วันอาทิตย์, มีนาคม 08, 2569

No To War - เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน

Tara Buakamsri
15 hours ago
·
No To War - เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน

“…คนส่วนใหญ่ยังจำภาพนั้นได้ดี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2003 โคลิน พาวเวลล์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ยืนต่อหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และชูขวดแก้วเล็ก ๆ ให้กล้องถ่ายภาพ โดยอ้างว่าข้างในคือเชื้อแอนแทรกซ์ ข้อความของเขาชัดเจนมาก อิรักมีอาวุธทำลายล้างสูง เราจำเป็นต้องโจมตี

สเปนก็มีช่วงเวลาแบบนั้นเช่นเดียวกัน นายกรัฐมนตรีของเราในเวลานั้น โฆเซ มาเรีย อัซนาร์ บอกกับสาธารณชนว่า “คุณมั่นใจได้เลย…ว่าผมกำลังพูดความจริง ระบอบการปกครองอิรักมีอาวุธทำลายล้างสูง” มีคนเชื่อเขาไม่มาก มีชาวสเปนเพียง 5% เท่านั้นที่สนับสนุนการแทรกแซงทางทหาร ที่จริงแล้ว ผู้คนนับล้านออกมาบนท้องถนนเพื่อคัดค้านสงครามที่พวกเขามองว่าผิดกฎหมาย ไร้ศีลธรรม และไม่จำเป็น แต่ถึงอย่างนั้น นายอัซนาร์ก็ยังพาพวกเราเข้าสู่สงครามจนได้

ที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเศร้า สงครามอิรักยืดเยื้อนานแปดปี คร่าชีวิตผู้คนไป 300,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์ และผลักทั้งตะวันออกกลางให้จมลงสู่ความไร้เสถียรภาพที่เลวร้ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังจุดชนวนให้เกิดคลื่นความไม่มั่นคงครั้งร้ายแรงที่สุดที่ยุโรปเผชิญนับตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ทั้งยังมีส่วนทำให้การก่อการร้ายพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เกิดวิกฤตการย้ายถิ่น และราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจนบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนนับล้าน สงครามที่ถูกนำเสนอราวกับเป็นภารกิจเพื่อเผยแพร่ประชาธิปไตยและสันติภาพ กลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามทุกประการ

วันนี้เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่คล้ายกัน และจุดยืนของรัฐบาลผมก็เหมือนกับเสียงที่สังคมสเปนได้เปล่งออกมาเมื่อสองทศวรรษก่อนคือ ไม่เอาสงคราม ไม่เอาการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยฝ่ายเดียว ไม่เอาการทำผิดพลาดซ้ำรอยอดีต และไม่เอาแนวคิดที่ว่าเราจะแก้ปัญหาของโลกได้ด้วยระเบิด

จุดยืนนี้ไม่ได้เกิดจากอคติต่อรัฐบาลอเมริกัน และยิ่งไม่ได้เกิดจากความเห็นอกเห็นใจต่อระบอบอันโหดร้ายของอิหร่าน รัฐบาลของผมสนับสนุนความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาโดยตลอด และได้ประณามอย่างชัดเจนและต่อเนื่องต่อความเสียหายอันเลวร้ายที่บรรดาอยาตอลเลาะห์ก่อขึ้นกับประชาชนของตนเองโดยเฉพาะผู้หญิงรวมถึงต่อหลายประเทศในภูมิภาค

จุดยืนของเรามาจากข้อเท็จจริงที่ว่าสงครามครั้งนี้ผิดกฎหมาย เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา และขัดต่อผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ไม่มีใครรู้ว่าสงครามนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของระบอบสายแข็งหรือไม่ แต่สิ่งที่เรารู้แน่คือ ต้นทุนของมันจะมหาศาล และผู้ที่ต้องแบกรับจะไม่ใช่เพียงอยาตอลเลาะห์เท่านั้น พลเรือนอิหร่านจะได้รับผลกระทบอย่างไม่สมส่วน และโลกที่เหลือก็จะเผชิญตามมา ทั้งการขนส่งที่ถูกรบกวน ราคาที่สูงขึ้น ความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าเดิม

การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของธนาคารกลางยุโรปประเมินว่า การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเพียงบางส่วนอาจทำให้ยูโรโซนสูญเสียการเติบโตทาง GDP ไป 0.7 % และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกือบ 1 จุดภายในเวลาเพียงปีเดียว และการวิเคราะห์นั้นยังไม่ได้คำนึงถึงความขัดแย้งทางทหารในระดับที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลานี้ด้วยซ้ำ

สงครามกับอิหร่านอาจช่วยเพิ่มกำไรให้แก่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับกองทัพ และอาจถูกใช้เพื่อกลบปัญหาและข้อบกพร่องภายในประเทศบางแห่ง แต่สงครามนี้จะไม่ทำให้อิสราเอลปลอดภัยมากขึ้น หรือช่วยผลักดันทางออกที่เป็นธรรมสำหรับกาซา มันจะไม่ทำให้วลาดิมีร์ ปูตินอ่อนแอลง หรือทำให้สันติภาพในยูเครนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น มันจะไม่ช่วยขจัดความยากจนในโลกซีกใต้ หรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแน่นอนที่สุด มันจะไม่ทำให้ประชาชนของเราที่บ้านเกิดมีค่าจ้างสูงขึ้น บริการสาธารณะที่เข้มแข็งขึ้น หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เราจึงตัดสินใจไม่อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้ฐานทัพที่ตั้งอยู่ในดินแดนของเราเพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ นี่คือสิทธิของเราในฐานะประเทศอธิปไตย และเป็นความเป็นไปได้ที่ระบุไว้ในข้อตกลงทวิภาคีของเรา อีกทั้งยังเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะผู้พิทักษ์สวัสดิภาพของประชาชนชาวสเปน และเป็นหน้าที่ของเราในฐานะสมาชิกสหประชาชาติและผู้สนับสนุนกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคง พันธมิตรที่แท้จริงควรสนับสนุนกันในยามยากลำบาก แต่ไม่ใช่เชื่อฟังอย่างมืดบอดบนเส้นทางที่ประมาท

สงครามไม่ใช่คำตอบ นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังทำงานร่วมกับหุ้นส่วนยุโรปและอีกหลายประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างฉันทามติในการลดระดับความตึงเครียด ผลักดันการหยุดยิง และเปิดเส้นทางกลับสู่การทูตและสันติภาพอีกครั้ง

บางคนอาจบอกว่าความมุ่งหวังของเราไร้เดียงสา แต่สิ่งที่ไร้เดียงสาอย่างแท้จริงคือการเชื่อว่าการตอบโต้กันด้วยโดรนและขีปนาวุธที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่เรากำลังเห็น จะนำไปสู่สิ่งที่ดีได้ สิ่งที่ไร้เดียงสาคือการคิดว่าประชาธิปไตยและเสถียรภาพจะงอกขึ้นมาจากเถ้าถ่าน ประวัติศาสตร์ได้ทดสอบสูตรนี้มาแล้ว และมันใช้ไม่ได้ผล

โชคดีที่เราไม่ได้คิดเช่นนี้เพียงลำพัง หลายประเทศได้แสดงจุดยืนคล้ายกันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และผมหวังว่าจะมีอีกหลายประเทศตามมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลือกว่าหลักการใดจะนำทางอนาคตร่วมกันของเราในศตวรรษนี้ กฎของกำลัง หรือพลังของกฎเกณฑ์ สเปนจะยืนอยู่ข้างกฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการคุ้มครองชีวิตมนุษย์เสมอ นั่นคือพันธกิจที่ประชาชนมอบให้เราเมื่อเลือกเราเข้ามา และนั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้มนุษยชาติเดินหน้าต่อไป พร้อมสร้างความรุ่งเรืองให้กับทุกคน…”

ที่มา : The Economist

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26601984906072775&set=a.101947549836538






 

https://x.com/Saramurcia/status/2029993217542717466