วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 02, 2563
ถึงวันเกิดทีบังคับแต่งบังคับซื้อ ???


Qajorn SF
จริงๆ ไม่จำเป็นต้องมีตัวเลือกอื่นเลย

ตอนสมัครผมกาไม่เห็นด้วยไปเกือบหมดนะ...สุดท้ายโดนด่าทั้งโรงเรียน+แก้คำตอบให้เองเสร็จสรรพ บอกไม่รักชาติจะมาทำไม ไอ้*** พวก*** บลาๆๆ ที่พีคมีการมาทวงบุญคุณกันด้วยว่าเพราะพวกกุพวกมึงถึงได้เป็นกำลังสำรองเพื่อชาติ บลาๆๆๆ จงสำนึกไว้ซะ บลาๆๆๆ น่าเบื่อมากเป็นซะอิแบบนี้แหละถึงไม่มีทางพัฒนาไปมากกว่านี้ได้ต่อให้กอนวาน กับลอเรเซียมันกลับมาชนกันเป็นพันเจียใหม่อีกกี่พันปีถ้ายังเป็นแบบนี้ก็ได้แค่นี้แหละ
มิตรท่านหนึ่ง
อ่านความเห็นเพิ่มได้ที่
...
ข่าวพิเศษ — กษัตริย์วชิราลงกรณ์กำลังจะกลับมากรุงเทพฯกับราชินีสุทิดา แบบไปเช้าเย็นกลับ ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ โดยจะใช้เวลาน้อยกว่า 24 ชั่วโมงแล้วก็กลับไปยุโรปตามเคย 1/6— Andrew MacGregor Marshall (@zenjournalist) July 1, 2020
อ.ธิดา เล่าข่าวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร... พี่น้องเรายังมีจิตใจต่อสู้ ยังมีความเหนียวแน่นในเรื่องอุดมการณ์
อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ เล่าข่าวหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร...
พี่น้องเรายังมีจิตใจต่อสู้ ยังมีความเหนียวแน่นในเรื่องอุดมการณ์ ยัง..เดินอยู่ในเส้นทางต่อสู้ที่จะให้ประเทศนี้..เป็นระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง...
ความยุติธรรมไม่ใช่สิ่งสัที่มา มบูรณ์..การเมืองการปกครองไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง..คนที่เรียกร้องแบบนี้กลายเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการเมืองที่เป็นอยู่..ชะตากรรมต่าง ๆ ก็ต้องเกิดขึ้น การเรียกร้องความยุติธรรมกับระบอบที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน มันเป็นไปไม่ได้!!!
วิถีของการต่อสู้ ไม่ว่าจะอยู่ในเรือนจำ อยู่นอกเรือนจำ ก็ต้องเป็นเช่นนี้ นั่นก็คือ เส้นทางการต่อสู้ของประชาชนนั้นยังดำเนินและยาวไกล..ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นสังคมที่คนเท่าเทียมกัน..เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้ ทุกที่ก็คือสถานที่ เวทีการต่อสู้ จะอยู่ในคุก นอกคุก ก็ตาม...
กำลังใจของคนในเรือนจำกับคนนอกเรือนจำก็คือ คนในเรือนจำยังแข็งแรง ยังมีจิตใจต่อสู้ คนนอกเรือนจำก็ไม่ใช่ว่ามีเสรีภาพเต็มที่ ใครไปทำอะไรก็ได้ยินว่ามีหมายเรียกเป็นแถว แต่ที่สำคัญก็คือ การต่อสู้ต้องไม่ลดละ เหมือนที่มีคนกล่าวเอาไว้ว่า . ถ้าวิ่งไม่ได้ เราก็จะเดิน ถ้าเดินไม่ได้ เราก็จะคลาน ถ้าคลานไม่ได้ พูดตรง ๆ ก็จะต้องกระเสือกกระสน คือทุกอย่างต้องทำเพื่อเดินไปข้างหน้าและไม่หยุดยั้ง เราก็สามารถส่งเสียงได้...
https://www.facebook.com/tida.tawornseth/videos/3412664228766061/?v=193013135461344
ที่มา
Zuzen Justice
...
Zuzen Justice
...
วันนี้ ได้ติดต่อกับองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) สำนักงานใหญ่ลอนดอน เสนอให้รับกรณีนายวีระกานต์ มุสิกะพงศ์ หมอเหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำนปช.ที่ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน จากข้อหานำการชุมนุมหน้าบ้านพบ.อ.เปรม เมื่อวันที่22 กรกฎาคม 2550 เพราะพวกเขาเป็นนักโทษการเมือง และถูกจำคุกโดยไม่ยุติธรรม ทางองค์การนี้ควรรณนรงค์ปล่อยตัวแกนนำดังกล่าว
#ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน
Jaran Ditapichai
15 hrs ·
โผล่อีกโรงเรียน ถวายบังคมหน้าก้มดิน
ก้มกราบมเหสี ร.5 รู้รึป่าวว่า ร.5 สั่งให้ยกเลิกการหมอบคลานกราบไหว้ไปแล้ว— นักเรียนเลว (@BadStudent_) July 1, 2020
“แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก” พระราชดำริของ ร.5 ในราชกิจจานุเบกษา
ถ้ารักพระองค์ก็อย่าขัดความต้องการของพระองค์สิคะ เป็นลูกที่ไม่ดีเลยนะขัดใจพ่อแม่อย่างนี้
