.jpeg)
Ronnakorn Bunmee
Yesterday
·
[มาตรา 112 และพระมหากษัตริย์ในอดีต]
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 7755/2568 ว่า "พระมหากษัตริย์" ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ด้วย ดังนั้นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายอดีตพระมหากษัตริย์ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วย
คำพิพากษานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาลฎีกาได้วางหลักเช่นนี้ ก่อนหน้านั้นได้เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6374/2556 ได้วางหลักเดียวกันไว้นี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเอาคำพิพากษาสองฉบับนี้มาเทียบกัน เราจะเห็นความแตกต่างอยู่บ้าง ดังนี้
1. แนวคำอธิบายทางตำราแต่เดิม
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อดีตองคมนตรี อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตประธานวุฒิสภา และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายว่าพระมหากษัตริย์ "หมายความถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันในขณะมีการกระทำผิด มิฉะนั้นจะกลายเป็นความผิดต่อในประวัติศาสตร์ด้วยโดยไม่มีขอบเขต"
เนื่องด้วยเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล และมีตรรกะทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทำให้คำอธิบายลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏต่อเนื่องมาในตำรากฎหมายหลาย ๆ เล่ม ไม่ว่าจะเป็นเล่มของ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร (อดีตอัยการสูงสุด) ศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ (อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์- โดยมีผมเป็นผู้เขียนร่วม) และศาสตราจารย์ ดร.คณพล จันทร์หอม (ศาสตราจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นต้น
2. ในอดีตกฎหมายลักษณะอาญา ที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2500 ได้เคยมีมาตรา 99 และมาตรา 100 ที่บัญญัติคุ้มครองอดีตพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ "ในอดีต" อย่างชัดเจน แต่บทบัญญัตินั้นถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2478 หรือ 22 ปีก่อนที่กฎหมายลักษณะอาญาจะถูกยกเลิก โดยเหตุผลที่ระบุไว้ในกฎหมายตอนที่มีการยกเลิก 2 มาตราดังกล่าวคือ "เพื่อให้เหมาะสมกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" และแม้ภายหลังได้มีการตราประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมาใหม่ บทบัญญัติในลักษณะดังกล่าวที่คุ้มครองพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นนั้น ก็ไม่ได้กลับมาปรากฏอีก
การที่มาตรา 99 และมาตรา 100 ได้ถูกยกเลิกไป และไม่ได้นำกลับมาบัญญัติใหม่นั้น ถ้าอ่านจากคำอธิบายของศาสตราจารย์เอช เอกูต์ นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส และผู้บรรยายกฎหมายลักษณะอาชญาเมื่อแรกตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก็จะพบว่าแต่เดิมในสมัยที่ประเทศไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การคุ้มครองพระบรมราชตระกูลนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีลักษณะพาดพิงไปถึงพระราชตระกูลย่อมมีลักษณะพิเศษกว่าอย่างอื่น แต่เมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจจำกัดตามรัฐธรรมนูญ แม้เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่กฎหมายอาญาจะคุ้มครองพระมหากษัตริย์สูงกว่าประชาชน หรือเจ้าพนักงานอื่นทั่วไป เพราะการกระทำต่อพระองค์ หาใช่เป็นเพียงการกระทำต่อตัวพระองค์ในฐานะบุคคลเท่านั้นไม่ หากแต่ย่อมเป็นการกระทำกระเทือนต่อสภาพแห่งรัฐเอง ซึ่งหลักการดังกล่าวย่อมใช้อธิบายได้กับรัชทายาท ผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์เป็นพระราชองค์ต่อไป และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ถือเป็นผู้แทนทำหน้าที่ทางการแทนพระองค์ และยังอาจรวมถึงพระราชินีด้วย แต่หลักการดังกล่าวไม่สามารถขยายไปยังบุคคลอื่นใดไม่ว่าจะมีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับพระมหากษัตริย์มากเพียงใดก็ตาม เพราะไม่ได้มีสถานะเป็นสภาพแห่งรัฐแต่ประการใด
