วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2563

"รางวัลศรีบูรพา" ประจำปีนี้ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ขอเสนอ วิสา คัญทัพ และ "ผู้ลี้ภัยทางการเมือง"





.....



นำเสนอคลิปอ่านบทกวี "ฟ้าสีทอง"
ยังมีแรงอ่านก็อ่าน ยังมีแรงเขียนก็เขียน
ไม่หยุดยั้งจนกว่าหมดแรงและหมดลม

Visa Khanthap
15 hrs ·
.....



ปีหลังๆไม่ค่อยนึกถึงวันที่ออกนอกประเทศเท่าไหร่ บางปีลืมด้วยซ้ำ แต่วันนี้ครบรอบ 10 ปีพอดีที่ออกนอกประเทศ นอนไม่หลับ เลยมานั่งดูรูป
3 อาทิตย์หลังจากโดนจับด้วยคดี 112 ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ออกนอกประเทศ บ่ายวันที่ 27 มิถุนายน 2553 นั่งกินเบียร์ที่ร้านเส่ย ตรงสถานีสามเสน แล้วนั่งรถไฟจากกรุงเทพ มาถึงชายแดนปาดังเบซาร์สายๆ ของวันที่ 28
น่าจะเป็นเวลาราวๆประมาณนี้พอดี ที่ถ่ายภาพเมืองไทยภาพสุดท้ายนี้ ตอนหันไปมองจากขบวนรถไฟที่เคลื่อนตัวออกจากประเทศ ตรงด่านปาดังเบซาร์
สิบปีแล้ว ออกจากประเทศไทย ไปอยู่มาหลายที่ มาเลย์เซีย เนปาล อินเดีย มาเลย์เซีย สิงค์โปร์ กัมพูชา จนมาที่นี่
มองกลับไป ดูเหมือนประเทศไทยจะถอยหลังไปกว่าเดิมด้วยซ้ำ เหมือนตอนที่มองภาพนี้จากขบวนรถไฟ
ประเทศไทยค่อยๆถอยไกลออกไปๆๆๆๆ

ทำไม “ปฏิบัติการไอโอ” (Information Operation, IO) ถึงได้ผล...




ทำไมการใช้ “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” (Information Operation, IO) ถึงสามารถสร้างชุดความจริงที่ต้องการขึ้นมาได้?
.
ทำไมคนถึงเชื่อ “ข่าวปลอม” (Fake News) “ทฤษฎีสมคบคิด” (Conspiracy Theories) หรือ “โฆษณาชวนเชื่อ” (propaganda)?
.
.
.
“If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will be believed”
.
“หากคุณโกหกในเรื่องที่ใหญ่มากพอ และโกหกบ่อยเพียงพอ เรื่องนั้นจะถูกเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง”
.
ประโยคนี้ฟังดูแล้วอาจย้อนแย้ง ข้อเท็จจริงก็ควรที่จะเป็นเป็นข้อเท็จจริง เรื่องโกหกก็ควรจะเป็นเรื่องโกหก
.
แต่ประเด็นของเรื่องราวนี้ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่ามันคือข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่า เรา ”เชื่อ” ว่ามันเป็น ”เรื่องจริง” หรือไม่
.
ประโยคนี้ถูกกล่าวไว้โดย Adolf Hitler ในปี ค.ศ.1925 (บ้างก็ว่ากล่าวไว้โดย Joseph Goebbels ลูกน้องคนสำคัญของ Hitler) และถูกนำมาศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่าประโยคดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ในปี ค.ศ.1977 โดย Lynn Hasher และ David Goldstein จาก Villanova University ร่วมกับ Thomas Toppino จาก Temple University
.
โดยในการวิจัยนั้น ผู้วิจัยได้จัดทำข้อความขึ้นมาทั้งสิ้น 60 ข้อความ มีทั้งข้อความที่เป็นข้อเท็จจริงและเรื่องโกหกปะปนกัน ให้คนกลุ่มเดิมเข้ามาทำการทดสอบ โดยระบุว่าข้อความดังกล่าวมีความเป็นจริง มากแค่ไหน
.
ทำการทดสอบเป็น 3 ช่วง ห่างกัน 3 สัปดาห์ในแต่ละช่วง โดยในชุดข้อความนั้น จะมี 20 ข้อความที่เป็นข้อความเดิม อีก 40 ข้อความของแต่ละชุดจะแตกต่างไม่ซ้ำกันเลย
.
ข้อความที่จะใช้ในการทดสอบ จะเป็นเรื่องที่คนทั่วๆไปมักจะไม่ค่อยรู้ ในหลากหลายหมวด ได้แก่ ประวัติศาสตร์ การเมือง งบประมาณ กีฬา วิทยาศาสตร์ ชีววิทยา ศิลปะ ภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ศาสนา
.
ตัวอย่างข้อความ เช่น บาสเก็ตบอลถูกบรรจุเข้ามาในโอลิมปิคเมื่อปี ค.ศ.1925 ฐานทัพอากาศแห่งแรกตั้งอยู่ใน New Mexico เป็นต้น
.
ผู้เข้ารับการทดสอบจะถูกถามด้วยว่า มีความมั่นใจแค่ไหนว่าข้อความนี้เป็นข้อเท็จจริง โดยให้คะแนน 1-7
.
ซึ่งหลังการศึกษาวิจัยก็พบว่า ชุดข้อความ 20 ข้อความที่ถูกใช้ทั้ง 3 รอบ เป็นข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นเรื่องจริงมากที่สุด
.
การศึกษานี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง และได้ผลของการวิจัยไปในทิศทางเดียวกัน จนนักจิตวิทยาได้ให้คำนิยามปรากฏการณ์นี้ว่า the illusory truth effect
.
.
.
the illusory truth effect ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในวงการโฆษณา การเมือง สื่อมวลชน กองทัพ ซึ่งเป็นที่มาว่า ทำไมจึงมีการใช้ข่าวปลอมหรือการโฆษณาชวนเชื่อ มาใช้ในสงครามข้อมูล
.
หรือแม้แต่กองทัพบกของไทยเอง ก็มีการใช้ปฏิบัติบัติข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ดังที่เคยได้ถูกอภิปรายในสภามาแล้ว
https://www.facebook.com/103628360981510/posts/198273401517005/
.
นี่คือคำตอบชั้นดี ที่บอกให้เราเข้าใจได้ว่า ทำไมหลายๆ เรื่องราวของการเมืองไทยในตอนนี้จึงมี ”หลายความจริง”
.
ทำไมคนแต่ละกลุ่มจึงมีความจริงในแต่ละประเด็นแตกต่างกัน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง มีเพียงหนึ่งเดียว
.
สิ่งที่ควรเกิดขึ้นในสังคม คือ การสร้างให้ประชาชนมีวิจารณญาณในการรับข่าว ทุกข่าวที่ออกมา ไม่ว่าจะผ่านทางสื่อไหน เป็นข้อมูลที่ได้มาจากใครหรือฝั่งใด ก็ควรผ่านการคัดกรอง การคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เราเสพข่าวดังกล่าวตามข้อเท็จจริง
.
ไม่ใช่เพียงแค่เพราะเราเชื่อว่ามันดี หรือมีคนบอกว่ามันใช่ เราเลยเชื่อว่ามันต้องถูกต้องเสมอ
.
#กระจ่าง
.
ที่มา :
.
Frequency_and_the_Conference_of_Referential_Validity
https://www.researchgate.net/publication/222438522_Frequency_and_the_Conference_of_Referential_Validity
.
the illusory truth effect
https://fs.blog/2020/02/illusory-truth-effect/
.
ประวัติ Hitler
https://en.wikipedia.org/wiki/Adolf_Hitler
.
ประวัติ Goebbels
https://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Goebbels

