วันพุธ, กุมภาพันธ์ 25, 2569

"รัฐบาลบ้านใหญ่ที่ไม่ครองใจคน" อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ วิเคราะห์ ‘จุดเปราะบาง’ ของ ‘รัฐบาลบ้านใหญ่’



ประจักษ์ ก้องกีรติ’ วิเคราะห์ ‘จุดเปราะบาง’ ของ ‘รัฐบาลบ้านใหญ่’

22.02.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

หมายเหตุ “รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ในรายการ “ประชาธิปไตย 2 สี” ทางช่องยูทูบมติชนทีวี โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าด้วยการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ดังต่อไปนี้

รัฐบาลบ้านใหญ่ที่ไม่ครองใจคน

“ภูมิใจไทยเป็นการเมือง ‘บ้านใหญ่’ ใหญ่กว่าพรรค คือเอามุ้งมาผสมกันหลายๆ มุ้ง ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งนั้นเลย เต็มไปหมด ตอนนี้จะแบ่งโควตารัฐมนตรีอย่างไร ผมว่าก็ปวดหัว คือคนนอกคงได้ 3 ที่นั่ง อีก 30 ที่นั่งก็คือบ้านใหญ่นั่นแหละที่จะแบ่งกัน มันก็ย้อนกลับไป ครม.สมัยก่อนปี 2540 ครม.บรรหาร (ศิลปอาชา) ครม.ชวลิต (ยงใจยุทธ)

“บ้านใหญ่จะขึ้นมามีอำนาจต่อรอง เหมือนที่สมัยก่อน ‘ป๋าเหนาะ’ (เสนาะ เทียนทอง) เป็นผู้ตั้งรัฐบาล แล้วแกมีอำนาจต่อรอง ถ้าไม่ให้รัฐมนตรีมหาดไทยแก พรรคก็อยู่ไม่ได้เลยนะ รัฐบาลก็อาจจะล่ม

“ตอนนี้ เรากลับไปสู่การเมืองแบบนั้น ที่พวกหัวหน้ามุ้งเหล่านี้จะมีอำนาจต่อรองสูงมาก เพราะเขาไม่ต้องเกาะกระแสพรรคเท่าไร ครั้งนี้บ้านใหญ่เป็นคนพา ส.ส.เป็นกอบเป็นกำมาให้พรรค

“อย่างไรก็ตาม ภูมิใจไทยเขาเป็นการเมืองแบบบ้านใหญ่ที่มีเครือข่ายอุปถัมภ์ แต่เขาไม่มีขบวนการมวลชนมาสนับสนุน ไม่ได้มีชาวบ้านแบบสมัย ‘เสื้อแดง’ ที่มาหนุนเป็นฐานให้พรรคไทยรักไทยสมัยก่อน มันเป็นความสัมพันธ์กับประชาชนอีกแบบ เป็นตัว ส.ส. เป็นบ้านใหญ่ ตัวต่อตัว ที่ดูแล (ประชาชน) มันเป็นการเมืองเชิงบุคคลแข็งแรงกว่าพรรค

“จริงๆ ที่นั่ง ถ้าสมัยเดิม ไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทย ก่อนจะกลายมาเป็นพรรคอันดับสองอันดับสาม เมื่อก่อน เวลาไทยรักไทยชนะ คือได้เสียงเกินครึ่งหรือเฉียดครึ่ง ครั้งนี้ภูมิใจไทยก็ไม่ถึงกับ ‘แลนด์สไลด์’ ในความหมายแบบเดิม ที่เราเคยพูดว่าไทยรักไทยแลนด์สไลด์ (ครั้งนี้ภูมิใจไทย) ได้ 194 ที่นั่ง

“แล้ว (ภูมิใจไทย) ก็ไม่ใช่พรรคที่ใช้นโยบายนำ เพราะนโยบายที่เขาส่ง กกต.เป็นนโยบายที่น้อยกว่าพรรคอื่นอีก หลวมๆ ไม่ต้องขายนโยบาย นโยบายคืออะไรไม่ขาย นอกจาก ‘คนละครึ่งพลัส’ เรื่องยกเลิกเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา แล้วก็ไม่ไปดีเบต

“ภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับหนึ่งพรรคแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เราใช้ระบบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็นต้นมา ที่พรรคใหญ่อันดับหนึ่งชนะแต่ ส.ส.เขต แต่ไม่ชนะปาร์ตี้ลิสต์ ปาร์ตี้ลิสต์เขาได้แค่ 5 ล้านกว่า (เสียง) แล้วแพ้พรรคประชาชนเยอะ ประชาชนได้เกือบ 10 ล้าน ก็ห่างกัน 4-5 ล้าน

