
‘น้ำมันดิบเข้ากลั่น’ ของไทย นำเข้าจากแหล่งไหนบ้าง?
3 March 2026
The Matter
“ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว หากใครพยายามผ่านเข้ามา เหล่าวีรบุรุษแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติและกองทัพเรือจะเผาเรือเหล่านั้นให้วอดวาย”
นี่คือคำขู่จาก อิบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันประมาณ 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเกือบ 90% ส่งไปยังเอเชีย ขณะที่ 4% ไปยังยุโรป 4% ไปยังทวีปอเมริกา และ 2% ไปยังแอฟริกา
คำถามที่มาพร้อมกับความกังวลในห้วงเวลานี้คือ ‘ประเทศไทย’ ได้รับผลกระทบแค่ไหน และเราพึ่งพิงน้ำมันดิบจากต่างประเทศแค่ไหนบ้าง?
ขณะที่ข้อมูลจาก กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ชี้ว่าประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจาก 4 เส้นทางในหลายประเทศ ได้แก่แหล่งผลิตตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง อ่าวเปอร์เซีย > ช่องแคบฮอร์มุซ > ทะเลอาหรับ > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทย แหล่งผลิตต้นทางตะวันออกไกล (Far East) / ออสเตรเลีย ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง นิวซีแลนด์ > อ่าวไทย แหล่งผลิตต้นทาง สหรัฐฯ, บราซิล, ไนจีเรีย, ปานามา คองโก ฯลฯ ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง แหลมกู้ดโฮป > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทยแหล่งผลิตต้นทาง ลิเบีย, ซูดาน ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง คลองสุเอช > ทะเลแดง > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทย
เมื่อแบ่งเป็นสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบพบว่า ในปี 2568 ประเทศไทย จัดหาน้ำมันดิบจาก ตะวันออกกลาง 57%, ตะวันออกไกล 12%, ช่องทางอื่นๆ 24% และท้องถิ่น 7% โดยที่ระยะเวลาในการขนส่งน้ำมันดิบมาไทยจะต่างกันออกไป ซึ่งเส้นทางที่ไวที่สุดมาจากตะวันออกไกล ใช้เวลา 5 วัน, ตะวันออกกลาง ใช้เวลา 15 วัน, แอฟริกา ใช้เวลา 21 วัน และสหรัฐฯ 40 วัน
📌กระทบไทย 1 ใน 3
พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุว่า “น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้า ผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด”
พรายพล ระบุต่อว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าอิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดฮอร์มุซได้ในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ และนานาชาติจะตอบโต้เพื่อให้เปิดเส้นทาง แต่เพียงการขู่หรือก่อกวนเช่นนี้ก็ทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว
“ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง (เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” พรายพลระบุ และยังบอกด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเปราะบางจุดหนึ่งในระบบพลังงานโลก
https://thematter.co/social/oil-gas-thailand-iran-us-attack/257612
.....