ที่มา FB
กระจ่าง - The Enlightener
(https://www.facebook.com/TheEnlightenerNews/photos/a.103870064290673/283060573038287/?type=3&theater)


"แรมโบ้อีสาน" สลายคนเสื้อแดง 20 จังหวัดภาคอีสาน เปลี่ยนเป็น "กลุ่มเรารักประเทศไทย (สลาย20จังหวัดพะนะ สงสัยจังหวัดละคน แถวบ้านกูอยู่ครบ เด้อฮอดเพิ่มขึ้นหลายกว่าเก่า)




พวงเพชร มาตุ่น สลาย20จังหวัดพะนะ สงสัยจังหวัดละคน แถวบ้านกูอยู่ครบ เด้อฮอดเพิ่มขึ้นหลายกว่าเก่า

อ่านความเห็นอื่นๆได้ที่
https://www.facebook.com/watch/?v=192513711976049

วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2563

ตัวอย่างการละไว้ ไม่บังคับใช้กฎหมาย 'คุณหญิงต้น' คนดังโพสต์ภาพของเมาแล้วตำรวจเฉย


นี่ถ้าไม่ได้คุณหญิงทำเป็นตัวอย่าง ป่านนี้ก็ยังคง ‘งง’ และ ‘งกเงิ่น’ กันอยู่ เกี่ยวกับการลงภาพเครื่องดื่มมึนเมาทางสื่อสังคม ซึ่งฮือฮามากเมื่อไม่นานมานี้ พวกนักร้องนักแสดงถูกหมายหัว ฐานฝ่าฝืนมาตรา ๓๒ พรบ.ควบคุมของเมา

คราวนี้ได้เวลา สคอ. หรือคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล ต้องออกมาชี้แจงให้เข้าใจ เพราะไปกระทบคุณหญิงสุริโยไทเข้า เมื่อประชากรออนไลน์นินทากันกลุ้ม ว่าเฮ้ยทำไมทำได้หราเชียว ตำรวจไม่ยักเรียกไปเตือนหรือปรับ

แต่กลับได้ทั่น ผอ. นพ.นิพนธ์ ชินานนท์เวช สร้างความกระจ่างว่ากฎหมายน่ะมีอยู่ โดยเฉพาะมาตรา ๓๒ ระบุไว้เลย “ห้ามมิให้ผู้ใด” โฆษณา แสดงชื่อและเครื่องหมายการค้า อวดอ้างสรรพคุณ เพื่อชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มบ้าง

ตาม ‘โอลด์’ นอร์มอลของการ ‘เล่น’ โซเชียลมีเดีย ไม่ว่ากระดานไหน เฟชบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ ผู้ใช้กว่า ๙๐% ทำกิจกรรมประจำวันด้วยการลงภาพ (ทั้งนิ่งและเคลื่อนไหว) อาหารที่ไปกินตามภัตตาคาร หรืออวดฝีมือปรุงเอง

นอกจากอาหารแล้วย่อมมีเครื่องดื่มเพื่อความมึนเมาเคียงข้าง เบียร์ ไวน์ และค็อคเทล กรณีหลังนี่มักมีการปรุงแต่งประดับประดา ‘วิ-ลิด-สะ-มา-หรา’ น่าถ่ายภาพอวดเพื่อนพ้องญาตมิตรที่ไม่ได้ไปร่วม นอกเหนือจากภาพดอกไม้ที่โพสต์กันสามเวลา

พอมีการบังคับใช้ระเบียบสังคมปลอดอบายมุขเข้า ก๊อวุ่นวายสิ ถึงขั้น “เกิดกระแสให้ประชาชนร่วมลงชื่อยกเลิกมาตรา ๓๒ การควบคุมโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล” นั่น หมอนิพนธ์บอกวว่าที่จริงแล้วกฎหมายไม่ได้จำกัดจำเขี่ยขนาดนั้น

มาตรา ๓๒ ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า นี่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยตรง กฎหมายอีกส่วนห้ามแสดงชื่อและเครื่องหมายโดย อ้างสรรพคุณและจูงใจผู้ชม (น่าจะตีความได้ว่า มีลักษณะแฝงการโฆษณาขายด้วย)

