.jpg)
ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร
February 21
·
ใช้ gemini สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาบัตรเลือกตั้ง มีคำถาม และคำตอบดังนี้
คำถาม : ประเทศที่เคยมี serial number บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถสืบย้อนไปได้ว่า ใครเลือกใคร และ มีการยกเลิกไปแล้ว มีประเทศอะไรบ้าง ยกเลิกเมื่อใด ด้วยเหตุผลใด
คำตอบ : การยกเลิกเลขลำดับ (Serial Number) บนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ มักมีสาเหตุหลักมาจาก "การปกป้องความลับทางการลงคะแนน" (Right to Secret Ballot) เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลหรือรัฐสามารถข่มขู่หรือตรวจสอบการลงคะแนนของประชาชนได้
นี่คือประเทศที่เคยใช้ระบบนี้และมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไปครับ:
1. อิตาลี (Italy)
อิตาลีเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ครับ
• อดีต: เคยมีระบบที่เรียกว่า "Tagliando Antifrode" หรือรหัสกันการทุจริต ซึ่งเป็นเลขลำดับที่ติดอยู่กับบัตรเลือกตั้ง
• การยกเลิก/เปลี่ยนแปลง: อิตาลีพยายามปรับปรุงระบบนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมาเฟียหรือพรรคการเมืองใช้วิธีสืบย้อนว่าใครเลือกใครเพื่อนำมาข่มขู่หรือให้รางวัล (Voter Intimidation/Buying)
• ปัจจุบัน: บัตรเลือกตั้งอิตาลียังมีเลขลำดับอยู่ แต่ เจ้าหน้าที่จะต้อง "ฉีกแถบรหัสนี้ออก" ก่อนที่จะนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วหย่อนลงหีบ เพื่อให้บัตรในหีบไม่มีรหัสใดๆ หลงเหลืออยู่และไม่สามารถสืบย้อนกลับไปยังรายชื่อผู้มาใช้สิทธิได้
2. สหรัฐอเมริกา (United States - บางรัฐ)
สหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวทั้งประเทศ แต่ละรัฐมีกฎของตัวเอง
• อดีต: ในศตวรรษที่ 19 หลายรัฐใช้บัตรเลือกตั้งที่มีเลขลำดับติดอยู่กับตัวบัตรเพื่อป้องกันการยัดบัตร (Ballot Stuffing)
• การยกเลิก: ช่วงปลายปี 1880 ถึง 1890 รัฐต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Australian Ballot" (ระบบบัตรมาตรฐานที่รัฐจัดพิมพ์และเป็นความลับ)
• เหตุผล: เพื่อป้องกันการซื้อเสียงและการข่มขู่ลูกจ้างโดยนายจ้าง ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ที่ยังใช้เลขลำดับจะใช้วิธี "Perforated Stub" (มีรอยปรุให้ฉีกเลขออก) ก่อนหย่อนบัตร เพื่อตัดความเชื่อมโยงทิ้งทันที
3. ออสเตรเลีย (Australia)
ออสเตรเลียเป็น "ผู้บุกเบิก" การลงคะแนนลับของโลก (จนถูกเรียกว่า Australian Ballot)
• การเปลี่ยนแปลง: ก่อนปี 1856 การลงคะแนนในอาณานิคมต่างๆ ของออสเตรเลียทำโดยการขานชื่อ หรือใช้บัตรที่ระบุตัวตนได้
• การยกเลิก: มีการผ่านกฎหมายลงคะแนนลับครั้งแรกในรัฐแทสเมเนียและวิกตอเรียในปี 1856
• เหตุผล: เพื่อขจัดปัญหาการติดสินบนและการใช้อิทธิพลมืดครอบงำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดให้บัตรต้องไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่ระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
4. แคนาดา (Canada)
• อดีต: เคยใช้ระบบเลขลำดับบนบัตรที่เชื่อมโยงกับบัญชีรายชื่อ
