CNN Global Affairs Analyst Karim Sadjadpour believes the nature of the war in Iran has changed for the U.S. "I think this began as a war of choice for President Trump and it's morphed into a war of necessity," he says. pic.twitter.com/KLpecWvoXz
— Anderson Cooper 360° (@AC360) March 21, 2026
https://x.com/AC360/status/2035340941171548352
.....Karim Sadjadpour นักวิเคราะห์ด้านกิจการระหว่างประเทศของ CNN เชื่อว่าธรรมชาติของสงครามในอิหร่านได้เปลี่ยนไปสำหรับสหรัฐฯ โดยเขากล่าวว่า "ผมคิดว่าเดิมทีสงครามนี้เริ่มต้นขึ้นในฐานะ 'สงครามทางเลือก' (War of Choice) สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่บัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็น 'สงครามแห่งความจำเป็น' (War of Necessity) ไปแล้ว" คำกล่าวนี้มีความหมายอย่างไร?
Gemini ตอบว่า:
ความแตกต่างที่ Karim Sadjadpour ชี้ให้เห็นนั้นสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงในเหตุผลที่ประเทศหนึ่งเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหาร โดยเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นทางเลือก ไปสู่ความจำเป็นเชิงรับเพื่อการป้องกันตนเอง
ในบริบทของความขัดแย้งปี 2026 (ปฏิบัติการ Epic Fury) นี่คือคำอธิบายรายละเอียดว่าคำศัพท์เหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบัน:
**สงครามทางเลือก (War of Choice)**
"สงครามทางเลือก" คือความขัดแย้งที่ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หรือทางอุดมการณ์ที่เฉพาะเจาะจง มากกว่าที่จะเป็นการเข้าปะทะเพื่อขับไล่ภัยคุกคามที่จ่ออยู่ตรงหน้าและเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของชาติ
**ระยะเริ่มต้น:** Sadjadpour ให้เหตุผลว่าสงครามเริ่มต้นในลักษณะนี้ เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มี "ภัยคุกคามที่จ่ออยู่ตรงหน้า" (imminent threat) ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังจะเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือยิงขีปนาวุธขนานใหญ่เข้าใส่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ
**ปัจจัยขับเคลื่อน:** ความขัดแย้งนี้ถูกจุดชนวนขึ้นจาก "เส้นแดง" (Red Line) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขีดไว้เกี่ยวกับวิธีการที่รัฐบาลอิหร่านปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อเส้นแดงดังกล่าวถูกละเมิด สหรัฐฯ จึงเลือกที่จะเริ่มระดมกำลังทหารและเปิดฉากโจมตีตามมา เพื่อบังคับใช้นโยบายของตนและลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านลง
**สงครามแห่งความจำเป็น (War of Necessity)**
"สงครามแห่งความจำเป็น" คือความขัดแย้งที่ประเทศชาติมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใดนอกจากการเข้าสู้รบ เนื่องจากผลประโยชน์สำคัญ ความมั่นคง หรือชีวิตของพลเมืองกำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีโดยตรงและในทันที
**จุดเปลี่ยน:** สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไปสู่ระดับ "ภูมิภาค" อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีกว่า 2,000 ลูก โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ แหล่งก๊าซ South Pars
**สถานการณ์ที่บีบบังคับ:** เนื่องจากมาตรการตอบโต้ของอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลก และคุกคามพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยตรง (เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สหรัฐฯ จึงตกอยู่ในสถานะที่ "ถอนตัวไม่ได้" (locked in) อีกต่อไปแล้ว สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ "ทางเลือก" ในการลงโทษระบอบการปกครองของอิหร่านเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น "ความจำเป็น" ที่ต้องเข้าปกป้องระบบเศรษฐกิจโลกและป้องกันไม่ให้ภูมิภาคทั้งหมดพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง สี่ลำดับความสำคัญ
ซัดจาดปูร์ตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากสงครามได้กลายเป็นสงครามที่ "จำเป็น" สหรัฐฯ จึงถูกบังคับให้ต้องจัดการกับเป้าหมายสำคัญสี่ประการที่ทำให้การถอนตัวอย่างง่ายๆ เป็นเรื่องยาก:
ความรับผิดชอบด้านนิวเคลียร์: การรักษาความปลอดภัยหรือการชี้แจงเกี่ยวกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังจากการโจมตีครั้งก่อนๆ
การแพร่กระจายขีปนาวุธ/โดรน: การยุติภัยคุกคามโดยตรงจากการ "ยิงโจมตี" ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค
การลดทอนกำลังของกลุ่มตัวแทน: การจัดการกับภัยคุกคามที่เหลืออยู่จากกลุ่มต่างๆ เช่น ฮิซบอลลาห์และฮูตี แม้ว่าพวกเขากำลังอ่อนแอลงก็ตาม
ความโหดร้ายภายในประเทศ: การแก้ไขสาเหตุหลักของการแทรกแซง นั่นคือการปราบปรามประชาชนของตนเองโดยระบอบการปกครอง
ข้อสรุป: ประเด็นของซัดจาดปูร์คือ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้โดยสมัครใจ แต่ก็ไม่สามารถถอนตัวออกได้โดยสมัครใจเช่นกัน สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้สร้าง "กล่องดำ" แห่งความไม่แน่นอน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์อาจพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะ "ยุติและประกาศชัยชนะ" ได้ง่ายๆ