
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
8 hours ago
·
“ถ้าได้ออกไปเลือกตั้ง คงเลือกพรรคที่แก้ปัญหาผู้ต้องขังการเมืองอย่างแท้จริง” เสียงคาดหวังของ “ฟรานซิส” ผู้ต้องขังคดี ม.110 จากรั้วคลองเปรมฯ
.
.
วันที่ 14-15 ม.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง บัณฑิตสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากถูกคุมขังมากกว่าสี่เดือน นับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 16 ปี ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีกสี่คนถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินี จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 และศาลฎีกายังไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างฎีกา
.
การพบกันครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการรอคอยยาวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง และด้วยความกังวลว่าสายโทรศัพท์จะตัดกลางคัน ภายในเวลาที่จำกัด ฟรานซิสพยายามส่งข่าวสารออกไปให้มากที่สุด และขอให้ส่งสรุปข่าวทางโดมิเมล์เพื่อเอาไปแบ่งปันกับเพื่อน ๆ ในเรือนจำด้วย
.
ฟรานซิสพูดถึงประเด็นที่หนักอึ้งในใจมาตลอด เรื่องประชามติแก้รัฐธรรมนูญที่ในความเห็นเขาสื่อกระแสหลักยังไม่ค่อยพูดถึง และคำถามว่าเราจะวัดความสำเร็จของการรณรงค์ได้อย่างไร เมื่อมันเหมือนกับการยิงปืนเข้าไปในความมืด เขาวาดภาพว่าหากอยู่ข้างนอก เขาจะจัดเสวนา ลงพื้นที่สำรวจความเข้าใจของประชาชน และพยายามแปลงคำพูดให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้
.
ขณะที่ความปรารถนาในส่วนลึกของเขานั่นคือการปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ไม่ว่าจะผ่านการประกันตัว การพักโทษ หรืออภัยโทษ ฟรานซิสบอกว่าเขายังมีความหวังเล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในหัวใจ หวังว่าการเมืองไทยจะดีขึ้น หวังว่าเราจะไม่ปิดกั้นตัวเองจากทางออก และหวังว่าอำนาจรัฐจะไม่ถูกใช้กดขี่กันเอง
____________________________
วันที่ 14 มกราคม รอฟรานซิสอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมงจนเขาออกมาช่วงใกล้เที่ยง ความทรงจำจากการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองครั้งที่แล้วทำให้กังวลว่าโทรศัพท์จะถูกตัดสายเวลา 12.30 น. อีกหรือไม่ จึงรีบยื่นสรุปข่าวให้อ่านก่อน พออ่านจบ ฟรานซิสถามว่าส่งข่าวทางโดมิเมล์ได้ไหม เขาอยากเอาไปคุยกับเพื่อนในเรือนจำ กลัวว่าจะลืม จากนั้นถามถึงความคืบหน้าคดี
.
เมื่อพูดถึงการโยกย้ายเรือนจำของผู้ต้องขัง “โดยรวมตอนนี้นิ่ง ไม่มีอะไรเลย” ฟรานซิสเริ่มต้น “มีคนที่โดนคดี 112 เข้ามาแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่ามีชื่อเก็ท โสภณจะมาด้วย ผมไม่รู้ว่าจริงไม่จริงนะ แต่ผมเป็นห่วง ถ้าเก็ทมาอยู่ที่นี่” (เก็ทยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ)
.
บทสนทนาค่อย ๆ เลื่อนไปยังประเด็นที่ฟรานซิสห่วงใยเป็นพิเศษ เรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่เขาเห็นว่าสื่อกระแสหลักไม่ค่อยพูดถึง “ก็มีแหละ แต่น้อย พรรคการเมืองบางพรรคก็พูดได้ รณรงค์ได้ แต่บางพรรคก็กลัวเกิน” เขายกตัวอย่างกรณีที่มีผู้สมัคร สส. บางพรรค ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าต้องไปถามพรรคก่อนว่าเห็นด้วยกับประชามติหรือไม่
.
“ผมอยากให้มีการพูดถึงประชามติในทุกที่” เขาฝากความเห็นออ กไป
แต่ฟรานซิสยังพูดไม่ทันจบ สายก็ตัดไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปโทรเครื่องไหนก็ไม่ติด เขาจึงชวนไปตะโกนคุยกันข้างห้องเยี่ยมทนาย พลางพูดว่าเหมือนย้อนกลับไปในปี 1970 เลย ที่ต้องตะโกนคุยกันแบบนี้ เมื่อรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัว และน่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง จึงนัดกันมาใหม่วันหลัง
.
วันต่อมา 15 มกราคม ฟรานซิสออกมาเร็วกว่าเดิม เขาบอกว่าถามคนที่เกี่ยวข้องแล้วว่าทำไมสายถึงตัด ผู้ช่วยหน้าแดนมีคำตอบให้ไม่ชัดเจนนัก เพียงบอกว่าต้องรอสักพักหนึ่งถึงจะคุยได้อีก วันนี้จึงไม่ต้องรีบร้อนมาก ฟรานซิสยังคงกลับมาคุยเรื่องประชามติ สิ่งที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญพอ ๆ กับการเลือกตั้ง แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร
.
“เวลาที่ตัวแทนพรรคการเมืองไปดีเบตตามสื่อ เขาก็จะพูดถึงเรื่องนโยบายปากท้อง หรือปราบคอรัปชั่น แต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญถูกทำให้หายไปเลย ผมอยากให้มีการทำอะไรมากกว่านี้ที่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และความจำเป็นในการแก้รัฐธรรมนูญเชิงลึก อย่างงานวิ่งที่จัดกันก็ดีนะ แต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าเราสามารถแปรเป็นความตระหนักรู้ให้คนในสังคมได้ด้วย” เด็กหนุ่มวัย 26 ปีสะท้อนไว้อีกตอนหนึ่ง
.
