Nobel Peace Prize: 🤝
— Tirth Sharma (@TirthRajSharma5) April 25, 2026
Military strikes: 💣
“Same thing” apparently 😅 pic.twitter.com/MtnbSNyR4H
https://x.com/TirthRajSharma5/status/2047940030363308069
Pete Hegseth: "The one institution that should win the Nobel Peace Prize every single year is the United States military." pic.twitter.com/S3wq6VeHx9
— Republicans against Trump (@RpsAgainstTrump) April 24, 2026
Pete Hegseth responds to being asked by TMZ if he would consider changing the Department of War to the “Department of Peace.”
— Pop Flop (@ThePopFlop) April 24, 2026
“The one institution that should win the Nobel Peace Prize every single year is the United States military.” pic.twitter.com/bEIYI9jEo8
Hegseth said that the U.S. military should win the Nobel Peace Prize “every single year” — just seconds after bragging about his reshaping of the military to ensure that officers can carry out “maximum violence” under his chain of command. https://t.co/nSu0pFMvev
— Truthout (@truthout) April 24, 2026
Pete Hegseth ตอบคำถามจาก TMZ เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงการสงคราม" (Department of War) ให้กลายเป็น "กระทรวงสันติภาพ" (Department of Peace) หรือไม่
“สถาบันเพียงแห่งเดียวที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในทุกๆ ปี คือกองทัพสหรัฐฯ”
บทสนทนานี้สะท้อนให้เห็นถึงแก่นสารสำคัญในปรัชญาของ Pete Hegseth ที่มีต่อความมั่นคงแห่งชาติและบทบาทของกองทัพ
ความคิดเห็นที่ Hegseth มีต่อ TMZ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขา หากแต่สะท้อนถึงข้อโต้แย้งที่เขายึดถือและผลักดันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิดีโอของ PragerU ที่มียอดผู้เข้าชมจำนวนมาก ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า "ใครควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ?" ### ปรัชญา: "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength)
ข้อโต้แย้งของ Hegseth ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า กองทัพสหรัฐฯ คือ "ผู้ค้ำประกันสันติภาพ" หลักของโลก ตรรกะของเขาประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:
การป้องปรามคือการสร้างสันติภาพ: เขาให้เหตุผลว่า เสถียรภาพของโลกไม่ได้เกิดขึ้นจากสนธิสัญญาหรือองค์กรทางการทูตต่างๆ เช่น สหประชาชาติ (UN) หากแต่เป็นเพราะกองทัพสหรัฐฯ คอยควบคุมดูแล "พวกคนร้าย" (the bad guys) เอาไว้
"ตำรวจโลก" (Global Sheriff): Hegseth มักเปรียบเปรยกองทัพสหรัฐฯ ว่าเสมือนกองกำลังตำรวจระดับโลกที่คอยออกตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย เขาโต้แย้งว่า หากสหรัฐฯ ปลดอาวุธลง ภูมิภาคต่างๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก จะต้องตกอยู่ในความโกลาหลและสงครามในทันที
แบบอย่างทางประวัติศาสตร์: เขาอ้างถึงสงครามโลกทั้งสองครั้งและสงครามเย็นว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ (หรือการขู่ว่าจะเข้าแทรกแซง) ได้ช่วยยุติความรุนแรงในระดับโครงสร้างและช่วยรักษาไว้ซึ่ง "โลกเสรี"
บริบทของ "กระทรวงการสงคราม"
การกล่าวถึง "กระทรวงการสงคราม" นั้นมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษในปี ค.ศ. 2026 เนื่องจากหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน รัฐบาลของทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (เมื่อเดือนกันยายน 2025) เพื่ออนุญาตให้ใช้ตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม" (Secretary of War) เป็นชื่อตำแหน่งรองสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้
Hegseth เป็นผู้ที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกนี้อย่างแข็งขัน โดยให้เหตุผลว่า:
1. ความชัดเจนในวัตถุประสงค์: ชื่อ "กลาโหม" (Defense) นั้นสื่อถึงการตั้งรับ ในขณะที่ชื่อ "การสงคราม" (War) มีความตรงไปตรงมาเกี่ยวกับขีดความสามารถสูงสุดของกระทรวงนี้ นั่นคือ "อำนาจในการทำลายล้าง" (lethality)
2. ความได้เปรียบทางจิตวิทยา: เขาเชื่อว่าการหวนกลับไปใช้ธรรมเนียมการตั้งชื่อแบบก่อนปี 1947 จะช่วยส่งสารที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในเรื่อง "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" ไปยังฝ่ายตรงข้าม