วันพฤหัสบดี, มกราคม 15, 2569

เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟที่สีคิ้ว โคราช เสียชีวิตเพิ่มเป็น 32 ราย เรารู้อะไรแล้วบ้าง ?

เกิดเหตุเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี ที่บริเวณบ้านถนนคต อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา


14 มกราคม 2026

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (14 ม.ค.) เกิดเหตุเครนที่ใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ – อุบลราชธานี ที่บริเวณบ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนเกิดเหตุเพลิงไหม้ตู้โดยสารบางส่วน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 32 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 64 ราย

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ณ เวลา 17.20 น. ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 32 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล และยังมีผู้สูญหายอีก 3 ราย

ส่วนผู้บาดเจ็บ 64 ราย เป็นผู้บาดเจ็บที่มีอาการสาหัส 7 ราย บาดเจ็บปานกลาง 19 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 38 ราย โดยทั้งหมดได้รับการดูเเลเรียบร้อยเเล้ว

ทั้งหมดเข้ารักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3 แห่ง ได้แก่ รพ.สีคิ้ว 56 ราย และ รพ.สูงเนิน 8 ราย

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 มีผู้โดยสารและพนักงานรวมทั้งสิ้น 195 คน โดยเป็นจำนวนที่นับตามผังที่นั่งของขบวนรถ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยืนยันตัวบุคคล และดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ

จุดเกิดเหตุเครนก่อสร้างตกทับรถไฟเป็นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน โโยเป็นช่วงที่ดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)


เจ้าหน้าที่ร่วมกันกู้ซากตู้ขบวนรถไฟ และเร่งค้นหาผู้ที่ยังสูญหาย เมื่อเวลา 15.30 น.

รถไฟขบวนที่เกิดเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

รถไฟขบวนที่เกิดเหตุถูกเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับ เป็นรถด่วนพิเศษดีเซลรางปรับอากาศ (สปรินเตอร์) ขบวนที่ 21 ที่ออกเดินทางจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์สู่ปลายทาง จ.อุบลราชธานี

เว็บไซต์ข่าวผู้จัดการและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานว่า ก่อนเกิดเหตุรถไฟขบวนนี้ออกจากสถานีหนองน้ำขุ่น 09.13 น.โดยเหตุเกิดช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่นกับสถานีสีคิ้ว

เหตุเกิดขณะที่ขบวนรถกำลังจะเข้าสถานีสีคิ้ว บริเวณกิโลเมตรที่ 220 หลัก 9 หมู่ 11 บ้านถนนคต ทำให้มีตู้โดยสารตกราง 1 ตู้ และเกิดเพลิงไหม้อีก 1 ตู้

ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและคนทำงานที่โดยสารมาตั้งแต่สถานีปากช่อง เพื่อไปเรียนและทำงานในต่างอำเภอ

เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและไม่ได้รับบาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุแล้วทั้งหมด ตามการเปิดเผยของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเวลา 11.45 น. ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกส่งมาที่โรงพยาบาล 55 รายโดยผู้ประสบเหตุที่อายุน้อยที่สุดคือเด็กอายุ 1 ขวบ และผู้ที่มีอายุมาก คือผู้สูงวัยอายุ 59 ปี โดยส่วนมาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและอยู่ระหว่างพักสังเกตอาการ

เจ้าหน้าที่ระบุด้วยว่าส่วนผู้บาดเจ็บอาการสาหัสได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น 6 ราย แบ่งเป็นโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 5 ราย และอีก 1 รายถูกส่งไปที่โรงพยาบาลเทพารักษ์


จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 32 ราย ตามการรายงานของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเวลา 17.20 น. วันนี้ (14 ม.ค.)

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข เปิดแถลงข่าวเมื่อเวลา 13.30 น. โดย นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่าผู้บาดเจ็บที่มีอาการรุนแรงบางส่วนจำนวน 6 ราย ได้ถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

โฆษกกระทรวงสาธารณสุขระบุด้วยว่า ผู้บาดเจ็บรุนแรงส่วนใหญ่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ ใบหน้า ทรวงอก กระดูกไหปลาร้า มีภาวะลมออกจากเยื่อหุ้มปอด กระดูกหักบริเวณขา เป็นต้น โดยในกลุ่มผู้บาดเจ็บรุนแรงมีตั้งแต่เด็กหญิงอายุ 1 ปี บาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะหลายส่วนไปจนถึงผู้สูงอายุ 85 ปี