จึงน่าคิดว่าแล้วพระมหากษัตริย์ในอดีตยังทรงมีสถานะแห่งรัฐที่ยังคงได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษด้วยหรือไม่
3. คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6374/2556
คำพิพากษานี้ เป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับแรกที่วินิจฉัยว่าการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ไม่ว่าพระองค์ใด จะพระองค์ปัจจุบัน หรือพระองค์ก่อน ๆ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 112 โดยศาลให้เหตุผลหลักสองประเด็น
3.1 มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ศาลเห็นว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ปกครองประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้รับความเคารพสักการะทั้งในทางกฎหมายและความเป็นจริง ดังนั้นมาตรา 112 จึงคุ้มครองไปถึงกษัตริย์ทุกพระองค์แม้จะสวรรคตไปแล้ว เพราะไม่ว่าการกระทำต่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใดก็เป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
3.2 ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ศาลฎีกาในคดีนี้ยังชี้อีกว่า การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนั้นย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน หากตีความอย่างเคร่งครัดว่าคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่กำลังครองราชย์อยู่ จะก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย เป็นช่องทางให้เกิดการล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันผ่านการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ในอดีตที่สืบสายพระโลหิตต่อกันขึ้นไป
จากคำพิพากษานี้ จึงไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลใช้ทั้งสองเหตุผลประกอบกัน หรือเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งโดยลำพังก็เพียงพอที่จะเอาผิดการดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าใช้เหตุผล 3.1 เพียงลำพังก็จะย้อนไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตก่อนราชวงศ์จักรีได้ ซึ่งน่าคิดต่อว่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักรโบราณใดบ้างที่รวมกันเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งก็จะมีปัญหาในการตีความมากพอสมควร โดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่าต้องตีความว่าศาลใช้เหตุผลทั้ง 3.1 และ 3.2 อย่างประกอบกัน กล่าวคือในความเห็นของศาลฎีกาในคดีนี้มาตรา 112 คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีการสืบสายพระโลหิตต่อเนื่องกันกับพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน
4. คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 7755/2568
ในคำพิพากษานี้
4.1 ศาลฎีกาได้เดินตามรอยคำพิพากษาเมื่อปี 2556 โดยอธิบายแง่มุมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าการกระทำต่อพระมหากษัตริย์ไม่ว่าพระองค์ใดเป็นการกระทำต่อความมั่นคงของรัฐ (เหตุผลเดียวกับ 3.1) อย่างไรก็ตามศาลฎีกาในคดี 7755/2568 กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องการสืบสายโลหิตโดยตรงแบบที่ 3.2 ทำไว้แต่ประการใด แต่
4.2 ศาลกลับอธิบายเจาะจงถึงเรื่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย และการที่รัฐกำหนดให้วันคล้ายวันสวรรคตเป็นวันหยุดราชการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ยังมีอยู่อย่างแน่นแฟ้น ดังนั้นการดูหมิ่นพระองค์แม้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน นำไปสู่ความไม่พอใจ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้
ผมเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงดังกล่าวใน 4.2 และคิดว่าเป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าประชาชนคนไทยรักและเคารพต่อรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง แต่การที่ศาลฎีกาอธิบายเจาะจงลงไปที่รัชกาลที่ 9 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยเช่นเดิมว่า ท่อน 4.2 ของคำพิพากษานี้เป็นเพียงถ้อยคำเสริมที่ไม่ได้เป็นเหตุผลหลัก (obiter dictum) โดยเหตุผลจริง ๆ (ratio decidendi) ที่นำไปสู่การตัดสินคือข้อ 4.1 ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมว่าการที่พระมหากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐ การกระทำต่อพระองค์จึงเป็นการกระทำต่อความมั่นคง หรือไม่
ส่วนตัวผมเห็นว่าเหตุผล 4.2 เป็นเพียง obiter dictum เนื่องจากไม่ว่าศาลจะเห็นว่ารัชกาลที่ 9 ทรงมีคุณูปการพิเศษเพียงใด แต่หากศาลใช้ 4.2 เป็นเงื่อนไขจำกัด ก็ย่อมทำให้การคุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์จักรีอ่อนค่าลง ซึ่งดูขัดกับโครงอธิบายของ 4.1 ที่พูดในเชิงสถาบันโดยรวม
5. บทวิเคราะห์
5.1 บทวิเคราะห์ทางปฏิบัติ
ผมคิดว่า เราต้องอ่านคำพิพากษา 6374/2556 และ คำพิพากษา 7755/2568 ร่วมกันไม่แยกส่วน โดยอธิบายว่าแม้ในทางตำรา นักกฎหมายจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว
(1) ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาเป็นแนวทางอย่างน้อยสองคดีแล้วว่า มาตรา 112 คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ด้วย อย่างไรก็ตามอดีตพระมหากษัตริย์นี้ต้องเป็นอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่สืบสายพระโลหิตต่อเนื่องขึ้นไปกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน หาใช่รวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักรอื่น ๆ เช่นอาณาจักรธนบุรี อาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรอื่น ๆ แต่ประการใด และผมเห็นว่ายังไม่รวมถึงอดีตพระราชินีของอดีตพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ได้เกี่ยวพันทางสายพระโลหิตกับพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน
(2) เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของมาตรา 107-112 เท่านั้น กล่าวคือการตีความว่าบุคคลตามมาตราเหล่านี้รวมถึงบุคคลเหล่านี้ในอดีตด้วยนั้นจำกัดเฉพาะพระบรมราชตระกูลของประเทศไทยเท่านั้น เพราะเป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม จึงไม่อาจเอาเหตุผลนี้ไปขยายเพื่อคุ้มครอง “อดีต” ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 130-133 ได้ เช่นมาตรา 133 ก็คุ้มครองเฉพาะประธานาธิบดี Donald Trump แต่ไม่ย้อนไปคุ้มครองอดีตประธานาธิบดี Joe Biden และด้วยตรรกะเดียวกันมาตรา 133 ก็จะคุ้มครองเฉพาะ King Charles III แต่ไม่ได้คุ้มครองย้อนไปถึง Queen Elizabeth II หรือQueen Victoria ของสหราชอาณาจักร แต่ประการใด
(3) ตัวบทมาตรา 112 แม้จะถูกตีความว่าคุ้มครอง “อดีต” พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทด้วย แต่ตามตัวอักษรแล้ว บุคคลที่ได้รับความคุ้มครองก็ต้องเคยดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ดังนั้นผู้ที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรส บุตร-ธิดา ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท แต่ตัวเองไม่เคยเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112
5.2 บทวิเคราะห์ทางทฤษฎี
