วันเสาร์, มกราคม 10, 2569

จับแล้ว พลเอก ฮาเวียร์ มาร์กาโน มือขวาที่มาดูโรไว้ใจที่สุด ถูกจับกุมในข้อหา "ขายชาติ" แอบส่งพิกัดลับที่อยู่ของประธานาธิบดีมาดูโรให้อเมริกา และแอบสั่งปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู


Tayo S Pasri
14 hours ago
·
พลเอก ฮาเวียร์ มาร์กาโน ทาบาตา เจ้ากรมข่าวกรองและผู้บัญชาการกองรักษาเกียรติยศประธานาธิบดี ถูกรวบตัวในข้อหา "กบฏต่อแผ่นดิน"
หลังพบหลักฐานการแอบส่งพิกัดที่ตั้งของประธานาธิบดีมาดูโรให้แก่สหรัฐฯ พร้อมแผนปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู

#กลายเป็นข่าวช็อกวงการความมั่นคง เมื่อ พลเอก ฮาเวียร์ ทาบาตา มือขวาที่มาดูโรไว้ใจที่สุด ถูกจับกุมในข้อหา "ขายชาติ" แอบส่งพิกัดลับของประธานาธิบดีให้ฝ่ายอเมริกา และแอบสั่งปิดระบบป้องกันทางอากาศเพื่อเปิดทางให้ศัตรู งานนี้ เดลซี โรดริเกซ ลงดาบเองเพื่อกวาดล้างสายลับในคราบคนสนิท
#การจับกุมครั้งนี้โชว์ให้เห็นว่า
เดลซี โรดริเกซ คือผู้คุมอำนาจตัวจริงที่กำลังจัดการ "กวาดบ้าน" ใครที่เริ่มไม่จงรักภักดีหรือเป็นเสี้ยนหนาม จะถูกกำจัดทิ้งทันที เรื่องนี้ตอกย้ำว่า ต่อให้มีอาวุธดีแค่ไหน ถ้าคนคุมระบบแอบเปิดประตูบ้านให้โจร ประเทศก็ล่มสลายได้ง่ายๆ นี่คือความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรองที่ปล่อยให้คนระดับสูงโดนซื้อตัว การจับพลเอกระดับบิ๊กมาประจาน คือการส่งสัญญาณเตือนทหารทุกคนว่า "ถ้าคิดจะขายชาติ จุดจบคือคุกหรือตาย" ต่อให้มียศใหญ่แค่ไหนก็ไม่ช่วยอะไร
#สิ่งที่ต้องจับตาต่อ!
-จะมีการกวาดล้างระลอกสองไหม? เพราะทาบาตาไม่น่าจะทำคนเดียว ต้องมีเครือข่ายลูกน้องในกองทัพคอยสนับสนุนแน่นอน!
เมื่อความไว้ใจพังทลาย การจัดระเบียบโครงสร้างความปลอดภัยใหม่ทั้งหมดจึงเลี่ยงไม่ได้ เพราะ
"อาวุธที่น่ากลัวที่สุดคือใจคนทรยศที่ยอมขายวิญญาณให้ศัตรู"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10214674028159690&set=gm.1195237769431248&idorvanity=849053944049634







https://x.com/luisuhjrebelde/status/2008857827872530714

.....


Tayo S PasriWorld Military and Political (การทหารและการเมืองโลก) V2
January 7
·
เวเนซุเอลา ประกาศไว้อาลัย7วันเพื่อเป็นเกียรติแก่ "ผู้พลีชีพรุ่นเยาว์" ที่ปกป้องมาดูโร
เวเนซุเอลา! พิธีศพเหยื่อกระสุนอเมริกา 80 ชีวิตสังเวยปฏิบัติการ "โจรสลัด" บุกปล้นอธิปไตย ลักพาตัวผู้นำ

รัฐบาลประกาศไว้อาลัยทั่วประเทศ 7 วัน เพื่อส่งดวงวิญญาณ "เยาวชนผู้พลีชีพ" และเจ้าหน้าที่ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากการรุกรานของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในปฏิบัติการที่ถูกประณามว่าเป็น "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"

ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 80 ราย ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังสนั่นเหนือน่านฟ้าการากัสและรัฐใกล้เคียง
หนึ่งในเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจที่สุดคือการจากไปของ Rosa Elena González หญิงชราวัย 80 ปี ในเมืองลาไกวรา เธอเสียชีวิตคาบ้านพักหลังจากขีปนาวุธของสหรัฐฯ พุ่งเป้าโจมตีอาคารพักอาศัยของพลเรือนจนพังยับเยิน

ภาพถ่ายของเธอท่ามกลางซากปรักหักพังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายที่ "ผู้รุกราน" มอบให้แก่ผู้บริสุทธิ์
สังเวย 80 ศพ เพื่อ "การลักพาตัว" ประธานาธิบดี ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโจมตีทางทหาร แต่คือการ "ลักพาตัว" ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภริยา ซิลเลีย ฟลอเรส ไปจากแผ่นดินเกิดอย่างผิดกฎหมายสากล มาดูโรถูกคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ผ่านรูปปั้นเทพีเสรีภาพมุ่งหน้าสู่แมนฮัตตัน ซึ่งเขาประกาศต่อศาลว่าเป็น "เชลยศึก" ที่ถูกอุ้มหายมาอย่างไร้หลักมนุษยธรรม

#ในขณะที่สื่อตะวันตกบางสำนักพยายามชูประเด็นเรื่องการ "เปลี่ยนผ่านการเมือง" แต่บนท้องถนนในการากัสกลับมีแต่เสียงร่ำไห้ของครอบครัวทหารเกณฑ์ 24 นาย และอาสาสมัครที่พยายามปกป้องอธิปไตยด้วยมือเปล่าและอาวุธที่เทียบกันไม่ได้
"พวกเขาก็มีคนที่เขารัก มีลูก มีครอบครัวอยู่ข้างหลัง" คือเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในเขต Catia La Mar ที่ต้องเห็นเพื่อนบ้านถูกลูกหลงจากระเบิดที่อเมริกาอ้างว่า "แม่นยำ" แต่กลับพรากชีวิตคนแก่และผู้บริสุทธิ์ไปอย่างเลือดเย็น

#ในขณะที่ชาวเวเนซุเอลากำลังฝังศพผู้เสียชีวิต ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับแถลงการณ์ถึงการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมัน 30-50 ล้านบาร์เรล ยิ่งตอกย้ำว่าหยาดเลือดของชาวเวเนซุเอลา 80 ชีวิต เป็นเพียง "ราคา" ที่อเมริกายอมจ่ายเพื่อความโลภของตนเอง

https://www.facebook.com/photo?fbid=10214666564773110&set=gm.1194172406204451&idorvanity=849053944049634