"เราเตรียมศัลยแพทย์ทางสมอง ห้องรักษาผู้ป่วยหนักไอซียู และวอร์ดดูแลผู้บาดเจ็บไม่ต่ำกว่า 20 เตียงในโรงพยาบาลต่าง ๆ พร้อมด้วยคลังเลือดอย่างเต็มที่" นพ.เอกชัย กล่าว

นาทีเกิดเหตุ มีข้อมูลอะไรแล้วบ้าง

พ.ต.อ.ธัชพล ชิณวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เปิดเผยกับบีบีซีว่าเหตุโศกนาฏกรรมเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับรถไฟ เกิดจากตัวเครนก่อสร้างถล่มลงมาในจังหวะที่ขบวนรถไฟเคลื่อนผ่าน

ก่อนหน้านี้ มีรายงานจากสื่ออย่างน้อยสองแห่ง เช่น บางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น รายงานว่าจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเครนก่อสร้างได้หล่นลงมาขวางรางรถไฟ ในขณะที่ขบวนรถไฟที่เกิดเหตุวิ่งมาด้วยความเร็วสูงพอดี จึงพุ่งชนเครนอย่างรุนแรง และเป็นเหตุให้เครนและชิ้นส่วนก่อสร้างด้านบนร่วงลงมาทับขบวนรถไฟซ้ำอีก ส่งผลให้รถไฟตกรางและมีผู้โดยสารเสียชีวิตและบาดเจ็บ



รายงานข่าวจากไทยรัฐออนไลน์เปิดเผยคำบอกเล่านาทีเกิดเหตุจากนายธีระศักดิ์ วงศ์สูงเนิน พนักงานขบวนรถ

นายธีระศักดิ์เปิดเผยว่า ขบวนรถไฟเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 6.10 น. โดยมีปลายทางคือ จ.อุบลราชธานี โดยมาถึงจุดเกิดเหตุในเวลาราว 9.10 น. ขณะเกิดเหตุเขาอยู่บนรถไฟที่วิ่งมาด้วยเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเครนก่อสร้างรถไฟหล่นลงมาทับทำให้ตนและผู้โดยสารถูกกระแทกลอยขึ้นจากพื้นได้รับบาดเจ็บ เมื่อตั้งสติได้จึงรีบช่วยเหลือผู้โดยสาร ส่วนตู้โดยสารที่ 2 เกิดไฟลุกไหม้จึงไม่สามารถเข้าไปช่วยผู้โดยสารได้

เขาระบุว่าขบวนรถเดินทางมาทั้งหมด 3 ตู้โดยสาร ตู้ที่ 1 ปลอดภัย ส่วนตู้ที่เสียหายและมีผู้บาดเจ็บเป็นตู้ที่ 2 และ 3

ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนหนึ่งคือ มะลิวรรณ นาคโทน ครูจากโรงเรียนบ้านถนนคต (ศรีวิทยาคาร)

เธอเล่าวินาทีตอนเกิดเหตุเครนถล่มให้บีบีซีไทยฟังว่าเห็นจังหวะก่อนที่เครนจะร่วงลงมา โดยเห็นว่ามีเศษปูนค่อย ๆ ร่วงลงมาก่อน จากนั้นเครนจึงไหลลงมากระแทกรถไฟที่กำลังวิ่งผ่าน

"ก่อนที่มันจะถล่มมันมีคล้ายเศษเล็ก ๆ ของแท่งปูนร่วงลงมาก่อน พอมันร่วงเสร็จ เครนก็ค่อยไหลลงมากระแทก แล้วมันถึงลงมาทับรถไฟ เวลาเกิดขึ้นไม่ถึง 1 นาทีเลย มันเร็วมาก พอจังหวะที่เศษปูนมันร่วงลงมา แล้วมันทำให้เครนมันเอียง เครนก็ไหลกระแทก แล้วก็ 'ตึ้ม' ทีเดียวเลย" เธอเล่า

มะลิวรรณ อธิบายต่อไปว่าหลังเจอนั้น เธอซึ่งตอนนั้นอยู่ที่โรงเรียนที่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุราว 200 เมตร เริ่มได้กลิ่นน้ำมันโชยมาจึงตัดสินใจโทรตามกู้ภัย

"จากนั้นกลิ่นน้ำมันก็โชยออกมา แล้วพอเราบอกพวกครูในโรงเรียนว่าเกิดเครนถล่ม เขาก็วิ่งไปดูก่อน แล้วเราค่อยโทรตามให้กู้ภัยมา" เธอบอก

