
อดีตพระอลงกต ติกฺขปัญโญ ริเริ่มรับผู้ป่วยโรคเอดส์เข้ามาพักที่วัดพระบาทน้ำพุตั้งแต่ พ.ศ.2535 กระทั่งวัดมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นภาพจำที่ใคร ๆ ต่างก็นึกถึงหากพูดเรื่องโรคเอดส์
จาก ไกร เพ็ชร์แก้ว สู่ อลงกต พูลมุข: การสร้างชื่อเสียง "วัดพระบาทน้ำพุ" สำเร็จได้ด้วยเหตุใด ?
นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
ชื่อของ "วัดพระบาทน้ำพุ" ครองหน้าสื่อไทยตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นข้อสงสัยในตัวนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือที่มีชื่อเสียงในนาม "หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ" ผู้อ้างว่าสามารถสัมผัสกับสิ่งลี้ลับได้ ว่าอมเงินบริจาคที่ผู้ศรัทธาตั้งใจถวายให้กับวัดหรือไม่ จนกระทั่งนำมาสู่การจับกุมตัวเขา พร้อมพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต ติกฺขปัญโญ (สมณศักดิ์ในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา ฐานทุจริตยักยอกเงินบริจาค
การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินที่หมุดเวียนผ่านบัญชีวัดและบุคคลที่เกี่ยวข้องหลักหลายพันล้านบาท ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าเงินถูกใช้ไปกับอะไร จากภาพของบริจาคที่ถูกกองซุกซ่อนไว้ไม่ใช้งาน และการสร้างอาคารต่าง ๆ ที่อาจไม่ตรงตามจุดประสงค์ของผู้บริจาค
กว่า 30 ปีที่วัดพระบาทน้ำพุเติบโตด้วยกำลังทรัพย์และกำลังกายของผู้ศรัทธา จนมาถึงจุดหักเหในครั้งนี้ อะไรทำให้วัดแห่งนี้เฟื่องฟูและดึงดูดเม็ดเงินมากมายจากหลากหลายสารทิศ
วัดพระบาทน้ำพุ: โด่งดังจาก "การตลาด" ในภาพที่พึ่งผู้ป่วยเอดส์
"ถ้าพูดถึงงานเอดส์หรือพูดถึงเรื่องเอดส์ คนก็รู้จักวัดพระบาทน้ำพุเลย" นิมิตร์ เทียนอุดม ที่ปรึกษาและอดีตผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ บอกกับบีบีซีไทยถึงความโด่งดังของวัดพระบาทน้ำพุตั้งแต่เมื่อครั้งเริ่มก่อตั้ง
เส้นทางมูลนิธิของเขา เกิดขึ้นคู่ขนานกับการเติบโตของวัดพระบาทน้ำพุ นิมิตร์เริ่มเข้ามาทำงานในโครงการเข้าถึงเอดส์ตั้งแต่ปี 2532 ก่อนที่ในปี 2534 โครงการดังกล่าวจะขยายมาดำเนินการในรูปแบบมูลนิธิซึ่งในขณะนั้นเขามีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ ก่อนที่ในปีต่อมาคือ 2535 วัดพระบาทน้ำพุจะเริ่มรับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์มารักษาที่วัด จากการริเริ่มของอดีตพระอลงกต
ไม่นานนักชื่อเสียงของวัดก็โด่งดังและกลายเป็นภาพจำที่ใคร ๆ ต่างก็นึกถึงหากพูดเรื่องโรคเอดส์ แม้ในขณะนั้นจะมีวัดอื่น ๆ ที่รับผู้ป่วยมาดูแลในลักษณะเดียวกันก็ตาม
"สมัยนั้นไม่ได้มีวัดพระบาทน้ำพุที่เดียวนะ มันมีหลายวัด แต่ว่ามีที่นี่แหละที่อยู่ได้แล้วก็ยาวมาตลอด เพราะมันเป็นเสมือนภาพแทนคําว่าเอดส์" นิมิตร์เปิดเผย "เคยมีวัดหลายวัดพยายามทําอย่างนี้แล้วก็เลิกราไป อาจจะเป็นเพราะว่าภาระมันเยอะ ทําไม่ไหว หรืออะไรก็แล้วแต่"