ขออนุญาตชี้แจ้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องนะคะ นี่เป็นกิจกรรมวันคล้ายกำเนิดโรงเรียนค่ะ จัดขึ้นแค่ปีละ1ครั้ง ให้นักเรียนถวายบังคมอนุเสาวรีย์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนค่ะ— เจ้าดอกไม้🌻 (@Oilcrazy55) July 1, 2020
อ่านความเห็นเพิ่มที่
https://twitter.com/BadStudent_/status/1278320599639552002
วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2563
ตัดพ้อ "มีแต่คนพูด ไม่มีคนฟัง" ก็ประยุทธ์ 'จันฯ' พูดออกมามีแต่น่า 'ตบปาก'
ฮ่าฮ่าฮ่า ประยุทธ์ต่อว่าสภาไม่ฟัง “ท่านถามแล้วก็ไป
มีแต่คนพูด ไม่มีคนฟัง” นานๆ ได้อภิปรายยาว น่าจะเพราะมั่นใจพูดซ้ายหันขวาหันได้ พวกกรรมาธิการสายค้าน
ไม่ว่าการกลั่นกรองเงินกู้หรือสิทธิมนุษยชน รัฐบาลยึดครองตำแหน่งประธานได้หมดแล้ว
เรื่องหลักที่ไปพูดก็ ‘เงินกู้’ นั่นละ ที่ทั้งบ้านทั้งเมือง (ไม่แค่สภา) บ่นกระหึ่ม
“รัฐบาลทำเศรษฐกิจพัง จนต้องมากู้” นั่น “ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้พยายามทำให้ดีขึ้นอย่างเต็มที่
จะไปเทียบย้อนหลัง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็ต้องต่างกันอยู่แล้ว”
นี่ไง พูดอย่างนี้ถึงไม่มีใครอยากฟัง
เมื่อก่อนมีคน (ที่ได้รับเลือกตั้งท่วมท้น) เขาทำไว้ดีๆ แล้ว ดันไปแย่งเขาเอามาทำ ‘ยามเฝ้าโรงงานอยากเป็นซีอีโอ’ อย่างที่ชาวบ้านว่า
บริหารไม่เป็นแล้วใช้วิธีเบิกของเก่ากิน มันย่อมพังน่ะสิ
อ้างว่าสถานการณ์โควิด-๑๙
ทำให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนต้องกู้เพิ่ม ตอแหล เดี๋ยวตบปาก ร่ำๆ จะกู้อยู่ก่อนโควิดมาแล้วละ
ประชาชนความจำไม่สั้นเหมือนพวกลิ่วล้อเผด็จการหลอกนะ ตั้งแต่ปลายปี ๖๒
มองเห็นแล้วว่าแย่แน่ๆ ระดับรากหญ้าหากินฝืดเคืองสุดๆ
ขึ้นปี ๖๓ ยังหาทางออกไม่เจอ นั่นละทำให้ ‘สี่กุมาร’ ด้านเศรษฐกิจเริ่มตกกระป๋อง
พอโควิดมาเลยได้ช่อง นี่มีหลายคนคิดนะว่า ไอ้ ‘ซูเปอร์สเปรดเดอร์’
สนามมวยลุมพิณีนั่นเป็น ‘conspiracy theory’ แผนบ่อนทำลายให้เกิดวิกฤตหรือเปล่า
เพราะมันอยู่ในมือทหารทั้งนั้น
คำอภิปรายชนิดที่งั่งอย่างเคยไม่ควรฟัง
ตรงที่นายพลจันทร์โอชาบอกว่า แหม กู้แค่ล้าน (ล้าน) เดียว ไม่ใช่ ๑.๙
ล้านล้านเสียหน่อย แบบนี้ต้องให้น้องพริษฐ์ เพ็นกวิน เขกกบาลลุงเสียหน่อย ๑
ล้านล้านมันก็มากเกินไปแล้ว ประชาชนต้องตามใช้หนี้ ๕๐ ปี
ไอ้ที่ผุดไอเดียให้ประชากรเที่ยวกันตอนวันธรรมดา
“ลดแออัดเสาร์อาทิตย์ แล้วไปทำงานช่วงอื่นทดแทน” พูดอย่างขุนนางนั่งในทำเนียบ
มิน่า ‘ตัวเงินตัวทอง’ สัตว์เลี้ยงน่ารักตามเทร็นด์ใหม่ ถึงได้วิ่งเข้าตึกไทยคู่ฟ้า จนเป็นข่าว
ประชากรตอนนี้ 'majority' เขาไม่ได้อยากเที่ยวกันหรอก แค่จะหางานทำใหม่ก็ยังยากแล้ว จะให้เอาวันทำงานไปเที่ยวแทนเสียอีก 'เฮียตู่' พ่นแล้วบ้วนอีกไม่เคยคิด
แล้วนี่จะเปิดเฟส ๕
จัดตารางให้นักเรียนไปโรงเรียนได้ ๕ วันใน ๒๔ วัน เพราะการเรียนออนไลน์ (เอาอย่างฝรั่ง)
ไม่ได้ผล เนื่องจากยังมีเด็กเล็กจำนวน ‘มะเหาฬาร’
ส่วนใหญ่ในประเทศ พ่อแม่ไม่มีเงินซื้อเครื่องมืออีเล็คโทรนิคมาให้ลูกใช้ได้
ขนาดชุดนักเรียนที่บังคับให้เด็กแต่งไปโรงเรียน
แม่บางคนยังต้องขโมยห้าง ถูกตำรวจจับเป็นอาชญากรแล้วเลย ส่วนพวกเด็กโตหน่อย อยู่
ม.ปลาย อยู่มหา’ลัย พวกที่เห็นแก่สังคม
(ประชาธิปไตย) มากกว่าหน้าตาผู้ใหญ่
ออกมาถามโน่นทวงนี่
ก็ให้ตำรวจไปจับเอาคดีความ พรก.ฉุกเฉินบ้าง พรบ.ชุมนุมบ้าง ปักหลังไว้
บีบบังคับให้กลับไปซุกอยู่แต่ในห้องเรียนอย่างเดียว ก็เลยเจอเด็กถอนหงอก ‘อารยะขัดขืน’ ไปยืนฉีกหมายเรียกของตำรวจให้ดู ว่าไม่ควรฟังตู่อีกต่อไป
คุยซะไม่มี “ผมอาจไม่เก่งแต่คนของผมเก่ง
และผมจริงใจในการแก้ปัญหา” เก่งจริงไหงต้องเปลี่ยนม้ากลางศึก แถมม้าตัวใหม่เพศเมีย
มีแต่คนร้องยี้ปรามาส ‘มือไม่ถึง’ แม้นิ้วชี้มีโป่งข่ามและกำไลข้อมือปลุกเสกผูกไว้ชี้นำปัญญา
สายไปแล้วละ และยังฟังไม่ขึ้นที่ชวน “เรามาร่วมมือกันได้ไหมในสถานการณ์พิเศษช่วงนี้”
หนึ่งนั่นการร่วมมือก็คือให้ทำตามโดยดุษฎีทั้งๆ ที่เขาเห็นกันว่ามันพาลงเหว สอง-ช่วงนี้สถานการณ์ไม่ได้พิเศษอะไรมากไปกว่าฉวยโอกาส
โควิดไม่ได้ร้ายในไทย แต่ท้องแห้งแรงกว่า
อย่างเรื่องต่ออายุคำสั่งภาวะฉุกเฉินอีกหนึ่งเดือน
บอกจัดการอะไรๆ ได้ดีกว่าใช้กฎบัตรกฎหมายปกติ