หลังจากนั้น เธอและคุณครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนก็เริ่มอพยพนักเรียนออกไปยังจุดปลอดถัย

"จังหวะนั้นครูผู้ชายเขาก็ประเมิน แล้วก็โทรมาประสานว่าน้ำมันมันไหลออกเต็ม ให้พวกเราพาเด็กนักเรียนไปที่วัด แล้วก็ขยับรถไปที่วัดให้หมดเลยเพราะว่ากลัวมันจะเกิดการระเบิด" มะลิวรรณกล่าว


ตู้โดยสารบางส่วนของขบวนรถไฟเกิดไฟลุกไหม้หลังจากเครนขนาดยักษ์หล่นทับ

สื่อหลายสำนักยังรายงานปากคำของนายดาว บุญปัญญา ที่โดยสารมากับขบวนรถไฟที่ประสบเหตุ เขาเปิดเผยถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ตนโดยสายรถไฟจากดอนเมืองเพื่อที่จะเดินทางไป จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีอยู่ 3 ตู้โดยสาร ขณะเกิดเหตุตนหลับอยู่และได้ยินเสียงเครนตกใส่หลังคารถไฟ ก่อนที่หัวจักรรถจะดึงสายเครนจนทำให้ตู้รถไฟนั้นหลุดกระเด็นออกจากราง

ข้อมูลผู้ดำเนินการก่อสร้าง: อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์


อิตาเลียนไทยฯ ก่อสร้าง ช่วงสัญญา 3-4 จุดเกิดเหตุ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน ในจุดที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างตกลงมาทับขบวนรถไฟขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี นั้นอยู่ภายใต้สัญญาก่อสร้างไฮสปีดไทย-จีน สัญญาที่ 3-4 งานโยธาสำหรับช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.45 กม. ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งความคืบหน้าโครงการ ณ เดือน ธ.ค. 2568 อยู่ที่ 99.54%

การก่อสร้างจุดนี้เป็นส่วนหนึ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระยะที่ 1 (ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา) โดยเว็บไซต์ของโครงการระบุว่าเป็น "โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน"

นอกจากนี้บนเว็บไซต์ของโครงการยังระบุว่า อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ยังมีชื่อเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในอีก 2 สัญญา ได้แก่

สัญญา 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ก่อสร้างโดย กิจการร่วมค้าระหว่าง บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 เอ็นจีเนียริ่ง กรุ๊ป (CREC No.10) และสัญญา 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย ก่อสร้างโดย บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เช่นกัน

ไชน่า เรลเวย์ เป็นบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธา

บนเว็บไซต์ของโครงการรถไฟความเร็วสูง ระบุชื่อของบริษัทที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างงานโยธา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน โดยมีกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาบริหารโครงการ 4 ราย ได้แก่ เอพซิลอน, โชติจินดา คอนซัลแตนท์, เอ็มเอชพีเอ็ม และดับเบิลยูเอสพี (ประเทศไทย)

โครงการรถไฟ ไทย-จีน

เว็บไซต์ของโครงการระบุรายละเอียดของโครงการรถไฟความเร็วสูงสายนี้ว่า "เป็นโครงการเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา Belt and Road Initiative (BRI) ของสาธารณรัฐประชาชนจีน"

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2560 ให้ รฟท. ดำเนินโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร - หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) โดยเป็นการร่วมพัฒนาระหว่างประเทศในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งฝ่ายไทยรับภาระการลงทุนโครงการทั้งหมด และดำเนินการก่อสร้างงานโยธา และใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างและระบบรถไฟของจีน

โครงการเริ่มการก่อสร้างเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2560 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการ ใช้งบประมาณราว 179,412.21 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการภายในปี 2570

โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2557 ภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ในเวลานั้นรัฐบาลไทยและจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรางของประเทศไทยตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558-2565

