
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
ก่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ชวนอ่านรายงานโครงการ Trial Watch ชี้ปัญหาคดี ม.116 ของ ‘ป่าน กตัญญู’ ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
.
.
ในวันที่ 9 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ป่าน” กตัญญู หมื่นคำเรือง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า ที่ถูกฟ้องในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “ทะลุฟ้า” โพสต์เชิญชวนไปร่วมชุมนุม 2 โพสต์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564
.
คดีนี้มีแน่งน้อย อัศวกิตติกร ซึ่งขณะนั้นเคลื่อนไหวในนามกลุ่มศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหา โดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
.
ก่อนฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ชวนอ่านรายงานของโครงการ Trial Watch ภายใต้มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์ในกระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกในระดับนานาชาติ และสนใจติดตามปัญหาของการใช้ข้อกล่าวหาในลักษณะ “ยุยงปลุกปั่นฯ” (Sedition Law) ที่มีในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย
.
หนึ่งในคดีที่ Trial Watch ติดตามสังเกตการณ์ในประเทศไทย คือคดีของกตัญญูคดีนี้ พร้อมได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยชี้ว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการละเมิดมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และเห็นว่าศาลอุทธรณ์ควรจะพิพากษากลับเป็นยกฟ้อง
.
.
Trial Watch เห็นว่าการดำเนินคดี ‘ป่าน’ เป็นตัวอย่างปัญหาการใช้ข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน.
รายงานฉบับนี้ Trial Watch ร่วมกับ Andrew Khoo ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายรัฐธรรมนูญจากมาเลเซีย ได้ให้ข้อสังเกตการณ์เกี่ยวกับสภาวะทางการเมืองของประเทศไทย มีลักษณะเด่นคือ การปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบผ่านข้อกฎหมายต่าง ๆ เช่น การใช้ข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
.
รายงานระบุว่า กฎหมายเหล่านี้ถูกร่างขึ้นด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือและกว้างขวางจนเกินไป ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเป้าไปที่การพูดและการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และบุคคลฝ่ายค้าน ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้บทบัญญัติเหล่านี้ ซึ่งส่งผลเป็นการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
.
กรณีของกตัญญูเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายเหล่านี้ไปในทางที่ผิด สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายแบบหว่านแห สกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อ ศาลยอมรับพยานหลักฐานที่ยังคงมีข้อน่าสงสัยและเพิกเฉยต่อข้อมูลที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ สิ่งนี้สร้างสภาวะที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวในการแสดงออกและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทย
.
รายงานฉบับนี้ เห็นว่าคำพิพากษาในคดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่อันตรายแสดงให้เห็นถึงการปราบปรามการแสดงออกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ทั้งเป็นการตอกย้ำว่า การปฏิรูปกฎหมายในข้อหายุยงปลุกปั่นฯ และกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน การกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะเป็นการยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานและคืนความยุติธรรมให้กลับมาอีกครั้ง
.
.
การพิจารณาคดีไม่เป็นธรรมและละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศหลายข้อ ทั้งคำพิพากษายังล้มเหลวในการหาข้อเท็จจริงและไม่ได้พิจารณาถึงสิทธิในการเสรีภาพในการแสดงออก.
ผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ ได้ศึกษาเอกสารในคดีและคำพิพากษา รวมทั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดี จนมีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาต่อกตัญญูแสดงให้เห็นถึง การละเลยอย่างร้ายแรงต่อมาตรฐานสากลว่าด้วยการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม รวมถึงละเลยสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ
.
โดยสรุปรายงานเห็นว่าการกระบวนการนั้นไม่เป็นธรรม และมีการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ดังนี้
.
สิทธิในการได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Right to the Presumption of Innocence)การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม หลักการนี้ไม่สามารถเพิกเฉยหรือละเว้นได้ โดยกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ความผิดเป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ในการนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดตามมาตรฐานทางกฎหมาย
.
รายงานของ Trial Watch เห็นว่าในคดีนี้ ศาลไม่ได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ในสองประเด็น ได้แก่ กตัญญูเป็นผู้รับผิดชอบต่อโพสต์ที่เป็นประเด็นจริงหรือไม่ และโพสต์ดังกล่าวนั้นมีความเชื่อมโยงกับความไม่สงบหรือความแตกแยกตามที่กฎหมายว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นฯ ของไทยกำหนดไว้หรือไม่
.
ศาลยอมรับว่าแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่สามารถพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจทะลุฟ้าด้วยตนเอง แต่การที่ “รู้เห็นเกี่ยวกับการโพสต์” เพียงแค่การรับทราบถึงข้อความ ประกอบกับการสันนิษฐาน ก็ถือเป็นเหตุผลเพียงพอให้ศาลพิพากษาว่ามีความผิด เป็นการผลักภาระการพิสูจน์ให้ฝ่ายจำเลยต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แทนที่จะบังคับให้ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ความผิดของให้สิ้นสงสัยตามสมควร
.