ทั้งที่จำนวนเพิ่มโควิดแทบเป็นศูนย์มาเกือบเดือน บอกเด็กๆ
ที่ไปประท้วงเรื่องสิทธิมนุษยชนว่าฉุกเฉินไม่ห้ามชุมนุมแต่ต้องขออนุญาต
เด็กบอกไปขออนุญาตชุมนุม ตำรวจบอกให้ไม่ได้ตอนนี้ยังฉุกเฉิน
เด็กก็เลยไปฉีกหมายเรียกให้ดูซะงั้นไง อัน พรก.ฉุกเฉินนี่
สำนักส่งเสริมการรุ้ทันกฎหมายชื่อ ไอลอว์ เขาบอกไว้ว่า มันมีผลได้ดิบได้ดีสามประการสำหรับรัฐบาล
‘สืบทอด’ ชุดนี้
ประการแรกคือ ได้ ‘รวบอำนาจ’ ในเมื่อการจัดการโควิดตกอยู่ในรับผิดชอบของพรรคการเมืองที่ไปลากเอามาเสริมบารมี
พอโควิดลง ทั้งสาธารณสุข (ภูมิใจไทย) และพาณิชย์ (ประชาธิปัตย์) ล้วนบ้อท่า ‘มะงุมมะงาหรา’ มิหนำซ้ำจ้องหาแดรกกันทั้งกระบะ
คำสั่งภาวะฉุกเฉินทำให้เข้าไปละเลงได้ด้วยตัวเอง
แล้วอีกสองข้อได้เปรียบนั่นถนัดเขาเชียวละ คือนอกจากใช้ ‘ปราบม็อบ’ คนที่ต่อต้านหรือไม่พอใจรัฐบาล เด็กๆ ถึงโดนหมายเรียกรับฟังข้อหา
‘ฝ่าฝืน’ ภาวะฉุกเฉินกันระนาว
ประการสำคัญสุดท้ายของการมีแต่ได้กับได้ ถ้ายังใช้ภาวะแกเฉินก็คือ
“ยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่” คนของรัฐรายไหนทำระยำตำบอนอย่างไร
(เหมือนตอนเคอร์ฟิว) สั่งให้หลุดได้ง่ายๆ ไม่โดนคดี ไม่มีความผิดฐานเจ้าพนักงานทำเกินแก่ควร
มาตรา ๑๖ ของ พรก.ฉุกเฉิน สั่งให้ ‘เมิน’ การตรวจสอบในกระบวนยุติธรรมโดยศาลปกครองเสียดื้อๆ
แล้ว ม.๑๗ ยกเว้นการรับผิด (ที่ทำ) ทั้งแพ่ง อาญา และวินัย โดยสิ้นเชิง
เพราะนั่นเป็นบท “ควบคุมไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ”
(https://www.facebook.com/iLawClub/posts/10164033399980551?__tn__=K-R และ https://news.thaipbs.or.th/content/293118)
มันเป็นอย่างนี้แหละพี่น้อง คิดถึง ‘หนูดี’ ขึ้นมาจับใจ กลัวก็กลัวพวกเราจะตายกันหมด
แต่ไม่กลัวหรอกนะ ‘ผู้นำงั่ง’
กลัวอย่างเดียว ‘ผู้นำเขี้ยว’
จะเอาแต่แดรกท่าเดียว ทุกอย่างเหมาหมดพวกกรูผู้เดียว พวกมรึง ‘ชั่งมัน’ อย่างพ่อว่า
กรณีอุ้มฆ่าต้าร์ ทำไมประชาชนจะไม่รู้ว่าใครอุ้ม แค่แชร์โพสต์ผูกโบว์ #saveวันเฉลิม คุกคามถึงบ้าน
ooo

กรณีอุ้มฆ่าต้าร์-ก้าวไปอีกขั้น
โดย จักรภพ เพ็ญแข
ในที่สุด ข่าวการอุ้มหาย-อุ้มฆ่า "ต้าร์" หรือ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ นิวยอร์กไทมส์ อันทรงอิทธิพล เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563 หน้าหนึ่ง (front page) ของนิวยอร์กไทมส์แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้เงินซื้อได้ บรรณาธิการแต่ละประเภทข่าว ต้องผลักดันและต่อสู้เป็นอย่างมากเพื่อให้ข่าวที่ตนเห็นว่าสำคัญระดับโลกได้ขึ้นหน้าหนึ่ง เพราะเมื่อได้ขึ้นแล้ว สื่อมวลชนทั่วโลกจะให้ความสนใจและจับข่าวนั้นๆ ไปเจาะลึกเพิ่มเติมจนเกิดผลที่กว้างไกล มีหลายกรณีที่ข่าวจากหน้าหนึ่งนิวยอร์กไทมส์ ทำให้เกิดการสอบสวนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการและเอาผิดกับอาชญากรระดับเหนือมนุษย์ของทั่วโลกได้ บางทีก็ส่งผลให้เปลี่ยนผู้นำหรือเปลี่ยนรัฐบาล และสร้างแรงสะเทือนมากมายในหลายด้าน เมื่อข่าวเผด็จการระบอบไทยที่ใช้วิถีทางอันทารุณโหดร้ายได้เริ่มขยายผลไปทั่วโลกเช่นนี้ ก็นับเป็นความก้าวหน้า และถือเป็นการขึ้นบันไดอีกขั้นหนึ่งของภารกิจที่หลายคนเคยคิดว่าจะพิสูจน์และเอาผิดอะไรกับใครไม่ได้เลย
ในเนื้อข่าว ผู้สื่อข่าว ฮันนาห์ บีช รายงานว่า วันเฉลิมฯ คือหนึ่งใน 9 ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออธรรมของระบอบไทย โดยได้เล่าย้อนหลังถึงนักต่อสู้อีก 8 คน ใน 2 เหตุการณ์ ที่ถูกลักพาตัวจากลาวและเวียดนามตามลำดับ ทำให้ขณะนี้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงความลึกล้ำและร้ายแรงของปัญหาที่เกิดจากน้ำมือของผู้มีอำนาจล้นเหลือในเมืองไทยแล้ว น่าสนใจยิ่งตรงที่เนื้อข่าวได้แจกแจงชัดเจนว่า นักต่อสู้ลี้ภัยเหล่านี้ทุกคน มีปัญหากับระบอบกษัตริย์และกองทัพไทย และเชื่อว่าเรื่องนี้คือแแรงจูงใจสำคัญของการอุ้มหาย-อุ้มฆ่า พฤติกรรมนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ค่อนข้างใหม่ของเผด็จการไทยในสายตาของประชาคมโลก