ผมเห็นว่าการที่ศาลฎีกาปรับใช้ทฤษฎีการตีความตามเจตนารมณ์ (teleological interpretation) เพื่อขยายความคุ้มครองของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญต่อรากฐานทางทฤษฎีกฎหมายอาญา โดยเฉพาะเมื่อนำมาทาบทับกับหลัก nullum crimen sine lege (ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย) ประเด็นทางวิชาการที่น่าวิเคราะห์มี 3 ประการหลัก ดังนี้
5.2.1 การปะทะกันระหว่าง "ความมั่นคง" และ "การตีความโดยเคร่งครัด" (strict construction)
หัวใจของหลัก nullum crimen sine lege คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด ห้ามมิให้มีการใช้กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง (analogy) หรือตีความขยายความที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเลือกที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดตามตัวอักษร โดยวางน้ำหนักไปที่ "ลักษณะความผิด" ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ศาลมองว่าเจตนารมณ์ในการป้องปรามการบ่อนทำลายสถาบันฯ และการรักษาความมั่นคงของรัฐ มีน้ำหนักเหนือกว่าการจำกัดความหมายของ "พระมหากษัตริย์" ไว้เพียงองค์ปัจจุบัน ในมุมมองทางทฤษฎี สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อกังวลว่า ศาลอาจกำลังทำหน้าที่สร้างหรือขยายฐานความผิดทางอาญาเสียเอง แม้ศาลจะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าศาลไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะตัวบทเองก็ไม่ได้เขียนจำกัดไว้ว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความชอบด้วยกฎหมาย
5.2.2 การเปลี่ยนผ่านสถานะของ "ผู้เสียหาย" ในความผิดฐานหมิ่นประมาท
ในโครงสร้างความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป ผู้เสียหายจะต้องเป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้ถึงการถูกละเมิดชื่อเสียง แต่ในบริบทของมาตรา 112 ศาลฎีกาได้เปลี่ยนผ่านธรรมชาติของความผิดนี้ จากการคุ้มครองเกียรติยศส่วนบุคคล ไปสู่การคุ้มครอง "ความรู้สึกของประชาชน" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ในฐานะองค์กรของรัฐ
รัฐจึงเข้ามาสวมสิทธิเป็นเสมือนผู้เสียหายในมิติของความมั่นคง การหลอมรวมนี้ทำให้หลักการพื้นฐานขององค์ประกอบความผิดถูกผลักออกจากเจตนาดั้งเดิมของกฎหมายหมิ่นประมาท ไปสู่มิติของการคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ (State Interest) ซึ่งถ้าวิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องยอมรับว่าพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เพียงบุคคลธรรมดา แต่มีสภาพแห่งรัฐอยู่ แต่ศาลควรจะต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบในการให้คำอธิบายที่กระจ่างแจ้งว่าการตีความนี้ขยายไปถึงกรณีใดบ้าง
5.2.3 ความชัดเจนของกฎหมาย (legal Certainty) และการเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม (fair warning)
เมื่อพิจารณาผ่านทฤษฎีกฎหมายอาญาในมุมมองแบบ common law ตามแนวคิดของ A.P. Simester กฎหมายอาญาที่ดีจะต้องทำหน้าที่เป็น "การเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม" (fair warning) ประชาชนต้องสามารถคาดหมายได้ (predictability) ว่าพฤติการณ์ใดล้ำเส้นขอบเขตของกฎหมาย เมื่อคำว่า "พระมหากษัตริย์" ตามความเข้าใจทั่วไปดั้งเดิมหมายถึงกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ การขยายบรรทัดฐานครอบคลุมไปถึงอดีตกษัตริย์ย่อมทำให้ขอบเขตของความผิดพร่ามัว ขาดหลักประกันความแน่นอนทางกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ตรรกะเบื้องหลังที่รัฐหรือศาลใช้รองรับการขยายความนี้ สามารถอธิบายได้ผ่าน Thin Ice Principle ซึ่งเคยวางหลักไว้ในคดีของอังกฤษ (เช่น Shaw v DPP) ว่าเมื่อจำเลยรู้อยู่แล้วว่ากำลังเหยียบจุดเปราะบาง ดังเช่นการที่จำเลยดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนเคารพสักการะ เป็นพฤติกรรมที่จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและจารีตของสังคมอย่างรุนแรง