วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 02, 2569

กกต.นี้ ท่านได้แต่ใดมา ?



เลือกตั้ง+ประชามติ 69: กกต. นี่นี้รุ่นไฮบริด “มรดกคสช.” ผสม “สีน้ำเงิน”

28/01/2026
iLaw

คำถามว่า “กกต.” หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีไว้ทำไม ? เริ่มกลายเป็นคำถามยอดฮิตอีกครั้ง เมื่อองค์กรอิสระที่มีอำนาจและหน้าที่อำนวยความสะดวกประชาชนในการใช้สิทธิการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่เสียเอง

ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ‘ส่วนต่าง’ ระหว่างผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า กับ ผู้ขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ที่มีไม่น้อยกว่า 8 แสนคน คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ถึงความบกพร่องของ กกต. อันเนื่องมาจากการประชาสัมพันธ์ที่ล่าช้า หรือการเปิดให้ลงทะเบียนใช้สิทธิเพียง 3 วัน หลังช่วงหยุดปีใหม่ แถมยังไล่เลี่ยกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าจนประชาชนสับสน

ไหนจะปัญหาการเพิ่มภาระให้กับประชาชน เนื่องจากไม่ยอมจัดประชามติล่วงหน้าหรือเปิดให้ทำประชามติด้วยวิธีการไปรษณีย์ (ในประเทศ) ทำให้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางกลับไปใช้สิทธิตามที่อยู่ทะเบียนบ้าน ต้องเข้าคูหาถึงสองครั้ง คือ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเลือกตั้งล่วงหน้า และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อทำประชามติ ซึ่งผู้ที่ลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ทันและไม่สะดวกกลับบ้านในวันที่ 8 ก.พ. ก็จะเสียสิทธิดังกล่าวไปโดยปริยาย

ซ้ำร้าย เอกสารที่ให้ข้อมูลสำหรับการออกเสียงประชามติจะมีปัญหาในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นการใส่ภาพตัวอย่างบัตรประชามติที่ผิดไปจากสีบัตรประชามติของจริง หรือ การที่ตัวอย่างบัตรไม่ยอมบอกว่า ประชาชนจะต้องทำเครื่องหมายกากบาทในช่องออกเสียงประชามติ อีกทั้ง ยังมีข้อมูลที่ ‘ชี้นำ’ ให้เข้าใจผิดว่า การแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราอาจจะสิ้นเปลืองน้อยกว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ล่าสุด กกต. ที่มีหน้าที่รณรงค์ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกลับมีความพยายามปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลรณรงค์ของประชาชน โดยอ้างว่า เป็นข้อมูลที่ผิดข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่ กกต. เอง เป็นคนนำเสนอข้อมูลในลักษณะชี้นำและมีข้อมูลที่อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสมอไปเสียด้วยซ้ำ

จากความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มันทำให้เกิดคำถามต่อ กกต. ว่า จะจัดเลือกตั้งและประชามติได้อย่างเสรีและเป็นธรรมหรือไม่ และด้วยที่มาของ กกต. ชุดปัจจุบัน มันชวนให้ตั้งคำถามถึง “เจตนาเบื้องลึก” เนื่องจากว่า มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจที่ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

ทั้งนี้ หากไปย้อนดูที่มาของ กกต. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง จะพบว่า มีที่มาแบบ “ไฮบริด” เป็นสูตรไขว้ระหว่าง กกต. สายมรดก “ลายพราง” กับ กกต. สายเงา “สีน้ำเงิน” ดังนี้

กลุ่ม “กกต. ลายพราง” 4 คน มรดกตกทอดจากยุค คสช.