ฉะนั้น “การที่ประชาชนโพสต์ภาพขวดเหล้าเบียร์ หรือแก้วเบียร์ที่มีโลโก้เบียร์ จึงยังไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายนี้” เข้าใจว่าทั่น ผอ. อาจหมายถึง ม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ซึ่งโพสต์ภาพเธอและสามีนำเบียร์สิงห์ชนิดใหม่ไปมอบให้ ‘เจ๊ไฝ’ ร้านไข่เจียวปูประตูผีที่โด่งดัง
 
นี่ถ้าหมอนิพนธ์ไม่ได้อธิบายไว้ละเอียด เรื่อง ‘คุณหญิงต้น’ คงจบไปแล้วง่ายๆ ตานี้คุณหมอลงลึกว่า “ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปโพสต์ภาพคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยที่ไม่มีข้อความเชิญชวนอวดอ้างชักจูงใจ ก็จะไม่เป็นความผิด”

แต่ถ้าเป็นโพสต์ของดารานักแสดง และ “บุคคลที่มีชื่อเสียงมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก” ละก็ คุณหมอบอกว่า “ทำให้คนหันมาสนใจสินค้า มีผลเป็นการโน้มน้าวหรือชักจูงใจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม จึงไม่สามารถทำได้”

เบิงเอิญไหมไม่รู้ โพสต์ของคุณหญิงว่า “เอามาเบียร์ตัวใหม่มาให้เจ๊ที่รักลองดื่มค่ะ และแวะรับอาหารกลางวันแสนอร่อย” ปิดท้ายด้วยแฮ้สแท็ค “#𝕊𝕚𝕟𝕘𝕙𝕒𝔹𝕖𝕖𝕣 #𝕊𝕚𝕟𝕘𝕙𝕒ℝ𝕖𝕤𝕖𝕣𝕧𝕖” ข่าวว่าคุณหญิงผู้นี้เป็นอดีตนักแสดง และนักธุรกิจจำหน่ายแอลกอฮอลชื่อดัง

ม.ล.ปิยาภัสร์เนี่ยเคยเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงฯ เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้รับคัดตัวโดยจำเพาะให้ไปแสดงภาพยนตร์ประวัติศาสตร์กษัตริย์ไทยยิ่งใหญ่ แสดงเป็นพระศรีสุริโยไท

ระหว่างที่บุตรี ‘ตั๊น’ จิตตภัสร์ กฤดาการ (สกุลเดิมของแม่) โด่งดังในทางการเมือง เป็นแกนนำสำคัญของ กปปส.ในการโค่นล้ม ‘ระบอบทักษิณ’ แถมปัจจุบันเป็นกรรมาธิการตำรวจ สังกัดพรรครัฐบาลเสียด้วย 

คุณแม่ต้นก็แข็งขันและอยู่ในตำแหน่งสูงของบริษัทบุญรอดบรูเวอรี่ โด่งดังมากไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงมี ‘เม้นต์’ ออนไลน์ เช่น “แค้ปชั่นขนาดนี้ โลโก้ขนาดนี้ แต่คิดว่ารอดเพราะที่นี่เมืองไทย” หรือไม่ก็ “กฎหมายไม่ได้มีไว้ใช้กับชนชั้น elite คุณต้นได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน” 

อีกราย ‘บ่องตง’ เลย “ถ้าเป็นชาวบ้านโฆษณาขนาดนี้ คงโดนรวบเข้าคุกแล้ว” แต่คงไม่กระทบกระทั่งอะไรมากกับคุณหญิง เมื่อ ผอ.พูดแล้ว แล้วไป หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ก็ไม่เล่นข่าวนี้กัน ยกเว้น ‘ข่าวสด’ โผล่มาฉบับเดียว 

คงเพราะทนอั้นกับการอึงคนึงทางไซเบอร์ไม่ไหว ก็ยังไม่เท่าสื่ออิสระ อย่าง Sa-nguan Khumrungroj ชี้ “#แจกเบียร์ตัวใหม่ให้เจ๊ไฝประตูผียังฮือฮาไม่เท่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ๑๖ ธันวาคม ๒๐๐๙” เฮียหงวนว่าตอนนั้นน่าทึ่งกว่าเยอะ 
เมื่อตั๊น จิตตภัสร์ “ซึ่งขณะนั้นประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ” ทำโปรโมชั่นให้บริษัทเบียร์ของตระกูล “เปิดท้ายรถหรู นำปฏิทินโป๊เบียร์ลีโอ ๒๐๑๐ มาแจกบรรดาผู้สื่อข่าว ข้าราชการ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบ” 

ขนาดนั้นยังไม่ระคายเคืองอะไรต่อคนดัง กปปส.นางนี้ มีแต่เสียงนินทาของชาวบ้านที่ยังก้องอยู่ ครั้งนี้คงเช่นกัน

โพสต์เพื่อแก้ความเข้าใจผิดของจุลเจิม จุลเจิมทวงบุญคุณ ว่าทุนอานนัทมหิดล เป็นเงินส่วนตัวเจ้าเท่านั้น แต่ความจริงไม่ใช่...






/เงินสนับสนุนมูลนิธิอานันทมหิดล (ทุนเล่าเรียนหลวง) มาจากไหน?/

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากหลายส่วน ทั้งเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไป เงินส่วนพระองค์ตั้งต้น และที่แน่ๆมาจาก เงินสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ซึ่งก็มาจากภาษีของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น

- ปี 35 รบ.อานันท์ จากการ "แต่งตั้ง" หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ก่อนจะหมดวาระไม่กี่วันอนุมัติให้โอนเงินจากกองทุนปูนซีเมนต์ 400 ล้านทูลเกล้าถวาย โดยเป็นส่วนที่ให้มูลนิธิอานันทมหิดล 25 ล้าน

- ปี 49 รบ.สุรยุทธ์ จากการยึดอำนาจของ คมช. ถวายเงินสนับสนุนมูลนิธิอานันทมหิดล 1 พันล้าน

- ปี 61 ล่าสุด รบ.ประยุทธ์ จากการยึดอำนาจของ คสช. ก็ถวายเงินสนับสนุนมูลนิธฺอานันทมหิดล 1 พันล้าน