• ปัจจุบัน: แคนาดาใช้ระบบ "Counterfoil with Serial Number" คือมีเลขลำดับที่ต้นขั้ว แต่เมื่อผู้ใช้สิทธิกากบาทเสร็จและพับบัตรมาส่งให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะต้องฉีกต้นขั้วที่มีเลขลำดับทิ้ง ต่อหน้าผู้เลือกตั้งก่อนจะอนุญาตให้หย่อนบัตรลงหีบ
• เหตุผล: เพื่อยืนยันว่าบัตรที่หย่อนลงไปเป็น "ใบเดียวกับที่จ่ายให้" (ป้องกันการสลับบัตรผีจากข้างนอก) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำลายเลขลำดับทิ้งเพื่อให้ในหีบไม่มีรหัสที่สืบย้อนได้
สรุปสาเหตุหลักที่ประเทศเหล่านี้ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยน:
1. ป้องกันการซื้อเสียง (Vote Buying): หากสืบย้อนไม่ได้ ผู้ซื้อเสียงก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้รับเงินเลือกตามที่ตกลงไว้จริงหรือไม่
2. ป้องกันการข่มขู่ (Voter Intimidation): ในอดีต นายจ้างหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมักตรวจสอบเลขบัตรเพื่อกดดันให้เลือกฝ่ายตน
3. สร้างความมั่นใจ (Public Trust): รัฐต้องการให้ประชาชนกล้าแสดงออกทางเมืองอย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวการเช็คบิลภายหลัง
เกร็ดเพิ่มเติม: ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ประเทศ (เช่น อังกฤษ และ สิงคโปร์) ที่ยังคงเลขลำดับไว้บนตัวบัตรในหีบ แต่จะใช้กฎหมายที่เข้มงวดมาก (เช่น ต้องมีคำสั่งศาลสูงสุด) เพื่อสั่งเปิดดูรหัสนั้นในกรณีทุจริตเท่านั้นครับ
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1479901777035769
·
ใช้ gemini สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาบัตรเลือกตั้ง มีคำถาม และคำตอบดังนี้
คำถาม : ประเทศที่เคยมี serial number บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถสืบย้อนไปได้ว่า ใครเลือกใคร และ มีการยกเลิกไปแล้ว มีประเทศอะไรบ้าง ยกเลิกเมื่อใด ด้วยเหตุผลใด
คำตอบ : การยกเลิกเลขลำดับ (Serial Number) บนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ มักมีสาเหตุหลักมาจาก "การปกป้องความลับทางการลงคะแนน" (Right to Secret Ballot) เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลหรือรัฐสามารถข่มขู่หรือตรวจสอบการลงคะแนนของประชาชนได้
นี่คือประเทศที่เคยใช้ระบบนี้และมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไปครับ:
1. อิตาลี (Italy)
อิตาลีเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ครับ
• อดีต: เคยมีระบบที่เรียกว่า "Tagliando Antifrode" หรือรหัสกันการทุจริต ซึ่งเป็นเลขลำดับที่ติดอยู่กับบัตรเลือกตั้ง
• การยกเลิก/เปลี่ยนแปลง: อิตาลีพยายามปรับปรุงระบบนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมาเฟียหรือพรรคการเมืองใช้วิธีสืบย้อนว่าใครเลือกใครเพื่อนำมาข่มขู่หรือให้รางวัล (Voter Intimidation/Buying)
• ปัจจุบัน: บัตรเลือกตั้งอิตาลียังมีเลขลำดับอยู่ แต่ เจ้าหน้าที่จะต้อง "ฉีกแถบรหัสนี้ออก" ก่อนที่จะนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วหย่อนลงหีบ เพื่อให้บัตรในหีบไม่มีรหัสใดๆ หลงเหลืออยู่และไม่สามารถสืบย้อนกลับไปยังรายชื่อผู้มาใช้สิทธิได้
