
Songphon Thoetrattanakiat
14 hours ago
·
“เจ้ามือย่อมชนะเสมอ”: วันที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมาครองเกมการเมืองไทย (CNN )
ทักษิณ ชินวัตร: เมื่อบ้านเมืองคือเกมยาว และ “เจ้ามือ” ไม่เคยแพ้ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยวันนี้ถึงพลิกหน้ากระดานอีกครั้ง
เราต้องย้อนกลับไปที่คำถามง่าย ๆ คำหนึ่ง
ใครกันแน่ที่ชนะเกมนี้?
ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐี เจ้าของทีมฟุตบอลระดับโลก และ “พ่อ” ของตระกูลการเมืองที่ชนะเลือกตั้งแทบทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544
วันนี้เขานั่งมองเกมจากในเรือนจำ
และพรรคของเขาเพิ่งได้ผลเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์
หลายคนพูดเหมือนกันว่า
> “บ้านนี้เคยชนะทุกตา”
แต่การเมืองไทยสอนเราอีกบทหนึ่งว่า
“บ้านเมืองอาจเปลี่ยน แต่เจ้ามือไม่เคยแพ้”
---
ยุคของประชานิยม: เมื่อชนบทมีเสียงในต้นทศวรรษ 2000
ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพร้อมนโยบายที่ทำให้คนชนบท “รู้สึกว่าถูกมองเห็น”
30 บาทรักษาทุกโรค
กองทุนหมู่บ้าน
การพักหนี้เกษตรกร
ผมยังจำบทสนทนากับลุงคนหนึ่งที่ขอนแก่นได้
เขาพูดว่า
> “อย่างน้อยก็มีคนคิดถึงพวกเรา”
นั่นคือจุดเปลี่ยน
เพราะการเมืองไทยก่อนหน้านั้น ไม่ได้หมุนรอบเสียงของคนส่วนใหญ่ในชนบท
แต่ความนิยมมหาศาลก็ทำให้เขากลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อโครงสร้างอำนาจเดิม
ปี 2549 เขาถูกยึดอำนาจ
และวงจรความขัดแย้ง 20 ปีเริ่มต้นขึ้น
---
เกมยาวของฝ่ายอนุรักษนิยมนักวิชาการคนหนึ่งเคยบอกผมว่า
> “การเมืองไทยไม่ใช่เกม 4 ปี แต่มันคือเกม 40 ปี”
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็น:
การยุบพรรค
การรัฐประหาร
การตัดสิทธิ์นักการเมือง
การใช้กลไกทางกฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม
ฝ่ายอนุรักษนิยม — เครือข่ายทหาร ราชการ ธุรกิจ และกลุ่มจารีตนิยม — อาจดูเหมือนถอยบ้างเป็นระยะ
แต่สุดท้ายพวกเขา “ประคองโครงสร้าง” ไว้ได้เสมอ
และในการเลือกตั้งล่าสุด
พรรคของ ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นพรรคขนาดกลาง
ไม่ใช่เครื่องจักรการเมืองที่ไร้เทียมทานอีกต่อไป
เชียงใหม่ — บ้านเกิดของเขา — ไม่ใช่ฐานที่มั่นเหมือนเดิมแล้ว
นั่นไม่ใช่แค่ผลเลือกตั้ง
แต่มันคือสัญญาณทางจิตวิทยาการเมือง
---
ดีลที่แลกด้วยศรัทธา?ปี 2566 การกลับประเทศของทักษิณเกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคก้าวหน้าแรงจัด
หลายคนเชื่อว่ามี “ดีล” บางอย่าง
แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธ
พรรคของเขาจับมือกับฝ่ายที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง
จัดตั้งรัฐบาล
และผลักพรรคก้าวหน้าไปเป็นฝ่ายค้าน
ผมคุยกับเพื่อนวัยสามสิบคนหนึ่ง
เขาพูดสั้น ๆ ว่า
> “ผมไม่ได้โกรธนะ แต่ผมหมดศรัทธา”
ศรัทธาไม่พังเพราะความพ่ายแพ้
แต่มันพังเมื่อผู้สนับสนุนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองถูกใช้เป็น “หมากต่อรอง”
---
ยุคใหม่: เสถียรภาพมากขึ้น แต่ประชาธิปไตยน้อยลง?รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกมองว่า “เสถียรกว่า”
แต่คำถามคือ เสถียรภาพแลกกับอะไร?
พรรคภูมิใจไทยเติบโตจากกระแสชาตินิยม
จากความกังวลเรื่องชายแดน
จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ในขณะเดียวกัน
นักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนกำลังเผชิญคดีจากความพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112
เครื่องมือทางกฎหมายยังคงอยู่
และสามารถถูกใช้เป็นอาวุธได้เสมอ
---
บทเรียนใหญ่กว่าตัวบุคคลเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลชินวัตร
ไม่ใช่แค่เรื่องของดีลการเมือง
แต่มันคือบทเรียนว่า:
โครงสร้างอำนาจในสังคมที่ฝังรากลึก ไม่เปลี่ยนง่าย
ประชานิยมสร้างพลังได้ แต่ไม่รับประกันความยั่งยืน
คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกจากความทรงจำ แต่เลือกจากอุดมการณ์
และที่สำคัญ
การเมืองไม่เคยมีใคร “จบเกม” จริง ๆ
เพราะในประเทศไทย
คนที่ดูเหมือนพ่ายแพ้วันนี้
อาจกลับมาได้เสมอ
---
แล้วเราควรมองอนาคตอย่างไร?
ผมไม่ได้มองเรื่องนี้ด้วยความสะใจ
หรือความสิ้นหวัง
แต่ด้วยความเข้าใจว่า
สังคมไทยกำลังต่อรองกับตัวเอง
ระหว่าง
เสถียรภาพ vs การเปลี่ยนแปลง
ความสงบ vs เสรีภาพ
โครงสร้างเดิม vs โครงสร้างใหม่
คำถามไม่ใช่ว่าใครชนะ
แต่คือ เราจะออกแบบกติกาอย่างไรให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้ “ไม้แข็ง” ซ้ำ ๆ
เพราะถ้าการเมืองคือเกมไพ่
เจ้ามืออาจชนะหลายรอบ
แต่คนเล่นก็ยังอยู่ในโต๊ะ
และเกมยังไม่จบ
---
#การเมืองไทย #ทักษิณ #ประชาธิปไตย #เสถียรภาพ #โครงสร้างอำนาจ #บทเรียนการเมือง
P.S.
ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของความเชื่อ
ลองถามตัวเองดูว่า
เราอยากเห็นประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26247245978220335&set=a.556351664403119