
Puangthong Pawakapan
14 hours ago
·
จากมิตรสหายท่านหนึ่ง:
ขีดจำกัดของการเมืองแบบบ้านใหญ่
————-
เก่งในการเมืองแบบอุปถัมภ์ > การเมืองนโยบาย
มีมุมมองระดับจังหวัด (หรืออย่างมากคือระดับภูมิภาค) > วิสัยทัศน์ระดับชาติ
เชี่ยวชาญในการเล่นการเมืองแบบต่อรอง สร้างเครือข่าย แจกจ่ายตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทน > การเมืองที่เน้นการผลักดันชุดนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ผูกติดกับเครือข่ายบุคลากรในครอบครัว-พันธมิตร-กลุ่มการเมืองในแวดวงอุปถัมภ์ > วางระบบบริหารจัดการที่ใช้ทรัพยากรบุคคลจากหลายหลายภาคส่วน
การเมืองแบบบ้านใหญ่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาและนำพาประเทศยามวิกฤตได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ, สุขภาพ, ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์ คือ ผลผลิตตกค้างของการเมืองไทยยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และถูกชุบชีวิตด้วยการรัฐประหาร 2534, 2549, 2557 เมื่อทหารต้องการทำลายระบบพรรคการเมือง และสืบทอดอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง จึงต้องดึงนักการเมืองบ้านใหญ่มาเป็นพวก
… มาถึงปัจจุบันที่สังคมไทยและบริบททางเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม/การเมืองระดับโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล การเมืองแบบบ้านใหญ่ คืออุปสรรคและไม่สามารถพาประเทศฝ่าคลื่นลมไปข้างหน้าได้อีกต่อไป
·
จากมิตรสหายท่านหนึ่ง:
ขีดจำกัดของการเมืองแบบบ้านใหญ่
————-
เก่งในการเมืองแบบอุปถัมภ์ > การเมืองนโยบาย
มีมุมมองระดับจังหวัด (หรืออย่างมากคือระดับภูมิภาค) > วิสัยทัศน์ระดับชาติ
เชี่ยวชาญในการเล่นการเมืองแบบต่อรอง สร้างเครือข่าย แจกจ่ายตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทน > การเมืองที่เน้นการผลักดันชุดนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ผูกติดกับเครือข่ายบุคลากรในครอบครัว-พันธมิตร-กลุ่มการเมืองในแวดวงอุปถัมภ์ > วางระบบบริหารจัดการที่ใช้ทรัพยากรบุคคลจากหลายหลายภาคส่วน
การเมืองแบบบ้านใหญ่ไม่สามารถรับมือกับปัญหาและนำพาประเทศยามวิกฤตได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ, สุขภาพ, ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พรรคการเมืองแบบบ้านใหญ่อุปถัมภ์ คือ ผลผลิตตกค้างของการเมืองไทยยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และถูกชุบชีวิตด้วยการรัฐประหาร 2534, 2549, 2557 เมื่อทหารต้องการทำลายระบบพรรคการเมือง และสืบทอดอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง จึงต้องดึงนักการเมืองบ้านใหญ่มาเป็นพวก
… มาถึงปัจจุบันที่สังคมไทยและบริบททางเศรษฐกิจ/สิ่งแวดล้อม/การเมืองระดับโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล การเมืองแบบบ้านใหญ่ คืออุปสรรคและไม่สามารถพาประเทศฝ่าคลื่นลมไปข้างหน้าได้อีกต่อไป
https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/25571160702508014
July 11, 2024
·
“การเมืองบ้านใหญ่” คืออะไร เริ่มตั้งแต่ตอนไหน ผันเปลี่ยนไปอย่างไร
.
“การเมืองบ้านใหญ่” กลับมาเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาการเมืองไทยหลังจากระเบียบการเมืองของคณะรัฐประหาร 2557 เริ่มคลายตัวหลังจากปกครองประเทศมากว่าหนึ่งทศวรรษ
โดยเปิดทางให้มีการเลือกตั้งมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่เต็มรูปแบบ เนื่องจากกลไกของคณะรัฐประหารยังทำงานอย่างแข็งขันในสถาบันการปกครอง
.