ไม่นับรวมที่รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนนำเงินบริจาคมาหักภาษีได้ ซึ่งก็เท่ากับว่ารัฐบาล(โดยภาษีประชาชน)ร่วมบริจาคไปด้วย

เพื่อแก้ความเข้าใจผิดของจุลเจิม ... ถ้าไม่เชื่อลองไปถาม ประธานองคมนตรี หรือ ประยุทธ์ ดูก็ได้







(https://www.facebook.com/saiseema.p/posts/2586999794948865)


จรรยา ยิ้มประเสริฐรายงาน ทวิตเตอร์ปิดแอคเคาว์ PixelHELPER ทวิตเตอร์บอกว่าเขาได้รับคำสั่งจากศาลไทยให้ลบเพจและเนื้อหาข้อเขียนทิ้ง




PixelHELPER is supporting Buntesnachrichtendienst at PixelHELPER.
Yesterday at 4:11 AM · Berlin, Germany ·

@Jack ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์บล็อคข้อความส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง @PixelHELPER @Lightartist Oliver Bienkowski และได้ลบเพจทวิตเตอร์ของPixelHELPER ทวิตเตอร์บอกว่าเขาได้รับคำสั่งจากศาลไทยให้ลบเพจของเราและเนื้อหาข้อเขียนของเราทิ้ง รัฐบาลไทยได้แสดงออกซึ่งๆ หน้าของการเซนเซอร์ (การปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ต้องการให้คนไทยเห็น) และทวิตเตอร์ก็ร่วมเล่นไปด้วย สนับสนุนเราต่อไปที่ PixelHELPER.org/HELP
@Jack founder of Twitter blocks the private messages from PixelHELPER founder @Lightartist Oliver Bienkowski and has the PixelHELPER Twitter page deleted. Twitter wrote to us that they had received a lawsuit from the Thai state and were asked to delete our site and remove content. The Thai government shows its censorship face and Twitter plays along. Support us at PixelHELPER.org/HELP
@Jack Gründer von Twitter blockiert die privaten Nachrichten von PixelHELPER Gründer @Lightartist Oliver Bienkowski und lässt die PixelHELPER Twitter Seite löschen. Twitter schrieb uns das Sie eine Klage des thailändischen Staates bekommen haben und aufgefordert wurden unsere Seite zu löschen und Inhalte zu entfernen. Die thäiländische Regierung zeigt ihr Zensur Gesicht und Twitter spielt mit. Unterstützt uns auf PixelHELPER.org/Hilfe
...

เปิดใหม่จ้าอย่าได้แคร์
มิตรท่านหนึ่ง

ถ้าไม่ปฏิวัติประเทศไทย ก็ต้องอยู่กันอย่างบัดซบแบบนี้




ถ้าไม่ปฏิวัติประเทศไทย ก็ต้องอยู่กันอย่างบัดซบแบบนี้

สนธิ ลิ้มทองกุล ติดคุก 20 ปี อยู่จริงแค่ 3 ปี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข ติดคุก 7 ปี อยู่จริงเต็ม 7 ปี
บุกสถานีโทรทัศน์ NBT ติดคุก 6 เดือน
บุกรอยัลคลิฟ พัทยา ติดคุก 4 ปี
ยึดทำเนียบรัฐบาล 8เดือนติดคุก 8 เดือน อยู่จริง 3 เดือน
ชุมนุมหน้าบ้านเปรม 4 ชั่วโมง ติดคุก 2 ปี 8 เดือน

หลัง24มิถุนายน 2475 อำนาจด้านนิติบัญญัติ และบริหาร เปลี่ยนผ่านมาสู่การเชื่อมโยงกับประชาชนได้บ้างบางครั้งบางครา สลับสับเปลี่ยนไปกับการรัฐประหารที่เหยียบหัวประชาชน ส่วนอำนาจตุลาการไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงสืบทอดมาจากการแต่งตั้งกันเองและทำหน้าที่ตัดสินในพระปรมาภิไธยของกษัตริย์ ประธานศาลฎีกาเกือบทุกรุ่นหลังเกษียณก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี กลายเป็นอำนาจเชิงซ้อน เอวังก็ด้วยประการเช่นนี้

แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สมควรยกเลิกองคมนตรีไปเลย แล้ว เปลี่ยนระบบศาลให้มาจากการเลือกตั้ง และใช้ระบบลูกขุนเข้ามาพิจารณาคดีแทนที่ระบบเก่าที่ผู้พิพากษาตัดสินคดีกันไปตามจารีตของการปกครองที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข "


ข้อสอบเนติบัณฑิต จงอธิบาย..ทำไมเป็นงั้นวะ?




ข้อสอบเนติบัณฑิต
สนธิ ลิ้มทองกุล : ติดคุก 20 ปี อยู่จริง 3 ปี
สมยศ พฤกษาเกษมสุข : ติดคุก 7 ปี อยู่จริงเต็ม 7 ปี
ไผ่ ดาวดิน : ติดคุก 2 ปี 6 เดือน อยู่จริง 2 ปี 5 เดือน
บุกสถานีโทรทัศน์ NBT : ติดคุก 6 เดือน
บุกรอยัลคลิฟ พัทยา : ติดคุก 4 ปี
ยึดทำเนียบรัฐบาลนาน 8 เดือน : ติดคุก 8 เดือน อยู่จริง 3 เดือน
ชุมนุมหน้าบ้านเปรม 4 ชั่วโมง : ติดคุก 2 ปี 8 เดือน
จงอธิบาย..ทำไมเป็นงั้นวะ?
...


...