2. สหรัฐอเมริกา (United States - บางรัฐ)
สหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวทั้งประเทศ แต่ละรัฐมีกฎของตัวเอง
• อดีต: ในศตวรรษที่ 19 หลายรัฐใช้บัตรเลือกตั้งที่มีเลขลำดับติดอยู่กับตัวบัตรเพื่อป้องกันการยัดบัตร (Ballot Stuffing)
• การยกเลิก: ช่วงปลายปี 1880 ถึง 1890 รัฐต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Australian Ballot" (ระบบบัตรมาตรฐานที่รัฐจัดพิมพ์และเป็นความลับ)
• เหตุผล: เพื่อป้องกันการซื้อเสียงและการข่มขู่ลูกจ้างโดยนายจ้าง ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ที่ยังใช้เลขลำดับจะใช้วิธี "Perforated Stub" (มีรอยปรุให้ฉีกเลขออก) ก่อนหย่อนบัตร เพื่อตัดความเชื่อมโยงทิ้งทันที
3. ออสเตรเลีย (Australia)
ออสเตรเลียเป็น "ผู้บุกเบิก" การลงคะแนนลับของโลก (จนถูกเรียกว่า Australian Ballot)
• การเปลี่ยนแปลง: ก่อนปี 1856 การลงคะแนนในอาณานิคมต่างๆ ของออสเตรเลียทำโดยการขานชื่อ หรือใช้บัตรที่ระบุตัวตนได้
• การยกเลิก: มีการผ่านกฎหมายลงคะแนนลับครั้งแรกในรัฐแทสเมเนียและวิกตอเรียในปี 1856
• เหตุผล: เพื่อขจัดปัญหาการติดสินบนและการใช้อิทธิพลมืดครอบงำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดให้บัตรต้องไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่ระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
4. แคนาดา (Canada)
• อดีต: เคยใช้ระบบเลขลำดับบนบัตรที่เชื่อมโยงกับบัญชีรายชื่อ
• ปัจจุบัน: แคนาดาใช้ระบบ "Counterfoil with Serial Number" คือมีเลขลำดับที่ต้นขั้ว แต่เมื่อผู้ใช้สิทธิกากบาทเสร็จและพับบัตรมาส่งให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะต้องฉีกต้นขั้วที่มีเลขลำดับทิ้ง ต่อหน้าผู้เลือกตั้งก่อนจะอนุญาตให้หย่อนบัตรลงหีบ
• เหตุผล: เพื่อยืนยันว่าบัตรที่หย่อนลงไปเป็น "ใบเดียวกับที่จ่ายให้" (ป้องกันการสลับบัตรผีจากข้างนอก) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำลายเลขลำดับทิ้งเพื่อให้ในหีบไม่มีรหัสที่สืบย้อนได้
สรุปสาเหตุหลักที่ประเทศเหล่านี้ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยน:
1. ป้องกันการซื้อเสียง (Vote Buying): หากสืบย้อนไม่ได้ ผู้ซื้อเสียงก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้รับเงินเลือกตามที่ตกลงไว้จริงหรือไม่
2. ป้องกันการข่มขู่ (Voter Intimidation): ในอดีต นายจ้างหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมักตรวจสอบเลขบัตรเพื่อกดดันให้เลือกฝ่ายตน
3. สร้างความมั่นใจ (Public Trust): รัฐต้องการให้ประชาชนกล้าแสดงออกทางเมืองอย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวการเช็คบิลภายหลัง
เกร็ดเพิ่มเติม: ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ประเทศ (เช่น อังกฤษ และ สิงคโปร์) ที่ยังคงเลขลำดับไว้บนตัวบัตรในหีบ แต่จะใช้กฎหมายที่เข้มงวดมาก (เช่น ต้องมีคำสั่งศาลสูงสุด) เพื่อสั่งเปิดดูรหัสนั้นในกรณีทุจริตเท่านั้นครับ
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1479901777035769