“การเมืองบ้านใหญ่” เป็นศัพท์แสงในทางรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อค้นพบภาคสนามของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสอดคล้องกับคำว่า “ตระกูลการเมือง” (political dynasty) ทว่าหากเราแปลคำอย่างทื่อ ๆ จะทำให้เน้นความหมายไปที่การสืบทอดผ่านสายเลือดหรือเครือญาติเท่านั้น
และอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาสาระสำคัญของคำว่าตระกูลการเมืองหรือ "การเมืองบ้านใหญ่" เพราะจำเป็นต้องมองเห็นเครือข่ายอุปถัมภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลื่อนชั้นทางอำนาจภายใต้สังกัดใคร ตรงนี้คือกุญแจสำคัญ
.
"ความเป็นมาของการเมืองแบบบ้านใหญ่" อาจจะแบ่งได้ 3 ประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง การเมืองแบบบ้านใหญ่ เกิดขึ้นมาในบริบททางการเมืองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา ที่การเลือกตั้งกลายเป็นวิธีการขึ้นสู่อำนาจหลักโดยไม่ต้องพึ่งพิงระบบราชการโดยตรง
กรณีของไทยการเมืองแบบบ้านใหญ่เพิ่งปรากฏเด่นชัดในครึ่งหลังของทศวรรษ 2510 หรือหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และแพร่ขยายมากขึ้น ในทศวรรษที่ 2520 หรืออาจะเรียกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งมีการเลือกตั้งต่อเนื่อง
ทว่าเป็นการแบ่งสรรอำนาจระหว่างกองทัพกับนักการเมืองภูธร ในช่วงเวลาเราจะเห็นการค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาของตระกูลการเมืองดัง เช่น “ศิลปอาชา” “อดิเรกสาร” “อังกินันทน์” “อัศวเหม” “ชิดชอบ” “เทียนทอง” ฯลฯ
.
ประการที่สอง บริบททางเศรษฐกิจ การเมืองแบบบ้านใหญ่ เติบโตขึ้นมาด้วยการอิงกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และยิ่งเฟื่องฟูมากยิ่งขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เช่น ไทย
อันเนื่องมาจากอำนาจอิทธิพลในต่างจังหวัดสามารถช่วยในการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพราะระบบราชการไม่สามารถเอื้อมเข้าไปถึงหรือมีช่องโหว่บางจุด
การสะสมทุนทางเศรษฐกิจของนักการเมืองบ้านใหญ่จึงสัมพันธ์กับสินค้าและบริการในระดับจังหวัด เช่น การสัมปทานป่าไม้ ผลประโยชน์ตามเขตชายแดน สัมปทานขนส่งสาธารณะ สัมปทานเหมือนแร่ โร่โม่หิน เป็นต้น
.
ประการที่สาม การเมืองแบบบ้านใหญ่ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่สัมพันธ์กันในรูปแบบอุปถัมภ์เชิงเครือข่าย กล่าวคืออำนาจทางการเมืองเป็นทั้งที่มาของการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่น
ขณะเดียวกันก็เป็นผลของการเข้าถึงอำนาจนั้น หนึ่งในนั้นคือตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลจะมีส่วนสำคัญในการวางเครือข่ายของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับจังหวัด ตั้งแต่ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร ผู้การตำรวจ ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจน้ำ-ไฟ โทรศัพท์ ฯลฯ
การผูกโยงเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์เช่นนี้ ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของการเมืองบ้านใหญ่ที่พ้นไปจากการมองผ่านความสัมพันธ์ทางสายเลือด
.
จากการศึกษาของประจักษ์ ก้องกีรติ ในงานเรื่อง Evolving power of provincial political families in Thailand: Dynastic power, party machine and ideological politics ซึ่งตีพิมพ์รวมกันในหนังสือรวมบทความว่าด้วยตระกูลการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พบว่าตระกูลการเมืองในกรณีของไทย ที่เรียกว่า "บ้านใหญ่" มีระยะเวลาที่ไม่นานนัก และไม่ใช่ว่าทุกตระกูลการเมืองจะประสบความสำเร็จในการสืบทอดอำนาจ
.
