เชียงใหม่ CM108 ข่าวเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
March 27
·
เชียงใหม่ : ชาวไทยและต่างชาติ ชุมนุมหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ชูป้ายตะโกนต่อต้านและขอยุติสงคราม ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน หลังส่งผลกระทบคนทั้งโลก
.
เมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. วันนี้ (28 มี.ค.69) กลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง CNX4PEACE ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ประกอบด้วยทั้งชาวไทยและชาวอเมริกา จำนวนกว่า 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมชูป้ายกันที่บริเวณด้านหน้าสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อต่อต้านและเรียกร้องให้มีการยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยการรวมตัวกันในครั้งนี้ได้มีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยในการชุมนุมที่เป็นไปอย่างสันติ และไม่มีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการรวมตัวกันยืนชูป้าย ที่มีใจความขอต่อต้านสงครามและยุติการใช้ความรุนแรง พร้อมกับมีการตะโกนเรียกร้องให้ยุติสงครามที่เกิดขึ้นโดยไว โดยระบุว่า ”เราต้องการสันติ ไม่ใช่สงคราม“ เพื่อไม่ต้องการเห็นความสูญเสียและผลกระทบที่จะตามมาอีกหลังจากนี้
ขณะที่ในระหว่างการชุมนุม ทางด้านตัวแทนกลุ่ม ซึ่งเป็นคนไทย ได้มีการมอบแถลงการณ์ให้กับทางผู้สื่อข่าว โดยมีใจความระบุว่า “กลุ่ม CNX4PEACE ประกอบด้วยชาวอเมริกัน ชาวไทย และพลเมืองผู้รักสันติจากหลากหลายประเทศ ที่รวมตัวกันด้วยความปรารถนาร่วมกันในการส่งเสริมสันติภาพ เราได้รับแรงบันดาลใจและยืนหยัดเคียงข้างการเคลื่อนไหวระดับโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ ซึ่งมีประชาชนผู้ห่วงใยจากกว่า 3,000 พื้นที่ทั่วโลกนับล้านคนเข้าร่วม เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติการใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสม และยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยของอเมริกา ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 250 ปี“
”สงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นโดยปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมาย ไม่มีการยินยอมจากสภาคองเกรสไม่มีการพิจารณาผลกระทบในระดับโลก ไม่มีการชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนต่อสาธารณชน และไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน การดำเนินการดังกล่าวกำลังบั่นทอนชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในคุณค่าประชาธิปไตย ตรงกันข้ามสหรัฐอเมริกากลับใช้ทรัพยากรและกำลังทางทหารอันมหาศาลในลักษณะของผู้รูกราน ยึดถือแนวคิดว่า "อำนาจคือความชอบธรรม" และแสดงท่าที่แข็งกร้าวที่สะท้อนลักษณะจักรวรรดินิยม พฤติกรรมเช่นนี้มีแต่จะนำไปสู่ความทุกข์ยาก ความรุ่นวายและความไม่มั่นคงในระดับโลก พร้อมทั้งสร้างแบบอย่างที่อันตรายต่ออนาคต“
”หากความขัดแย้งนี้ยึดเยื้อ และราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น โลกอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยระดับโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับประชาชนหลายร้อยล้านคนที่กำลังเผชิญความยากจนอยู่แล้ว รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรและมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับสหรัฐอเมริกา เราขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อทิศทางดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา“
”เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุดินโยบายและการดำเนินการที่ให้ความสำคัญกับการสังหาร การทิ้งระเบิด การรุกรานและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่าการเจรจาอย่างสันติและการแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูดนอกจากนี้ เรายังขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพและฉันทามดิ เพื่อให้สิทธิมนุษยชนของทุกคนได้รับการเคารพอย่างแท้จริง“
อย่างไรก็ตามภายหลังการชุมนุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ปล่อยให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมทำกิจกรรมอย่างสงบโดยไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงและมีการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแต่อย่างใด จนกระทั่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้มีการแยกย้ายสลายการชุมนุมในที่สุด
https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid02VwKN8ar5oNhFNEstF6ZLW9nrsVkiz17MCNWuoQLToZnFkoNStsCQwSo653UWGBEWl·
เชียงใหม่ : ชาวไทยและต่างชาติ ชุมนุมหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ชูป้ายตะโกนต่อต้านและขอยุติสงคราม ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน หลังส่งผลกระทบคนทั้งโลก
.
เมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. วันนี้ (28 มี.ค.69) กลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง CNX4PEACE ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ประกอบด้วยทั้งชาวไทยและชาวอเมริกา จำนวนกว่า 100 คน ได้เดินทางมาชุมนุมชูป้ายกันที่บริเวณด้านหน้าสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่-ลำปาง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อต่อต้านและเรียกร้องให้มีการยุติสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยการรวมตัวกันในครั้งนี้ได้มีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อยในการชุมนุมที่เป็นไปอย่างสันติ และไม่มีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการรวมตัวกันยืนชูป้าย ที่มีใจความขอต่อต้านสงครามและยุติการใช้ความรุนแรง พร้อมกับมีการตะโกนเรียกร้องให้ยุติสงครามที่เกิดขึ้นโดยไว โดยระบุว่า ”เราต้องการสันติ ไม่ใช่สงคราม“ เพื่อไม่ต้องการเห็นความสูญเสียและผลกระทบที่จะตามมาอีกหลังจากนี้
ขณะที่ในระหว่างการชุมนุม ทางด้านตัวแทนกลุ่ม ซึ่งเป็นคนไทย ได้มีการมอบแถลงการณ์ให้กับทางผู้สื่อข่าว โดยมีใจความระบุว่า “กลุ่ม CNX4PEACE ประกอบด้วยชาวอเมริกัน ชาวไทย และพลเมืองผู้รักสันติจากหลากหลายประเทศ ที่รวมตัวกันด้วยความปรารถนาร่วมกันในการส่งเสริมสันติภาพ เราได้รับแรงบันดาลใจและยืนหยัดเคียงข้างการเคลื่อนไหวระดับโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ ซึ่งมีประชาชนผู้ห่วงใยจากกว่า 3,000 พื้นที่ทั่วโลกนับล้านคนเข้าร่วม เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุติการใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสม และยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยของอเมริกา ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 250 ปี“
”สงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นโดยปราศจากความชอบธรรมทางกฎหมาย ไม่มีการยินยอมจากสภาคองเกรสไม่มีการพิจารณาผลกระทบในระดับโลก ไม่มีการชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนต่อสาธารณชน และไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน การดำเนินการดังกล่าวกำลังบั่นทอนชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศที่ยึดมั่นในคุณค่าประชาธิปไตย ตรงกันข้ามสหรัฐอเมริกากลับใช้ทรัพยากรและกำลังทางทหารอันมหาศาลในลักษณะของผู้รูกราน ยึดถือแนวคิดว่า "อำนาจคือความชอบธรรม" และแสดงท่าที่แข็งกร้าวที่สะท้อนลักษณะจักรวรรดินิยม พฤติกรรมเช่นนี้มีแต่จะนำไปสู่ความทุกข์ยาก ความรุ่นวายและความไม่มั่นคงในระดับโลก พร้อมทั้งสร้างแบบอย่างที่อันตรายต่ออนาคต“
”หากความขัดแย้งนี้ยึดเยื้อ และราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้น โลกอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยระดับโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความยากลำบากให้กับประชาชนหลายร้อยล้านคนที่กำลังเผชิญความยากจนอยู่แล้ว รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรและมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับสหรัฐอเมริกา เราขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อทิศทางดังกล่าวของสหรัฐอเมริกา“
”เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายุดินโยบายและการดำเนินการที่ให้ความสำคัญกับการสังหาร การทิ้งระเบิด การรุกรานและการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่าการเจรจาอย่างสันติและการแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางทางการทูดนอกจากนี้ เรายังขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพและฉันทามดิ เพื่อให้สิทธิมนุษยชนของทุกคนได้รับการเคารพอย่างแท้จริง“
อย่างไรก็ตามภายหลังการชุมนุมครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้ปล่อยให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมทำกิจกรรมอย่างสงบโดยไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงและมีการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแต่อย่างใด จนกระทั่งทางกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้มีการแยกย้ายสลายการชุมนุมในที่สุด
iLaw
12 hours ago
·
27 มีนาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงคราม (People’s Alliance for Peace) จัดงาน “สงครามกินน้ำมัน ลูกฉันกินน้ำตา” ส่งข้อความถึงรัฐบาลต่อวิกฤตพลังงานในสภาวะสงคราม ที่บริเวณลานหน้าหอศิลปกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 18.00 - 20.00 น.
