วันอาทิตย์, มีนาคม 15, 2569

จาก ‘มันจบแล้วครับนาย’ ถึง เราเป็นที่หนึ่งแล้ว ครับท่าน 18 ปี พรรคภูมิใจไทย จับตา รัฐบาล 8 ปี


จาก ‘มันจบแล้วครับนาย’ ถึง เราเป็นที่หนึ่งแล้ว ครับท่าน 18 ปี พรรคภูมิใจไทย จับตา รัฐบาล 8 ปี

13.03.2026
มติชนสุดสัปดาห์

ในประเทศ

พรรคภูมิใจไทยปิดดีลตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” โดยมีเสียง ส.ส. สนับสนุนมากกว่า 290 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคขนาดเล็ก

ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีพรรคไทรวมพลัง ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์

ย้อนดูประวัติพรรคภูมิใจไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ผู้ก่อตั้งพรรคและแกนนำสำคัญ นำโดยกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” (อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน) นำโดยนายเนวิน ชิดชอบ และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ร่วมกับกลุ่มของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

สาเหตุการตั้งพรรค เกิดขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทำให้กลุ่มเพื่อนเนวินตัดสินใจแยกตัวออกมา เพื่อสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการพลิกขั้วการเมือง โดยมีวลีในตำนาน “มันจบแล้วครับนาย” ซึ่งนายเนวินกล่าวต่อนายทักษิณ ชินวัตร

เป็นจุดเริ่มต้นของพรรคภูมิใจไทยในฐานะ “พรรคตัวแปร”

เพื่อตอบแทนการข้ามขั้วครั้งนั้น ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้กุมกระทรวงเกรดเอไว้ในมือในฐานะรัฐมนตรีว่าการ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม

ต่อมาในการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งถือเป็นบททดสอบใหญ่ครั้งแรกของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทยเข้าสู่การเลือกตั้งโดยใช้ทรัพยากรจากความเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงเกรดเอมาสร้างฐานเสียง เน้นนโยบายเศรษฐกิจและปากท้อง ภายใต้แคมเปญ “ประชานิยม สังคมเป็นสุข”

แม้พรรคจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเกือบทุกเขต แกนนำบางคนตั้งเป้า ส.ส.ไว้ 50-70 ที่นั่ง แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมากลับได้จำนวน ส.ส.เพียงแค่ 34 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต 29 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 5 ที่นั่ง ได้คะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 5 แสนกว่าคะแนน คิดเป็นประมาณ 1.6% ของผู้มาใช้สิทธิ์ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเป็นพรรคใหญ่ในรัฐบาลเดิม

อย่างไรก็ดี พรรคยังคงรักษาพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไว้ได้เกือบทั้งหมด (7 จาก 9 เขต) แต่ในจังหวัดอื่นๆ ของภาคอีสาน พรรคเพื่อไทยกลับกวาดที่นั่งไปได้อย่างถล่มทลาย

ปัจจัยแรกที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยพ่ายแพ้หมดรูปในการเลือกตั้งครั้งนั้น คือกระแส “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” มาแรงเกินคาด พรรคเพื่อไทยที่ชูสโลแกน “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” สามารถดึงดูดฐานเสียงภาคอีสานกลับไปได้อย่างเหนียวแน่น

ปัจจัยที่สอง ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทย ถูกคนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นมองว่าเป็น “ผู้ทรยศ” จากเหตุการณ์ปี 2551 ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในพื้นที่หาเสียง

ปัจจัยที่สาม นโยบายแบบประชานิยมที่ทับซ้อนกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับเพื่อไทย คนส่วนใหญ่เลือกจะเชื่อมั่นใน “ต้นตำรับ” มากกว่า

หลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะเด็ดขาดและจัดตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องไปทำหน้าที่เป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นครั้งแรก

ความพ่ายแพ้ในปี 2554 ทำให้นายเนวิน ชิดชอบ ได้ประกาศ “วางมือทางการเมือง” หลบไปอยู่หลังฉาก และหันไปทุ่มเทให้กับการสร้างสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และสนามแข่งรถ

“บุรีรัมย์โมเดล” สามารถเปลี่ยนผ่านจังหวัดทางผ่านที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พัฒนาโดยใช้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ทั้งการใช้สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้างอัตลักษณ์ “เซราะกราว” ให้กลายเป็นความภูมิใจระดับประเทศ