“ปกติ พรรคอันดับหนึ่งในการเมืองไทยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย จนมาถึงก้าวไกลในครั้งที่แล้ว พรรคอันดับหนึ่งเป็นพรรคที่ต้องครองใจคนทั้งสองระบบ ชนะ ส.ส.เขต ได้มากที่สุด และชนะปาร์ตี้ลิสต์ด้วย เพราะมันขายนโยบาย ขายอุดมการณ์

“แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยที่พรรคอันดับหนึ่งไม่ชนะปาร์ตี้ลิสต์ หมายความว่าอย่างไร ก็คือคุณไม่ครองใจคน ในแง่ความนิยมพรรค พรรคคุณไม่ได้เป็นพรรคที่เป็นที่นิยมที่สุด แต่ ส.ส.เยอะที่สุด เพราะบ้านใหญ่เขาประสบความสำเร็จในการทำยุทธศาสตร์”

การเมืองไทย 2569 ไม่ใช่สองนครา

“การเมืองไทย มันไม่ได้กลับไปสองนครา ตรงนี้อาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย แกก็พูดถึงบ้างแล้ว เคยเขียนบทความ และมีนักวิชาการฝรั่งเขาเคยทำข้อมูลตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

“ถ้าเรามาดูจริงๆ มันไม่ใช่สองนครา เพราะบัตรปาร์ตี้ลิสต์ คนชนบทตั้งแต่ครั้งที่แล้วก็เลือกก้าวไกลไม่ต่างจากคนเมือง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน (พรรค) ประชาชน คะแนนเขตแม้ว่าจะแพ้เยอะ แต่ปาร์ตี้ลิสต์เขายังมาเป็นกอบเป็นกำ ในเขตชนบทก็ได้

“พูดง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าสำหรับบัตรปาร์ตี้ลิสต์ การเลือกพรรค คนชนบทกับคนเมืองไม่ต่างกันเลยในการตัดสินใจ มันไม่มีความแตกต่าง เราบอกไม่ได้ว่ามีสองนคราในบัตรปาร์ตี้ลิสต์ คือมันมาบรรจบกัน คนเมือง-คนชนบท ในส่วนของพรรคที่ชอบ เขาอยากได้พรรคแบบนี้แหละ พรรคที่เป็นเชิงนโยบาย พรรคที่มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนประเทศ

“ถ้าเราไปดู มีข้อมูลน่าสนใจ อย่างพรรคกล้าธรรม ไปดูเขตเลือกตั้งของเขา มี 34 เขตที่เขาได้ ส.ส. แต่ในเขตนั้น พรรคประชาชนชนะปาร์ตี้ลิสต์ ในเขตที่กล้าธรรมมาแรงๆ ได้ ส.ส.เขต แต่คนไม่เลือกพรรคกล้าธรรมในบัญชีรายชื่อ ก็คือเทคะแนนให้ประชาชน ประชาชนครองแชมป์ปาร์ตี้ลิสต์

“ภูมิใจไทยก็เป็นอย่างนี้เยอะ เขตที่ภูมิใจไทยได้ ส.ส.เขต แต่คนไปเลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาชน โดยเฉพาะภาคอีสาน ฉะนั้น ในแง่นี้ มันไม่ใช่สองนคราแบบขาว-ดำ คนเมืองกับคนชนบท

“เพราะพูดง่ายๆ คนชนบทนี่ซับซ้อน เขาฉลาด เขาโหวตเชิงยุทธศาสตร์ ก็คือ ส.ส.เขตเอาแบบหนึ่ง เอาไว้ดูแล พวกใจถึงพึ่งได้ พวกแบบ ส.ส.บ้านใหญ่อุปถัมภ์ แต่พรรค เขาก็อยากได้พรรคที่สร้างความเปลี่ยนแปลง พรรคที่เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตรงนี้มันจึงไม่ใช่สองนคราแบบเดิม แบบที่อาจารย์เอนก (เหล่าธรรมทัศน์) ว่าไว้

“ขณะเดียวกัน คนกรุงเทพฯ ก็ไม่ใช่แบบเดิม สมัยก่อน ทฤษฎีสองนคราคือ คนกรุงเทพฯ รังเกียจนักการเมือง เกลียดการเมือง ชอบทหาร ถ้ามีการรัฐประหารก็ยินดี ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่ คนกรุงก็เปลี่ยนไป

“กลายเป็นว่าพื้นที่เมืองส่วนใหญ่ หรือกรุงเทพฯ เอง คนเลือกพรรคนี้ โดยที่รู้ด้วยว่าพรรคนี้มันต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจนำ ต้องการปฏิรูปการเมือง

“พูดง่ายๆ คนกรุงเอง ก็ไม่ใช่คนกรุงเหมือนสมัยที่อาจารย์เอนกเขียนสองนคราประชาธิปไตย ตอนนี้กลายเป็นคนกรุงเขาเข้าใจแล้วว่า การเลือกตั้งมันคือคำตอบ อย่างไรก็ต้องอยู่ในกรอบประชาธิปไตย เล่นไปตามกติกา คนกรุงหัวก้าวหน้าขึ้น เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยมากขึ้น”

ระวังไทยจะซ้ำรอยฟิลิปปินส์!