เขามองว่าสิ่งที่ทำให้วัดพระบาทน้ำพุยังคงอยู่มาได้ ในขณะที่วัดอื่น ๆ ที่ทำในลักษณะเดียวกันล้มหายตายจาก อาจจะเพราะ "การตลาด" ดีกว่า
"เมื่อก่อนนี้หลวงพ่ออลงกตไม่ต้องไปเดินบิณฑบาตทั่วไปเหมือนที่เราเคยเห็นในช่วงท้าย ๆ นะ" นิมิตร์ย้อนเล่า
"มีแต่คนไปวัดพระบาทน้ำพุ ไปบริจาค ไปดูพิพิธภัณฑ์เอดส์ ไปอะไรอย่างนี้" เขาบอกกับบีบีซีไทย

ของบริจาคที่ไม่ได้ใช้งานถูกทิ้งไว้ภายในโกดังของวัดพระบาทน้ำพุ
รายงานของธนาคารโลก (World Bank) เรื่อง "การติดตามสถานการณ์สังคมของไทย" ระบุว่าประเทศไทยเริ่มพบผู้ป่วยเอดส์รายแรกในปี 2527 ก่อนที่ในปี 2531-2532 จะพบการระบาดในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติดและกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ จนกระทั่งเริ่มมีการเฝ้าระวังโรคเอดส์ในระดับชาติ
ข้อมูลจากโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ชี้ให้เห็นว่าในปี 2533 – 2541 ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากราว 290,000 คนในปี 2533 ขึ้นมาถึงราว 940,000 คนในปี 2541 จากนั้นกราฟก็ค่อย ๆ ลดลงมาจนเหลือราว 570,000 คน ในปี 2567
ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ พุ่งไปถึงจุดสูงสุดที่ราว 66,000 คนต่อปี ในปี 2545 – 2546 จากนั้นจึงค่อย ๆ ลดลงมาเหลือประมาณ 9,100 คนในปี 2567
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าในยุคแรก ๆ ที่วัดพระบาทน้ำพุเริ่มโครงการรับผู้ป่วยโรคเอดส์เข้ามาพักที่วัด สถานการณ์ของโรคอยู่ในช่วงขาขึ้น
ที่ปรึกษามูลนิธิเข้าถึงเอดส์เล่าว่า ในขณะนั้น การรณรงค์ของภาครัฐและวัดสอดคล้องต้องกันในทิศทางของการทำให้คนหวาดกลัวว่า "เอดส์เป็นแล้วตาย" เพื่อหวังให้คนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค ซึ่งแตกต่างจากมูลนิธิที่เน้นสร้างความเข้าใจว่าการเสียชีวิตจากโรคเอดส์สามารถป้องกันได้ด้วยการรักษา "โรคฉวยโอกาส" ต่าง ๆ และรณรงค์ให้ครอบครัวเป็นกำลังหลักในการดูแลผู้ป่วย
"ในสถานการณ์ตอนนั้น การเสียชีวิตมาจากโรคฉวยโอกาส ตั้งแต่ TB (วัณโรค) ปอดอักเสบ เชื้อราเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งสิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือว่า โรคฉวยโอกาสเหล่านั้นรักษาให้หายได้ รักษาตามอาการได้ แต่ว่ามันอาจจะกลับมาเป็นได้อีกถ้าภูมิคุ้มกันต่ำ" นิมิตร์ระบุ
"แต่ว่าพอมันมีความคิดความเชื่อว่าเป็นแล้วตาย รักษาไม่หาย แล้วไปรวมถึงโรคฉวยโอกาสพวกนั้น คนก็เลยเอา [ผู้ป่วย] ไปทิ้งที่วัดกันเต็มไปหมดเลย"

