⚡🇮🇷🇺🇸Iran may have just exposed a capability that raises serious concerns for the United States.
— Defense Intelligence (@DI313_) March 21, 2026
Two missiles were launched toward Diego Garcia, nearly 4000 km away. One failed mid-course, but the second was intercepted by a US Navy SM-3 interceptor, a system that costs over 20… pic.twitter.com/fE5Zia3rho
Iran fired two ballistic missiles at Diego Garcia this week. That’s a tiny British-American dot in the Indian Ocean that most people couldn’t find on a map, which is precisely why it matters.
— Gandalv (@Microinteracti1) March 21, 2026
The range was 4,000 kilometers. Four thousand. To put that in perspective, 4,000… pic.twitter.com/bibhtcx5Ru
According to the Wall Street Journal, citing multiple U.S. officials, Iran has targeted the joint U.S.-UK base at Diego Garcia in the Indian Ocean with two intermediate-range ballistic missiles (IRBM). According to the report, one missile failed in flight whilst the other was… pic.twitter.com/rg7VszAuoi
— OSINTdefender (@sentdefender) March 21, 2026
BREAKING: Britain condemns “reckless attacks” after Iran fires missiles at the UK-US Diego Garcia air base in the Indian Ocean. https://t.co/lY8R22d4u9
— The Associated Press (@AP) March 21, 2026
รายงานเหตุการณ์และข้อกังวลกรณีอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ "ปฏิบัติการ Epic Fury" (Operation Epic Fury) โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ
1. รายละเอียดของเหตุการณ์
การโจมตี: อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) จำนวน 2 ลูก มุ่งหน้าสู่ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย
ผลลัพธ์: ขีปนาวุธ ไม่โดนเป้าหมาย โดยลูกหนึ่งเกิดขัดข้องทางเทคนิคและตกกลางทาง ส่วนอีกลูกถูกเรือรบสหรัฐฯ ยิงสกัดด้วยระบบ SM-3 (Standard Missile-3) แม้จะยังไม่มีการยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสกัดได้สำเร็จในอากาศหรือไม่ แต่ไม่มีรายงานความเสียหายบนเกาะ
ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น: ระยะทางจากอิหร่านถึงเกาะดิเอโก การ์เซีย อยู่ที่ประมาณ 3,800 - 4,000 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าระยะ 2,000 กิโลเมตรที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (Abbas Araghchi) เคยอ้างไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่าอิหร่าน "จำกัดไว้เพื่อความปลอดภัย" ถึงเท่าตัว
2. ข้อกังวลทางยุทธศาสตร์และระดับโลก
ศักยภาพอาวุธที่เกินคาด (The 4,000km Threat)
การที่อิหร่านสามารถยิงถึงดิเอโก การ์เซีย หมายความว่าเป้าหมายอื่นๆ ในระยะเดียวกันก็ตกอยู่ในอันตราย เช่น:
ยุโรป: เมืองหลวงอย่างกรุงเอเธนส์, โรม หรือแม้แต่ปารีส อาจอยู่ในรัศมีทำการของขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้
ฐานทัพห่างไกล: ฐานทัพที่เป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม" อย่างดิเอโก การ์เซีย ซึ่งใช้เป็นจุดจอดเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และ B-52 ไม่ได้ปลอดภัยจากการโจมตีโดยตรงอีกต่อไป
ความเสี่ยงของสหราชอาณาจักร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษในการโจมตีอิหร่านเพื่อ "ป้องกันตนเอง" ทำให้เกิดข้อกังวลว่า:
การถูกลากเข้าสู่สงคราม: สมาชิกสภาและประชาชนบางส่วนกังวลว่าอังกฤษกำลังถูกดึงเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
ความปลอดภัยของบุคลากร: อิหร่านประกาศชัดเจนว่าชีวิตของชาวอังกฤษตกอยู่ในอันตราย ตราบใดที่ฐานทัพเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นจุดส่งกำลังบำรุงเพื่อโจมตีดินแดนอิหร่าน