คำพิพากษาแกนนำ นปช. วันนี้ ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตุลาการยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ "กลุ่มอำนาจนำ" ที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้และพยายามจะควบคุมการเมืองมาตั้งแต่ปี 49 กลุ่มอำนาจนี้ประกอบไปด้วย กองทัพ ศาล สื่อมวลชนบางส่วน ชนชั้นนำและปัญญาชนบางส่วน กลุ่มอำนาจนี้มีสถาบันกษัตริย์อยู่ส่วนบนสุด และอาศัยสถาบันกษัตริย์เป็นแหล่งอำนาจ แก่นแท้ของมันเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยและพยายามจะดัดแปลง-ทำลายประชาธิปไตยเพื่อครองอำนาจต่อไป


ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า คณะราษฎร ผู้ทำการปฏิวัติ 24 มิย 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีรัฐธรรมนูญ ให้มีประชาธิปไตย คณะราษฎร มิได้ 'ล้มเจ้า' ตามคำเล่าลือ และ ปวศ.ประดิษฐ์ใหม่




The People's Party and the Monarchy
คณะราษฎร ผู้ทำการปฏิวัติ 24 มิย 2475
เปลี่ยนแปลงการปกครองให้มีรัฐธรรมนูญ ให้มีประชาธิปไตย

คณะราษฎร มิได้ 'ล้มเจ้า'
ตามคำเล่าลือ และ ปวศ.ประดิษฐ์ใหม่

คณะราษฎร ทูลเชิญให้พระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7
ทรงเปนกษัตริย์อยู่ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญ 10 ธค.2475

ต่อมา ภายหลังกบฏบวรเดช 2476
รัชกาลที่ 7 เสด็จไปประทับในอังกฤษ และทรงสละราชสมบัติ
พระองค์ มิได้ทรงตั้งผู้ใดขึ้นครองราชต่อจากพระองค์

ดังนั้น นรม.พระยาพหลฯ หรือพจน์ พหลโยธิน ในขณะนั้น
ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระองค์เจ้าอานันทฯ ที่ประทับอยู่ ณ สวิส
ขึ้นครองราชย์ เปนรัชกาลที่ 8 หรือในหลวงอานันท ฯ

สรุป
พระยาพหลฯ หัวหน้ารัฐบาลคณะราษฎร
ก้อมิได้ 'ล้มเจ้า' ตามข้อกล่าวหา และข่าวโคมลอย ครับ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Kasetsiri
...
Somrit Luechai
Yesterday at 1:33 AM ·

การตอบโต้ของฝ่ายทหาร
ต่อการระลึกเหตุการณ์"24 มิ.ย.2475"ของฝ่ายประชาธิปไตย
โดยตีความใหม่การปฏิวัติครั้งนั้นนี้ว่า
"ทำรัฐประหาร ล้มราชบัลลังก์"
และชื่นชมขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ(counter revolution)ที่นำโดยพระองค์เจ้าบวรเดชและพระยาศรีสิทธิสงคราม(ดิ่น ท่าราบ)คุณตาของท่านประธานองคมนตรีคนปัจจุบัน
ปรากฏการณ์นี้ถือว่า
เป็นการแสดงตัวตนที่ชัดเจนบนเวทีการเมืองของฝ่ายทหาร
โดยทำเป็นมองไม่เห็นว่า
1.คณะราษฎรนั้นมีแกนนำส่วนใหญ่เป็นทหาร
2.ทหารที่เป็นแกนนำนั้นล้วนเป็นปัญญาชนที่ก้าวหน้าแห่งยุค
3.อ.ปรีดี ในนามคณะราษฎร เป็นผู้ทูลเชิญพระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 8
ดังนั้นการ"ตีความใหม่"ในประวัติศาสตร์การเมืองครั้งนี้ว่า"ทำรัฐประหาร ล้มราชบัลลังค์"นั้น
จึงยากที่จะได้ผลในวงกว้าง
เพราะมันไม่ใช่เรื่องเหตุผลหรือความผิดความถูก
แต่เพราะมันตอบโต้ช้าไป
ช้าจนคนไม่สนว่า"ใครทำอะไร?"
เขาสนแต่ว่า"แล้วเขาจะได้อะไร?"ต่างหาก
แต่อย่างไรก็ตามการตอบโต้ของฝ่ายทหารครั้งนี้
จะได้ผลสำหรับคนที่ยังไงก็เชื่ออยู่แล้ว
เชื่อแม้ไม่เคยรู้หรือเคยเห็นก็ตาม
พวกนี้มีชื่อเรียกรวมๆว่า"สลิ่ม"
พูดง่ายๆคือการตอบโต้ครั้งนี้
เป้าหมายเพื่อ"กระชับมิตร"เสียมากกว่า
ดีครับที่ท่านหยิบเรื่อง"กบฏบวรเดช"ขึ้นมา
คนจะได้สนใจเรื่องนี้กันอีกครั้ง
หลังจากที่คนเขาลืมไปตั้งนานแล้ว
เชื่อผมเถอะครับว่า
จากนี้ไปเรื่อง"กบฏบวรเดช"จะแพร่ในโซเชียลมีเดีย
จนขี้เกียจอ่านเลยล่ะครับ


เหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ "การปฏิวัติเสรีนิยม/รัฐธรรมนูญนิยม" ไม่ใช่ "เพื่อล้มราชบัลลังก์" ตามกองทัพบกอ้าง เพราะมันขัดฝืนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ - อ.เกษียร