แต่การออกข่าวอย่างเดียว คงไม่อาจช่วยค้นหาความจริงลึกๆ หรือเอาตัวคนเลวมาลงโทษทัณฑ์ตามกระบวนการยุติธรรมสากลได้ ก้าวต่อๆ ไปจึงต้องมีอีก และก้าวแต่ละก้าวจากนี้จะช่วยให้เราขยับเข้าใกล้กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของเมืองไทยมากขึ้น ถ้าคนสั่งฆ่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เองเลย ก็ยากที่จะป้องกันมิให้คนสันดานฆาตกรเยี่ยงนี้ออกไปทำร้ายประขาชนคนอื่นๆ อีกในอนาคต
เราพอรู้ครับว่า การมุ่งเป้าไปที่ผู้บงการรายนี้ มิได้เป็นประโยชน์ต่อขบวนประชาธิปไตยและมวลชนไทยทั้งมวลเท่านั้น แต่ยังเลยเถิดไปเป็นประโยชน์ทางการเมืองกับอีกกลุ่มอำนาจหนึ่ง ซึ่งกำลังแอบทำลายผู้บงการ โดยหวังจะเข้ามาสวมตำแหน่งแทนในอนาคตด้วย พวกเราทุกคนจึงต้องท่องวลี "เตะหมูเข้าปากหมา" ไว้ให้ขึ้นใจ และช่วยกันระมัดระวังมิให้เกิดขึ้นได้ สถานการณ์แบบนั้นอาจเลวร้ายสำหรับประชาชนอย่างเราๆ ยิ่งกว่าขณะนี้
ผมได้แปลข่าวจาก นิวยอร์กไทมส์ ไว้ด้านล่างนี้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครอื่นช่วยแปลหรือไม่ ฝากท่านที่รักทุกท่านช่วยกันอ่านและเผยแพร่ต่อไปให้กว้างขวางด้วยนะครับ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม แต่เพื่อให้กรรมทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผมขอทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยกรรมครับ.
เพื่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน
จักรภพ เพ็ญแข
29 มิถุนายน พ.ศ. 2563
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=3384140454952243&id=560398830659767
คุณมีปืน เรามีสี คุณมีลูกน้อง เรามีเพื่อน คุณมีอำนาจ เรามีศักดิ์ศรี คุณคิดจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ เราจะเบิกเนตรชาวประชาด้วยศิลปะให้ดู! - Headache Stencil
18+ ตลกดีนะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สัมภาษณ์ก่อนเกิดเหตุด้วย ชีวิตนี้ต้องหนีแบบนี้อีกกี่ครั้งวะเนี่ย เดจาวูได้อีก
https://www.facebook.com/131732549847/posts/10160622417569848/
...
ศิลปินเจ้าของนามแฝงชวนปวดหัว ชายผู้ขับเคลื่อนผลงานด้วยวิธีคิดง่ายๆ แต่ทรงพลัง "เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร ?"
#VoiceOnline
อ่านเนื้อหาเพิ่มเติม : http://voicetv.co.th/read/9w1y4X3NmM
โลกหลังโควิด-19: โรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกจริงหรือ? - ทักษิณ ชินวัตร

ภาพจาก มติชน
โลกหลังโควิด-19: โรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกจริงหรือ?
ดร. ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย
ตอบสั้นๆ ทันทีว่า ใช่ โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปกับโคโรน่าไวรัสหรือโควิด-19 อย่างแน่นอน ขณะนี้คนทั้งโลกต่างถูกรัฐบาลออกคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ถูกล็อกดาวน์ครบหมดทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และพรมแดนของประเทศต่างๆ ก็ยังปิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ มองในภาพกว้างแล้ว การปรับตัวตามกระแสนี้จึงเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ก้าวที่เดินพลาด
แต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจากเรื่องนี้ ผมขอกล่าวถึงตัวโรคที่กำลังคุกคามชาวโลกมากกว่า 10 ล้านคนนี้เสียก่อน ขึ้นแรก ผมไม่เชื่อว่าผู้ติดเชื้อทั้ง 10 ล้านคนจะเป็นโคโรน่าไวรัสทั้งหมด เหตุผลก็เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับการตรวจวัดภูมิคุ้มกัน หรือ antibody ที่ไม่อาจอ่าน RNA ได้ การตรวจแบบนี้ราคาถูกและง่ายต่อคนตรวจและอ่านผลเพราะไม่ต้องเอาเข้าห้องแล็ป แต่การตรวจที่แน่นอนที่สุดคือ PCR ซึ่งเป็นการตรวจที่แพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และต้องนำไปวิเคราะห์ผลในห้องแล็ป ขนาดประเทศระดับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็ยังตรวจ antibody กันเป็นหลัก แต่อังกฤษตอนนี้กลับตัวและเลิกตรวจ antibody ทั้งหมดแล้ว จริง ๆ แล้วองค์การอนามัยโลกควรบอกกับรัฐบาลทั่วโลกว่าการตรวจแบบ antibody นี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
อะไรจะเปลี่ยนบ้าง?