หรือมองได้ว่าเป็นสิ่งที่ "ผิด" ในทางศีลธรรมดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยได้สูญเสียความชอบธรรมที่จะอ้าง fair warning เมื่อจำเลยจงใจกระทำการที่หมิ่นเหม่ จำเลยย่อมรู้ตัวว่ากำลัง "สเก็ตอยู่บนน้ำแข็งที่บางมาก" ดังนั้น เมื่อศาลตีความกฎหมายครอบคลุมไปถึงการกระทำนั้น จำเลยจึงไม่อาจยกหลัก fair warning ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังได้ เพราะพฤติการณ์ตั้งต้นไม่ได้กระทำไปโดยใสสะอาดปราศจากมลทิน (blameless)
อย่างไรก็ตาม แม้หลักดังกล่าวจะอธิบายเหตุผลของฝั่งรัฐได้ดี แต่การใช้ Thin Ice Principle เพื่อลดทอนน้ำหนักของ fair warning ถือเป็นอันตรายต่อกฎหมายอาญาสมัยใหม่ เพราะอาจนำไปสู่เส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่าง "ศีลธรรม" กับ "กฎหมาย" เพราะหลักนิติรัฐเรียกร้องให้แยกแยะการกระทำที่ผิดจารีตสังคม ออกจากการกระทำที่เป็น "อาชญากรรม" กฎหมายอาญาที่มีโทษรุนแรงจำเป็นต้องมีเส้นขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ใช่ลงโทษเพียงเพราะจำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสม อีกทั้งพึงระลึกว่า fair warning มีไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ "สุจริตชน" ทราบขอบเขตเสรีภาพของตน หากอาณาบริเวณของกฎหมายถูกทำให้เป็นเพียงพื้นที่น้ำแข็งบางที่มองไม่เห็นรอยแยก การศึกษาประวัติศาสตร์หรือการแสดงความเห็นทางวิชาการโดยสุจริตย่อมถูกแช่แข็ง (chilled/chilling effect) ไปโดยปริยาย เพราะไม่มีใครมั่นใจได้ว่าตนเองกำลังเหยียบโดนจุดที่จะตกลงไปหรือไม่
6. ข้อเสนอแนะ
โพสต์นี้ของผมไม่ได้ชวนถกเถียงว่ารัฐควรขยายการคุ้มครองไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะผมเขียนมาหลายที่แล้วว่าไม่ควร แต่วันนี้ผมคิดว่าสายไปแล้ว รัฐโดยศาลฎีกาได้เลือกทางนี้แล้ว แต่ผมอยากชวนให้คิดว่าหากรัฐเห็นว่าควรต้องมีการคุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ในลักษณะเดียวกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน รัฐชอบที่จะตรากฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจน จะเขียนแบบมาตรา 99 และ มาตรา 100 ที่ยกเลิกไปแล้ว หรือจะเขียนแบบมาตรา 327 ในปัจจุบันก็ย่อมสามารถทำได้ แต่ควรต้องทำให้ชัดเจน เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้าใจอย่างแจ้งชัดว่าต่อไปนี้ทำกรณีไหนได้ และกรณีไหนไม่ได้บ้าง
...
Krirk Choupunyanon
อ่านแล้วมีขัอสงสัยเหมือนกันครับอาจารย์
ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อปี 2500
ส่วนนี้จะนำหลักที่ว่ากฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังมาอธิบายยังไงได้บ้าง
ถ้ามองตามหลักกฎหมายเคร่งครัดคือคุ้มครองพระมหากษัตริย์นับแต่วันที่ประมวลกฎหมายอาญามีผลบังคับใช้ (พ.ศ.2500) ซึ่งจะตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 9
แต่ข้อ 5(1) ศาลฎีกาตีความย้อนกลับถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์ ที่เสด็จสวรรคตก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญามีผลบังคับใช้ด้วย
เห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์ครับ ว่าควรกำหนดกฎหมายเฉพาะสำหรับอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์เป็นการเฉพาะเลย ซึ่งจะไม่ใช่การที่กฎหมายมีผลคุ้มครองย้อนหลังแต่จะเป็นการคุ้มครองในเชิงพระเกียรติยศ และในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ไม่ให้มีการบิดเบือน ส่วนผู้ใดที่ต้องการเผยแพร่พระราชประวัติก็ต้องมาขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะป้องกัน การนำชื่อเสียงพระเกียรติและพระนามไปแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ
https://www.facebook.com/RonnakornBunmee/posts/26010615888603817