ขณะเดียวกัน ตระกูลการเมืองของไทยก็ไม่ได้มีใบหน้าแบบตระกูลการเมืองในอีตาลีหรือสหรัฐ หรือแบบในภาพยนต์เจ้าพ่อทั่วไป หากแต่สัมพันธ์กันในระดับท้องถิ่น และให้คุณให้โทษในเชิงต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
ประจักษ์เสนอว่า นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2522 มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นนำท้องถิ่น ในการเมืองระดับชาติ อำนาจและความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับความสำเร็จของหัวหน้าบ้านใหญ่ (family head)
.
แต่ประจักษ์ก็เตือนว่ามีความเข้าใจผิดอย่างน้อยสองประการ ในกรณีนี้คือ อย่างแรก ไม่ใช่เจ้าพ่อทุกคนจะผูกขาดทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการเมืองของจังหวัด และอย่างที่สอง อำนาจของบ้านใหญ่ไม่สถิต หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
หากเรานำข้อคิดของประจักษ์ มาพิจารณาปัจจุบันเราก็จะพบว่า หลายตระกูลการเมืองในอดีต ก็มิได้มีตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน แต่อาจจะหลงเหลืออำนาจอยู่บ้างและหลายตระกูลที่ขึ้นมามีอำนาจในปัจจุบันบางตระกูลก็เพิ่งสถาปนาตนขึ้นได้ไม่นาน บางตระกูลก็หายไปจากหน้าการเมืองและกลับมาได้ และมีจำนวนมากหายไปอย่างเงียบเชียบ
.
"บ้านใหญ่" ที่ประสบความสำเร็จ มักจะมาจากความสามารถและปฏิภาณในการจัดสรรทรัพยากรทั้งการเงิน การเมือง ไปจนถึงการบังคับให้คู่แข่งในระดับท้องถิ่นอ่อนแอหรือแม้กระทั่งเลือกใช้ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหา
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างมากในทศวรรษ 2520-2530 ซึ่งรุนแรงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจใหญ่ของไทยตรงจุดเชื่อมต่อของรัฐธรรมนูญ 2540 และลดลงอย่างชัดเจนหลังการกระจายอำนาจต่อเนื่องในทศวรรษ 2540
และลดน้อยลงยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 เนื่องจาก "บ้านใหญ่" ถูกทำให้เชื่องและอ่อนแอลง อีกด้านหนึ่งคือการเติบโตของชุดนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
.
ถึงตรงนี้เราคงจะเห็นการเมืองบ้านใหญ่จาก 2 มิติ มิติแรก อ่อนแอเพราะถูกผนวกรวมเข้ามาอยู่ใต้ชนชั้นนำระดับชาติ อีกมิติ อ่อนแรงลงเพราะการแข่งขันทางนโยบายที่สูงขึ้น
จากข้อมูลของประจักษ์ (ข้อมูลปี 2016) แสดงให้เห็นว่า บ้านใหญ่หลายจังหวัดเผชิญกับปัญหาการสืบทอดอำนาจ หลายตระกูลที่มีชื่อเสียงเสื่อมถอย ผู้นำครอบครัวถูกจับกุมและดำเนินคดี บางคนเสียชีวิตตามธรรมชาติ และอีกหลายแห่งล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
น่าติดตามต่อไปว่า มรดกกลไกของคณะรัฐประหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านอีกรุ่น จะเปิดทางให้การเมืองแบบบ้านใหญ่กลับมามีอิทธิพลชี้นำการเมืองไทยแบบที่คณะรัฐประหารยุคทศวรรษ 2520 ผ่องถ่ายอำนาจให้นักการเมืองภูธรในช่วงเวลานั้นได้เติบโตหรือไม่
.
อ้างอิง
Prank Kongkirati, Evolving power of provincial political families in Thailand. South East Asia Research, Vol. 24, No. 3, Special issue: Political families in Southeast Asia (September 2016), pp. 386-406
#บ้านใหญ่ #WeWatch #สว67
https://www.facebook.com/weareonwatch/posts/86866279862926
“การเมืองบ้านใหญ่” คืออะไร เริ่มตั้งแต่ตอนไหน ผันเปลี่ยนไปอย่างไร.
“การเมืองบ้านใหญ่” กลับมาเป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาการเมืองไทยหลังจากระเบียบการเมืองของคณะรัฐประหาร 2557 เริ่มคลายตัวหลังจากปกครองประเทศมากว่าหนึ่งทศวรรษ
โดยเปิดทางให้มีการเลือกตั้งมากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่เต็มรูปแบบ เนื่องจากกลไกของคณะรัฐประหารยังทำงานอย่างแข็งขันในสถาบันการปกครอง
.
