
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
“หัวใจคือการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญใหม่”: คำพูดจาก “ครูใหญ่ อรรถพล” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่พลาดการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง-ลงประชามติ.
.
เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ติวเตอร์ นักกิจกรรมและผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนแล้ว
.
ในวาระที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งและลงประชามติ 8 ก.พ. 2569 สำหรับนักกิจกรรมชาวขอนแก่น นี่จะเป็นการขาดการไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต ตั้งแต่สมัยเลือกตั้งประธานนักเรียน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎรและองค์กรท้องถิ่น เขาไปมาตลอด
.
ครูใหญ่พูดถึงความหมายของการเลือกตั้งที่เป็นมากกว่าแค่การกาบัตร ก่อนบอกเล่าถึงความกลัวที่คนจะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่สำคัญ ย่อมสะท้อนว่าประชาธิปไตยถดถอย
.
ครูใหญ่เปรียบเปรยว่าการเลือกพรรคการเมืองก็เหมือนการเลือกยานพาหนะ เลือกเกราะโครงเหล็ก แต่หัวใจในครั้งนี้คือการลงประชามติและขับเคลื่อนให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เสียงของประชาชนจะมีผลจริง ๆ และเชื่อว่าจะทำให้ประเทศก้าวไปได้ไกลกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
.
และในที่สุดสำหรับอดีตเจ้าของร้านอาหารไคอยู่ คูลบาร์ ข้อความที่เขาฝากถึงคนที่กำลังจะไปใช้สิทธินั้นสั้นและตรงไปตรงมา “ไปเลย เลือกอะไรก็เลือกไปเลย มึงไปกันเถอะ”
____________________________
เมื่อพูดคุยถึงการเลือกตั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง “ครูใหญ่ อรรถพล” รีบบอกว่านี่จะเป็นการขาดเลือกตั้งครั้งแรกของเขาในชีวิต “ตั้งแต่เลือกตั้งประธานนักเรียน ผู้ใหญ่บ้าน สส. ทุกอย่างผมไม่เคยขาดมาก่อน ดังนั้นผมอยากเลือกตั้งมาก ถ้าไม่ได้เลือกฝากกาบัตรให้เหมือนผมไปเลือกกับทุกคนด้วย”
.
เขาย้อนความทรงจำว่า การเลือกตั้งครั้งแรกของเขานั้นเลือกบนความต้องการทางการเมืองที่กินได้ หวังพัฒนาประเทศเชิงนโยบาย ไม่ได้รวมถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่แรงกล้า “จำได้ว่าตอนนั้นเลือกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะชอบพ่อใหญ่ทักษิณ” อย่างไรก็ตามเลือกได้เพียงครั้งเดียว ก็เกิดการรัฐประหารปี 2557 ที่ คสช. ครองอำนาจยาวนาน ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น
.
ในฐานะครู เขามองว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีการที่ใกล้เคียงที่สุดที่ช่วยดึงความต้องการคนหมู่มากออกมาได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ 100% แต่ก็ดีกว่ามีใครมาจิ้มให้แทนเรา ซึ่งหลายคนคงยอมรับไม่ได้ถ้าครูเดินเข้ามาในห้องแล้วจิ้มให้ใครบางคนเป็นหัวหน้าห้อง ดังนั้นในทุกการเลือกตั้ง เมื่อมีภายใต้กระบวนที่ยุติธรรม ถึงแม้ผลลัพธ์อาจจะไม่ตรงใจ แต่ก็สะท้อนการพยายามส่งเสียงของประชาชนจำนวนมาก
.
“มันคือความต้องการที่อยากให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่สำคัญ มันแสดงถึงประชาธิปไตยถดถอย ไม่ต้องกาเหมือนผมก็ได้ แต่ที่จำเป็นคือประชาชนไปเลือกตั้งให้มากที่สุด” ครูใหญ่สรุป
.
สำหรับคำถามว่าผู้ต้องขังควรมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ครูใหญ่ตอบสั้น ๆ ว่า “คำถามนี้ตกไป ไม่ควรมีผู้ต้องขังทางการเมืองให้ถามคำถามนี้แต่ต้น” คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เขาต้องการคือการไม่มีผู้ต้องขังทางการเมืองตั้งแต่แรก ไม่ใช่แค่การให้สิทธิเลือกตั้งให้กับผู้ต้องขัง
.
ตั้งแต่ยื่นประกันตัวครั้งแรกจนถึงครั้งที่ 5 โดยศาลฎีกายังคงไม่ให้ประกันตัว ครูใหญ่บอกว่าก็ทำใจพอสมควร “สิ่งที่พลาดไปก็คือไม่ได้รณรงค์พรรคที่สนับสนุน รวมถึงโหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ก็รู้สึกกระวนกระวายใจ คิดในหัวว่าถ้าอยู่ข้างนอกจะทำอะไรบ้าง ทั้งรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและรณรงค์ให้เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่”
.
หากมีโอกาสได้ออกเสียงเลือกตั้ง ครูใหญ่บอกว่าจะเลือกตามนโยบายและอุดมการณ์พรรค ไม่ใช่นโยบายเพียงอย่างเดียว เขาให้ภาพว่า “บุคคลสามารถถอดอุดมการณ์ในเวลาและสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้เสมอ ดังนั้นเราจึงพิจารณาและเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองที่ใครสวมอยู่ รวมถึงลงมือให้เห็นว่าแนบแน่นกับอุดมการณ์ที่สวมใส่ด้วย นโยบายผุดจากอุดมการณ์ทางการเมือง ถ้าอุดมการณ์การเมืองเป็นไปเพื่อประชาชน นโยบายก็จะเพื่อประชาชน แต่ถ้าไม่ใช่ นโยบายก็จะซ่อนเร้นผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเอง”
.
กับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาในฐานะติวเตอร์วิชาสังคม เขาบอกว่าไม่เคยผิดหวังกับสิ่งที่เลือก “ก็ตระหนักว่าพรรคการเมืองรวมคนหลากหลายไว้ด้วยกัน มีการรวมกันในช่วงหนึ่ง ๆ แต่ก็เคยผิดหวังกับกลุ่มบุคคลทางการเมืองบ้าง ซึ่งเขาอาจจะไม่เคยเปลี่ยนอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ที่ดูไม่เหมือนเดิมในสายตาเราเพราะอาจเป็นเราเองที่เปลี่ยนมุมมองต่ออุดมการณ์” ก่อนเปรียบเทียบว่า “พรรคการเมืองเป็นเพียงยานพาหนะ เป็นสี เป็นเกราะโครงเหล็ก แต่หัวใจคือการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้าหัวใจโอเคก็ไปต่อได้ หัวใจก็เปรียบเสมือนเครื่องและช่วงล่างนั่นเอง”
จากการพูดถึงพรรคการเมืองว่าเป็นเพียงยานพาหนะ แต่หัวใจที่แท้จริงคือรัฐธรรมนูญ ครูใหญ่จึงเชื่อมไปยังการลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยืนยันว่าควรมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เห็นหัวประชาชน นักกิจกรรมรายนี้อธิบายว่า “รัฐธรรมนูญที่เห็นหัวประชาชนคือรัฐธรรมนูญที่เสียงของประชาชนมีผลจริง ๆ ในชีวิตนี้เห็นแค่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ใกล้เคียงที่สุด แต่ก็เชื่อว่าประเทศไปได้ไกลกว่านั้นอีก”
.
เขาวิเคราะห์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และฉบับปี 2560 ตัดอำนาจประชาชนออกหลายอย่าง เช่น อำนาจในการเสนอกฎหมายของประชาชนที่ทำได้ยากขึ้น รวมถึงลดทอนอำนาจนิติบัญญัติ ทำให้ สว. ไม่ยึดโยงกับประชาชน
.
“องค์กรอิสระต้องมาจากอำนาจที่ยึดโยงกับประชาชน และอำนาจองค์กรอิสระ รวมถึงตุลาการ ต้องไม่ใช้อำนาจกว้างขวางเกินขอบเขต จนบิดเบือนกับความต้องการของประชาชน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงหลังรู้สึกว่าเลือกตั้งแล้วก็เหมือนเดิม เพราะมันไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชน ดังนั้นรัฐธรรมนูญต้องเปิดให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้น”
.
หากได้มีส่วนร่วมในการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ ครูใหญ่อยากเห็น “ความชัดเจนของปริมณฑลของอำนาจฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงการลดทอนอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน” เขายกตัวอย่างเช่น อำนาจที่กำหนดพรรคการเมืองว่าจะให้ใช้นโยบายหรือไม่ให้ใช้นโยบายอะไรหาเสียง หรืออำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจพิจารณาการเสนอกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ไปจนกระทั่งถึงยุบพรรคการเมือง
.
หากได้รับอิสรภาพในอนาคต ครูใหญ่คิดถึงบทบาทของตนเองว่า “คงขับเคลื่อนทางการเมืองต่อไปถ้าคดียกฟ้อง หรือได้รับนิรโทษกรรมไม่มีมลทินติดตัว หรือไม่ถูกตัดสิทธิ์ก็อาจจะลงเลือกตั้ง ถ้าไม่ได้ก็ขับเคลื่อนทางการเมืองโดยจะทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารทางการเมืองต่อไป”
.
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “คนที่เป็นนักการเมืองก็จะสื่อสารทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนนโยบายหรือหาเสียงในการเลือกตั้ง แต่อยากเป็นผู้สื่อสารทางการเมืองที่สื่อสารหลักการ อุดมการณ์ วิธีการทางการเมืองไปด้วย
.
หากมีโอกาสได้พูดกับคนไทยทั้งประเทศที่กำลังจะไปใช้สิทธิกา 3 ใบ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ครูใหญ่ฝากข้อความว่า “ไปเลย เลือกอะไรก็เลือกไปเลย เพราะรักหรือเพราะเกลียด เอาหรือไม่เอาก็เลือกไปเลย การเลือกตั้งไม่ควรมีคำถามในใจว่าควรไปเลือกไหม ควรมีคำถามแค่ว่า เลือกใคร เลือกอะไร หรือไม่เลือกใคร ไม่เลือกอะไร”
.
และข้อความสุดท้ายที่เขาฝากทิ้งท้ายสั้นและชัดเจน ไม่มีการแถลง ไม่มีการอธิบายยืดยาว “กูกลัวคนไม่ไปเลือกตั้งอย่างเดียว ไปแล้วเลือกไม่เหมือนกูก็ได้ แต่มึงไปกันเถอะ”
_______________________________________
.
Unheard Votes คือ บันทึกการสนทนากับผู้ต้องขังทางการเมืองในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังอยู่ในบรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไป ช่วงที่ผู้คนนับล้าน ๆ กำลังจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมกับลงประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ
แต่สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ อาจผ่านไปเหมือนวันธรรมดา ไม่มีบัตรเลือกตั้ง ไม่มีโอกาสร่วมส่งเสียง มีเพียงการติดตามข่าวจากโทรทัศน์ที่คัดกรองมาแล้ว หรือข่าวสารจากผู้คนที่มาเยี่ยม แต่พวกเขายังคงมีความคิดฝันปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกพรากสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศไป
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1304711921499275&set=a.656922399611567