ความเป็นมาของ "ชาวเคิร์ด" หลังสื่อตีข่าว CIA จะหนุนให้ลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน | Thai PBS News
Mar 4, 2026
เจาะลึกที่มาของ "กลุ่มชาวเคิร์ด" หลังสื่อสหรัฐฯ ตีข่าว CIA กำลังหนุนชาวเคิร์ดลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน ฟังข้อมูลความเป็นมาจากคุณกรุณา บัวคำศรี
https://www.youtube.com/watch?v=qwTSzyKSH-8
.....
ประวัติศาสตร์ของชาวเคิร์ดมักถูกสรุปด้วยสุภาษิตที่ว่า "ไม่มีมิตรแท้ใดนอกจากภูเขา" นี่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่มหาอำนาจระดับโลกและระดับภูมิภาคใช้กองกำลังเคิร์ดเป็นพันธมิตรทางยุทธวิธีในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง แต่จะถอนการสนับสนุนหรือเสียสละผลประโยชน์ของชาวเคิร์ดเมื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของตนแล้ว
ต่อไปนี้คือตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งมักถูกยกมาเป็นข้ออ้างในการทรยศต่อชาวเคิร์ด:
1. สนธิสัญญาหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (1920–1923)
คำสัญญา: หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สนธิสัญญาเซฟร์ (1920) ได้รับรองสิทธิของชาวเคิร์ดในการมีรัฐอิสระอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลักการ "การกำหนดตนเอง" ของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา
การทรยศ: หลังสงครามประกาศอิสรภาพของตุรกี มหาอำนาจตะวันตกให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐตุรกีใหม่ สนธิสัญญาโลซาน (ค.ศ. 1923) เข้ามาแทนที่สนธิสัญญาเซฟร์ โดยลบข้อความทั้งหมดเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐเคิร์ด และแบ่งดินแดนที่มีชาวเคิร์ดอาศัยอยู่ระหว่างตุรกี อิรัก (ภายใต้การปกครองของอังกฤษ) ซีเรีย (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) และอิหร่าน
2. ข้อตกลงอัลเจียร์ (ค.ศ. 1975)
บริบท: ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกา (ภายใต้การนำของนิกสันและคิสซิงเจอร์) อิหร่าน (ภายใต้การนำของชาห์) และอิสราเอล สนับสนุนให้ชาวเคิร์ดในอิรักก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลบาธของซัดดัม ฮุสเซน เพื่อทำให้ประเทศอิรักซึ่งในขณะนั้นเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตอ่อนแอลง
การทรยศ: ในปี ค.ศ. 1975 ชาห์แห่งอิหร่านและซัดดัม ฮุสเซน ได้ลงนามในข้อตกลงอัลเจียร์ เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องพรมแดนทางน้ำชัตต์อัลอาราบ ในทางกลับกัน อิหร่านได้ตัดความช่วยเหลือทางทหารทั้งหมดและปิดพรมแดนทันที สหรัฐฯ ก็ทำตามเช่นกัน โดยไม่สนใจคำวิงวอนอย่างสิ้นหวังจากมุสตาฟา บาร์ซานี ผู้นำชาวเคิร์ด
ผลที่ตามมาคือ เมื่อขาดการสนับสนุน การกบฏของชาวเคิร์ดก็ล่มสลาย มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน และอีกหลายแสนคนหนีเข้าไปในอิหร่าน เฮนรี คิสซิงเจอร์ ปฏิเสธพันธะทางศีลธรรมอย่างมีชื่อเสียง โดยกล่าวว่า "การกระทำลับๆ ไม่ควรสับสนกับงานเผยแผ่ศาสนา"
3 ปฏิบัติการอันฟาลและความเงียบของชาติตะวันตก (ทศวรรษ 1980)
บริบท: ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน (1980–1988) กลุ่มชาวเคิร์ดได้ร่วมมือกับอิหร่านต่อต้านซัดดัม ฮุสเซน
การทรยศ: ในปี 1988 อิรักได้เปิดฉากปฏิบัติการอันฟาล ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารที่โหดร้าย รวมถึงการโจมตีด้วยแก๊สพิษในเมืองฮาลาบจา ทำให้พลเรือนเสียชีวิตหลายพันคน
ผลลัพธ์: แม้จะมีหลักฐานของการกระทำโหดร้ายเหล่านี้ สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆ ซึ่งสนับสนุนอิรักในขณะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านได้รับชัยชนะ ในตอนแรกกลับลดความสำคัญของการโจมตีด้วยแก๊สพิษ และยังคงให้ความช่วยเหลือด้านข่าวกรองและสินเชื่อทางการเกษตรแก่อิรักต่อไป
4. การลุกฮือในปี 1991
คำสัญญา: หลังสงครามอ่าว ประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ชาวอิรักลุกขึ้นต่อต้านและโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน ชาวเคิร์ดทางเหนือและชาวชีอะห์ทางใต้ทำเช่นนั้นจริงๆ
การทรยศ: กองทัพสหรัฐฯ หลังจากบรรลุเป้าหมายในการปลดปล่อยคูเวตแล้ว กลับนิ่งเฉยขณะที่ซัดดัมใช้เฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธปราบปรามการกบฏอย่างโหดเหี้ยม
ผลลัพธ์: เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่เมื่อชาวเคิร์ดหลายล้านคนหนีเข้าไปในภูเขา สหรัฐฯ จึงได้จัดตั้ง "เขตห้ามบิน" ซึ่งกลายเป็นรากฐานของรัฐบาลปกครองตนเองระดับภูมิภาคเคิร์ดสถาน (KRG) ในปัจจุบัน
5. การถอนกำลังจากซีเรียตอนเหนือ (2019)
บริบท: กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) ซึ่งนำโดยนักรบ YPG ชาวเคิร์ด ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรภาคพื้นดินหลักของพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับ ISIS โดยสูญเสียทหารไปกว่า 11,000 นาย
การทรยศ: ในเดือนตุลาคม 2019 หลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้สั่งถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่ชายแดนอย่างกะทันหัน
ผลที่ตามมา: "ไฟเขียว" นี้ทำให้ตุรกีสามารถเปิดฉากการโจมตีทางทหารเข้าไปในดินแดนที่ชาวเคิร์ดควบคุมในซีเรียได้ ผู้นำชาวเคิร์ดรู้สึกถูกทอดทิ้ง จึงถูกบีบให้หันไปขอความคุ้มครองจากรัฐบาลซีเรียและรัสเซีย ซึ่งเป็นการยุติเอกราชส่วนใหญ่ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาอย่างแท้จริง

(Google Gemini)