แม้ในการสืบพยานจะปรากฏว่ากตัญญูเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2564 แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเธอเป็นผู้โพสต์ข้อความ การที่ศาลสรุปว่า การรับรู้ถึงข้อความของเธอเป็นการพิสูจน์ถึงความผิด ถือเป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่เกินขอบเขตของการอนุมานตามเหตุผล เป็นการละเลยข้อกำหนดด้านพยานหลักฐาน และบั่นทอนสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
.
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยศาลที่มีความสามารถ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย (The Right to a Competent, Independent and Impartial Tribunal Established by Law).
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า ความเป็นกลางประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ประการแรก ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติหรือความลำเอียงส่วนตัว ประการที่สอง ศาลต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางในสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่ใช้เหตุผลด้วย นอกจากนี้ การแยกหน้าที่และอำนาจระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน ฝ่ายตุลาการต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยการควบคุมหรืออิทธิพลจากฝ่ายบริหาร
.
รายงานโดย Trial Watch เห็นว่า ในคดีนี้ ศาลยอมรับข้อเท็จจริงของพยานโจทก์ปากเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายปากว่า กตัญญูคือผู้ถ่ายทอดสดการชุมนุมโดยไม่มีข้อสงสัย ทั้งยังไม่พิจารณาข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่คัดค้านว่า พยานหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอของโจทก์ปรากฏเพียงภาพบุคคลสวมหน้ากากจากระยะไกล ไม่สามารถระบุตัวตนที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดได้อย่างชัดแจ้ง
.
ศาลยังเพิกเฉยต่อพยานหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยในปากผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบุว่า IP addresses ของผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กกลุ่มทะลุฟ้าไม่ตรงกับของกตัญญู การที่ศาลยอมรับผลการสืบสวนของตำรวจโดยไม่ตั้งข้อสงสัย และการที่ดูเหมือนจะไม่ได้นำพยานหลักฐานที่เป็นคุณแก่จำเลยมาพิจารณา การกระทำนี้ได้อาจส่งผลต่อความเป็นกลางของศาลในการพิจารณาคดี
.
สิทธิในคำพิพากษาที่เป็นเหตุเป็นผล (The Right to a Reasoned Judgment)การให้เหตุผลในคำพิพากษานั้นเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อความน่าเชื่อถือและเพื่อสิทธิในการตรวจสอบอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ แต่ยังเพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลถูกตัดสินบนพื้นฐานทางกฎหมาย ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกข้อโต้แย้งของคู่ความ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าข้อโต้แย้งได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและพยานหลักฐานได้รับการประเมินอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว
.
รายงานของ Trial Watch เห็นว่าในคดีนี้ ศาลไม่ได้อธิบายว่าพยานหลักฐานที่นำเสนอพิสูจน์ความผิดให้สิ้นสงสัยตามที่มาตรา 227 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดไว้ ศาลยอมรับการประเมินของตำรวจโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ และไม่ได้นำพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยมาวินิจฉัยคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำให้การของผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า IP addresses ที่ระบุผ่านเทคนิค “ฟิชชิ่ง” (การพยายามหลอกผู้ใช้งานเพื่อดักข้อมูลโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต) นั้นตรงกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลย
.
นอกจากนี้ ศาลยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการกระทำของกตัญญูเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 อย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของ “เจตนา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นต้องมีเจตนาเพื่อปลุกระดมให้มีการใช้กำลัง ก่อความไม่สงบ หรือสนับสนุนให้มีการละเมิดกฎหมาย
.
ศาลไม่ได้ชี้แจงว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏแสดงถึงเจตนาเหล่านี้อย่างไร เช่น ไม่มีการอธิบายว่าการที่กตัญญูถูกกล่าวหาว่า ถ่ายทอดสดการชุมนุม หรือโพสต์ต่าง ๆ ได้สนับสนุนให้ผู้อื่นใช้กำลังหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบได้อย่างไร
.
นอกจากนี้ ศาลยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าโพสต์เหล่านั้นเกินขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครองหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตอย่างไร ซึ่งยิ่งทำให้คำพิพากษาขาดเหตุผลที่เพียงพอในการลงโทษในความผิดฐานยุยงปลุกปั่น
.
รายงานยังสรุปโดยการให้เกรด “D” ต่อการใช้กฎหมายและการพิจารณาคดีนี้ ซึ่งเป็นเกรดในระดับที่เห็นว่ามีปัญหาด้านมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง (a serious breach of fair trial standards)
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/?p=82746 https://www.facebook.com/photo?fbid=1358789576091509&set=a.656922399611567