ก่อนเริ่มวาดภาพสิ่งที่เขาจะทำหากอยู่ข้างนอก “ถ้าผมอยู่ข้างนอก คงจะจัดงานเสวนา ลงพื้นที่ไปถามประชาชนว่ารู้จักการแก้รัฐธรรมนูญมากแค่ไหน ถามนักการเมืองว่าคิดอย่างไรกับประชามติ คิดว่าปัญหา 10 อันดับแรกของคุณคืออะไร” เขาหยุดชั่วครู่ “ผมรู้สึกว่าตอนนี้เหมือนเรากำลังยิงปืนเข้าไปในความมืด เพราะมันวัดยากว่าความสำเร็จของเราคืออะไร คนตระหนักรู้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมากขึ้นจริงไหม อย่างไร”
.
เมื่อถามฟรานซิสว่า เขามีความหวังกับการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ อย่างไร เขาพูดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เหมือนกับปี 2566 แต่ที่เปลี่ยนไปคือ สว. ไม่มีสิทธิโหวตเลือกนายก และเกมการเมืองเปลี่ยน แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่จะได้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงแบบเด็ดขาด
.
“ถ้าเพื่อไทยกับประชาชนจับมือกัน ก็คงเป็นผลดีกับผู้ต้องขังทางการเมืองแน่ ๆ หากการจับมือของสองพรรคนี้ไม่ได้นำไปสู่การปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมือง มันก็ยากที่จะมีความหมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นนิรโทษกรรมอย่างเดียวก็ได้ แต่สิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดี การพักโทษ หรืออภัยโทษ มันก็เป็นคุณประโยชน์กับผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่
.
“ถ้าได้ออกไปเลือกตั้ง คงเลือกพรรคที่มีความตั้งใจจะแก้ไขปัญหาให้ผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างแท้จริง ผมยังมีความหวังว่าการเมืองไทยจะดีขึ้นนะ มันเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนในหัวใจผม” ฟรานซิสสะท้อนความเห็นต่อการเลือกตั้ง
.
ฟรานซิสพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญว่าต้องยอมรับก่อนว่ามันมีปัญหาจุดไหน แล้วเริ่มแก้ ในฐานะศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขายกตัวอย่างฝรั่งเศสที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา สิ่งที่ทำคือขอให้นายพลที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นมาร่างรัฐธรรมนูญให้ในเวลาหกเดือน ให้บุคคลที่มีอำนาจจากฉันทามติของประชาชนมาจัดการตามเวลาที่กำหนด หรือกรณีบังคลาเทศ ‘ชีค ฮาสินา’ ปกครองประเทศมายี่สิบกว่าปี จนนักศึกษาโค่นล้มเขาลงได้ เขาก็หนีไป ซึ่งในรัฐธรรมนูญตอนนั้นมีช่องว่างให้ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาใหม่แล้วจัดการอะไรทั้งหมดได้
.
“ที่ผมจะพูดคือ การทำประชามติครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการล้างไพ่ การแก้รัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าเราเป็นมนุษย์ เรามีอคติอยู่แล้ว แต่เราเปิดทางให้พวกเขาแค่ไหน ผมเชื่อว่าเราสามารถพูดคุยกันได้ ประนีประนอมกันได้ เข้าใจซึ่งกันและกันได้ ทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะมีความคิดแบบไหนก็ตาม”
.
ฟรานซิสเสริมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จหรอก ก็แล้วแต่บริบทของแต่ละที่ “แต่ผมไม่อยากให้เราปิดกั้นตัวเองในการไปสู่สิ่งที่ดีกว่านี้ได้ อย่าเอาอำนาจรัฐมากดขี่กันเองเลยครับ”
.
ก่อนบทสนทนาพักเรื่องหนักไว้ก่อน หันมาถามไถ่ความเป็นอยู่กันบ้าง เขาหัวเราะบอกว่าเดี๋ยวนี้เป็นผู้ดำเนินเกมส์ werewolf แล้ว ในเรือนจำมีการ์ดเกมส์ werewolf ถ้าไม่มีก็ทำขึ้นเอง “มันกวนประสาทและคลายเครียดได้ดี อีกอย่างก็หมากรุกหรือเกมกระดาน แต่ไม่มีลูกเต๋าแน่นอน มันก็เป็นหนึ่งในกรรมวิธีที่คนคุกจะหาความสนุกจากในนี้ได้” เขายิ้ม
.
ฟรานซิสเล่าต่อว่าเขาเริ่มเขียนหนังสือเรื่อง ‘constitutional about heart’ แล้ว พร้อม ๆ กับการทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของไปด้วย ก่อนจะกลับมาสะท้อนชีวิตในเรือนจำ เขาเกริ่นไว้ว่า “มีคนเตือนผมว่าอย่าไปคิดมากเลย ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา อย่าพยายามทำให้เป็นที่ของเราไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม” แล้วเมื่อประโยคนั้นจบลงโดยที่ยังไม่มีการโต้ตอบสายก็ตัดไป ทนายนั่งรอครู่หนึ่งก็ไม่มีวี่แววว่าโทรศัพท์จะกลับมาใช้ได้ปกติ จึงทำได้เพียงตะโกนบอกลากันข้างห้องเยี่ยม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1293391602631307&set=a.656922399611567
อ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ที่ลิ้งก์