คราวนี้มาถึงเรื่องของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมากเพราะการระบาดของโคโรน่าไวรัส
รัฐบาล
1. เราจะเห็นรัฐบาลมากมายในโลก หันมาใช้นโยบายชาตินิยมและลดความเป็นโลกาภิวัตน์ลง ในแบบที่สหรัฐฯ หันหลังให้กับเขตการค้าเสรี หรือ FTA ขณะนี้ ผลโดยรวมก็คือ โลกจะเปิดกว้างน้อยลงและมีความเป็นเสรีน้อยลง
2. อำนาจในระดับโลกจะโน้มมาทางซีกโลกตะวันออกมากขึ้น
3. รัฐบาลจะอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง จนชาติที่อ่อนแอกว่าจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวเพราะปัญหาหนี้สินท่วมท้นล้นตัว
4. รัฐบาลจะใช้เงินมากมายกับระบบสุขภาพแห่งชาติและบริการทางสาธารณสุข
5. รัฐบาลจะใช้มาตรการต่างๆ บีบให้ธุรกิจอุตสาหกรรมของชาติตน ย้ายระบบและสายโซ่การผลิต (อุปทาน) กลับเข้าประเทศ บริษัทจะทำกำไรได้น้อยลงและเกิดภาวะการผลิตซ้ำซ้อนกันไปทั่ว
6. e-government จะถูกผลักดันให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการ online ในภาคประชาชน
7. รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย จะทำให้ประชาชนมีความรู้และมีอำนาจเพิ่มขึ้นในดูแลป้องกันสุขภาพตนเอง แทนที่จะใช้วิธีบีบบังคับเหมือนเอาตำรวจมาไล่จับผู้ร้าย (policing the health)
8. การเดินทางทางธุรกิจทั่วโลกจะลดลง รัฐบาลทั่วโลกจะต้องประชุมรวมสมองกันวางมาตรการการเดินทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานโลก การจับมือตกลงเป็นส่วนๆ แบบที่เรียกว่า bubble นั้นไม่เพียงพอ
ประชาชนและบริษัทธุรกิจ
1. กฎใหม่: สุขภาพดีมีค่ายิ่งกว่าเงิน ("Health is a new wealth")
2. พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจที่ผูกติดกับสถานที่เฉพาะจะหมดสมัย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสำนักงานบริษัท เพราะคนทั่วโลกจะคุ้นเคยกับระบบทำงานที่บ้าน (WFH: work from home) เรียนที่บ้าน (LFH: learn from home) และซื้อที่บ้าน (BFH: buy from home) มากขึ้น
3. ชั่วโมงทำงานของมนุษย์ลงจะลดลง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นกับครอบครัวและการรักษาสุขภาพของตัวเอง
4. การเดินทางทั่วโลกจะลดปริมาณลง จนกว่าจะค้นพบวัคซีนที่มั่นใจได้
5. คนจะตกงานมากมายมหาศาลทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การรักษาระยะห่างทางสังคม การนำเทคโนโลยีแบบไม่มีการสัมผัสตัวมาใช้แบบก้าวกระโดด (fast forwarding) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการพิมพ์แบบ 3D เป็นต้น สถานการณ์นี้จะนำเราไปสู่ ZEV หรือ Zero Economic Values หรือจะเกิดสิ่งที่หมดประโยชน์หรือไร้ประโยชน์เสียแล้วในปัจจุบันขึ้นมาหลายอย่าง เราจะกลายเป็นสังคม "กิ๊ก" หรือ gig นั่นคือจะเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เหมือนมีกิ๊ก แต่คราวนี้จะเป็นเรืรองของแรงงานกิ๊ก และเศรษฐกิจกิ๊กแทน
6. บริษัทจะรู้จักปรับตัวและมีความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น
7. เราต้องสร้าง "ระบบประกาศนียบัตรรับรองด้านภูมิคุ้มกันโรค" หรือ immunity certificate ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นใหม่ทั้งระบบ
ภาพรวม
เราจะเห็นว่าเงินตราสกุลหลักของโลกคือ US dollars จะลดความเป็นเสาหลักลง สิ่งที่จะผงาดขึ้นแทนคือระบบการเงิน redline อย่างที่เราเคยคิดเรื่องพันธบัตรเอเชียกันเมื่อหลายปีก่อน ธนาคารเงา (shadow banks) จะมีบทบาทมากขึ้น นำมาสู่ระบบปล่อยเงินกู้แบบใหม่ๆ จนถึงการใช้เงินแบบใหม่ๆ แม้แต่เงินแบบเงา (shadow money) การแลกเปลี่ยนทางมูลค่าธุรกิจ (swap line) ก็จะเปลี่ยนแปลงไป กองทุนสำรองแห่งชาติอย่าง Federal Reserve ของสหรัฐฯ ก็จะแปรสภาพมาเป็นธนาคารกลางมากขึ้น
การปรับตัวของโลกจะมี 3 ระยะคือ
1. กราฟรูปตัว V ใช้เวลา 6 เดือน
2. กราฟรูปตัว U ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง
3. กราฟรูปตัว L ใช้เวลา 3 ปี
โลกหลังโควิด-19 ต้องการผู้นำที่แตกต่างไปจากเดิม ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกจะต้องมีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร กล้าตัดสินใจ เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเพียงพอ และเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชนของตนอยู่เสมอ.
ดร. ทักษิณ ชินวัตร
(สรุปจากคำอภิปรายของ ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ในการสัมมนาทางไกลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563)
ที่มา FB
Sutham Saengpratoom
(https://www.facebook.com/sutham.saengpratoom.9/posts/713683982790165)
...
ทำไม(บางคน)ในกองทัพถึงพยายามประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาธิปไตย? ไปฟังคำตอบและอีกมุมจากเจ้าชายรัฐศาสตร์
#24มิถุนายน2475 #ประชาธิปไตย #กองทัพบก
ทำไม(บางคน)ในกองทัพถึงพยายามประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาธิปไตย? ไปฟังคำตอบและอีกมุมจากเจ้าชายรัฐศาสตร์
Premiered Jun 29, 2020
มติชนสุดสัปดาห์ - MatichonWeekly
"เพราะว่าหลัง2475นั่นแหละที่กองทัพได้ขยายตัวมากขึ้น"
.
ถอดความหมาย-นัยยะ ปรากฎการณ์เคลื่อนไหว 24 มิถุนายน 2563 กับ ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
.
จากนี้มีอะไรน่าห่วง ?
.
เมื่อนักศึกษาออกมาแล้วบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่คนในกองทัพกลับชูกลุ่มกบฏ และประกาศตัวเป็นศัตรูประชาธิปไตย ?
.
...

...
เรื่องเกี่ยวข้อง
"ประจักษ์ ก้องกีรติ" อนาคตประชาธิปไตยไทยหลัง 88 ปี 2475 ทิศทางใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม: Matichon TV

...
เรื่องเกี่ยวข้อง
"ประจักษ์ ก้องกีรติ" อนาคตประชาธิปไตยไทยหลัง 88 ปี 2475 ทิศทางใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม: Matichon TV
กรณีอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ชูกบฎบวรเดช = กำลังทำสงครามกับประชาชน กำลังทำสงครามกับกองทัพด้วย ??? เพราะหลัง 2475 เป็นต้นมา กองทัพไม่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคณะราษฎรเลย !!!
อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ไม่ใด้กำลังทำสงครามกับประชาชนเท่านั้น แต่อภิรัชต์ คงสมพงษ์ กำลังทำสงครามกับกองทัพด้วย
..................
กรณีอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ชูกบฎบวรเดช
ทบ.สวนกระแส 2475 ซัด “คณะราษฎร” ทำรัฐประหารล้มราชบัลลังก์ เชิดชู 2 ผู้นำกบฏบวรเดชเป็นทหาร ปชต.
https://mgronline.com/politics/detail/9630000065137
ฟังบทวิเคราะห์ของประจักษ์ ก้องกีรติ
ประจักษ์ ก้องกีรติ | ทำไม(บางคน)ในกองทัพถึงพยายามประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาธิปไตย?
https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/756324901775917/UzpfSTExOTA2NzQ0NDgyNDYxNTozMjk2NDY0NDcwNDE4MjE0/
อภิรัชต์ คงสมพงษ์ กำลังเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดที่ว่าชาติเป็นของประชาชนของคณะราษฎร
ขณะเดียวกัน อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็กำลังเป็นปฏิปักษ์ต่อกองทัพเอง เพราะหลัง 2475 เป็นต้นมา กองทัพไม่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคณะราษฎรเลย
(แม้แต่สฤษดิ์ขึ้นมาด้วยอุดมาการณ์ตรงข้ามกับคณะราษฎรก็ไม่เคยทำลายมรดกคณะราษฎรในกองทัพ)
คณะราษฎรคือผู้สร้างความเจริญให้กับกองทัพด้วยซ้ำ
กลับกัน นับตั้งแต่กบฎบวรเดช 2476 ก็ไม่มีแบบเรียนไหนของกองทัพที่จะยกเย่องกบฎบวรเดชเลย
(หรือว่าหลังจากนี้กองทัพจะเปลี่ยนเนื้อหาในแบบเรียนชองกองทัพให้มาประณามคณะราษฎรแล้วยกย่องกบฎบวรเดช)
...
ถ้าท่านมีความรู้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย สักหน่อย ท่านคงจะทราบว่า "พ่อร้องขอประชาธิปไตย ลูกชายทวงคืนสมบูรณาญาสิทธิราชย์"
Three generations of leading Mons in Siam: Irony of History
(ถ้าท่านมีความรู้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ของไทย สักหน่อย
ท่านคงจะทราบว่า
พระองค์เจ้าบวรเดช ที่ได้ชื่อว่าเปน กบฎ และพ่ายแพ้จนต้องหนีไปลี้ภัยอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศสในปี 2476 นั้น เป็นโอรสของกรมพระนเรศวรฤทธิ์ ต้นราชสกุล กฤดากร ผู้ทรงเป็นโอรสของพระจอมเกล้า ฯ รัชกาลที่ 4 ผู้ทรงเปนชนชั้นนำใหม่
กรมพระนเรศฯ พระองค์มีความคิดประชาธิปไตย เปนอารยะ และเปนสากล ทรงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสยามประเทศ ให้มีระบอบรัฐธรรมนูญ และพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำงานบริหาร แต่มีนายกรัฐมนตรี ทำงานแทน แบบของญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร
พระองค์ยังทรงมีพระมารดา คือ เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ซึ่งเปนธิดาของเจ้าเมืองพระประแดง ผู้สืบสายมาจากษัตริย์มอญแห่งกรุงหงสาวดี เจ้าจอมมารดา จึงเปนเจ้าย่าของบวรเดช เจ้าจอม เปนศิษย์เรียนหนังสือกับแหม่ แอนนา เลียวโนเวนส์ ที่ให้ศิษย์ของท่าน รวมทั้งเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงอ่านหนังสือ Uncle Tom's Cabin หรือกระท่อมน้อยของลุงทอม
จนทำให้เธอมีความคิดสมัยใหม่ ที่จะต้องเลิกทาสในสยาม ให้ทาสมีอิสระ และได้รับค่าจ้างแรงงาน
พระองค์เจ้าบวรเดช อาจจะจงรักภักดี ต่อพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ก้อจริงอยู่ แต่การก่อรัฐประหาร จนล้มเหลว กลายเปนกบฎไปนั้น สร้างความยุ่งยากลำบากในหมู่ของราชวงศ์ เปนอย่างยิ่ง จนกระทั่งพระปกเกล้าฯ ต้องเสด็จออกไปประทับที่ลอนดอน และทรงสละราชสมบัติในปี ต่อมา 2477/78
ร. 7 พระองค์มีได้ทรงแต่งตั้งผู้ใด ให้สืบราชสมบัติ ดังนั้น พระยาพหลฯ นายกฯ ของคณะราษฎรในขณะนั้น จึงได้กราบบังคับทูลให้พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ซึ่งทรงพำนักอยู่ที่ประเทศสวิส ขึ้นครองราชสมบัดิเปนในหลวงรัชกาลที่ 8
และดังนั้น ก้อสรุปได้ว่า รัฐบาลคณะราษฎร ที่ก่อการปฏิวัติ 2475 นั้น มิได้มีความประสงค์จะ "ล้มเจ้า" ดังที่กล่าวหากันมานานถึง 88 ปีแล้ว แต่ประการใด ครับ)
และดังนั้น นี่คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ ที่ยอกย้อน ซับซ้อนของเจ้านาย ชนชั้นสูง หลาย ๆ ชั่วอายุคน generations เราคนรุ่นหลังถ้าไม่อ่านหนังสือ ไม่ศึกษาเล่าเรียนให้พอ ก้อจะไปรู้อะไรเล่า ดังที่อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี ท่านได้กล่าวไว้ ครับ
เรื่องของเจ้าย่า เจ้าพ่อ เจ้าลูก/หลาน
1.เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น สตรีชั้นนำสมัยใหม่ ในโลกสยามเก่า
2.กรมพระนเรศวรฤทธิ์ พระโอรส ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ รศ. 103/พ.ศ. 2427
3.พระองค์เจ้าบวรเดช ผู้นำการกบฎ เรียกร้องระบอบเก่า
ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์
Irony of History
(https://www.facebook.com/charnvitkasetsiri/posts/3181578548564959)
ปล.