"...แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการ ทบ. ได้เผยแพร่ ข่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับพระองค์เจ้าบวรเดช พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม รวมทั้งกล่าวถึงคณะราษฎร ดังนี้: ในปี 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยโดยกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่าคณะราษฎร "ถือเป็นการรัฐประหารเพื่อล้มราชบัลลังก์"
%%%%%
ในฐานะอาจารย์ผู้สอนและวิจัยการเมืองการปกครองไทยมาร่วมสามสิบปี ผมเห็นต่างจากการนิยามสรุปสาระสำคัญของเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า "ถือเป็นการรัฐประหารเพื่อล้มราชบัลลังก์"
-จริงอยู่ว่าวิธีการให้ได้มาซึ่งอำนาจของคณะราษฎรใช้วิธีการ "รัฐประหาร" (putsch) ด้วยกำลังซึ่งถูกตีกรอบกำหนดความเป็นไปได้ให้จำต้องปฏิบัติการเช่นนั้นด้วยสภาพการณ์ทางการเมืองที่เป็นจริงในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มิอาจใช้วิธีการอื่นเช่นตั้พรรคการเมือง ประกาศลงสมัครรับเลือกตั้ง, หรือนัดชุมนุมมวลชนเดินขบวนแสดงพลังเรียกร้องอย่างสงบสันติได้ รวมทั้งถูกกำหนดจากทรัพยากรทางการเมืองในมือคณะผู้ก่อการฯซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นข้าราชการทหารและพลเรือนจึงสามารถเอื้อมถึงกำลังคนและกำลังอาวุธของทางราชการได้
-แต่เหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และกระบวนการที่เกิดตามมาในภาพรวมมีเนื้อหาสาระที่กว้างไกลไปกว่าแค่วิธีการรัฐประหารมาก สาระสำคัญของ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คือ "การเปลี่ยนแปลงการปกครอง" (regime change) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ (absolute monarchy --> constitutional regime) หาได้หยุดยั้งอยู่แค่ "รัฐประหาร" แล้วไม่เปลี่ยนแปลงอะไรต่อในแง่สาระสำคัญเนื้อแท้ของระบอบการเมืองการปกครอง
-ฉะนั้น คำนิยามที่เหมาะสมคู่ควรแก่เนื้อหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงควรเป็น "การปฏิวัติเสรีนิยม/รัฐธรรมนูญนิยม" (liberal/constitutionalist revolution) ต่างหาก
-ส่วนที่ว่า "เพื่อล้มราชบัลลังก์" นั้นก็ขัดฝืนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะสถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ในระบอบใหม่สืบต่อมาจนปัจจุบัน ดังโทรเลขของอุปทูตอังกฤษสมัยนั้นที่รายงานข่าวนำมาอ้างอิง:
"โทรเลขที่นายเจ.เอฟ.จอห์นส์ (J.F.Johns) อุปทูตของอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ในขณะนั้นได้ส่งรายงานด่วนกลับมาที่กระทรวงการต่างประเทศในลอนดอน ทันทีที่ทราบข่าวการรัฐประหารในวันที่ 24 มิ.ย. มีใจความว่า
"วัตถุประสงค์ของการก่อการครั้งนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าไม่ใช่เพื่อการล้มล้างพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความต้องการที่จะถอดถอนเจ้านายชั้นสูงที่กล่าวถึงทั้งสองพระองค์ออกจากรัฐบาล และเพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายที่อยู่ในรูปรัฐธรรมนูญ เท่าที่ข้าพเจ้ารับรู้มา ไม่มีการนองเลือด และจนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างในเมืองดูสงบเงียบ"


มุมมอง "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" 88 ปีประชาธิปไตยไทย แม้มืดมิดแต่มีเสียงอื้ออึง! : Matichon TV คลิปเต็ม




มุมมอง "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" 88 ปีประชาธิปไตยไทย แม้มืดมิดแต่มีเสียงอื้ออึง! : Matichon TV

Premiered Jun 24, 2020

matichon tv

"The Politics 88 ปี ประชาธิปไตยไทย" ตอนที่ 3 สนทนากับ ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย กับความล้มเหลวในการสถาปนาระบอบรัฐธรรมนูญและทางแพร่งของนักกฎหมายสองสำนัก พร้อมการตั้งข้อสังเกตถึงอนาคตที่คล้ายจะมืดมิด ทว่ากลับเริ่มมีเสียงอื้ออึงดังขึ้นเรื่อยๆ
...



24 มิถุนายน 2563 รายการ "The Politics 88 ปี ประชาธิปไตยไทย" ได้ถ่ายทอดการสนทนากับศาสตราจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.youtube.com/watch?v=b2rXPVSyNfQ เนื่องในโอกาสครบรอบ 88 ปีประชาธิปไตยไทย โดยบทสนทนามุ่งเน้นไปถึงหลักนิติรัฐที่วางรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แนวคิดทางกฎหมาย และประชาธิปไตยในประเทศไทย

.
ภาพฝันการเป็น ‘นิติรัฐ’ ของคณะราษฎรที่ยังไปไม่ถึง

วรเจตน์ อธิบายว่า หลักนิติรัฐได้แทรกซึมอยู่ในหลักหกประการของคณะราษฎร ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการปกครองโดยกฎหมายที่เป็นธรรม แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แม้ว่าจะไม่ได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็ตาม ทว่าในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สัญลักษณ์ของคณะราษฎรเท่านั้นที่ถูกทำให้จางหาย แต่จุดมุ่งหมายแห่งการเป็น ‘นิติรัฐ’ ของคณะราษฎรก็ยังมิได้เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

วรเจตน์มองว่า อุดมการณ์ของคณะราษฎรดำรงอยู่อย่างเข้มข้นเพียงแค่ 15 ปี กล่าวคือ พ.ศ. 2475-2490 และในปี 2490 นับเป็นจุดพลิกผันบางอย่างที่ยังส่งผลมาถึงสังคมไทยในปัจจุบัน การต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการเป็นนิติรัฐจึงไม่ได้จบเมื่อปี 2475 แต่ยังดำเนินต่อมา จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่จบสิ้น

.
เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ‘การปกครอง’ แต่ไม่เปลี่ยนแปลงองค์กร ‘ตุลาการ’

ในทัศนะของวรเจตน์ รัฐธรรมนูญ 2489 (ฉบับที่สาม) https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424935&ext=pdf เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด แต่มีผลบังคับใช้เพียงปีเศษเท่านั้น ภายหลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่แปด บ้านเมืองระส่ำระสาย มีการรัฐประหารในปี 2490 ก่อตั้งระบอบ ‘ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข’ และเข้าสู่ทิศทางเช่นนี้เรื่อยมา