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถึงประมาณ 90% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ข้อมูลล่าสุดในปี 2568-2569 ระบุแหล่งที่มาหลักและสถานการณ์การนำเข้าดังนี้ครับ:
1. แหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ (Crude Oil)
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยมีสัดส่วนหลักๆ ดังนี้:
- ตะวันออกกลาง (หลักที่สุด ประมาณ 50-58%): เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของไทย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งครองส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด ตามมาด้วย ซาอุดีอาระเบีย และ กาตาร์
- ตะวันออกไกลและโอเชียเนีย: นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย
- อเมริกาและแอฟริกา: มีการนำเข้าจาก สหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการตกลงซื้อขายพลังงานในปี 2568), บราซิล, ไนจีเรีย และ คองโก
- รัสเซีย (แหล่งใหม่ที่กำลังพิจารณา): จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Operation Epic Fury) ในช่วงต้นปี 2569 ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน $100 ต่อบาร์เรล รัฐบาลไทยได้เริ่มเปิดการเจรจาเพื่อนำเข้าน้ำมันดิบจาก รัสเซีย เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนพลังงาน
ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีความสำคัญมากเพราะใช้ผลิตไฟฟ้ากว่า 55% ของประเทศ:
- กาตาร์: ยังคงเป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่สุด (ประมาณ 42%)
- มาเลเซีย และ ออสเตรเลีย: เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญในภูมิภาค
- เมียนมา: นำเข้าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ (แต่สัดส่วนลดลงตามปริมาณก๊าซในแหล่งผลิตที่น้อยลง)
เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) สูงมาก ข้อมูลระบุว่าน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งที่ไทยใช้ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน จนมีการปิดช่องแคบ ทำให้:
- ราคาน้ำมันในไทยผันผวนสูง: ราคาดีดตัวขึ้นตามตลาดโลกกว่า 45% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
- ความมั่นคงทางพลังงาน: ปัจจุบันไทยมีสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปใช้ได้ประมาณ 95 วัน และรัฐบาลได้ออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังบางประเทศ (ยกเว้นลาวและเมียนมา) เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกในช่วงต้นปี 2569 โดยเฉพาะความตึงเครียดจาก Operation Epic Fury ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน $100 ต่อบาร์เรล ประเทศไทยได้เร่งหา "ทางเลือกใหม่" เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ดังนี้ครับ:
1. การเปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ (Strategic Shift)
รัฐบาลไทยกำลังพยายามลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง (ที่เคยสูงถึง 50%) โดยเบนเข็มไปยังแหล่งใหม่ๆ:
- รัสเซีย (ตัวเลือกหลัก): มีการเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเว้น (Waiver) การคว่ำบาตรชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันโลก ทำให้ไทยสามารถซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกได้
- กลุ่มประเทศใหม่ๆ: กระทรวงการต่างประเทศและ ปตท. (PTT) กำลังขยายดีลกับ บราซิล, ไนจีเรีย, คาซัคสถาน และเพิ่มสัดส่วนจาก สหรัฐอเมริกา และ แองโกลา เพื่อลดความเสี่ยงหากเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลางถูกตัดขาดนานกว่าที่คาด
- การสำรองพลังงาน: ปัจจุบันไทยขยายการสำรองน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 98-101 วัน (จากเดิมประมาณ 60-70 วัน) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
เนื่องจากก๊าซจากเมียนมามีปริมาณลดลงและก๊าซในอ่าวไทยไม่เพียงพอ ไทยจึงหันไปหา:
- ดีลระยะยาวกับสหรัฐฯ: มีข้อตกลงซื้อ LNG และน้ำมันจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยในปี 2569 นี้จะมีการนำเข้า LNG จากโครงการใน Alaska เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน
- Spot LNG: การสั่งซื้อแบบเร่งด่วนจากตลาดจรเพื่อทดแทนก๊าซที่หายไปจากตะวันออกกลาง (เช่น กาตาร์) ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ
ในระยะยาว รัฐบาลผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่มุ่งเน้น "ความมั่นคงที่พึ่งพาตัวเองได้":
- เป้าหมาย Clean Energy 50%: เร่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ โซลาร์เซลล์แบบลอยตัว (Floating Solar) และลม
- ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage): มีการประเมินว่าหากไทยเพิ่มแบตเตอรี่และโซลาร์ให้มากกว่าแผนเดิม จะช่วยประหยัดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2569-2580
- นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): เริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้และวางกฎระเบียบรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งพลังงานฐานที่เสถียรในอนาคต
ในช่วงวิกฤตนี้ รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเร่งด่วน:
- Work From Home: สนับสนุนให้ข้าราชการและภาคเอกชนทำงานที่บ้านเพื่อลดการใช้น้ำมันภาคขนส่ง
- การคุมเข้มการส่งออก: สั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังบางประเทศเพื่อรักษาปริมาณในประเทศให้เพียงพอต่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึง
สรุปสั้นๆ: ในระยะสั้นไทยกำลัง "พึ่งน้ำมันรัสเซียและอเมริกา" เพื่อพยุงราคา ส่วนในระยะยาวกำลังพยายาม "หนีฟอสซิลไปหาโซลาร์และนิวเคลียร์" ครับ