ในมิติของอุตสาหกรรมนั้นไทยจำเป็นต้องหันมาเปลี่ยนผ่านแรงงานในภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้แล้ว เพราะสัดส่วนประชากรที่ทำงานในภาคเกษตรของไทยยังอยู่ในระดับสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ
อย่างไรก็ดี แทนที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว รัฐบาลหลายชุดกลับดำเนินนโยบายที่ตอกย้ำฐานเสียงในชนบทแทน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากพื้นที่ชนบทซึ่งโดยดั้งเดิมสนับสนุนพรรคสายทักษิณ โดยเขาชี้ว่ารัฐบาลในช่วงหลังได้นำนโยบายบางส่วนของทักษิณมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเงินโอนช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นข้อถกเถียง
เมื่อมองไปข้างหน้าเลเธอร์ชี้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองหลักสะท้อนว่ามาตรการอุดหนุนอย่างเอื้อเฟื้อเพื่อรักษาฐานเสียงชนบทจะมีอยู่ต่อไป ทว่านโยบายลักษณะนี้สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรคงอยู่ในภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ภาคการผลิตและบริการมูลค่าสูงล่าช้า และจำกัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว
เขาเสริมต่อว่าการแยกตัวเชิงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้ประเทศที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมีความพร้อมกว่าไทยในการคว้าโอกาสดังกล่าว ค่าแรงในไทยไม่ได้ต่ำกว่าจีนมากนัก และยังสูงกว่าประเทศอย่างเวียดนามและเอเชียใต้ค่อนข้างมาก ทำให้ความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตทางเลือกแทนจีนลดลง
เขาเสริมต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ศักยภาพที่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากปัญญาประดิษฐ์ ก็ดูมีจำกัด และในการอัปเดตดัชนีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเอไอ ที่กำลังจะเผยแพร่ของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งจัดอันดับประเทศหลักตามความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเอไอ เขาเผยว่าไทยอยู่ใกล้กลุ่มล่างของตาราง
- ปัญหาทางการเมือง

เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี "คนป่วยแห่งเอเชีย" ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบกลับมาว่า "ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย"
สำหรับประเด็นสุดท้ายที่นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยของอย่างมากก็คือ "ประเด็นการเมือง"
นงนุชชี้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยนั้นอายุเฉลี่ยไม่เคยถึง 4 ปี และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหนึ่งครั้ง แนวนโยบายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ปัญหาตรงนี้ส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวโดยตรง
ขณะที่เลเธอร์เสริมว่าในภาพกว้าง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ได้บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย อันดับของประเทศในดัชนีต่าง ๆ ที่ใช้ประเมินบรรยากาศการทำธุรกิจปรับลดลงตั้งแต่เกิดความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว นับตั้งแต่รัฐประหารปีเดียวกันนั้น สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีก็ลดลงมากกว่า 5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากมาตรวัดนี้เขาชี้ว่ามีเพียงแค่ฮ่องกงที่เผชิญการลดลงที่มากกว่า
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ตอนนี้ไทยจะได้รัฐบาลอนุรักษนิยมของอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับนักลงทุน "อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการปฏิรูป[เชิงโครงสร้าง]... ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่กับภาวะการเติบโตที่อ่อนแอต่อไป" นักวิเคราะห์อาวุโสชาวอังกฤษกล่าว พร้อมเสริมว่า สถานการณ์ในระยะยาวของไทยยิ่งน่ากังวลมากขึ้นไปอีก
เลเธอร์วิเคราะห์ต่อไปว่า ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน อาจยังมีการชูนโยบายที่เน้นประชานิยมและความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจยังดำรงอยู่ และแม้ฝั่งการเมืองจะตั้งเป้าผลักดันอัตราการเติบโตระยะยาวให้แตะระดับ 4–5% แต่เขาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยราว 2-2.5% ต่อปี ตลอด 20 ปีต่อจากนี้
ภายใต้เทรนด์ดังกล่าว อันดับเศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาคและโลกมีโอกาสร่วงต่อเนื่อง และอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่เผชิญการถดถอยของสถานะทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
เลเธอร์ ประเมินว่าภายในเวลาอีก 24 ปี (ปี 2593) ไทยจะกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 11 ของภูมิภาค ลดลงจากอันดับที่ 7 ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่อันดับเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากนี้ ไทยยังจะถูกฟิลิปปินส์และมาเลเซียแซงหน้าในอันดับเศรษฐกิจอีกด้วย ขณะที่เวียดนามจะตามมาจ่อคอที่อันดับ 15
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี "คนป่วยแห่งเอเชีย" ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบเรากลับมาว่า "ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย"
https://www.bbc.com/thai/articles/c4g47g027rpo