หลังจากนั้นไทยและจีนได้มีการเจรจาข้อตกลงเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อเส้นทางจากจีน โดยมีลำดับเวลาและข้อสรุปในการก่อสร้างดังนี้
  • 19 ธ.ค. 2568 พิธีเริ่มต้นโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ที่สถานีเชียงรากน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
  • 23 มี.ค. 2559 ทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปว่าโครงการรถไฟไทย-จีน จะเป็นระบบรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
  • 4 ก.ย. 2560 ไทย-จีน ลงนามสัญญาการออกแบบรายละเอียดงานโยธาและสัญญาควบคุมงานก่อสร้างโยธา เส้นทางระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา
  • 21 ธ.ค. 2560 พิธีเริ่มการก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ณ มอหลักหิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ในขณะนั้น และนายหวัง เสี่ยวเทา รองผู้อำนวยการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน เป็นประธานในพิธี


อนุทินชี้เหตุครั้งนี้ต้องมีคนถูกนำมาลงโทษ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระบุว่าได้รับรายงานเรื่องเหตุเครนรถไฟฟ้าความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟและมีผู้เสียชีวิตแล้ว โดยเบื้องต้นทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว และผู้บาดเจ็บก็ถูกนำตัวไปรักษาพยาบาลแล้วเช่นกัน

นายกฯ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบอกด้วยว่าสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ยังไม่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดได้จากไม่กี่สาเหตุและเกี่ยวข้องกับความประมาท

"โครงการนี้มันก็หลายครั้งแล้ว เมื่อปีกว่า ๆ ที่แล้วก็มีเหตุการณ์อุโมงค์ถล่ม วันนี้ก็มีเรื่องของเครนล้มอีก ก็ต้องดูว่ามันมีการก่อสร้างที่มันผิดรูปแบบผิดขั้นตอนหรือเปล่า อุบัติเหตุแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการละเลยหรือข้ามขั้นตอน หรือทำอะไรที่มันไม่ตรงตามการออกแบบ หรือใช้วัสดุที่มันไม่ถูกต้อง อันนี้คือสิ่งที่ต้องไปดู ซึ่งภายในหนึ่งชั่วโมงไม่มีใครตอบได้" นายอนุทินกล่าว

เขาเสริมด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีผู้ถูกลงโทษและรับผิดชอบตามหลักการ "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" ที่หมายถึงการลงโทษคนผิด โดยไม่ช่วยพวกพ้อง

"ตอนนี้ทางการรถไฟมีผู้จัดการโครงการ มีฝ่ายวิศวกรรม เขาก็ต้องสอบสวน และผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบ ผู้ให้คำปรึกษา ถ้าจะบอกว่าใครผิดก็ผิดหมดล่ะครับ เมื่อกี้ผมก็บอกท่าน รมว.คมนาคมแล้วว่าเที่ยวนี้คนที่รับผิดชอบต้องถูกลงโทษ ยังไงก็ต้องมีคนรับผิดชอบในฐานะที่ควบคุมโครงการไม่ดี" นายอนุทินกล่าว

"ผมก็ยังไม่รู้ว่าผู้ว่าการรถไฟจะอยู่ได้หรือเปล่า เจองานอย่างนี้" เขาเสริม

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่ารัฐบาลต้องพิจารณาเปลี่ยนกฎหมายเรื่องการขึ้นบัญชีดำบริษัทผู้รับเหมา เพื่อป้องกันเหตุคล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต

"ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ตอนเป็นรัฐมนตรีคมนาคม ท่านก็บอกจะทำเรื่องสมุดพกความประพฤติผู้รับเหมา ผมเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง แต่ทำไมตอนนี้สมุดพกมันยังใช้ไม่ได้อยู่ หน่วยงานก็กลัวเดี๋ยวทำไปเดี๋ยวโดนฟ้องกลับ ผมว่าถึงเวลาแล้วในการเปลี่ยนกฎหมายเรื่องการขึ้นบัญชีดำ" นายอนุทินระบุ

การช่วยเหลือเยียวยา

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์หลังได้รับรายงานเหตุว่า รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และอธิบดีกรมราง กำลังเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้

นายพิพัฒน์แสดงความเสียใจกับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมแสดงความห่วงใยต่อผู้โดยสารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกคน

เขาเปิดเผยด้วยว่า เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมได้ประสานงานไปยังกระทรวงแรงงานแล้วเพื่อตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นผู้ใช้แรงงานหรือไม่ หากเข้าข่ายตามกฎหมายจะเร่งประสานสำนักงานประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน เพื่อให้การเยียวยาและช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและรวดเร็วที่สุด

ด้านนายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าการช่วยเหลือเยียวยาจะเป็นความรับผิดชอบของหลายภาคส่วน คือ การรถไฟฯ, บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง, และเงินทดรองราชการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยภายใต้กระทรวงมหาดไทย