นิมิตร์มองว่าการรับผู้ป่วยมาดูแลที่วัดในขณะนั้นช่วยเหลือผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งที่ไม่มีที่ไป ทั้งจากความยากจน รวมถึงการถูกรังเกียจจากเครือญาติและชุมชนได้จริง ๆ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวทางการสื่อสารของวัดที่เน้นสร้างความหวาดกลัว แต่ไม่ได้สร้างความเข้าใจให้ครอบครัวผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแล เขาจึงเข้าไปคุยกับอดีตพระอลงกตที่วัดเพื่อหารือเรื่องการดูแลผู้ป่วยเอดส์
"ตอนนั้นท่านเองก็ตอบรับกว้าง ๆ ว่า ถ้าผมคิดว่า ครอบครัวสําคัญแล้วจะดูแลได้ ให้ผมไปคอยอยู่ด้านหน้าวัด แล้วถ้ามีใครเอาคนมาจะมาไว้ที่วัด ให้ทีมผมไปคุย ไปเจรจาเลย ไปช่วยกันอธิบาย ถ้าเขาเชื่อแล้วฟังกลับไปก็ตามนั้น ถ้าเขาคิดว่าไม่ไหว ดูไม่ไหวก็เอามาวัด"
อย่างไรก็ตาม บีบีซีไทย ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับอดีตพระอลงกตเพื่อขอคำยืนยันในเรื่องนี้ เนื่องจากอดีตพระรูปนี้ถูกจับกุมในฐานทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัด
นิมิตร์ เล่าว่าเขาทำได้อยู่วันเดียว เพราะไม่มีสรรพกำลังมากพอ และเมื่อแนวคิดไม่ตรงกัน มูลนิธิก็ไม่เคยติดต่อกับวัดไปอีก
ประสบการณ์ตรงจากอดีตอาสาสมัคร

กลุ่มอาสาสมัครที่เข้าไปทำงานร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุในช่วงปี 2546-2547 จากซ้ายไปขวาคือ พยาบาลลิซ่า (ซ้ายสุด) , ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ (เสื้อเขียว) , ผู้ป่วย, พยาบาลทอส (เสื้อม่วง) และ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช (ยืนขวาสุด)
ช่วงต้นปี 2546 กว่าทศวรรษหลังวัดก่อตั้ง ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิชาการด้านสันติภาพ จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าไปทำงานที่วัดในฐานะอาสาสมัครระหว่างที่เขาว่างเว้นจากการเรียนปริญญาเอก หลังจากเห็นสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับวัดผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์และเกิดความศรัทธา
ขณะนั้นเขาได้พบกับ "หมออีฟ" แพทย์ชาวเบลเยี่ยม, "ทอส" และ "เลนี่" พยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลชาวเนเธอร์แลนด์, "มาริโอ้" นักสังคมสงเคราะห์ชาวเยอรมนี, ก่อนที่ต่อมา "ลิซ่า" พยาบาลสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์จะเข้ามาเป็นอาสาสมัครที่วัดด้วย
"พอเข้าไปวันแรกเลย สิ่งที่เห็นที่ผิดปกติมากก็คือ มีโลงศพตั้งอยู่ในวอร์ด" อดีตอาสาสมัครผู้นี้ย้อนเล่า "ก็แปลก ๆ เพราะหอพักผู้ป่วยจะต้องฮีลใจ มันไม่ควรจะมีโลงศพตั้งอยู่ตรงนี้"
"อันที่สองก็คือว่า ระหว่างเตียงไม่มีม่านกั้น ผู้ป่วยที่อาบน้ำอาบท่า หรือกำลังทำแผล ก็จะเปลือยกาย ไม่มีอะไรปิดบัง ซึ่งสำหรับผมเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก... สามก็คือ มีหมาพุดเดิ้ลอยู่บนเคาท์เตอร์พยาบาล"