ในรายชื่อ กกต. ที่ยังคนปฏิบัติหน้าที่อยู่ จะพบว่า มี 4 คน ที่มีที่มายึดโยงกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยในช่วงก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ประกาศใช้ การให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญจะกระทำโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาที่มาจากการแต่งตั้งของคสช. ซึ่งมีจำนวน 2 คน ที่มาจากการเห็นชอบโดย สนช. ได้แก่

หนึ่ง ‘เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ’ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมถึงเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนแต่งตั้ง โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 และครบวารในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหา กกต. คนใหม่มาแทน

สอง ‘ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ’ เป็นอดีตที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นุรักษ์ ประณีต) ซึ่งมีแนวโน้มเป็น “ตัวแทน” ของกลุ่มอำนาจเดิม เนื่องจาก ‘นุรักษ์ ประณีต’ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่คสช. ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง และยังเป็นผู้วินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองที่เป็นขั้วตรงข้ามกับคสช. อาทิ พรรคไทยรักษาชาติ หรือ พรรคอนาคตใหม่ โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 และครบวารในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการสรรหา กกต. คนใหม่มาแทน

ส่วนอีก 2 คนที่เหลือ มาจากการคัดเลือกของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรก ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 หรือ 250 สว. ที่มาจาก คสช. โดย 2 คน ที่ 250 สว. เห็นชอบ ได้แก่ ชาย นครชัย (เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 2 ตุลาคม 2566) โดยเป็นอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ (เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 19 มีนาคม 2567) โดยเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา



กลุ่ม “กกต.เงาสีน้ำเงิน” 3 คน เลือดใหม่ก่อนการเลือกตั้ง

หลัง 250 สว. หมดวาระ ในปี 2567 ทำให้มีการดำเนินการเลือก สว. ชุดใหม่ ซึ่งมาจากการวิธีการ “เลือกกันเอง” ของบรรดาผู้สมัคร สว. จากแต่ละกลุ่มอาชีพ แต่วิธีการเลือกดังกล่าวมันเอื้อให้เครือข่ายทางการเมืองที่มีการจัดตั้งกันมาตั้งแต่ระดับจังหวัดสามารถกอบโกยที่นั่ง สว. ในกระบวนการคัดเลือกระดับประเทศได้

หนึ่งในกลุ่มการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ามีการ “โกงการเลือก สว.” คือ พรรคภูมิใจไทย เนื่องจาก บรรดาผู้สมัคร สว. ที่ได้รับเลือกล้วนเป็นผู้สมัครที่มาจากพื้นที่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ที่มีจำนวน สว. มากที่สุดในประเทศถึง 14 คน และยังพบว่า ผู้สมัคร สว. หลายคนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพรรคภูฒิใจไทย

รวมถึงเมื่อพิจารณาจากการลงคะแนนของผู้สมัคร สว. ในกลุ่มจังหวัดที่เกี่ยวข้องกับภูมิใจไทยก็จะเห็นวิธีการลงคะแนนเป็นรูปแบบเดียวกัน คือ มีกลุ่มคนที่มา “พลีชีพ” โยนคะแนนของตัวเองให้ผู้สมัคร สว. ที่ถูกวางเอาไว้ ซึ่งทาง กกต. และ DSI ได้ตั้งข้อกล่าวหาต่อกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยบางคนว่า มีการให้หรือสัญญาว่าจะให้ซึ่งผลประโยชน์เพื่อต่างตอบแทนในการมาลงคะแนนเลือกผู้สมัคร สว. ระดับประเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้กลุ่ม สว.เสียงข้างมาก หรือ สว. อย่างน้อย 138 คน จาก 200 คน ยังอยู่ภายใต้ข้อกล่าวหาโกงการเลือก และถูกมองว่า สว.ชุดนี้เป็น สว.ภายใต้เงาของพรรคสีน้ำเงิน

ต่อมาทาง สว.สีน้ำเงิน เดินหน้าให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ แทนที่ กกต.ชุดเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง จำนวน 3 คน ได้แก่

หนึ่ง ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็น กกต. ที่ได้รับการเสนอชื่อจากที่ประชุมศาลฎีกา โดยก่อนได้รับการเสนอชื่อ เขาเคยเป็นผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์และเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก่อนมาเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

สอง อนันต์ สุวรรณรัตน์ ก่อนมาเป็น กกต. เขาเริ่มดำรงตำแหน่งผู้บริหารจากอธิบดีกรมหม่อนไหมเป็นที่แรก จากนั้นจึงรับตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมการข้าว และดำรงตำแหน่งเป็นปลักกระทรวงเกษตรฯ เป็นตำแหน่งสุดท้าย ตั้งแต่ ตุลาคม ปี 2561 ถึง กันยายน 2563