ภายในกิจกรรม มีการนำกระดาษแผ่นใหญ่วางบนพื้นลาน เพื่อเปิดให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาร่วมเขียนแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายข้อความตามพื้นและเสาโดยรอบ อาทิ “Stop War” “พวกเขามีเงินทำสงคราม แต่ไม่สนใจปากท้องคนจน” และ “พอน้ำมันแพง ของก็แพงขึ้นตาม พวกถุงใส่ของ หนังยาง ขายของแทบไม่เหลือกำไร บางวันก็เข้าเนื้อ” ที่รวบรวมเสียงจากประชาชน เกษตรกรเครือข่ายสลัมสี่ภาคถึงปัญหาวิกฤตพลังงานในภาวะสงคราม
ผู้เข้าร่วมบางส่วนยืนถือธงคิวบาและปาเลสไตน์ และมีกิจกรรมแกะภาพพิมพ์จากยางลบ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงจุดยืนต่อต้านสงครามและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในระดับโลก
19.00 น. เครือข่ายสลัมสี่ภาคแถลงการณ์ ใจความว่า ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างหนัก โดยเฉพาะคนจนเมืองที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเพียงพอให้สามารถผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคได้เอง เครือข่ายสลัมสี่ภาคขอเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” เร่งดำเนินการตามข้อเสนอดังต่อไปนี้
มาตรการระยะสั้น
1. รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงในวิกฤตพลังงาน เพื่อควบคุมราคาไม่ให้ส่งผลกระทบในวงกว้าง
2. จะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในภาวะสงคราม และตรึงราคาก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า เช่น ยกเลิกเก็บค่า FT สำหรับครัวเรือน
3. จัดระบบขนส่งมวลชนราคาเดียวที่เข้าถึงได้จริง
4. สนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน เช่น หนุนงบประมาณติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในโครงการบ้านมั่นคงและชุมชนแออัด
5. ให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความเดือดร้อนและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
การปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน
1. หยุดการแปรรูปพลังงานที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือพลังงานไฟฟ้า
2. เปลี่ยนระบบคำนวณพลังงาน โดยแยกพลังงานครัวเรือนออกจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนการผลิต
3. ปฏิรูปงบประมาณและระบบภาษี เพื่อนำรายได้มาสร้างฐานงบประมาณที่มั่นคงสำหรับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แทนการนำมาแจกจ่ายเป็นรายครั้ง
เครือข่ายสลัมสี่ภาคหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล “พูดแล้วทำ” จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และรัฐบาลไทยควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม
ตามด้วยแถลงการณ์จากแนวร่วมประชาชนต่อต้านสงครามส่งเสียงตรงถึงรัฐบาลไทยว่า ตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 น้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ไปจนถึงสถานการณ์การกักตุนน้ำมันภายหลังการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ล้วนเป็นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร อาชีพ รายได้ และความปลอดภัยของประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง
ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากสถานการณ์โลกจำเป็นต้องได้รับการบรรเทาอย่างเร่งด่วน ขณะที่การขาดแคลนน้ำมัน ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์จำเป็นต่าง ๆ ต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที เป้าประสงค์ของการจ่ายภาษีและการมีรัฐบาล คือการมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ปกป้องประชาชนจากภัยอันตรายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม หรือความยากจน
คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาที่จงใจผลักไสความรับผิดชอบ เปรียบเสมือนผู้ละเลยต่อหน้าที่ ใช้เงินภาษีของประชาชนแต่กลับปล่อยให้ผู้คนต้องเผชิญชะตากรรมที่พวกเขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือก กรรมกร ชาวนา และคนจนในประเทศนี้ สงครามไม่เคยห่างไกลจากชีวิต เพราะในทุกวันพวกเขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการกดขี่ของอำนาจทุน และระบบราชการรวมศูนย์ที่ไม่เห็นหัวประชาชน
โดยมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ดังนี้
1. ใช้กลไกทางภาษีและกฎหมายบังคับให้กลุ่มทุนพลังงานในไทยหยุดการกักตุนน้ำมัน อันเป็นการเก็งกำไรและแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนโดยทันที
2. จัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำมันและค่าครองชีพสูง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย คนจนเมือง แรงงานขนส่ง ชาวประมงรายย่อย รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์
3. แสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกในการเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติสงคราม และเปิดการเจรจาสันติภาพ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
4. เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลชดใช้ความเสียหายแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้
5. ดำเนินการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี
ท้ายแถลงการณ์ ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันตะโกนว่า “Long live the People”
·
27 มีนาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านสงคราม (People’s Alliance for Peace) จัดงาน “สงครามกินน้ำมัน ลูกฉันกินน้ำตา” ส่งข้อความถึงรัฐบาลต่อวิกฤตพลังงานในสภาวะสงคราม ที่บริเวณลานหน้าหอศิลปกรุงเทพ ตั้งแต่เวลา 18.00 - 20.00 น.