เอกพันธุ์ นักศึกษาปริญญาเอกในขณะนั้น รู้สึกประหลาดใจกับภาพที่เห็น เพราะแตกต่างจากที่เขาเคยอ่านผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ในขณะนั้นเขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาช่วยทำงานที่วัด 1-2 เดือน แต่ไป ๆ มา ๆ กลับพบว่าเขาทำงานที่วัดมาเกือบ 2 ปี
เขาเล่าว่าตลอดช่วงเวลาที่เขามาเป็นอาสาสมัครในทีมที่นำโดย "หมออีฟ" ทีมอาสาสมัครมีเรื่องกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ของวัดเป็นประจำ โดยเฉพาะกรณีที่มี "ทัวร์" โดยสารรถบัสมาเยี่ยมผู้ป่วยในวอร์ด
"เราก็จะทะเลาะกับเขาว่าไม่ควรจะเอาคนเข้าไป มีสิทธิผู้ป่วย[ที่ต้องปกป้อง] แล้วสมัยก่อนก็จะมีคนมาถ่ายรูป เราก็ทะเลาะกับคนที่ถ่ายรูป บอกว่าคุณถ่ายรูปไม่ได้ มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทุกวัน ๆ จนมันก็เป็นเหมือนความขัดแย้งระหว่างอาสาสมัครชาวต่างชาติกลุ่มนี้ที่พวกเราอยู่ด้วยกัน กับบรรดาผู้จัดการวัดมาโดยต่อเนื่อง" อดีตอาสาสมัครผู้นี้เล่า "เป็นการทำงานที่ทะเลาะกันทุกวัน เพราะว่าเขาจะมีอะไรแปลก ๆ"

ดร.เอกพันธุ์ เล่าว่า ผู้นำทีมอาสาสมัครในตอนนั้น คือ "หมออีฟ" (คนกลาง เสื้อสีฟ้าเข้ม) แพทย์ชาวเบลเยี่ยม ผู้เขียน "Chronicle of a Thai Hospice"
"หมออีฟ" ที่ ดร.เอกพันธุ์ อ้างถึง คือนายแพทย์ พอล อีฟ เวรี (Paul Yves Wery) ผู้เคยเขียนเรื่อง "Chronicle of a Thai Hospice" ที่สันติ นิลแดง แปลเป็นภาษาไทย ตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์มติชนเมื่อปี 2547 ในชื่อเรื่อง "เสียงก้องจากวัดพระบาทน้ำพุ"
หมออีฟเขียนบอกเล่าในหนังสือเล่มนี้ว่าเขาได้เข้ามา "รู้เห็นเหตุการณ์" ในวัดพระบาทน้ำพุอยู่ 3 ช่วงเวลา ระหว่างปี 2539 – 2547 โดยแบ่งเป็นช่วงระยะ 2-3 เดือนในปี 2539 และปี 2540 ก่อนที่เขาจะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ภายในวัดอีกครั้งและอาศัยอยู่ยาวนานกว่า 4 ปี ในช่วงปี 2543 เป็นต้นมา
เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ คือประสบการณ์ที่เขาเขียนเล่าถึงผู้ป่วยแต่ละคน เขาบอกเล่าความตายของผู้ป่วยจำนวนมากที่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่
ส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของเขาระบุถึงความไม่พร้อมของ "วัดกึ่งสถานพยาบาล" ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคแห่งนี้ ทั้งการไม่มีแพทย์ชาวไทยประจำการ และการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ ทำให้การดูแลรักษาคนไข้เป็นไปแบบ "ตามมีตามเกิด" และสิ่งที่ควรปฏิบัติบางประการ เช่น การให้อาหารทางสายยาง การห้ามเลือดโดยมีการป้องกันอย่างถูกต้อง หรือการฆ่าเชื้อโรคในภาชนะ ถูกละเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาส่งคนไข้ไปรักษาในโรงพยาบาลในขณะนั้น ก็เจอกับประสบการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก เพราะคนไข้ถูกส่งตัวกลับพร้อมยาพาราเซตามอลเพียงหนึ่งห่อ
