
Reporter Journey
February 20
eonSdrtosp2g 2u0rfMu 4tlu32m a0gtcet:h1c452agru09y7ia9FlP8tb ·
#สรุป เตรียมตัว อิทธิฤทธิ์ขาดดุลงบประมาณจากรัฐตะบี้ตะบันใช้เงินอย่างไม่ยั้งมือ และการแจกเงินสารพัดโครงการกำลังย้อนกลับใส่ประชาชน กระทรวงการคลังทำแผนรีดภาษีเพิ่มหลายตัว ทั้งขึ้น VAT ภาษีน้ำมัน สุรา เบียร์ รถยนต์ เก็บภาษีความเค็ม-คาร์บอน ลดเพดานลดหย่อนภาษีให้จ่ายเพิ่ม
.
ภารกิจที่รัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายน กำลังถูกหลายภาคส่วน หลายหน่วยงาน "ฝากงาน" เพียบ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาด้านการเงินการคลังของรัฐบาล ที่นับว่าเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลนี้จะต้องชั่งน้ำหนักว่าพร้อมจะแลกกับสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อคะแนนนิยมหรือไม่
.
ล่าสุดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลแหล่งเงินแหล่งทองหลักของประเทศ กำลังเดินหน้าแผนปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่ ภายใต้หนึ่งในเป้าหมายคือ “เพิ่มรายได้รัฐ” เพื่อสกัดความเสี่ยงฐานะการคลังที่เปราะบาง ลดการขาดดุลงบประมาณ และประคองเสถียรภาพหนี้สาธารณะไม่ให้ล้ำเส้นเพดานที่กำหนดไว้ จากปัญหาสะสมด้านวินัยการเงินการคลังของหลายรัฐบาลที่ผ่านมานับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาทของโควิด-19 ที่มีการกู้เงินมาใช้ในการรับมือรวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งการกู้เงินเพื่อใช้ในนโยบายประชานิยมอีกมากมายหลายคลัง ทั้งการแจกเงิน การอุดหนุนเงิน ซึ่งทำให้เพดานหนี้สาธารณะของรัฐบาลเลยจุดที่เรียกว่าอยู่ภายใต้วินัยบการเงินการคลังที่ดีไปไกล และต้องขยับเพดานขึ้นไป ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งกับประเทศไทย ที่ไม่อาจรักษาวินัยทางการเงินและการหารายได้เข้ารัฐเพิ่มจากกลไกทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนได้ราบรื่น
.
สำหรับแผนปฏิรูปนี้ครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยดิจิทัลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยให้ไว้จำนวนมาก รวมทั้งการปรับลดผลประโยชน์ของประชาชนที่ได้การเสียภาษีอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการขยับอัตราภาษีสำคัญต่างเพิ่มขึ้น หรือเก็บภาษีใหม่ๆ เข้าระบบ ทั้งการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และภาษีในกลุ่มสินค้าบาปต่างๆ
.
มติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกรอบแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 (MTFF) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งครอบคลุมไปถึงการอุดช่องโหว่การจัดเก็บรายได้เข้ารัฐที่อาจจะตกหล่นในระยะสั้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีความพยายามปรับโครงสร้างการคลังครั้งใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล เป้าหมาคือลดระดับการขาดดุลงบประมาณให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ควบคู่กับการขยายฐานรายได้ใหม่ๆ จากการเก็บภาษีใหม่ๆ อีกหลายตัว
.
จากรายงาน MTFF ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ รัฐบาลได้วางแผนการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยใน 3 ปีงบประมาณได้แก่ปี 2569 – 2571 กำหนดให้มีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 15.1%
.
โดยแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีหลัก รัฐบาลได้เห็นชอบแผนเพิ่มประสิทธิภาพ และปรับปรุงโครงสร้างภาษีผ่าน 3 กรมจัดเก็บ โดยแผนการปฏิรูปภาษีต่างๆ รอเสนอรัฐบาลใหม่ ดังนี้
.
1. กรมสรรพากร : การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากเดิม 7% ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ให้ยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษีที่มีการต่ออายุการลดภาษี VAT ทุกปี และปรับเพิ่มขึ้นปีละ 1.5% โดยจะเปิดปรับสู่ระดับ 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และปรับเป็น 10% ในปี 2573
.
การบังคับใช้ Global Minimum Tax ในอัตราขั้นต่ำ 15% ได้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐไทย โดยตั้งเป้ารายได้ 8,400 ล้านบาทในปี 2570 โดยเฉพาะจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เดิมใช้นโยบายลดหย่อนภาษีจนมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าเกณฑ์สากล มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างรายได้ภาษี และป้องกันไม่ให้ภาษีส่วนต่างไหลออกไปให้ประเทศอื่นจัดเก็บแทน
.
นอกจากนี้จะมีการปรับโครงสร้างเก็บภาษี Global Minimum Tax คือข้อตกลงภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำของโลกในอัตรา 15% ที่ผลักดันโดย OECD และได้รับการยอมรับจากกว่า 140 ประเทศ รวมถึงไทย เป้าหมายหลักคือให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ต้องเสียภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไม่ว่าดำเนินธุรกิจในประเทศใด ลดการโยกย้ายกำไรไปยังประเทศภาษีต่ำ
.