credit
รามัญคดี - MON Studies
June 27
คู่ “พ่อลูก” หรือพระบิดาพระโอรสคู่นี้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลมอญทางเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี
เจ้าจอมมารดาท่านนี้เป็นธิดาในพระยาดำรงราชพลขันธ์ เจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) ชั้นหลานผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) อดีตเจ้าเมืองเตริน พระอนุชาในพญาทะละเจ้าเมืองหงสาวดีที่อพยพหนีพม่าเข้าสยามเมื่อสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2317
ผู้เป็นบิดาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล กฤดากร) บุตรชายโทนในเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ส่วนโอรสคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช โอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ที่เกิดแต่หม่อมสุภาพ
หากกล่าวย้อนไปถึงเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้เป็นย่า ท่านเป็นผู้ที่สนใจใฝ่รู้ศิลปวิทยาการสมัยใหม่และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้เกิดก่อนกาล เป็นสตรีในสยามคนแรกๆ ที่ได้เรียนภาษาอังกฤษและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ศึกษาอย่างแตกฉานกระทั่งสามารถแปลนวนิยายภาษาอังกฤษเรื่อง “กระท่อมน้อยของลุงทอม” (Uncle Tom’s Cabin) ของมิสซีสฮาเรียต บิชเชอร์สโตว์ (Mrs. Harriet Beecher Stowe) ได้สำเร็จ
อีกทั้งยังมีความคิดอันทันสมัย คำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ สนับสนุนการตอบแทนค่าจ้างแรงงานแทนการใช้แรงงานทาส ที่สำคัญ มีความคิดที่จะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระเหมือนตัวละครของมิสซีสฮาเรียต ซึ่งการรณรงค์ให้เลิกค้าทาสและปลดปล่อยทาสเป็นอิสระเป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกตะวันตกเวลานั้น
และเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นก็ได้ปฏิบัติตามแนวคิดนั้นด้วยการจ่ายเงินเดือนให้กับพวกทาสรับใช้ในวังของตนเดือนละ 4 บาท รวมทั้งมอบเสื้อผ้า อาหาร ตลอดจนของมีค่าเช่นทองคำรูปพรรณทำเองเป็นของขวัญปีใหม่ (สงกรานต์) ด้วย ซึ่งคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แนวคิดเช่นนี้ยังคงร่วมสมัยในปัจจุบัน
ในส่วนของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถทางการศึกษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ มากกว่าพระราชกุมารรุ่นเดียวกัน ถึงกับทรงสามารถเป็นล่ามให้กับเจ้าพี่เจ้าน้อง และเมื่อทรงเจริญพระชันษาก็ทรงแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ก้าวหน้า รวบรวมข้าราชการระดับสูงประจำสถานทูตอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งหมด 11 ท่าน
แล้วเป็นผู้นำในการทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2428 ขณะเป็นอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน เพื่อเสนอให้ทรงแก้ไขระบบการปกครองประเทศให้ทันสมัย นับเป็นแนวคิดที่ล้ำยุคในสมัยนั้น เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้รับการบันทึกว่า “เหตุการณ์ ร.ศ. 103” หรือปรากฏการณ์ “สยามหนุ่ม”
เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยการพระราชทานอภัยโทษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมเหตุผลว่า บ้านเมืองยังไม่พร้อมและพระองค์ก็กำลังศึกษาเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการฝังรากประชาธิปไตยในสังคมไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้างฝ่ายโอรส คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารปืนใหญ่และทหารช่าง ประเทศอังกฤษ ทรงก่อการกบฏด้วยกำลังเพื่อล้มล้างรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476
นับเป็นการกบฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลังการการปฏิวัติสยาม 2475 สาเหตุตามที่ทรงอ้างว่า เพื่อการทวงคืนอำนาจจากคณะราษฎร์ถวายพระราชอำนาจคืนแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
แต่จากการประมวลหลักฐานหลายแหล่งพบว่า เกิดจากความผิดหวังตำแหน่งทางการเมืองของพระองค์ซึ่งมีความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่เข้ามาสมทบ
เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสด็จลี้ภัยทางการเมืองออกไปทางเมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม ภายหลังได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยว่า “กบฏบวรเดช”
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2479 คณะราษฎรได้ทำพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ” บริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกรื้อหายไปในคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ในสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี
Admin อาโด๊ด
(https://www.facebook.com/RamannMon/posts/4011168178958004)

“อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ” บริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกรื้อหายไปในคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล กฤดากร) โอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดแต่เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น
ปล.
credit
รามัญคดี - MON Studies
June 27
"พ่อร้องขอประชาธิปไตย ลูกชายทวงคืนสมบูรณาญาสิทธิราชย์"
คู่ “พ่อลูก” หรือพระบิดาพระโอรสคู่นี้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลมอญทางเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี
เจ้าจอมมารดาท่านนี้เป็นธิดาในพระยาดำรงราชพลขันธ์ เจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) ชั้นหลานผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) อดีตเจ้าเมืองเตริน พระอนุชาในพญาทะละเจ้าเมืองหงสาวดีที่อพยพหนีพม่าเข้าสยามเมื่อสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2317
ผู้เป็นบิดาคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล กฤดากร) บุตรชายโทนในเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ส่วนโอรสคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช โอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ที่เกิดแต่หม่อมสุภาพ
หากกล่าวย้อนไปถึงเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้เป็นย่า ท่านเป็นผู้ที่สนใจใฝ่รู้ศิลปวิทยาการสมัยใหม่และมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้เกิดก่อนกาล เป็นสตรีในสยามคนแรกๆ ที่ได้เรียนภาษาอังกฤษและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ศึกษาอย่างแตกฉานกระทั่งสามารถแปลนวนิยายภาษาอังกฤษเรื่อง “กระท่อมน้อยของลุงทอม” (Uncle Tom’s Cabin) ของมิสซีสฮาเรียต บิชเชอร์สโตว์ (Mrs. Harriet Beecher Stowe) ได้สำเร็จ
อีกทั้งยังมีความคิดอันทันสมัย คำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ สนับสนุนการตอบแทนค่าจ้างแรงงานแทนการใช้แรงงานทาส ที่สำคัญ มีความคิดที่จะปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระเหมือนตัวละครของมิสซีสฮาเรียต ซึ่งการรณรงค์ให้เลิกค้าทาสและปลดปล่อยทาสเป็นอิสระเป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกตะวันตกเวลานั้น
และเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นก็ได้ปฏิบัติตามแนวคิดนั้นด้วยการจ่ายเงินเดือนให้กับพวกทาสรับใช้ในวังของตนเดือนละ 4 บาท รวมทั้งมอบเสื้อผ้า อาหาร ตลอดจนของมีค่าเช่นทองคำรูปพรรณทำเองเป็นของขวัญปีใหม่ (สงกรานต์) ด้วย ซึ่งคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แนวคิดเช่นนี้ยังคงร่วมสมัยในปัจจุบัน
ในส่วนของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถทางการศึกษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ มากกว่าพระราชกุมารรุ่นเดียวกัน ถึงกับทรงสามารถเป็นล่ามให้กับเจ้าพี่เจ้าน้อง และเมื่อทรงเจริญพระชันษาก็ทรงแสดงให้เห็นถึงความคิดที่ก้าวหน้า รวบรวมข้าราชการระดับสูงประจำสถานทูตอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งหมด 11 ท่าน
แล้วเป็นผู้นำในการทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2428 ขณะเป็นอัครราชทูตประจำกรุงลอนดอน เพื่อเสนอให้ทรงแก้ไขระบบการปกครองประเทศให้ทันสมัย นับเป็นแนวคิดที่ล้ำยุคในสมัยนั้น เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้รับการบันทึกว่า “เหตุการณ์ ร.ศ. 103” หรือปรากฏการณ์ “สยามหนุ่ม”
เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยการพระราชทานอภัยโทษของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมเหตุผลว่า บ้านเมืองยังไม่พร้อมและพระองค์ก็กำลังศึกษาเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการฝังรากประชาธิปไตยในสังคมไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้างฝ่ายโอรส คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารปืนใหญ่และทหารช่าง ประเทศอังกฤษ ทรงก่อการกบฏด้วยกำลังเพื่อล้มล้างรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476
นับเป็นการกบฏครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยหลังการการปฏิวัติสยาม 2475 สาเหตุตามที่ทรงอ้างว่า เพื่อการทวงคืนอำนาจจากคณะราษฎร์ถวายพระราชอำนาจคืนแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
แต่จากการประมวลหลักฐานหลายแหล่งพบว่า เกิดจากความผิดหวังตำแหน่งทางการเมืองของพระองค์ซึ่งมีความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่เข้ามาสมทบ
เหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงด้วยการที่ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช เสด็จลี้ภัยทางการเมืองออกไปทางเมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม ภายหลังได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยว่า “กบฏบวรเดช”
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2479 คณะราษฎรได้ทำพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ” บริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกรื้อหายไปในคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ในสมัยที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี
Admin อาโด๊ด
(https://www.facebook.com/RamannMon/posts/4011168178958004)

“อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ” บริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ก่อนจะถูกรื้อหายไปในคืนวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ (ต้นราชสกุล กฤดากร) โอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดแต่เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช โอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เกิดแต่หม่อมสุภาพ
เครือข่ายผู้ป่วยคัดค้านแพทยสภา ออกประกาศหน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย 10 ข้อ โดยไม่มีอำนาจ อาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีทางการแพทย์ ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตผู้ป่วย

เครือข่ายผู้ป่วยคัดค้านแพทยสภา ออกประกาศหน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย 10 ข้อ โดยไม่มีอำนาจ อาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีทางการแพทย์ วิจารณ์ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตผู้ป่วยแทนที่จะช่วยทำหน้าที่ซักถามผู้ป่วย
นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย และในฐานะประธานเครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรังทุกประเภท (Healthy forum) คัดค้านการออกประกาศแพทยสภาเรื่องหน้าที่ของผู้ป่วย เห็นว่าขัดต่อกฎหมายแพทยสภา และไม่มีอำนาจในการออกหน้าที่ของผู้ป่วยแต่อย่างใด
แพทยสภาอ้างว่า การออกหน้าที่ผู้ป่วยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 (1) ซึ่งเป็นการให้อำนาจคณะกรรมการแพทยสภาในการบริหารกิจการแพทยสภา ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 และหากพิจารณาตามอำนาจของแพทยสภาตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 (2) เป็นการส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบอาชีพในทางการแพทย์ และ (4) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชน และองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้เป็นอำนาจในการออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยแต่อย่างใด ทำได้เพียงการช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และการให้การศึกษาแก่ประชาชน แต่ไม่ใช่การออกคำสั่งต่อการทำหน้าที่ของผู้ป่วยหรือประชาชน
ซึ่งหากจะมีการออกหน้าที่ผู้ป่วยจริง ควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข และกระบวนการควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวาง ทุกส่วน และต้องระบุอย่างชัดเจนว่า หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วยไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีทางการแพทย์
และหากพิจารณาเนื้อหาผู้ป่วยทั้ง 10 ข้อที่กำหนด “หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเป็นอย่างดี และทัศนคติของแพทยสภาที่มองผู้ป่วยเป็นลบ ไม่สนใจปัญหาสุขภาพของตนเอง ทั้งที่เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนทั้งสิ้น
รวมทั้งหน้าที่ของผู้ป่วยหลายประการเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่จะซักถามจากผู้ป่วย ผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่ทราบว่าสิ่งไหนสำคัญไม่สำคัญที่จำเป็นจะต้องให้ข้อมูล
บางเรื่องที่เขียนเป็นเรื่องที่สามารถอธิบายให้ผู้ป่วยหรือญาติได้รับทราบ เช่น การใช้ห้องฉุกเฉิน ความเหมาะสม หรือบางหน้าที่เป็นพฤติกรรมเฉพาะตนของผู้ป่วยในบางกรณีที่มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจ ซึ่งไม่ควรกำหนดเป็นหน้าที่ของผู้ป่วยโดยภาพรวม
นายธนพลธ์ ได้ทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้คงต้องปรึกษาหารือในกลุ่มผู้ป่วยว่าจะมีการดำเนินการใด หรือไม่ เพราะเพิ่งจะทราบข้อมูลเรื่องนี้ ที่ปรากฎเป็นข่าว
ที่มา FB
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
(https://www.facebook.com/fconsumerthai/posts/2924088657714677)
ooo
ประกาศแพทยสภา ที่ 50/2563 เรื่อง หน้าที่อันพึงปฏิบัติของผู้ป่วย 10 ข้อ ลงนามโดย ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปนั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