หมออีฟเล่าว่า หลายโรงพยาบาลในขณะนั้นต่างเกี่ยงไม่ยอมรับภาระดูแลคนไข้ที่ถูกทิ้ง เพราะโรงพยาบาลจะต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยจึงถูกผลักมาให้วัดจัดการดูแล ซึ่งในขณะที่วัดเริ่มมีชื่อเสียง มีเงินบริจาคเข้ามาจากทั่วสารทิศพร้อม ๆ กับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น วัดก็เริ่มมุ่งเป้าในการหาเงิน เช่น การทำพิพิธภัณฑ์แสดงร่างของผู้เสียชีวิต รวมถึงการผลิต "สารคดี" เผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ

หมออีฟเขียนเล่าในหนังสือของเขาว่า เมื่อวัดพระบาทน้ำพุเริ่มมีชื่อเสียง มีเงินบริจาคเข้ามาจากทั่วสารทิศพร้อม ๆ กับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น วัดก็เริ่มมุ่งเป้าในการหาเงิน
ยาต้านไวรัส
ในช่วงเริ่มแรกที่วัดพระบาทน้ำพุรับผู้ป่วยมาดูแล โรคเอดส์ยังไม่มียาต้านไวรัส ทำได้แค่ประคับประคองและรักษาตามอาการ
จนกระทั่งประเทศไทยเริ่มมีการจัดสรรโควตายาต้านไวรัสให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านกองโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ นายกสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย ที่ขณะนั้นทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลชลบุรี ก็เข้าไปที่วัดพระบาทน้ำพุในเดือน พ.ย. 2546 เพื่อผลักดันให้ผู้ป่วยในวัดได้รับยาต้านไวรัส
"ช่วง 2545 – 2546 ก็จะมียาจำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องแล้วแต่โรงพยาบาล ส่วนใหญ่ก็จะได้ประมาณ 15 - 10 ราย ประมาณนี้ เพราะมันใหม่มาก ยังไม่มีใครรู้" ผศ.พญ.จุรีรัตน์ เปิดเผยกับบีบีซีไทย "ก็ต้องไปเช็กว่าโรงพยาบาลไหนมีเท่าไหร่ แล้วก็ให้คนไข้ไป"
"จริง ๆ หมอที่จะรักษาในโรงพยาบาลก็ยังไม่ค่อยมีนะ เพราะว่าสภาพคนไข้โรคเอดส์สมัยนั้นก็ไม่ดีมาก แย่เลยแหละ ภูมิคุ้มกันต่ำมาก แล้วหมอที่จะดูแลเรื่องนี้ก็ไม่มีเท่าไหร่ แต่ยาน่ะมี" แพทย์หญิงผู้นี้กล่าวเสริม
ผศ.พญ.จุรีรัตน์ ในขณะนั้นรับหน้าที่ประสานโรงพยาบาลเพื่อหาโควตามาให้กับผู้ป่วยในวัดพระบาทน้ำพุ ส่วนดร.เอกพันธุ์ รับหน้าที่พาคนไข้ไปรับยาตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ได้รับจัดสรรโควตา
"วัดเขาจะไม่อนุญาตให้คนไข้ไปค้างแรมข้างนอก เราก็ต้องพาไปในระยะที่ออกเช้ายัง ไงก็ได้ แต่ว่าให้กลับมาทันก่อนที่จะปิดประตูช่วงสามหรือสี่ทุ่ม" ดร.เอกพันธุ์เล่า "เราไปถึงพิษณุโลก นครสวรรค์ คือไปให้ไกลที่สุดเท่าที่เราจะไปได้"

แฟ้มข้อมูลผู้ป่วยภายในวัดพระบาทน้ำพุที่พยาบาลลิซ่ารวบรวมไว้เพื่อใช้ประกอบการรับยาต้านไวรัส จากคำบอกเล่าของ ผศ.พญ.จุรีรัตน์
ในช่วงที่ ผศ.พญ.จุรีรัตน์ และอาสาสมัครผลักดันให้ผู้ป่วยในวัดได้รับยาต้าน มีการหารือกับกองโรคเอดส์และกระทรวงสาธารณสุขโดยตรงจนกระบวนการรับยาถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ข้อกำหนดสำคัญคือคนไข้ต้องผ่านการตรวจร่างกายมาก่อน อาทิ ต้องเจาะเลือด เอกซเรย์ปอด และตรวจภูมิคุ้มกัน