รัฐธรรมนูญ 2540 แม้ว่า จะมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีปัญหาในการจัดโครงสร้างบางอย่าง วรเจตน์มองว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ยังไม่สามารถทำให้หลักการแบ่งแยกอำนาจนั้นสมบูรณ์ได้ การมีส่วนร่วมของประชาชนยังไม่ถึงระดับที่ควรจะเป็น เมื่อครั้นเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มุ่งเน้นไปที่การปรับโฉมหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ทว่ากลับละเลยการปฏิรูป ‘ตุลาการ’ หลักวิธีคิดของตุลาการตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองยังคงใช้สืบต่อมา และมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

.
นักกฎหมาย ผู้เล่นสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ‘แบบไทยๆ’

ในมุมมองของวรเจตน์ “อุดมการณ์กำกับการตีความกฎหมาย” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพิจารณาถึงอุดมการณ์ของนักกฎหมายอันส่งผลต่อกฎหมายในประเทศไทย เขาได้หยิบยกคำอธิบายของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ณัฐพล ใจจริง นักประวัติศาสตร์ที่อธิบายวิธีคิดของนักกฎหมายซึ่งมีอยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่ง คือ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญนิยม ประเภทที่สอง คือ นักกฎหมายจารีตนิยม

นักกฎหมายรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐแบบอารยประเทศมีอิทธิพลเพียงช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น โดยช่วงแรกมีความพยายามจะประนีประนอมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด เช่น การยินยอมให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเติมคำว่า 'ชั่วคราว' ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424925&ext=pdf และทำความตกลงร่วมกันกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424927&ext=pdf เพื่อประนีประนอมกับทุกฝ่ายให้มากที่สุด

ต่อมาในปี 2489 นักกฎหมายที่มีแนวคิดนี้ได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น ผลักดันให้เกิดระบบสองสภาที่มาจากการเลือกตั้งครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2489 ได้แก่สภาผู้แทนราษฎร และพฤฒสภา ซึ่งมีลักษณะเป็นสภาสูงอันอาจเทียบได้กับวุฒิสภาในปัจจุบันทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งทั้งคู่ สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สภาหนึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ต่อมาระบบดังกล่าวได้ถูกทำลายลงในการรัฐประหาร 2490 และกำเนิดวุฒิสภาซึ่งมาจากการ 'แต่งตั้ง' เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2490 https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=424937&ext=pdf

นักกฎหมายจารีตนิยม ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีบทบาทนำในสังคมไทย มีแนวคิดในการปรับหลักคิดทางสากลให้เข้ากับบริบท ‘แบบไทย’ นักกฎหมายฝ่ายนี้บางส่วนไปทำงานให้กับผู้ถืออำนาจหรือที่เรียกว่า ‘เนติบริกร’ โดยอาจจะคำนึงถึงหลักการบางอย่างน้อยลง และมีชุดความคิดบางอย่างในการกำหนดกฎหมายหรืออธิบายกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ‘ในสถานการณ์ฉุกเฉิน’ ช่วงที่มีการรัฐประหารหรือในการบริหารของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ในความคิดเห็นของวรเจตน์ การนำคุณค่าแบบไทยเข้าไปสวมใส่ในคุณค่าสากล เท่ากับเป็นการปฏิเสธสิ่งนั้น เช่น "ความยุติธรรมแบบไทย ก็คือความอยุติธรรม" "ประชาธิปไตยแบบไทย ก็คือไม่ใช่ประชาธิปไตย" "นิติรัฐแบบไทย ก็คือไม่ใช่นิติรัฐ"

และวรเจตน์ยังได้ทิ้งท้ายถึงอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่า "ยังคงมืดดุจรัตติกาลมากขึ้นกว่ากาลก่อน แต่ก็มีความอื้ออึงมากขึ้น" การกดทับยังทำไม่ได้สนิท เพียงแต่ว่าแสงยังไม่มาถึง เมื่อเสียงอื้ออึงเพิ่มมากขึ้น แสงก็อาจจะมา


ฟังแล้วต้องหาอ่าน... ถ้าต้องการรู้ซึ้ง โฉมหน้าศักดินาไทย





#โฉมหน้าศักดินาไทย
เขียนโดย​ จิตร​ ภูมิศักดิ์
ในนามปากกา
สมสมัย​ ศรีศูทรพรรณ
...
ตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร
นิติศาสตร์ฉบับศตวรรษใหม่​ พ.ศ.๒๕๐๐
ในชื่อ
โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน
ตีพิมพ์ในชื่อ
โฉมหน้าศักดินาไทย​ พ.ศ.๒๕๑๗​
หนึ่งในหนังสือทรงคุณค่า
เสนอมุมมองอย่างชัดเจน
ทั้งการวิเคราะห์และการอ้างอิง
ให้เห็นความเป็นเลิศทางปัญญา
ของผู้เขียน​ เปิดโลกทัศน์ให้
ผู้อ่านได้เห็นภาพที่ต้องตะลึง


วันเสาร์, มิถุนายน 27, 2563

ข่าวดี พาณิชย์ตื่นแล้ว สู้เวียดนามไม่ได้ ข่าวร้าย (เฟคนิวส์) ไทยแก้โควิดอันดับ ๑


ข่าวดีวันนี้ พาณิชย์ไทย ‘ตื่นแล้ว’ หลังจากที่ตกอยู่ในภวังค์นะจังงังแห่งอำนาจ คสช.มา ๕-๖ ปี เพิ่งตระหนักว่าเวียดนามแซงหน้าไปหลายขุม เกือบทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ ไม่เพียงการผลิตและส่งออกข้าว ที่ครึ่งปีหลัง ๒๕๖๓ นี้เป็นอันดับสองของโลก

หลังจากเมื่อปีก่อนเวียดนามยังไล่หลังไทยและอินเดีย (อันดับ ๑) แม้นว่าอินโดนีเซียจะผลิตมากสุดแต่ก็ใช้ภายในประเทศ ไมได้ส่งออกมากเหมือนอินเดีย (ที่ข้าว ‘บ้าสมาติ’ นิยมบริโภคมากในหมู่ชนเชื้ออาหรับในตะวันออกกลางและปาเลสไตน์)