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร เคยได้รับรางวัลดีเด่นประเภทงานวิจัยประยุกต์ เช่น ถั่วเขียวผิวดำพันธุ์ชัยนาท 80, การปรับปรุงพันธุ์ยางพันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 และเป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างจากกรณีการยกเลิกการใช้สารพิษ 3 สาร เช่น พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส นโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้รัฐมนตรี “มนัญญา ไทยเศรษฐ์” โดยเขาดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สาม ณรงค์ รักร้อย ก่อนมาเป็น กกต. เขาเริ่มรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ ก่อนจะมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกที่จังหวัดอุทัยธานี ในปี 2561 ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มนัญญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวของ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และทำงานร่วมกับ อลงกต วรกี รองผู้ว่าฯ (ปัจจุบันเป็น สว.) ก่อนจะถูกโยกย้ายไปแทน วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร (ปัจจุบัน เป็น สว.)

อย่างไรก็ดี สว. สีน้ำเงิน กำลังจะพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ เพิ่มอีก 2 คน แทนที่ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่หมดวาระการดำรงตำแหน่ง และรายชื่อ 2 คน ที่ สว. สีน้ำเงินกำลังพิจารณา ได้แก่

หนึ่ง มณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยทำงานที่กรมโยธาธิการและผังเมือง มาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2562 ก่อนจะถูกโยกย้ายไปเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกลับมาเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ในปี 2563

สอง จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ชื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย โดยเคยเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า และยังได้รับความไว้วางใจจากศักดิ์สยามให้เป็นประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ก่อนจะมีรายชื่อเป็นผู้เข้ารับการสรรหาเป็น กกต.

3 ภารกิจสำคัญ “จุดเปลี่ยนการเมือง” ในมือ กกต. ชุดใหม่

บทบาทที่สำคัญอย่างมากของ กกต. ชุดปัจจุบัน และชุดใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาทำหน้าที่ มีอย่างน้อย 3 ภารกิจ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทางการเมือง ได้แก่

หนึ่ง การเลือกตั้งและทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยการเลือกตั้งและทำประชามติครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ประชาชนจะใช้อำนาจในการกำหนดอนาคตของรัฐบาล อนาคตของรัฐสภา และอนาคตของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และยังมีการทำประชามติว่า ประชาชนเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หากมีเสียงเห็นชอบมากพอ ก็จะเป็นการเปิดประตูด่านแรกไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ แต่หากมีเสียงไม่เห็นชอบมากกว่า ก็จะทำให้บรรยากาศการแก้รัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างเซื่องซึม ดังนั้น ทั้งการทำหน้าที่ให้ข้อมูลก็ดี หรือการจัดการเลือกตั้งและประชามติก็ดี ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

สอง การตรวจสอบการโกงการเลือก สว. สืบเนื่องจาก คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ให้สั่งฟ้องสว. 138 คน พร้อมเครือข่ายพรรคภูมิใจไทยอีก 91 คน แต่คดีดังกล่าวยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรนัก แทบคดีดังกล่าว จะต้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน เป็นผู้พิจารณา หากว่า กกต. ชุดปัจจุบัน ที่ประกอบไปด้วย ฝั่งสีเขียว 4 คน และ สีน้ำเงิน 3 คน คิดช้า ก็มีแนวโน้มที่ สว.เสียงข้างมาก ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ทำการโกงการเลือก จะมีอำนาจเห็นชอบ กกต. ชุดใหม่ จนทำให้ กกต. สีน้ำเงิน กลายเป็นฝั่งเสียงข้างมากแทน และสุ่มเสี่ยงต่อประเด็นการมีผลประโยชน์ทับซ้อน

สาม คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาผิดมาตรฐานจริยธรรม จากกรณีการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจในการตรวจสอบว่า สส. หรือ รัฐมนตรี คนใดมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ และสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งจะส่งผลให้แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ ศิริกัญญา ตันสกุล ถูกตัดสิทธิและไม่อาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

https://www.ilaw.or.th/articles/56990