ช่วงแรกที่โรงพยาบาลของรัฐซึ่งอยู่ใกล้เคียงยังไม่พร้อมในการจะตรวจผู้ป่วยเหล่านี้ ดร.เอกพันธุ์ บอกว่าเขาพาผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเอกชน โดยออกค่าใช้จ่ายไปทั้งหมดกว่า 4 แสนบาท เขาเก็บใบเสร็จรับเงินเอาไว้และนำไปให้อดีตพระอลงกตดูในเวลาต่อมา แต่วัดก็ไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายอะไรกลับมา
"ตลอดระยะเวลาที่ทำ [พาผู้ป่วยไปรับยาต้าน] เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในวัดก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับพวกเราเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นก็จะมีความยากลำบาก" ดร.เอกพันธุ์กล่าว "จะเอาคนไข้มาเดี๋ยวก็จะมีจัดพิธีต่าง ๆ คือทำอะไรก็แล้วแต่ทำให้มันยาก เดี๋ยววันนี้มีกิจกรรมของวัด คนไข้ไม่อยู่ หรือเราจะตรวจเลือดก็หลวงพ่อถ่ายทำวิดีโออยู่"
อดีตอาสาสมัครผู้นี้เล่าว่า ในช่วงหลัง ๆ ที่คนไข้อาการดีขึ้นจนไม่ค่อยมีนอนอยู่บนเตียง ก็เริ่มเกิดเหตุการณ์แปลก ๆ มากขึ้น เช่น ยาต้านไวรัสที่รับมาแล้วถูกขโมยหายไปจากตู้ หรือคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของอาสาสมัครที่อยู่ดี ๆ ก็พังอย่างรุนแรง ทั้งที่คืนก่อนยังใช้งานได้
จนกระทั่งในปี 2547 มีการแปะป้ายในวัดเป็นภาษาอังกฤษ ว่าไม่ต้อนรับอาสาสมัครชาวต่างชาติ อาสาสมัครชุดนี้จึงยุติการทำงานให้กับวัด
บีบีซีไทยไม่สามารถติดต่ออดีตพระอลงกตเพื่อขอคำยืนยันในเรื่องนี้ได้ แต่ได้ติดต่อไปทางเบอร์โทรศัพท์และอีเมลของวัดพระบาทน้ำพุเพื่อขอสัมภาษณ์นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจนกระทั่งบทความชิ้นนี้เผยแพร่

จากซ้ายไปขวาคือ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช, ผศ.พญ.จุรีรัตน์ บวรวัฒนุวงศ์ และ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์
ชื่อเสียงและชื่อเสีย
การเติบโตของวัดพระบาทน้ำพุมาพร้อม ๆ กับชื่อเสียงของอดีตพระอลงกต ผู้ซึ่งก่อนจะถูกจับกุมมีสมณศักดิ์สุดท้ายเป็นเจ้าคุณชั้นราชาคณะ ชั้นราชฯ ในราชทินนาม "พระราชวิสุทธิประชานาถ"
แม้ว่าตั้งแต่ 26 ส.ค. บีบีซีไทยจะไม่สามารถเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของวัดพระบาทน้ำพุได้แล้ว แต่จากการสืบค้นบันทึกข้อมูลหน้าเว็บไซต์ในอดีต (archive) พบว่าในวันที่ 17 ก.ค. 2563 และ 6 ส.ค. 2568 ในหน้าประวัติของพระรูปนี้ระบุชื่อเดิมเอาไว้ว่า "อลงกต พลมุข" (ไม่มีสระอู)
ส่วนประวัติการศึกษาก็ระบุบนเว็บไซต์ของวัดอย่างชัดเจนว่า จบชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ, ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ก่อนที่อดีตพระรูปนี้จะยอมรับในภายหลังว่าไม่ได้เรียนจบจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ระบุข้างต้นเลย แต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น แต่ "มีความฝัน" อยากจะไปเรียนที่ออสเตรเลีย