มาถึงวันที่รัฐมนตรีพาณิชย์จากพรรคประชาธิปัตย์ (ที่กำลังพบปัญหาความอยู่รอดของพรรค จากการเข้าร่วมรัฐบาลกับเผด็จการทหาร เป็นลิ่วล้อเรียกใช้ เบื่อเมื่อไรก็เขี่ยทิ้ง) งุบงิบยอมรับว่าอ่อนน้ำยา ด้วยการประกาศศักดาที่ต้องพิสูจน์

“จัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทย ๒๕๖๓-๒๕๖๗ เป็นระยะเวลา ๕ ปี” เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต” เพื่อให้ประเทศไทยได้ลืมตาอ้าปาก กลับมาเป็นผู้ส่งออกและผลิตข้าว ‘คุณภาพ’ ของโลก โดยเน้นเรื่องเมล็ดพันธุ์ อันจะเข้าทาง ‘ซีพี’ (และ CPTPP) รึเปล่าไม่รู้

อีกอย่างเป็นเรื่องต้นทุนการผลิต แหล่งน้ำ และพื้นที่เพาะปลูก “ภาครัฐต้องแก้ปัญหากฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ไทยสามารถผลิตข้าวคุณภาพแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ต้องจัดทำให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๓”

และดูเหมือนจะเน้น “ปลูกพันธุ์ข้าวพื้นนุ่ม” เพื่อไปแข่งกับเวียดนามที่แซงหน้าในตลาดข้าวขาว ๕% ของไทย ตัวเลขส่งออกข้าวเมื่อต้นปีนี้ อินเดีย ๕.๕ ล้านตัน เวียดนาม ๓.๓-๓.๔ ล้านตัน ขณะที่ไทยได้เพียง ๓ ล้านตันถ้วน


นั่นเป็นข่าวดีเพราะอย่างน้อยๆ ยังรู้สึกตัว แต่ข่าวร้ายนี่สิอาจจะหนัก เมื่อมีคุณหมอสมองสลิ่มกระหือรือจะเชียร์รัฐบาลสืบทอดอำนาจเสียจนไม่รั้งรอตราจทานข่าวสารข้อมูลให้ดีก่อน โฆษณาชวนเชื่อ ว่าไทยเป็นที่ ๑ ป้องกันโควิด-๑๙ ดีเยี่ยม
 
แม้นว่าผลแห่งการรับมือโควิดของไทยจัดว่ามีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากการระบาดไม่ขยายวงมากหรือว่าการตรวจหาเชื้อมีไม่มากก็สุดแท้แต่ การอ่านรายงานของมหาวิทยาลัยจอห์นฮ้อปกิ้นส์อย่างผิดๆ โดย นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ นี่เป็นความเลวร้อยอย่างยิ่ง

ทั้งที่หัวข่าวบอกว่า “The best countries to start a business.” หลังจากที่วิกฤตโควิดผ่อนคลาย ดังที่ชาวบ้านไซเบอร์ผู้หนึ่งอุตส่าห์เบิ่งเนตรหมอประกิต ชี้ข้อเท็จจริงสามอย่างเกี่ยวกับข่าวจาก ‘ยูเอสนิวส์’ คือ หนึ่งนอกจากไม่เกี่ยวโควิด

แล้วยัง “ไม่มีตรงไหนบอกว่าเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยจอห์นฮ้อปกิ้นส์” และข้อสาม “ถึงจะเป็นโพลเกี่ยวกับประเทศที่ดี สำหรับการเริ่มธุรกิจ แต่ไม่มีตรงไหนบอกว่าเลื่อนจากที่ ๖ มาเป็นที่ ๑ ครับ” ถึงอย่างนั้นข้อสำคัญอยู่ที่จะทัดทานระลอกสองไหวไหม ถ้ามันมา

และสำคัญกว่านั้น จะยืนหยัดต่อไปได้อย่างไรในสภาพที่เศรษฐกิจบักโกรกมาแล้วหลายปี โดยเฉพาะกับระดับรากหญ้า ทั้งทางธุรกิจและผู้บริโภค โดยในส่วนของประชาธิปัตย์ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ จะทำให้หัวหน้าใหญ่ไว้เนื้อเชื่อมืออีกต่อไปไหม

“ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะทุกคนรู้หากพรรคไม่ปรับตัวเพื่อหนีตาย ก็จะตายกันหมด” เป็นลักษณะของความ ‘ด้อย’ ในประสิทธิภาพแบบ ‘น้ำใต้ศอก’ ต่อบรรดา ‘กปปส.’สนมเอกที่เขาร่วมหัวจมท้ายกันมาแต่ครั้งเป่านกหวีดปิดกรุงเทพฯ
 
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ฉายาเดิม ‘หมากระเป๋า’ ได้ช่องส่งเสียงดังตามธรรมชาติของชิวาวาอีกครั้ง เมื่อได้ไปร่วมแถลงข่าวกับนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ในปัญหาวิกฤตด้าน ‘กระแส-บุคคล และผู้นำ’ โดยไม่ต้องเจาะจงว่าใคร

“ภาคใต้เป็นพื้นที่กำลังหลักของพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ๒๐ ปี แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง” สาทิตย์พยายามพูดอ้อมค้อมไปว่า “ผู้นำทัพมีส่วนสำคัญ” ถ้าไม่ “ปล่อยฟรีสไตล์ มีจอมยุทธ์กันมาก...จะทำให้พรรคดีขึ้น”


ที่จริงก็ไม่ได้ ‘ฟรีสไตล์’ อะไรนักหรอก เพียงแต่ว่า ‘กึ๋น’ ไม่แน่นพอแสดงให้หัวหน้าใหญ่เห็นว่าจะช่วยกันกู้หน้าได้ แล้วยังมีการช่วงชิงทั้งภายในบ้านและก๊กก๊วนรอบข้าง ลำพังนิพิฎฐ์ หรือกระทั่ง เทพไท เสนพงษ์ ว่าชั้นเชิงเพียบแล้วยังเทียบไม่ติด ‘เขี้ยวๆ’ ใน พปชร.