“การเมืองบ้านใหญ่” เป็นศัพท์แสงในทางรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อค้นพบภาคสนามของนักวิชาการที่ลงไปศึกษาความสัมพันธ์ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสอดคล้องกับคำว่า “ตระกูลการเมือง” (political dynasty) ทว่าหากเราแปลคำอย่างทื่อ ๆ จะทำให้เน้นความหมายไปที่การสืบทอดผ่านสายเลือดหรือเครือญาติเท่านั้น
และอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเนื้อหาสาระสำคัญของคำว่าตระกูลการเมืองหรือ "การเมืองบ้านใหญ่" เพราะจำเป็นต้องมองเห็นเครือข่ายอุปถัมภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลื่อนชั้นทางอำนาจภายใต้สังกัดใคร ตรงนี้คือกุญแจสำคัญ
.
"ความเป็นมาของการเมืองแบบบ้านใหญ่" อาจจะแบ่งได้ 3 ประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง การเมืองแบบบ้านใหญ่ เกิดขึ้นมาในบริบททางการเมืองแบบประชาธิปไตยรัฐสภา ที่การเลือกตั้งกลายเป็นวิธีการขึ้นสู่อำนาจหลักโดยไม่ต้องพึ่งพิงระบบราชการโดยตรง
กรณีของไทยการเมืองแบบบ้านใหญ่เพิ่งปรากฏเด่นชัดในครึ่งหลังของทศวรรษ 2510 หรือหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และแพร่ขยายมากขึ้น ในทศวรรษที่ 2520 หรืออาจะเรียกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งมีการเลือกตั้งต่อเนื่อง
ทว่าเป็นการแบ่งสรรอำนาจระหว่างกองทัพกับนักการเมืองภูธร ในช่วงเวลาเราจะเห็นการค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาของตระกูลการเมืองดัง เช่น “ศิลปอาชา” “อดิเรกสาร” “อังกินันทน์” “อัศวเหม” “ชิดชอบ” “เทียนทอง” ฯลฯ
.
ประการที่สอง บริบททางเศรษฐกิจ การเมืองแบบบ้านใหญ่ เติบโตขึ้นมาด้วยการอิงกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และยิ่งเฟื่องฟูมากยิ่งขึ้นในระบบเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เช่น ไทย
อันเนื่องมาจากอำนาจอิทธิพลในต่างจังหวัดสามารถช่วยในการจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพราะระบบราชการไม่สามารถเอื้อมเข้าไปถึงหรือมีช่องโหว่บางจุด
การสะสมทุนทางเศรษฐกิจของนักการเมืองบ้านใหญ่จึงสัมพันธ์กับสินค้าและบริการในระดับจังหวัด เช่น การสัมปทานป่าไม้ ผลประโยชน์ตามเขตชายแดน สัมปทานขนส่งสาธารณะ สัมปทานเหมือนแร่ โร่โม่หิน เป็นต้น
.
ประการที่สาม การเมืองแบบบ้านใหญ่ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่สัมพันธ์กันในรูปแบบอุปถัมภ์เชิงเครือข่าย กล่าวคืออำนาจทางการเมืองเป็นทั้งที่มาของการเข้าถึงทรัพยากรและอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่น
ขณะเดียวกันก็เป็นผลของการเข้าถึงอำนาจนั้น หนึ่งในนั้นคือตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลจะมีส่วนสำคัญในการวางเครือข่ายของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับจังหวัด ตั้งแต่ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร ผู้การตำรวจ ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจน้ำ-ไฟ โทรศัพท์ ฯลฯ
การผูกโยงเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์เช่นนี้ ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ของการเมืองบ้านใหญ่ที่พ้นไปจากการมองผ่านความสัมพันธ์ทางสายเลือด
.
จากการศึกษาของประจักษ์ ก้องกีรติ ในงานเรื่อง Evolving power of provincial political families in Thailand: Dynastic power, party machine and ideological politics ซึ่งตีพิมพ์รวมกันในหนังสือรวมบทความว่าด้วยตระกูลการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พบว่าตระกูลการเมืองในกรณีของไทย ที่เรียกว่า "บ้านใหญ่" มีระยะเวลาที่ไม่นานนัก และไม่ใช่ว่าทุกตระกูลการเมืองจะประสบความสำเร็จในการสืบทอดอำนาจ
.
