วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2569

ส่องคำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ไร้ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เขียนเพียงเป็นผลงานที่ผ่านมา



ส่องคำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ไร้ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เขียนเพียงเป็นผลงานที่ผ่านมา

07/04/2026
iLaw

9 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ 66 นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และครม. ได้มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นกลไกในการแสดงจุดยืนต่อประชาชนผ่านรัฐสภาว่า รัฐบาลจะมีนโยบายเร่งด่วนกับเรื่องใด มุ่งแก้ปัญหาอะไรไปตลอดวาระ โดยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่พบสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย นับเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อปี 2566 ที่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่บรรจุนโยบายเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้เลย และแตกต่างจากรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เขียนประเด็นดังกล่าวไว้เพียงสั้นๆ 

รัฐบาลอนุทิน 2 เขียน “ประชามติรัฐธรรมนูญ” เป็นเพียงการทำงานของรัฐบาลอนุทิน 1

ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย้อนทบทวนผลงาน และส่วนนโยบายที่จะดำเนินการต่อไป เมื่อพิจารณาในส่วนของการกล่าวถึงการบริหารราชการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า (รัฐบาลอนุทิน 1) ในช่วงปลายปี 2568 พบว่ามีการระบุถึงการดำเนินนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่มุ่งเน้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สแกมเมอร์และยาเสพติด โดยในส่วนของการทบทวนผลงานนี้ มีข้อความที่กล่าวถึงการจัดทำประชามติสอดแทรกอยู่เพียง 1 ประโยค ความว่า “…รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง…” ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายถึงสิ่งที่ได้ริเริ่มหรือดำเนินการไปแล้วในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1

แม้ว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยจะเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแม้คำแถลงนโยบายฉบับนี้จะมีการกล่าวถึงประชามติอยู่หนึ่งประโยคในส่วนของการทบทวนผลงานดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์ต่างๆ แล้วก็ไม่พบการบรรจุเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นวาระสำคัญที่จะต้องดำเนินการในรัฐบาลอนุทิน 2 เลย

เมื่อเปรียบเทียบกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ครั้งที่ 1 (รัฐบาลอนุทิน 1) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน คำแถลงครั้งนั้นปรากฏสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ว่า “…รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ความแตกต่างของคำแถลงนโยบายทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การจัดทำประชามติเพื่อเปิดทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจำต้องทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเท่านั้น
 
3 รัฐบาลล่าสุด มีวาระ “รัฐธรรมนูญใหม่” แต่ไปไม่ถึงปลายทาง

หลังจากการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถือเป็นวาระสำคัญในสนามการเมืองไทย พรรคการเมืองต่างๆ ชูนโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวเป็นที่ปรากฏว่า พรรคการเมืองที่มีจุดยืนในแก้ไขรัฐธรรมนูญกำชัยชนะและถือเสียงส่วนใหญ่ไว้ได้ จึงนำมาซึ่งความหวังในจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จึงมีลักษณะที่เห็นได้ว่า มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็มีอุปสรรคเรื่อยมา

รัฐบาลชุดแรกสุดภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คือ รัฐบาลที่นำโดยเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 คำแถลงนโยบายของเศรษฐาวางประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่มีจุดยืนไม่แก้ไขหมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหาแนวทางการจัดทำประชามติโดยมีเนื้อความว่า

“…และนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายคือการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันรวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง…”

แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีกลไก “เตะถ่วง” ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำแถลงนโยบายดังกล่าวไม่อาจเดินหน้าได้ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ทำให้กระบวนการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ชะงักลง

เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ แพทองธาร ชินวัตร โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ได้วางนโยบายการจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ไว้เป็นนโยบายแรกสุด มีใจความสำคัญคือการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด ดังคำแถลงนโยบายว่า

“รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุดโดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตยสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลเคารพพหุวัฒนธรรมเพื่อเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนโดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญรวมถึงการสร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

ต่อมาเมื่อมีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา รัฐบาลกลับเลี่ยงการลงมติ และถ่วงเวลาออกไป กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นเหตุให้เส้นทางเดินหน้าสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้น ก็เกิด “ภาวะฝุ่นตลบ” จากความพยายามรวมเสียง สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ด้านพรรคภูมิใจไทยส่ง อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเข้าชิงเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคเพื่อไทยส่ง ชัยเกษม นิติสิริเข้าชิงเสียงเช่นกัน บนเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 247 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ทว่าทั้งสองพรรคมีเสียงในมือไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ทำให้พรรคประชาชนที่มีเสียงอยู่ 143 เสียงกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ และพรรคประชาชนวางเงื่อนไขโหวตนายกฯ 3 ข้อ ได้แก่
  1. ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
  2. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จะต้องจัดให้มีการทำประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
  3. พรรคประชาชนยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลและทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป
ต่อมา พรรคภูมิใจไทยประกาศตัวรับเงื่อนไขทั้งสามข้อเป็นพรรคแรก นำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้แถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

หลังแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ไม่นาน รัฐสภาก็ได้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 โดยรับหลักการร่างจากพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อเข้าสู่วาระสอง (การพิจารณารายมาตรา) เกิดข้อโต้แย้งในร่างมาตรา 256/28 ว่าด้วยอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นชนวนให้อนุทินยุบสภาในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรก็มีผลใช้บังคับในวันรุ่งขึ้น เป็นครั้งที่สามที่วาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอนุทิน 2 สามารถร้องขอให้นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งได้ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ 2560 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 อันเป็นกำหนด 60 วันที่คณะรัฐมนตรีจะร้องขอต่อรัฐสภาให้นำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณาและตกไปกลับมาพิจารณาใหม่

https://www.ilaw.or.th/articles/57522