ภายในกิจกรรม มีการนำกระดาษแผ่นใหญ่วางบนพื้นลาน เพื่อเปิดให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาร่วมเขียนแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีการติดป้ายข้อความตามพื้นและเสาโดยรอบ อาทิ “Stop War” “พวกเขามีเงินทำสงคราม แต่ไม่สนใจปากท้องคนจน” และ “พอน้ำมันแพง ของก็แพงขึ้นตาม พวกถุงใส่ของ หนังยาง ขายของแทบไม่เหลือกำไร บางวันก็เข้าเนื้อ” ที่รวบรวมเสียงจากประชาชน เกษตรกรเครือข่ายสลัมสี่ภาคถึงปัญหาวิกฤตพลังงานในภาวะสงคราม
ผู้เข้าร่วมบางส่วนยืนถือธงคิวบาและปาเลสไตน์ และมีกิจกรรมแกะภาพพิมพ์จากยางลบ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงจุดยืนต่อต้านสงครามและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในระดับโลก
19.00 น. เครือข่ายสลัมสี่ภาคแถลงการณ์ ใจความว่า ประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่วิกฤติพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีรายได้น้อยอย่างหนัก โดยเฉพาะคนจนเมืองที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเพียงพอให้สามารถผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคได้เอง เครือข่ายสลัมสี่ภาคขอเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” เร่งดำเนินการตามข้อเสนอดังต่อไปนี้
มาตรการระยะสั้น
1. รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงในวิกฤตพลังงาน เพื่อควบคุมราคาไม่ให้ส่งผลกระทบในวงกว้าง
2. จะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในภาวะสงคราม และตรึงราคาก๊าซหุงต้มและค่าไฟฟ้า เช่น ยกเลิกเก็บค่า FT สำหรับครัวเรือน
3. จัดระบบขนส่งมวลชนราคาเดียวที่เข้าถึงได้จริง
4. สนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน เช่น หนุนงบประมาณติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ในโครงการบ้านมั่นคงและชุมชนแออัด
5. ให้ตัวแทนภาคประชาชนเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังความเดือดร้อนและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
การปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน
1. หยุดการแปรรูปพลังงานที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือพลังงานไฟฟ้า
2. เปลี่ยนระบบคำนวณพลังงาน โดยแยกพลังงานครัวเรือนออกจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนการผลิต
3. ปฏิรูปงบประมาณและระบบภาษี เพื่อนำรายได้มาสร้างฐานงบประมาณที่มั่นคงสำหรับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แทนการนำมาแจกจ่ายเป็นรายครั้ง
เครือข่ายสลัมสี่ภาคหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาล “พูดแล้วทำ” จะตัดสินใจอย่างกล้าหาญเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ และรัฐบาลไทยควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม
ตามด้วยแถลงการณ์จากแนวร่วมประชาชนต่อต้านสงครามส่งเสียงตรงถึงรัฐบาลไทยว่า ตั้งแต่การระบาดของโรคโควิด-19 น้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 และความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ไปจนถึงสถานการณ์การกักตุนน้ำมันภายหลังการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ล้วนเป็นวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร อาชีพ รายได้ และความปลอดภัยของประชาชนในประเทศอย่างรุนแรง
ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากสถานการณ์โลกจำเป็นต้องได้รับการบรรเทาอย่างเร่งด่วน ขณะที่การขาดแคลนน้ำมัน ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์จำเป็นต่าง ๆ ต้องได้รับการแก้ไขโดยทันที เป้าประสงค์ของการจ่ายภาษีและการมีรัฐบาล คือการมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ปกป้องประชาชนจากภัยอันตรายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ภัยสงคราม หรือความยากจน
คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาที่จงใจผลักไสความรับผิดชอบ เปรียบเสมือนผู้ละเลยต่อหน้าที่ ใช้เงินภาษีของประชาชนแต่กลับปล่อยให้ผู้คนต้องเผชิญชะตากรรมที่พวกเขาไม่เคยมีสิทธิ์เลือก กรรมกร ชาวนา และคนจนในประเทศนี้ สงครามไม่เคยห่างไกลจากชีวิต เพราะในทุกวันพวกเขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากการกดขี่ของอำนาจทุน และระบบราชการรวมศูนย์ที่ไม่เห็นหัวประชาชน
โดยมีข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ดังนี้
1. ใช้กลไกทางภาษีและกฎหมายบังคับให้กลุ่มทุนพลังงานในไทยหยุดการกักตุนน้ำมัน อันเป็นการเก็งกำไรและแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนโดยทันที
2. จัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำมันและค่าครองชีพสูง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรายย่อย คนจนเมือง แรงงานขนส่ง ชาวประมงรายย่อย รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์ม หรือไรเดอร์
3. แสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกในการเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยุติสงคราม และเปิดการเจรจาสันติภาพ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
4. เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลชดใช้ความเสียหายแก่ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนี้
5. ดำเนินการคลี่คลายความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี
ท้ายแถลงการณ์ ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันตะโกนว่า “Long live the People”