
Sawatree Suksri
15 hours ago
·
คำถามว่า “มีทหารไว้ทำไม” เดิมคือการตั้งคำถามต่อ บทบาททางการเมืองของกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การทำรัฐประหารซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย
.
แต่ ปัจจุบัน มันถูกแปลงเป็น “วาทกรรมใหม่” ว่าเป็นการโจมตีทหารทั้งสถาบัน เพื่อทำให้ผู้ตั้งคำถามถูกมองเป็น “ภัยความมั่นคง” ลดทอนพื้นที่วิพากษ์ตรวจสอบกองทัพสร้างความชอบธรรมให้กองทัพ เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “เหยื่อ” หรือ “ผู้ถูกคุกคาม” แทน “ผู้คุกคาม”หรือ “ผู้ใช้อำนาจทางการเมือง”
.
กลไกทางการเมืองแบบนี้ เค้าเรียกว่า Discursive Shielding ฮะ หรือ ใช้ "วาทกรรมปกป้องเพื่อปิดการวิจารณ์อำนาจ" มันมายังไง…มันมาอย่างนี้
1) มันคือ การสร้างแนวคิดแบบ…ความเป็นทหาร เท่ากับ ความเป็นชาติ (Militarized Nationalism) ในประเทศไทย กองทัพถูกผูกโยงกับชาติ ความมั่นคง และแน่นอน ความจงรักภักดี จนทำให้การวิจารณ์ การเมืองของกองทัพ ถูกตีความ เป็นการวิจารณ์ ชาติ/ความมั่นคง ไปโดยปริยาย ทำให้ทหาร และกองทัพ กลายเป็น “สิ่ง หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ” อีกแห่งหนึ่ง ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ เพราะถูกวางให้สูงกว่าการเมืองปกติ
2. มันคือการที่ “กองทัพมักวางตัวเป็นผู้พิทักษ์ชาติ มากกว่า กลไกภายใต้รัฐบาลพลเรือน” ฮะ ที่ผ่านมาหลายคนอาจ/ต้องยอมรับบทบาทของเค้าในฐานะหน่วยปกป้องอธิปไตยและเขตแดนในกรณีของกัมพูชา ซึ่งเอาจริงๆ ก็ต้องบอกว่านั่นคือ “หน้าที่” ของ “ทหาร” จริงๆ ที่มันควรจะเป็น …แต่ถ้ามองลึกอีกนิด จะพบว่า มันมีกลิ่นอาย หรือการทำอะไรบางอย่างที่ล้ำหน้ารัฐบาลพลเรือนอยู่ การชื่นชมบทบาทด้วยมุมมองแบบนี้ มันเลยสร้าง การเมืองแบบผู้พิทักษ์ (Guardian Model) ที่อำนาจไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากการอ้างหน้าที่ปกป้องชาติ ซึ่ง “อันตรายต่อประชาธิปไตย” ในระยะยาว
3) เมื่อได้มายาคติแบบนี้มาแล้ว…กองทัพก็ปล่อย “กลไกสร้างศัตรูเพื่อรักษาอำนาจ” สิ่งที่ชัดเจนมากในช่วงนี้ ก็คือ มีความพยายามบิดทิศ หันมุม ทำให้ผู้ตั้งคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งมันเกิดขึ้น ในบริบทหนึ่ง (ด่าทหารพวกที่ทำรัฐประหารเท่านั้น) ให้กลายเป็นคำถามสำหรับอีกบริบทหนึ่ง (ผูกโยงกับบทบาทปกป้องอธิปไตย และเขตแดน) กลายเป็น “ศัตรูของทหาร” สร้างขั้วการเผชิญหน้า
ผลลัพธ์ก็คือ เปลี่ยนเป้าจาก “การตรวจสอบอำนาจ” เป็นความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ จากการ “วิจารณ์รัฐประหาร” กลายเป็น “การเกลียดทหาร” ซึ่งเป็น “เทคนิคทางการเมือง” ที่ทำให้สังคมโจมตีกันเอง แทนที่จะตรวจสอบโครงสร้างอำนาจ
ดังนั้น คนที่เจอสถานการณ์แบบนี้ ไม่ควรต้องไปต่อความยาวสาวความยืดให้มากความฮะ บอกแค่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” เค้าถามถึง “ทหารที่ทำรัฐประหาร” หรือคนที่เห็นด้วยให้ “ทหารมาทำรัฐประหาร” ไม่ได้ถามถึง ทหารที่ทำหน้าที่ของ “ทหารจริงๆ” แบบที่นานาอารยะประเทศเขาทำกัน
.....
Sawatree Suksri
Yesterday
·
"..น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า..คำสั่งทางทหารแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องปฏิบัติตาม คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจ และคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งห้ามปฏิบัติตามโดยเด็ดขาด หากผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ถือเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมาย ทหารไม่เพียงต้องไม่ยิง (ประชาชน) แต่ยังต้องแจ้งความ และดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชา.."
