วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 19, 2569

“เจ้ามือย่อมชนะเสมอ”: วันที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมาครองเกมการเมืองไทย (CNN )


Songphon Thoetrattanakiat
14 hours ago
·
“เจ้ามือย่อมชนะเสมอ”: วันที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมาครองเกมการเมืองไทย (CNN )

ทักษิณ ชินวัตร: เมื่อบ้านเมืองคือเกมยาว และ “เจ้ามือ” ไม่เคยแพ้

ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยวันนี้ถึงพลิกหน้ากระดานอีกครั้ง
เราต้องย้อนกลับไปที่คำถามง่าย ๆ คำหนึ่ง

ใครกันแน่ที่ชนะเกมนี้?

ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐี เจ้าของทีมฟุตบอลระดับโลก และ “พ่อ” ของตระกูลการเมืองที่ชนะเลือกตั้งแทบทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544
วันนี้เขานั่งมองเกมจากในเรือนจำ

และพรรคของเขาเพิ่งได้ผลเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์

หลายคนพูดเหมือนกันว่า

> “บ้านนี้เคยชนะทุกตา”
แต่การเมืองไทยสอนเราอีกบทหนึ่งว่า
“บ้านเมืองอาจเปลี่ยน แต่เจ้ามือไม่เคยแพ้”

---

ยุคของประชานิยม: เมื่อชนบทมีเสียง

ในต้นทศวรรษ 2000
ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพร้อมนโยบายที่ทำให้คนชนบท “รู้สึกว่าถูกมองเห็น”

30 บาทรักษาทุกโรค

กองทุนหมู่บ้าน

การพักหนี้เกษตรกร

ผมยังจำบทสนทนากับลุงคนหนึ่งที่ขอนแก่นได้
เขาพูดว่า

> “อย่างน้อยก็มีคนคิดถึงพวกเรา”

นั่นคือจุดเปลี่ยน
เพราะการเมืองไทยก่อนหน้านั้น ไม่ได้หมุนรอบเสียงของคนส่วนใหญ่ในชนบท

แต่ความนิยมมหาศาลก็ทำให้เขากลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อโครงสร้างอำนาจเดิม

ปี 2549 เขาถูกยึดอำนาจ
และวงจรความขัดแย้ง 20 ปีเริ่มต้นขึ้น

---

เกมยาวของฝ่ายอนุรักษนิยม

นักวิชาการคนหนึ่งเคยบอกผมว่า

> “การเมืองไทยไม่ใช่เกม 4 ปี แต่มันคือเกม 40 ปี”

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็น:

การยุบพรรค

การรัฐประหาร

การตัดสิทธิ์นักการเมือง

การใช้กลไกทางกฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายอนุรักษนิยม — เครือข่ายทหาร ราชการ ธุรกิจ และกลุ่มจารีตนิยม — อาจดูเหมือนถอยบ้างเป็นระยะ
แต่สุดท้ายพวกเขา “ประคองโครงสร้าง” ไว้ได้เสมอ

และในการเลือกตั้งล่าสุด
พรรคของ ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นพรรคขนาดกลาง
ไม่ใช่เครื่องจักรการเมืองที่ไร้เทียมทานอีกต่อไป

เชียงใหม่ — บ้านเกิดของเขา — ไม่ใช่ฐานที่มั่นเหมือนเดิมแล้ว

นั่นไม่ใช่แค่ผลเลือกตั้ง
แต่มันคือสัญญาณทางจิตวิทยาการเมือง

---

ดีลที่แลกด้วยศรัทธา?

ปี 2566 การกลับประเทศของทักษิณเกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคก้าวหน้าแรงจัด
หลายคนเชื่อว่ามี “ดีล” บางอย่าง
แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธ

พรรคของเขาจับมือกับฝ่ายที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง
จัดตั้งรัฐบาล
และผลักพรรคก้าวหน้าไปเป็นฝ่ายค้าน

ผมคุยกับเพื่อนวัยสามสิบคนหนึ่ง
เขาพูดสั้น ๆ ว่า

> “ผมไม่ได้โกรธนะ แต่ผมหมดศรัทธา”

ศรัทธาไม่พังเพราะความพ่ายแพ้
แต่มันพังเมื่อผู้สนับสนุนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองถูกใช้เป็น “หมากต่อรอง”

---

ยุคใหม่: เสถียรภาพมากขึ้น แต่ประชาธิปไตยน้อยลง?

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกมองว่า “เสถียรกว่า”
แต่คำถามคือ เสถียรภาพแลกกับอะไร?

พรรคภูมิใจไทยเติบโตจากกระแสชาตินิยม
จากความกังวลเรื่องชายแดน
จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน
นักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนกำลังเผชิญคดีจากความพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112

เครื่องมือทางกฎหมายยังคงอยู่
และสามารถถูกใช้เป็นอาวุธได้เสมอ

---

บทเรียนใหญ่กว่าตัวบุคคล

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลชินวัตร
ไม่ใช่แค่เรื่องของดีลการเมือง

แต่มันคือบทเรียนว่า:

โครงสร้างอำนาจในสังคมที่ฝังรากลึก ไม่เปลี่ยนง่าย

ประชานิยมสร้างพลังได้ แต่ไม่รับประกันความยั่งยืน

คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกจากความทรงจำ แต่เลือกจากอุดมการณ์

และที่สำคัญ
การเมืองไม่เคยมีใคร “จบเกม” จริง ๆ

เพราะในประเทศไทย
คนที่ดูเหมือนพ่ายแพ้วันนี้
อาจกลับมาได้เสมอ

---

แล้วเราควรมองอนาคตอย่างไร?

ผมไม่ได้มองเรื่องนี้ด้วยความสะใจ
หรือความสิ้นหวัง

แต่ด้วยความเข้าใจว่า
สังคมไทยกำลังต่อรองกับตัวเอง

ระหว่าง

เสถียรภาพ vs การเปลี่ยนแปลง

ความสงบ vs เสรีภาพ

โครงสร้างเดิม vs โครงสร้างใหม่

คำถามไม่ใช่ว่าใครชนะ
แต่คือ เราจะออกแบบกติกาอย่างไรให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้ “ไม้แข็ง” ซ้ำ ๆ

เพราะถ้าการเมืองคือเกมไพ่
เจ้ามืออาจชนะหลายรอบ
แต่คนเล่นก็ยังอยู่ในโต๊ะ

และเกมยังไม่จบ

---

#การเมืองไทย #ทักษิณ #ประชาธิปไตย #เสถียรภาพ #โครงสร้างอำนาจ #บทเรียนการเมือง

P.S.
ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของความเชื่อ
ลองถามตัวเองดูว่า
เราอยากเห็นประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน?


https://www.facebook.com/photo/?fbid=26247245978220335&set=a.556351664403119