สำหรับไทย แม้อัตราภาษีนิติบุคคลตามกฎหมายอยู่ที่ 20% แต่สิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนทำให้หลายบริษัทมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% หากไม่มีการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ส่วนต่างดังกล่าวจะถูกประเทศที่เป็นที่ตั้งของบริษัทแม่เรียกเก็บแทน รัฐบาลจึงออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 เพื่อรักษาฐานรายได้ภาษีไว้ในประเทศ โดยให้มีผลกับรอบบัญชีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
.
2. กรมสรรพสามิต : การปรับขึ้นอัตราภาษีหลายตัวที่กรมได้ทำแผนเอาไว้ โดยภาษีที่จะกระทบกับทุกคนคือ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล) เพิ่มขึ้นจากอัตราปัจจุบัน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ลิตรละ 1 บาท จำนวน 33,000 ล้านบาท ซึ่งกรมมีการพิจารณาแนวทางการ ปรับปรุงอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต เช่น ราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ตลอดจนติดตามสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วย
.
มาตรการปรับปรุงโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้ากลุ่มภาษีบาปทั้ง สุรา เบียร์ และยาสูบ คาดว่าจะเพิ่มวงเงินได้ 5,450 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว เป็นต้น
.
ในส่วนของมาตรการปรับปรุงโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึง การนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ จำนวน 6,000 ล้านบาท และการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ภาษีความเค็ม จำนวน 320 ล้านบาท
.
ทั้งนี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาพรวมการจัดเก็บรายได้ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย หากมีการผลักดันมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะกฎหมายภาษีที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ที่คณะรัฐมนตรี เช่น โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single Rate) เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ครอบคลุมทั้งในมิติของปริมาณ และมูลค่าสินค้าขณะเดียวกัน กรมฯ ได้มีการพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
.
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : มาตรการหลักอยู่ที่การปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ควบคู่กับการเปิดตัวบัญชีเพื่อการลงทุน Thailand Individual Saving Account (TISA) ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
.
สำหรับการปรับโครงสร้างเพดานค่าลดหย่อนภาษี รัฐบาลกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), กองทุน Thai ESG, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันบำนาญ และบัญชี TISA พร้อมเปลี่ยนวิธีคำนวณสิทธิลดหย่อนให้แตกต่างตามระดับรายได้อย่างชัดเจน
.
ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนในอัตรา 1.3 เท่าของเงินลงทุน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลางเริ่มออมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตการทำงาน
.
ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนเพียง 0.7 เท่าของเงินลงทุน หายไป 30% ซึ่งสะท้อนแนวคิดการลดการอุดหนุนทางภาษีให้กับกลุ่มที่มีศักยภาพในการออมสูงอยู่แล้ว
.
หากใช้สิทธิเต็มเพดาน 800,000 บาท ผู้มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 1.04 ล้านบาท ขณะที่ผู้มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีจะลดหย่อนได้สูงสุด 560,000 บาท
.
แต่สิ่งที่คนได้เห็นและได้รับการยืนยันแล้วสำหรับการปรับอัตราภาษีในยุครัฐบาลใหม่คือ อัตราภาษีผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge หรือ PSC) โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้น 53% มีผลตั้งแต่ วันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของประทศไทยได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่
.
ค่า PSC ถูกบวกเข้าไปในราคาตั๋วเครื่องบิน เที่ยวบิน Low Cost ระยะเวลาบิน 4-5 ชั่วโมง ราคาเฉลี่ย 4,000-5,000 บาท หากเพิ่ม PSC อีก 390 บาท จะทำให้ราคาตั๋วแพงขึ้น 7-10% ทุกเที่ยว
.
ยกตัวอย่างการปรับราคา PSC สนามบินสุวรรณภูมิ สูงกว่าสนามบินที่ดีที่สุดหัวแถวของโลก ทั้งที่อันดับโลกของสนามบินสุวรรณภูมิยังอยู่เพียงอันดับ 39
.
ทั้งสนามบินชางงีของสิงคโปร์ อันดับ 1 ของโลก ประมาณ 1,600 บาท สนามบินฮาหมัดของกาตาร์ อันดับ 2 ประมาณ 600 บาท สนามบินฮาเนดะของญี่ปุ่น อันดับ 3 ประมาณ 600 บาท สนามบินอินชอนของเกาหลีใต้ อันดับ 4 ประมาณ 370 บาท สนามบินนาริตะของญี่ปุ่น อันดับ 5 ประมาณ 640 บาท และสนามบินฮ่องกง อันดับ 6 ประมาณ 800 บาท
.
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยกำลังจะเก็บ PSC สูงกว่าสนามบิน 5 แห่งใน Top 6 ของโลก คำถามที่ตามมาคือ “เมื่อจ่ายระดับโลก แล้วผู้โดยสารจะได้รับบริการระดับไหน?”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1474258864056924&set=a.226668178816005