ส่วนชื่อ "อลงกต พลมุข" รายการ "ข่าวสามมิติ" รายงานว่าเป็นชื่อที่ตรงกันกับนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชกรมชลประทาน ซึ่งอดีตพระอลงกต ยังใช้เลข 13 หลักเลขเดียวกันไประบุในใบสุทธิพระขณะบวช และใช้ผูกบัญชีพร้อมเพย์
ประเด็นเรื่องเลข 13 หลักนี้ มีคำชี้แจงจากกรมการปกครองว่าในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร อดีตพระรูปนี้ใช้นามสกุล "พูลมุข" (มีสระอู) โดยมีเลข 13 หลักคนละเลขกับอดีตข้าราชการที่เสียชีวิตไป
กิตติ สังหาปัด ผู้ดำเนินรายการดังกล่าวเปิดเผยบนเฟซบุ๊กส่วนตัวในเวลาต่อมาว่าชื่อเดิมตั้งแต่กำเนิดของอดีตพระรูปนี้คือ ด.ช.ไกร เพ็ชร์แก้ว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว โดยเพิ่งทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกในปี 2552 ก่อนจะไปแจ้งขอเปลี่ยนชื่อเป็นพระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พูลมุข)
เว็บไซต์ของวัดยังระบุว่า อดีตเจ้าคุณชั้นราชาคณะผู้นี้ เคยได้รับ "ปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์" จากหลายมหาวิทยาลัย อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ม.รามคำแหง ม.มหามกุฎราชวิทยาลัย ม.ราชภัฎเทพสตรี (จังหวัดลพบุรี) รวมถึง ม.มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พร้อมระบุถึงการก่อตั้งมูลนิธิและโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ รวมถึงมีงานเผยแผ่ศาสนาธรรมทางสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุ เช่น รายการธรรมรักษ์ และหัวใจสีขาว ฯลฯ เพื่อให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่ชุมชนและสังคม
จากหน้าเว็บไซต์ของทางวัด ไม่ได้ระบุชัดเจนว่ามีรายรับเข้ามาเท่าไหร่ แต่ระบุรายจ่ายในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าอาหาร ยารักษาโรค ค่าบริหารจัดการภายในวัด และค่าเผาศพ
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยในวันนี้ (28 ส.ค.) ว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นเงินที่สัมพันธ์กับคดีวัดพระบาทน้ำพุ พบเงินหมุนเวียนกว่า 2-3 พันล้านบาท ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคนประมาณ 30 คน และยังมีเงินสดที่อยู่นอกเหนือบัญชี รวมถึงส่วนที่ ปปง. ยังไม่สามารถตรวจสอบได้อีกจำนวนมาก จากการรายงานของเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม หน้าเว็บไซต์ของวัดพระบาทน้ำพุ เคยระบุถึงวิธีการบริจาคเอาไว้หลายวิธี ตั้งแต่ผ่านการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร บริจาคผ่าน SMS โดยกดหมายเลขที่กำหนด สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ในโครงการใจฟ้า บริจาคผ่านบางจากกรีนไมล์ หรือผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ วอลเล็ต