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมัน: สถานการณ์นี้ดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การค้าโลก: ความไม่มั่นคงในมหาสมุทรอินเดียซ้ำเติมวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดอยู่แล้ว เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession)
มุมมองนักวิเคราะห์: การโจมตีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณจากเตหะรานว่า แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งสัญญาณ "ลดระดับ" การสู้รบ แต่อิหร่านยังคงมี "เขี้ยวเล็บ" ที่ยาวพอจะทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรตะวันตกได้ทุกเมื่อ
ท่าทีของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ต่อเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคม 2026 มีความชัดเจนและเฉียบขาดมากขึ้น โดยเน้นไปที่ "การป้องกันร่วม" แต่ยังคงพยายามรักษาเส้นแบ่งไม่ให้กลายเป็นผู้เปิดฉากสงครามโดยตรงครับ
สรุปประเด็นสำคัญของท่าทีล่าสุดได้ดังนี้:1. การประณามอย่างรุนแรงและการยืนยันความล้มเหลวของอิหร่าน
"พฤติกรรมที่ประมาทเลินเล่อ": โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษ (MoD) ออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นพฤติกรรมที่ "Reckless" (ประมาทและขาดความยั้งคิด) ซึ่งคุกคามผลประโยชน์ของอังกฤษและพันธมิตรในภูมิภาค
ยืนยันความปลอดภัย: แหล่งข่าวจากรัฐบาลยืนยันว่าการโจมตี "ไม่ประสบความสำเร็จ" และเกิดขึ้น ก่อน ที่นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ จะแถลงอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่ชั่วโมง
2. การตัดสินใจยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ (The Strategic U-Turn)
นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้เปลี่ยนท่าทีจากการปฏิเสธในตอนแรก มาเป็นการ "อนุญาตแบบมีเงื่อนไข" ดังนี้:
ขอบเขตที่จำกัด: อังกฤษอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย และ RAF Fairford สำหรับ "ปฏิบัติการป้องกันในวงจำกัด" (Specific and Limited Defensive Operations) เท่านั้น
เป้าหมายหลัก: เพื่อทำลายคลังเก็บขีปนาวุธและฐานยิงในอิหร่านที่เป็นต้นทางในการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย
หลักกฎหมาย: รัฐบาลอ้างหลัก "การป้องกันตนเองร่วมกัน" (Collective Self-Defence) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองชีวิตพลเมืองอังกฤษและพันธมิตร
3. การรักษาจุดยืน "ไม่ใช่ผู้รุกราน"
แม้จะยอมให้ใช้ฐานทัพ แต่อังกฤษยังคงย้ำจุดยืนเดิมเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ:
ไม่ใช่การบุกโจมตี: รัฐบาลย้ำว่าอังกฤษ "ไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุก" (Not joining offensive strikes) ของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้สหรัฐฯ ยับยั้งการโจมตีจากต้นทางได้
เน้นการเจรจา: นายกฯ สตาร์เมอร์ยังคงระบุว่า เป้าหมายสูงสุดคือการดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์และลดความขัดแย้งในภูมิภาค
4. ปฏิกิริยาและการเมืองภายในอังกฤษ
ฝ่ายค้าน: คุณ Kemi Badenoch ผู้นำฝ่ายค้าน วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลว่าเป็น "The mother of all U-turns" (การกลับลำครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด) เนื่องจากตอนแรกสตาร์เมอร์ยืนกรานจะไม่ยุ่งเกี่ยวจนสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์
ข้อกังวลเรื่องอธิปไตย: มีการถกเถียงในสภาเรื่องข้อตกลงคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่าเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าดิเอโก การ์เซีย คือจุดยุทธศาสตร์ที่ "เปราะบาง" และสำคัญเกินกว่าจะยอมสละอธิปไตยไป
สถานะล่าสุด: รัฐบาลอังกฤษได้สั่งการให้เครื่องบินรบ Typhoon เพิ่มเติม และเรือหลวง HMS Dragon เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อเสริมกำลังป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือหากอิหร่านยกระดับการตอบโต้ต่อฐานทัพของอังกฤษอีกครั้ง