ทั้งการสร้างสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ดึงงานระดับโลกอย่างการแข่งขัน MotoGP มาลงพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ และทำให้คนบุรีรัมย์รู้สึกว่าการมีพรรคภูมิใจไทยและตระกูลชิดชอบ ทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน ในเชิงการเมือง บุรีรัมย์โมเดลคือการทำให้ “บ้านใหญ่” แข็งแกร่งกว่า “พรรค” ใช้กลไกท้องถิ่น (อบจ. เทศบาล, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน) ทำงานสอดประสานกับ ส.ส. อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ทำให้หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคภูมิใจไทยได้จำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นเป็น 51 ที่นั่ง ได้เข้าร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

และได้รับตำแหน่งสำคัญ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

รวมถึงได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พรรคภูมิใจไทยใช้โอกาสในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สร้างฐานเครือข่ายทางการเมืองผ่านกลไกอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) แม้จะล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 จนมีประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเติบโตของพรรคภูมิใจไทย

ประกอบกับการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูแล ไปสู่พื้นที่ฐานเสียงของพรรค ที่กระจุกตัวในพื้นที่อีสานตอนใต้ ภาคกลาง และภาคใต้บางจังหวัดเป็นการเฉพาะ สร้างความเจริญในระดับจังหวัด

รวมไปถึงการออกประกาศปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในปี 2564 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น แม้จะมีฝ่ายที่ต่อต้านอย่างมาก แต่ก็มีฝ่ายที่สนับสนุนอย่างมากเช่นเดียวกัน

พรรคภูมิใจไทยหยิบเอาผลงานจากการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์มาหาเสียง ชูสโลแกน “พูดแล้วทำ” จนทำให้ในการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทยกวาด ส.ส.ไปได้ถึง 71 ที่นั่ง เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย ได้รับโควต้า “4 ว่าการ 4 ช่วย”

โดยได้เก้าอี้สำคัญคือกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยถึง 2 ที่นั่ง ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจการบริหารส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด/กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) สูงมาก

และกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้พรรคสามารถสร้างฐานเสียงผ่านคนรุ่นใหม่และเครือข่ายครูทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในปี 2567 ที่ ส.ว.สีน้ำเงินสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้ ทำให้สามารถครอบงำชี้นำองค์กรอิสระของประเทศได้

หลังความขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย และถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเดือนมิถุนายน 2568 การแทรกแซงจากฝ่ายตุลาการกรณี “คลิปอังเคิล” จนนำไปสู่การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การสนับสนุนอย่างมีเงื่อนไขของพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยได้จัดวางกลไกราชการต่างๆ ให้เกิดความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

ตามมาด้วยการบิดเงื่อนไขข้อตกลงนอกเหนือ MOA ที่คล้าย “สัญญาใจ” ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จนท้ายที่สุดจบลงที่การยุบสภา 12 ธันวาคม 2568

พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งแห่งที่ของพรรคในการเมืองไทยเป็นพรรคอนุรักษนิยม สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ยังปลุกกระแสชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 โดยได้ ส.ส. มากกว่า 190 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางข้อครหาว่าเป็น “การเลือกตั้งที่สกปรก” ที่สุดครั้งหนึ่งในการเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถปิดดีลจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ได้สำเร็จ

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า พรรคหวังบริหารราชการแผ่นดินครบ 4 ปี โดยจะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่พรรคหาเสียงไว้ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน เพราะเชื่อว่าหากแก้ปัญหาปากท้องประชาชนสำเร็จ จะเป็นการปูทางไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้งรอบหน้าแน่นอน

ขณะเดียวกัน มีการประเมินโดยบุคคลภายนอกว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้เสียงส่วนใหญ่ 21 ล้านเสียง จะเห็นว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม

ขณะที่หน้าตา ครม.อนุทิน 2 จะเป็นอย่างไร ยังคงต้องติดตามต่อไป ท่ามกลางกระแสข่าวการวางตัว “กลุ่มลูกบังเกิดเกล้า” สอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ปาฐกถาในหัวข้อ “ถอดรหัส 192 เสียง โอกาสและความท้าทาย” ในงานสัมมนา ส.ส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรค ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ตอนหนึ่งว่า พัฒนาการของพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว จำได้ว่าตอนที่เราเลือกตั้งครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายกันหมดแล้ว แต่วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักกันจนครบ

มองด้วยสายตาคนติดตามการเมืองไทย ย้อนกลับไป 18 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะเติบโตมาได้ถึงจุดนี้

https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_886755