“ฟิลิปปินส์นี่ ส.ส. 80 เปอร์เซ็นต์มาจากบ้านใหญ่ เราเรียกว่าเป็นการเมืองแบบ ‘บ้านใหญ่อุปถัมภ์ครอบงำตลอดกาล’ (dynastic politics) มันเป็นอย่างนี้มาตลอด

“เพราะฟิลิปปินส์ พรรคการเมืองอ่อน คุณมีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง แต่สถาบันพรรคการเมืองอ่อนหมด พรรคไม่มีความหมายเลย ยุบและย้ายกันตลอด ไม่มีอุดมการณ์ คนก็ไม่เลือกที่พรรค (แต่) เลือกที่ใครดูแลอุปถัมภ์ได้ดีกว่ากัน

“บวกกับฟิลิปปินส์เป็นสังคมที่คนจนเยอะมากและเหลื่อมล้ำสูง ปฏิเสธไม่ได้ พอสังคมที่เหลื่อมล้ำสูง คนต้องปากกัดตีนถีบ ใช้ชีวิตอยู่รอดวันต่อวัน การจะไปคิดถึงนโยบายและการเปลี่ยนโครงสร้างระยะยาว มันยาก มันก็ต้องเลือกคนที่จะดูแลเขา ให้ชีวิตเขาไปรอด

“สังคมที่เหลื่อมล้ำสูงแบบนั้น แล้วพรรคการเมืองอ่อนแอ บ้านใหญ่ก็จะครอบงำตลอด อันนี้คือการเมืองแบบฟิลิปปินส์ เป็นแบบนี้ โอกาสที่จะเปลี่ยนมันก็ยาก

“ผมกลัวตรงนี้แหละ ที่เราจะกลายเป็นฟิลิปปินส์ ตอนนี้ในแง่เศรษฐกิจ-การพัฒนา เราเป็นแล้ว เพราะคำว่า ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เดิมเป็นคำที่เขาเรียกฟิลิปปินส์ พวกนักข่าวต่างประเทศ นักวิเคราะห์ เขาเรียกฟิลิปปินส์ จากประเทศที่เคยรุ่งโรจน์ เคยมีระดับการพัฒนาดีกว่าเราด้วยซ้ำ การศึกษาก็ดีกว่า แต่ตั้งแต่การเมืองเป็นแบบนี้มา 4-5 ทศวรรษแล้ว มันก็กลายเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย

“การเมืองแบบนี้มันไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ เพราะขึ้นชื่อว่า ‘นักการเมืองบ้านใหญ่’ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ไทยหรือฟิลิปปินส์ เขาไม่ได้มีวิสัยทัศน์อะไรระยะยาว แล้วเขาไม่ต้องผลักดันการพัฒนาในเชิงนวัตกรรม การเปลี่ยนประเทศในเชิงโครงสร้าง เพราะถ้าเปลี่ยนไปมาก เขาจะเสียอำนาจด้วยซ้ำ

“การเมืองบ้านใหญ่มันอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงสังคม เศรษฐกิจ การเมืองให้มันไม่เปลี่ยน เพราะถ้ามันเปลี่ยน ถ้าชนบทเปลี่ยน ถ้ามีการกระจายอำนาจ เศรษฐกิจเจริญขึ้น การศึกษาดีขึ้น ทุกอย่างพัฒนาขึ้น โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ไอ้การอุปถัมภ์แบบฝากลูกหลานเข้าโรงเรียน ฝากงาน ฝากพ่อแม่ที่เจ็บป่วยลัดคิวเข้าโรงพยาบาลรัฐ มันจะไม่ค่อยมีอิทธิพลเท่าไรแล้ว มันจะไม่มีความหมาย

“ดังนั้น การเมืองบ้านใหญ่คือการเมืองที่ ‘ตรึงสภาพ’ ให้มันอยู่แบบเดิม ในจังหวะของเขา ในสังคมของเขา ทีนี้ถ้าบ้านใหญ่มาครอบงำประเทศด้วย มามีอำนาจสูงสุด แล้วตอนนี้คุม ส.ว.ด้วยนะ คุมองค์กรอิสระ คุมทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ไอ้สภาพที่เขาตรึงไม่ให้ชนบทพัฒนา มันจะถูกนำมาใช้กับระดับประเทศเหมือนกัน

“ประเทศก็จะถูกตรึงกับ ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ มันก็ยากที่จะเติบโตต่อไป ที่จะออกจากกับดักนี้ ไอ้ตรงนี้ผมกลัวกว่าประเทศเป็นอนุรักษนิยมฝ่ายขวาอีก”

https://www.youtube.com/watch?v=f37eEPI_WBs


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_882669