"[สมัยนั้น] คนเข้าไปบริจาคกันเยอะ" ดร.เอกพันธุ์กล่าว "ขนาดผมเองก็บริจาค"
ขณะที่ ผศ.พญ.จุรีรัตน์ กล่าวเสริมว่า "ท่านมีพรสวรรค์ในการบิณฑบาต"
ทั้งสองคนเล่าว่าวิธีการรับบริจาคของวัดในสมัยนั้นมีทั้งผ่านการกดบริจาคทางตู้เอทีเอ็ม ไปจนถึงบริจาคผ่านร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานีขนส่งมวลชนต่าง ๆ

ช่วงที่วัดพระบาทน้ำพุยังเฟื่องฟู ยังมีเสียงวิจารณ์มาบ้างประปราย ในปี 2551 แอนดรูว์ มาร์แชลล์ ผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติเขียนบทความตั้งคำถามถึงเส้นทางเงินของวัด ก่อนที่ในปี 2557 นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ ผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ในขณะนั้นจะเผยแพร่บทสัมภาษณ์ "ลิซ่า" พยาบาลสาวชาวสวิตเซอร์แลนด์ (ในบทความใช้ชื่อว่าเลสลีย์) ซึ่งเล่าถึงความแปลกประหลาดต่าง ๆ ที่เธอเผชิญขณะนั้น เมื่อพยายามจะพาผู้ป่วยในวัดไปรับยาต้าน
ในขณะนั้น อดีตพระอลงกต ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็น "พระครูอุดมประชาทร" เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุได้ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน บอกว่าบทความของแอนดรูว์เกิดจากความไม่เข้าใจและการไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ในขณะที่ผู้จัดการมูลนิธิธรรมรักษ์กล่าวว่า บทความดังกล่าวเกิดจากอคติของผู้เขียน จากการรายงานของสำนักข่าวประชาไท
การตั้งคำถามในอดีตไม่อาจหยุดยั้งความศรัทธาของผู้คนที่ยังหลั่งไหลไปบริจาคเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ให้กับวัดพระบาทน้ำพุ แต่เมื่อในวันนี้อดีตเจ้าอาวาสถูกจับกุมและเส้นทางการเงินต่าง ๆ เริ่มถูกเปิดเผย ผู้เคยศรัทธาก็เริ่มกลับมาตั้งคำถาม
นิมิตร์มองว่า แม้กระนั้น การมีอยู่ของวัดก็ยังจำเป็นสำหรับกลุ่มคนที่ไม่มีที่พึ่งทางอื่นแล้ว เมื่อระบบของรัฐยังไม่แข็งแรงพอรองรับทั้งผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่ยังต้องพึ่งพาวัด
"มันมีผู้ป่วยทั้งติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ที่อยู่ที่วัดมามากกว่า 5 ปีจํานวนเยอะ แล้วเขาไม่มีความสามารถแน่ ๆ ที่จะออกไปสู่ชุมชนเดิม ครอบครัวเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้วัดก็ยังจําเป็นที่จะต้องช่วยกันต่อ" เขาบอกกับบีบีซีไทย
"เราคอยสนับสนุนให้เขาออกไปอยู่ข้างนอก กลับคืนสู่ครอบครัว มีกิจกรรมมีกระบวนการที่ทําให้เขา กลับไปอยู่ในครอบครัวเดิมได้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเขาไปยังไม่ได้ วัดก็ยังถือเป็นเรื่องจําเป็นที่จะต้องคอยดูแลเขาจนกว่าเขาจะแข็งแรงพอ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนผมก็พูดแบบนี้"
https://www.bbc.com/thai/articles/c4gzdernd12o