สำหรับผู้โดยสารส่วนที่เหลือที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา ระบุว่าบางส่วนเลือกเดินทางกลับเองแล้ว แต่ยังมีอีก 63 คน ที่ยังไม่ได้เดินทางกลับ โดยการรถไฟจะจัดเตรียมรถบัสจำนวน 3 คัน เพื่อส่งผู้ได้รับผลกระทบกลับภูมิลำเนา

อิตาเลียนไทย ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ - พร้อมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ "แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง" ต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุเครนก่อสร้างตกทับขบวนรถไฟโดยสารบริเวณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา บริษัทพร้อมแสดงความรับผิดชอบและให้การช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเต็มที่

"บริษัทฯ พร้อมแสดงความรับผิดชอบที่จะให้การช่วยเหลือในการชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ และบริษัทฯ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว" แถลงการณ์ระบุ

นายกสมาคมวิศวกรฯ ชี้เป็นขั้นตอนก่อสร้างที่อันตราย ไม่ควรดำเนินการตอนรถไฟวิ่ง

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่าชิ้นส่วนที่ร่วงจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงมาทับรถไฟที่วิ่งอยู่ด้านล่าง คือ ฐานรองของโครงเหล็กเลื่อน ซึ่งในภาพข่าวคือชิ้นส่วนสีฟ้าโดยชิ้นส่วนนี้มีน้ำหนักราว 30 ตัน

"ตอนแรกมีข่าวว่าโครงเหล็กพัง จริง ๆ โครงเหล็กไม่ได้ร่วง แต่สีฟ้าที่คือฐานรองของมันต่างหากที่ร่วงลงมา คือโครงเหล็กต้องมีฐานรองที่ตั้งอยู่บนฐานปูน ตัวฐานรองสีฟ้าร่วงลงมาสองอัน อันหนึ่งอยู่ด้านหน้าสุดกับอีกอันที่อยู่ตรงกลาง กระแทกรถไฟที่กำลังวิ่งเข้ามาทางด้านล่าง" เขาอธิบาย

ศ.ดร.อมร อธิบายว่าขั้นตอนการเลื่อนโครงเหล็กไปจุดด้านหน้าเพื่อก่อสร้างในส่วนต่อไป ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อันตรายที่สุดในขั้นตอนการก่อสร้างและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

"กิจกรรมของการเคลื่อนตัวของโครงเหล็กไปด้านหน้า มันจะต้องมีการปลดชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน เพื่อที่จะย้ายฐานรองไปไว้ในช่วงถัดไป ตรงช่วงเคลื่อนย้ายฐานรอง ถ้ามันอยู่นิ่ง ๆ จะไม่ค่อยอันตราย แต่พอมันขยับเมื่อไหร่ ตรงที่ขยับจะต้องมีการปลดน็อตบางตัว ปลดจุดยึดบางตัว ตรงนี้ผมสงสัยว่ามันอาจจะพังร่วงลงมาตรงช่วงนี้ ถ้าขั้นตอนที่เขาทำมันไม่ถูกต้อง" ศ.ดร.อมรกล่าว

ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ต้องมีวิศวกรคอยกำกับอยู่หน้างาน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดอันตราย

"ต้องแยกออกมาว่ากิจกรรมไหนที่เป็นความเสี่ยงที่เราควบคุมได้ กิจกรรมไหนมีความเสี่ยงมากหรือน้อย ความเสี่ยงมากหมายถึงว่าต่อให้เราทำทุกอย่างดีแล้วก็ยังเกิดอุบัติเหตุได้ อันนั้นเราก็ต้องปิดรถไฟ [ข้างล่าง] ไม่ให้วิ่งในช่วงเวลานั้น เหมือนการก่อสร้างในพื้นที่เขตเมือง ที่ตอนกลางวันเขาจะไม่ให้ก่อสร้าง ให้ก่อสร้างในช่วงกลางคืน เหมือนพระราม 2" นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยอธิบาย

"การทำกิจกรรมเสี่ยงแปลว่าหน้างานจริงต้องมีวิศกรประจำคอยกำกับ เพราะเราจะปล่อยให้กิจกรรมเสี่ยง ๆ ทำโดยแรงงานไม่ได้" ศ.ดร.อมรระบุ

https://www.bbc.com/thai/articles/c0mk8xy1rwjo
.....

ภาพจากพันทิป
https://pantip.com/topic/43942337