เรื่องนี้ อดีตเสธกิตติพงษ์ พูดมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ละฮะ...จริงๆ ระบบทหารเยอรมัน ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก เช่น เขาเคยเล่าให้ฟังว่า
"ทหารเยอรมันนั้น อำนาจมากับหน้าที่ ไม่ใช่มากับยศหรือตำแหน่ง...ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทหารได้รับมอบหมายให้เฝ้าสถานที่แห่งหนึ่ง และห้ามใครก็ตามเข้าไปตราบใดที่ไม่มีกฎ หรือระเบียบให้อำนาจหรืออนุญาต...เช่นนี้ ต่อให้ นายทหารยศใหญ่แค่ไหนจะมาสั่ง และเบ่งเพื่อจะเข้าไปในสถานที่นั้น นายทหารยศเล็กนั้นก็ห้ามได้...เพราะเขามีอำนาจในเรื่องนี้เหนือกว่านายทหารยศใหญ่ เป็นต้น"
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง "วินัยทหาร" แต่มันเป็น ปรัชญาการเมืองการปกครองที่ต้องการให้สถาบันทหารทำงานในกรอบที่กำหนดไว้โดยรัฐและกฎหมาย ไม่ใช่โดย “อำนาจบารมีของยศหรือตัวผู้นำ” และทหารก็เป็นเพียง "ผู้ใช้อำนาจแทนรัฐ" ไม่ใช่ "เจ้าของอำนาจ"
วัฒนธรรมแบบนี้เค้าเรียกว่า วัฒนธรรมรัฐธรรมนูญหลังสงคราม (1945) ที่ป้องกันการใช้ทหารหรือกองทัพเป็นเครื่องมือของผู้นำหรือชนชั้น และกองทัพเยอรมันก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่เน้นว่า
"ทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น"
และก็วัฒนธรรมแบบนี้แหละฮะ ที่ทำให้ ทหาร "กล้าปฏิเสธคำสั่ง" ที่ไม่อยู่ในขอบเขตของอำนาจหน้าที่ แม้จากผู้ที่มียศสูงกว่า
ดังนั้น ไม่ต้องไปไกลถึง คำสั่งให้เข่นฆ่าประชาชนหรอก.. เอาแค่ นายทหารยศใหญ่สั่งให้ไปทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน หรือ ฉีกรัฐธรรมนูญ นายทหารยศน้อย ก็ปฏิเสธและมีหน้าที่ต้องแจ้งความ แล้ว !
https://www.facebook.com/sawatree.suksri/posts/26019151004344152
"..น.ท.กิตติพงษ์ เล่าว่า..คำสั่งทางทหารแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องปฏิบัติตาม คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจ และคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งห้ามปฏิบัติตามโดยเด็ดขาด หากผู้บังคับบัญชาสั่งให้ยิงประชาชน ถือเป็นคำสั่งที่ขัดต่อกฎหมาย ทหารไม่เพียงต้องไม่ยิง (ประชาชน) แต่ยังต้องแจ้งความ และดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชา.."
เรื่องนี้ อดีตเสธกิตติพงษ์ พูดมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ละฮะ...จริงๆ ระบบทหารเยอรมัน ยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก เช่น เขาเคยเล่าให้ฟังว่า
"ทหารเยอรมันนั้น อำนาจมากับหน้าที่ ไม่ใช่มากับยศหรือตำแหน่ง...ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทหารได้รับมอบหมายให้เฝ้าสถานที่แห่งหนึ่ง และห้ามใครก็ตามเข้าไปตราบใดที่ไม่มีกฎ หรือระเบียบให้อำนาจหรืออนุญาต...เช่นนี้ ต่อให้ นายทหารยศใหญ่แค่ไหนจะมาสั่ง และเบ่งเพื่อจะเข้าไปในสถานที่นั้น นายทหารยศเล็กนั้นก็ห้ามได้...เพราะเขามีอำนาจในเรื่องนี้เหนือกว่านายทหารยศใหญ่ เป็นต้น"
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง "วินัยทหาร" แต่มันเป็น ปรัชญาการเมืองการปกครองที่ต้องการให้สถาบันทหารทำงานในกรอบที่กำหนดไว้โดยรัฐและกฎหมาย ไม่ใช่โดย “อำนาจบารมีของยศหรือตัวผู้นำ” และทหารก็เป็นเพียง "ผู้ใช้อำนาจแทนรัฐ" ไม่ใช่ "เจ้าของอำนาจ"
วัฒนธรรมแบบนี้เค้าเรียกว่า วัฒนธรรมรัฐธรรมนูญหลังสงคราม (1945) ที่ป้องกันการใช้ทหารหรือกองทัพเป็นเครื่องมือของผู้นำหรือชนชั้น และกองทัพเยอรมันก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่เน้นว่า
"ทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น"
และก็วัฒนธรรมแบบนี้แหละฮะ ที่ทำให้ ทหาร "กล้าปฏิเสธคำสั่ง" ที่ไม่อยู่ในขอบเขตของอำนาจหน้าที่ แม้จากผู้ที่มียศสูงกว่า
ดังนั้น ไม่ต้องไปไกลถึง คำสั่งให้เข่นฆ่าประชาชนหรอก.. เอาแค่ นายทหารยศใหญ่สั่งให้ไปทำรัฐประหารยึดอำนาจประชาชน หรือ ฉีกรัฐธรรมนูญ นายทหารยศน้อย ก็ปฏิเสธและมีหน้าที่ต้องแจ้งความ แล้ว !
https://www.facebook.com/sawatree.suksri/posts/26019151004344152