ขณะเดียวกัน ตระกูลการเมืองของไทยก็ไม่ได้มีใบหน้าแบบตระกูลการเมืองในอีตาลีหรือสหรัฐ หรือแบบในภาพยนต์เจ้าพ่อทั่วไป หากแต่สัมพันธ์กันในระดับท้องถิ่น และให้คุณให้โทษในเชิงต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน
ประจักษ์เสนอว่า นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2522 มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นนำท้องถิ่น ในการเมืองระดับชาติ อำนาจและความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับความสำเร็จของหัวหน้าบ้านใหญ่ (family head)
.
แต่ประจักษ์ก็เตือนว่ามีความเข้าใจผิดอย่างน้อยสองประการ ในกรณีนี้คือ อย่างแรก ไม่ใช่เจ้าพ่อทุกคนจะผูกขาดทรัพยากรทางเศรษฐกิจและการเมืองของจังหวัด และอย่างที่สอง อำนาจของบ้านใหญ่ไม่สถิต หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
หากเรานำข้อคิดของประจักษ์ มาพิจารณาปัจจุบันเราก็จะพบว่า หลายตระกูลการเมืองในอดีต ก็มิได้มีตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน แต่อาจจะหลงเหลืออำนาจอยู่บ้างและหลายตระกูลที่ขึ้นมามีอำนาจในปัจจุบันบางตระกูลก็เพิ่งสถาปนาตนขึ้นได้ไม่นาน บางตระกูลก็หายไปจากหน้าการเมืองและกลับมาได้ และมีจำนวนมากหายไปอย่างเงียบเชียบ
.
"บ้านใหญ่" ที่ประสบความสำเร็จ มักจะมาจากความสามารถและปฏิภาณในการจัดสรรทรัพยากรทั้งการเงิน การเมือง ไปจนถึงการบังคับให้คู่แข่งในระดับท้องถิ่นอ่อนแอหรือแม้กระทั่งเลือกใช้ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหา
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างมากในทศวรรษ 2520-2530 ซึ่งรุนแรงที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจใหญ่ของไทยตรงจุดเชื่อมต่อของรัฐธรรมนูญ 2540 และลดลงอย่างชัดเจนหลังการกระจายอำนาจต่อเนื่องในทศวรรษ 2540
และลดน้อยลงยิ่งขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 เนื่องจาก "บ้านใหญ่" ถูกทำให้เชื่องและอ่อนแอลง อีกด้านหนึ่งคือการเติบโตของชุดนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
.
ถึงตรงนี้เราคงจะเห็นการเมืองบ้านใหญ่จาก 2 มิติ มิติแรก อ่อนแอเพราะถูกผนวกรวมเข้ามาอยู่ใต้ชนชั้นนำระดับชาติ อีกมิติ อ่อนแรงลงเพราะการแข่งขันทางนโยบายที่สูงขึ้น
จากข้อมูลของประจักษ์ (ข้อมูลปี 2016) แสดงให้เห็นว่า บ้านใหญ่หลายจังหวัดเผชิญกับปัญหาการสืบทอดอำนาจ หลายตระกูลที่มีชื่อเสียงเสื่อมถอย ผู้นำครอบครัวถูกจับกุมและดำเนินคดี บางคนเสียชีวิตตามธรรมชาติ และอีกหลายแห่งล้มเหลวในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
น่าติดตามต่อไปว่า มรดกกลไกของคณะรัฐประหารที่กำลังเปลี่ยนผ่านอีกรุ่น จะเปิดทางให้การเมืองแบบบ้านใหญ่กลับมามีอิทธิพลชี้นำการเมืองไทยแบบที่คณะรัฐประหารยุคทศวรรษ 2520 ผ่องถ่ายอำนาจให้นักการเมืองภูธรในช่วงเวลานั้นได้เติบโตหรือไม่
.
อ้างอิง
Prank Kongkirati, Evolving power of provincial political families in Thailand. South East Asia Research, Vol. 24, No. 3, Special issue: Political families in Southeast Asia (September 2016), pp. 386-406
#บ้านใหญ่ #WeWatch #สว67
https://www.facebook.com/weareonwatch/posts/86866279862926